ภูแว น่าน อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
![]() |
||
.... ทริป ภูแว จ. น่าน หลังจากกลับทริปแห่งสายน้ำ ณ. น้ำตกหมันแดง และ น้ำตกตาดหมอก ที่สนุกสนานกันอย่างเมามัน กับ ความสวยงาม ป้าแก้วของเราก็ไม่รอช้ากับทริปใหม่ในทันที่ แต่ครั้งนี้บอกว่าจะไปสัมผัสความหนาวเย็นเพื่อ เปลี่ยน อรรถรสในชีวิตน้อยๆ เพื่อที่จะไปพิชิตยอด ดอยภูแว ซึ่งยังเป็นยอดภู ที่นักท่องเที่ยวยังไปกันน้อยอาจจะ ด้วยความบากในการเดินทาง หรือไม่ก็ไกลเกินไปและเป็นเส้นทางที่ต้องเตรียมพร้อมพอสมควร ตอนแรกที่ ประมาณการไว้จะมีผู้สนใจไม่กี่คนเอง ซัก 9-10 คน ประมาณนี้ แต่ ด้วยความอยากลิ้มลอง บรรยากาศเหนือๆ ปรากฎว่าผู้สนใจไปกันอย่างล้นหลามครับท่าน กับเพื่อน ๆ อีก 18 ชีวิต ทริปนี้ก็ได้ พี่แก้ว หรือจะเรียกอีกนัย หนึ่งว่า "ป้าแก้ว" หัวหน้าคณะทัวร์เจ้าเก่า เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่นำทาง และลูกหาบ ที่รออยูที่ภูแว แล้ว ที่นัดหมายเป็นจุดเดิม คือ ปั้ม ป.ต.ท. แถว ๆ อนุสาวรีย์ชัย แต่ว่าจะออกเดินทางกันได้ เกือบเที่ยงคืน เพราะว่ารถตู้ที่นัดกันไว้ จำวันผิด ก็เลยเอวังด้วยประการล่ะชะนี้ ไม่เป็นไรรอได้ เสียงบ่นจากผู้ชมบางคนที่ รุ่มร้อนอยากจะถึง ภูแว เร็วๆ และก็มาถึงจนได้ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำที่กลัวจะอดไป |
![]() |
... อิๆๆ นับเพื่อนๆ
พี่ๆน้องๆ มากมายเลยอ่ะรวม ทริปนี้คนเยอะมากเลย รวมทั้งหมดทั้งหมด 18 คน แต่ว่าจะขึ้นรถที่กรุงเทพแค่
เพียง 16 คนเท่านั้น อีก 2 คนเป็นแขกพิเศษมากค่ะ ต้องไปรับที่แพร่ เพราะว่าทั้ง 2 คนนั้นไปเที่ยวที่อื่นก่อน
แล้วมาขอร่วมแจมที่หลัง อยากรู้แล้วใช่รึเปล่าว่าเป็นใคร ติดตามต่อดีกว่าว่าเป็นใคร ( ทายถูกมีรางวัลหย่าย..
ใบ้นิดหนึ่งว่าเป็นสาวสวยของ กลุ่ม blue planet ) สมาชิกในทริปนี้นั้นล้นหลามมาก เพราะว่าการประชาสัมพันธ์
ทั้งภาคพื้นดิน และ ภาคอินเตอร์เนทในยุค IT จึงทำให้มีคนมาร่วมแจมมากมาย... มากจนกระผมจำชื่อได้ไม่หมด
ยังไงขออภัยด้วย สำหรับคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อนะครับ (เผื่อว่า มาอ่านแล้วจะถูกว่าได้...เราก็ไปนิไม่เห็นมีชื่อเลย อิๆๆ )
สรุปแล้วก็มี...ป้าแก้ว.. นู๋เอ..น้องแจ๋นแลน(ยัยอ้ออ่ะ) ..โมริ.. เฉาก๊วย (ชาวบีพี)... พี่นี..หนู KQ ( สุด hot แห่ง บีพี)
และก็กระผมเองคุณแสงทิพย์เจ้าเก่าเจ้าแก่...สำหรับ รถตู้คันแรก และก็ได้เผื่อที่ไว้ให้กับแขกอีกสองคนที่จะไปขึ้น
รถที่แพร่อีกด้วย ส่วนรถอีกคันนึง มี นายโจ... ชุ(แต้มใจ บีพี).. เล็ก.... ผึ้ง... อ๋อ.... เอ๋..นิ่ม และ คุณกระดังงา
(อิอิ ชื่อคุ้น ๆ มั้ยค่ะ ชาวบีพีเราเองอ่ะ) เรื่องชื่อเสียงเรียงนาม ขอได้รับความขอบคุณจากป้าแก้ว รู้สึกจะดังใหญ่
แล้วน่ะป้านะ
|
![]() |
