ไทยเวอร์ชั่น นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้รักการเดินป่า Online Magazine for Trekking in Thailand English Version
โดยความเอื้อเฟื้อจากอนุสาร อสท. visit our sponsor

อินทนนท์ ปลายสุดแห่งเทือกเขาหิมาลัย
เมื่อเกิดการเคลื่อนตัวและยกตัวของเปลือกโลกหลายล้านปีมาแล้ว ดันพลังมหาศาลได้ก่อให้เกิดเทือกเขาสูงชันอันเป็นต้นกำเนิดของสายน้ำสำคัญในทวีปเอเชีย ๓สาย คือ แม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เทือกเขานี้ชื่อหิมาลัย
แนวทอดตัวของหิมาลัยยาวมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เขตใต้สุดของแนวหิมาลัยคือเทือกเขาทางภาคเหนือที่มีดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาสูงสุด จึงนับได้ว่าดอยอินทนนท์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิมาลัยอันยิ่งใหญ่
ในอนาคต เมื่อครั้งอากาศของโลกยังเย็น ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ ก็ได้กระจายพันธุ์จากเทือกเขาหิมาลัยลงสู่พื้นที่ด้านล่าง แต่ต่อมาเมื่ออากาศของโลกเริ่มร้อนขึ้น พืชพรรณและสัตว์เหล่านั้นไม่สามารถปรับตัวอยู่ได้ ในขณะที่บนยอดเขาสูงอย่างดอยอินทนนท์ยังคงมีสภาพอากาศเย็นอยู่ตลอดปี จึงทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงแห่งนี้ยังดำรงอยู่ได้ และมีให้เราพบเห็นมาจนถึงวันนี้
ต้นกุหลาบพันปี ดอกไม้ประจำชาติของประเทศเนปาล คือหลักฐานการเชื่อมต่อระหว่างเทือกเขาหิมาลัยกับเทือกเขาในเขตดอยอินทนนท์ กุหลาบพันปีนี้พบอยู่ทั่วไปในหุบเขาของหิมาลัยที่ระดับความสูง ๑,๗๐๐-๓,๕๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง และในประเทศไทยจะพบพันธุ์ไม้ชนิดนี้เฉพาะที่ดอยอินทนนท์และดอยม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เท่านั้น
ไมเคิล แมคมิลแลนด์ วอลซ์ นักสัตววิทยาจากเมืองคาลเกอรี ประเทศแคนาดา ยืนยันหลักฐานนี้จากข้อมูลการพบสัตว์ชนิดต่าง ๆ บนดอยอินทนนท์เช่นเดียวกับเทือกเขาหิมาลัย เช่น นกกินปลีหางยาวเขียว นกศิวะหางสีตาล และกุหลาบพันปี ซึ่งหาง่ายมากในประเทศเนปาล นอกจากนี้ยังมีกะท่าง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกประเภทซาลาแมนเดอร์ที่ใกล้จะสูญพันธ์จากดอยอินทนนท์แล้ว แต่พบทั่วไปในเทือกเขาหิมาลัยของรัฐสิกขิมตอนเหนือของพม่า รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่พบเฉพาะบนดอยอินทนนท์อย่างหนูผีหางยาวฟันแดง หนูน้ำดอยอ่างกา และหนูผีป่าหางจู่ แต่พบได้ทั่วไปในเนปาล จีน และทางตอนเหนือของพม่า ยังมีนกกระจิ๊ดคอสีเทาและปาดดอยอินทนนท์ที่ในประเทศไทยพบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น
ดอยอินทนนท์เกิดจากกหินแประที่ชื่อไนส์ มีเนื้อหินหยาบ ประกอบด้วยผลึกแร่มีทั้งแบบเม็ดและอย่างที่เป็นแผ่นบาง ๆ รอยแยกระหว่างผลึกทำให้ง่ายต่อการแทรกซึมของน้ำ หินไนส์จึงย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วให้ดินที่มีทรายปนค่อนข้างมากเมื่อถูกสายน้ำทั้งที่ไหลบ่าและซึมมาจากใต้ดินกัดเซาะจะสึกกร่อนพังทลายอยางรุนแรงและจะแรงขึ้นหากผิวหน้าของดินอันร่วนซุยนี้ขาดสิ่งปกคลุม
ความที่หินไนส์เป็นหินที่เกิดขึ้นใต้ผิวโลกก่อนแล้วจึงจะโผลให้เห็นเป็นภูเขารูปโดมขนาดใหญ่ที่ยอดโดมเหล่านี้ยังมีเนินเล็ก ๆ กระจายอยู่รอบ ๆ เป็นขอบเวลาฝนตก ฝนส่วนที่ตกด้านในลงล้องเนินเหล่านี้จะไหลประมาณกึ่งกลางระหว่างเนินทั้งหลาย ทำให้หินส่วนนี้ผุและสลายตัวเป็นดินเร็วกว่าหินรอบข้างที่อยู่สูงกว่า เมื่อกระแสน้ำไหลบ่าลงมาจากทุกด้าน จึงพัดพาดินและหินออกจากจุดกำเนิดเดินทางไปกับสายน้ำ ทำให้จุดรวมน้ำยิ่งลึกและกว้างออกไป จนกระทั่งมีปริมาณน้ำมากพอที่จะลดแรงกระแทกครั้งหลัง ๆ ได้จึงเริ่มหยุดขยายตัวทางด้านลึก แต่แนวของยังขยายออกไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ กลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีสิ่งพิเศษแตกต่างจากแอ่งน้ำในพื้นราบมาก ทั้งสภาพแวดล้อมอันเย็นชุ่มชื้นตลอดปี ซึ่งลักษณะเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักในธรรมชาติ
สำหรับชื่อดอยอินทนนท์นั้นมีข้อสันนิษฐานจากหลายที่มาด้วยกัน ข้อมูลล่าสุดของอุทยานฯ บอกไว้ว่าดอยอินทนนท์เคยถูกเรียกว่า"ดอยอังคะ" ซึ่งมาจากคำว่า "อัครัฎฐะ" เป็นชื่อที่ชาวล้านนาบริเวณอำเภอจอมทองในปัจจุบันเรียกขานภูเขาขนาดใหญ่นี้มาตั้งแต่ดั้งเดิม จนเมื่อคณะสำรวจจากสยามเดินทางมาสำรวจทำแผนที่ทั้งพื้นราบและดอยต่าง ๆ ในมณฑลพายัพ ((ขณะนั้นเชียงใหม่ยังเป็นประเทศราชขึ้นอยู่กับสยาม) ช่วงปี พ.ศ.๒๔๓๐-๒๔๓๕ นำโดยเจม แมคคาร์ธี ซึ่งเป็นอาจารย์ ได้นำคณะมาสำรวจพบว่าดอยอังคะนี้เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดและเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยนั้นคือเจ้าอินทวิชยานนท์ จึงเรียกดอยอังคะว่าดอยอินทนนท์ตามพระานามเดิมของท่านปรากฎในแผนที่เป็นครั้งแรกราวปี พ.ศ.๒๔๓๓
ส่วนพระอัฐิของเจ้าอินทวิชยานนท์นั้น หลังจากที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระราชธิดาได้เสด็จกลับประทับเป็นการถาวรที่นครเชียงใหม่ ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระองค์ได้เสด็จฯมาประทับแรมบนยอดดอยอินทนนท์อยู่ ๒ คืน และโปรดฯ ให้สร้างพระอัฐิดจดีย์ขึ้นโดยใช้ก้อนหินก้อนใหญ๋ก่อขึ้นมาเป็นรูปเจดีย์แล้วพรรจะพระอัฐิของพระบิดาส่วนหนึ่งไว้ ณ ที่นั้น ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เมื่อกองทัพอากาศสร้างเส้นทางสู่ยอดดอยขึ้นพร้อมกับสถานีเรดาร์ จึงได้สร้างสถูปองค์ใหม่ไว้เป็นสิริมงคลจนถึงปัจจุบัน
บางประวัติกล่าวว่าดอยอินทนนท์เดิมชื่อ ๆ "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา" ดอยหลวงนั้นหมายถึงภูเขาขนาดใหญ่ ส่วนดอยอ่างกาเพี้ยนมาจากคำว่าอั่งกาซึ่งแปลว่าภูเขาขนาดใหญ่ ในสมัยที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (ช่วง พ.ศ. ๒๔๑๖-๒๔๔๐) พระองค์ทรงหวงแหนป่าไม้มากและเคยเสด็จฯ มาสำรวจดอยหลวงด้วย ทรงตรัสสั่งว่าหากถึงแก่พิราลัยให้นำพระอัฐิมาไว้ ณ ที่แห่งนี้ หลังจากพระองค์ถึงแก่พิราลัย พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชธิดา จึงทรงอัญเชิญพระอัฐิของพระบิดามาที่อ่างกาหลวง แต่เนื่องจากการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงทำได้เพียงนำก้อนหินมาวางทับกันเท่านั้น
บ้างก็ว่าดอยสูงแห่งนี้เดิมเคยชื่อว่า "อ่างกาหลวง" ด้วยเหตุที่มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่มีน้ำขังตลอดปี สัตว์ป่าต่างอาศัยแอ่งน้ำนี้มาเนิ่นนาน อีกทั้งทางทิศใต้ของแอ่งน้ำมีหินผาก้อนใหญ่ ตอนบนมีลักษณะเป็นรูปคล้ายอีกาเกาะอยู่ อ่างกาหลวงเปลี่ยนชื่อเป็นดอยอินทนนท์เมื่อมีการนำพระอัฐิของเจ้าอินทวิชยานนท์ขึ้นไปประดิษฐานไว้
และทุกปี ทุกวันที่ ๒๓ เดือนพฤศจิกายน บริเวณยอดดอย ทางอุทยานฯ กองทัพอากาศและกลุ่มทายาทเจ้านายฝ่ายเหนือจะร่วมกันจัดพิธีไหว้สาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ขึ้น เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน........
........... สารบัญ
---------------------------------------------------------------------
ใน 1 ปีของดอยอินทนนท์
อินทนนท์ ปลายสุดแห่งเทือกหิมาลัย
ป่าสูงเสียดฟ้า
สัตว์ป่า สมาชิกบนแดนดอย
แผนที่
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ดูนก
สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ
น่าสนใจใกล้เคียง
การเดินทาง
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก
ประกาศอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

ข้อมูลโดย ....กุลธิดา สืบหล้า
ภาพโดย....สาทิพย์ ทองนาคโคกกรวด
สนับสนุนข้อมูลโดย...อนุสาร อ.ส.ท.

----------------------------------------------------------
----- รักษ์ธรรมชาติกับเทรคกิ้งไทย.คอม------
กลับไปหน้าแรก