... พวกเราออกเดินทางกันประมาณเกือบ ๆ เที่ยงคืนของวันที่ 9 พ.ย กว่าจะถึงก็ เกือบ ๆ หกโมงเช้า ของวันรุ่งขึ้น รถตู้คันที่กระผมนั่ง ก็ได้ไปถึงตัวเมืองแพร่ ไปยังสถานที่นัดหมายคือ ขนส่งจังหวัดแพร่ เพื่อไปรับ สองสาวที่ทำตัวลึกลับ อิอิ อยากรู้แล้วใช่ป่ะ ว่าเป็นใคร ก็ "งามจันทร์ และ นู๋ก้อย" ไงหล่ะ จากนั้น กลุ่มของเรา ก็ไปเที่ยวชม วัดพระธาตุช่อแฮ .. เพราะว่ารถอีกคันนึง หลงทางไปอุตรดิตย์ (คนขับเค้าคงนึกว่าจะไป ภูสอยดาว มั้ง) ก็ได้ถ่ายรูปที่วัดตามฝีมือของแต่ล่ะคนที่จะสร้างสรรค์อารมณ์ตามจิตนาการ ส่วนกระผมก็ไหว้พระและเดินดูทิวทัศน์ รอบๆวัด พักใหญ่ๆ แล้วก็นั่งรถไปในตลาดสดของ จ. แพร่เพื่อนัดเจอกับรถอีกคันที่หลง และหาข้าวรองท้องกัน ซึ่งหิวกันตาลายกันหมดแล้ว กว่าจะมาเจอกันอีกทีก็สาย ๆ แล้วล่ะ ซึ่งเรานั่งกินรออย่างเต็มที่ ก็มีไถ่ถามกันนิดหน่อย ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย... จากนั้นก็ไปซื้อของในตลาดสดที่จะไปกินกันที่ ภูแว ..ได้ไก่สดมาตั้ง 2 กิโล และผักอีกมาก มายเพราะทริป นี้เน้นผักครับ และยังมีมันกะเผือกอีกด้วย จะไปทำเผือกน้ำกะทิครับ ผมชอบ แฮ่ะๆๆ เราตรงไปยัง อุทยานแห่งชาติดอยภูคา กันในทันที แต่ว่าด้วยหนทางที่เต็มไปด้วยทางโค้ง รวมทั้งทางขึ้นเขา และ ลงเขา ทำให้ไม่ สามารถเร่งความเร็วได้มากนัก จึงไปถึงเกือบ ๆ จะบ่ายสามโมงเย็นแล้ว |
... และด้วยความ....จะเรียกว่าอะไรดีของคนขับ รถตู้ แบบว่า ไม่ได้เติมน้ำมันให้เต็มถังมาก่อนขึ้น พวกเราจึงต้องว่าจ้างรถ 6 ล้อไปส่งที่ตีน ดอยภูแว คือ บ้านด่าน จากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เราใช้เวลาอีกสองชั่วโมงกว่า ๆ กับระยะทางประมาณ 50-60 กิโล พี่เจ้าหน้าที่ ป่าไม้แนะนำว่า ถ้ามืดค่ำก่อน ก็ให้นอนที่ บ้านด่าน แล้วรุ่งขึ้นค่อยเดินขึ้น ภูแว กันทีเดียวเลย แต่ว่าพวกเราไม่คิดอย่าง นั้น เพราะว่าถ้าเดินขึ้นทีเดียวก็จะเหนื่อยมาก (เหนื่อยขี้แตกขี้แตนเลยล่ะ) ก็เลยปรึกษากับหัวหน้าคณะทัวร์.. ก็ป้าแก้วไง สรุปว่า พวกเราจะเดินกันทั้งมืด ๆ อย่างนั้น เพื่อไปให้ถึง บ้านด่าน ให้ได้ภายในคืนนี้เลย คณะของเราและลูกหาบ อีก 6 คน รวมกันทั้งหมด 20 กว่าคน ก็เริ่มต้นเดินกันตั้งแต่ 6 โมงเย็น ซึ่งในขณะนั้นเอง ความมืดก็โรยตัวเข้ามาแล้ว แต่ว่าด้วยใจที่อยากจะไปให้ถึง ก็เลยรีบ ๆ เดินขึ้นไป ระหว่างทางนู๋ก้อยของเราก็ทำท่าทางเหมือนจะหมดแรงหรือเป็น ลมอะไรซะอย่าง ซักพักนู๋ก้อยก็เฉลยออกมาว่า " พี่ๆๆ หนูปวดอึ ค่ะ ปวดตั้งแต่ก่อนขึ้นแล้ว " แป๋วๆๆ ให้เราก็นึกว่า เพิ่งเคยเดินเป็นครั้งแรกเห็นรูปร่างบอบบางอย่างนี้ แต่เธอก็ทนทายาทดีอ่ะแบกเป้หนักเอาการอยู่ถึงจนได้ ขอปรบมือ ให้เป็นรางวัล ขนาดให้ไปอึก่อนก็ไม่ไป สงกะสัยกลัวจะแอบดู อิๆๆ เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ในการเดินจาก บ้านด่าน ไปถึง บ้านห้วยปู้ด |
![]() |
![]() |
... ซึ่งในระหว่างทางนั้นจะรู้สึกว่ามันชันมากแต่ก็ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน เพราะมันมืดมากจริงๆ ขนาดนู๋เอ๋ที่ว่าแน่ๆยังโพล่งอกกมาว่า " พี่ๆๆ ใครแบกเป้ผมให้ 100 นึ่ง " และก็มีคนอาสาให้สมความตั้งใจ แต่เดินได้ อีกแป้บเดียวถึงแล้วครับท่าน นู๋เอ๋ของเราก็หงอยขึ้นมาทันตา " รู้งี้แบกเองดีกว่า "เป็นเสียงตัดพ้อของเค้าล่ะ คิดจะเป็นโปรต้องอดทนหน่อยนะนู๋ ...พอถึงที่ บ้านห้วยปู้ด เกือบ 2 ทุ่ม เรารีบกางเตนท์ และทำอาหารกันในทันที เพราะ ว่าสองทุ่มกว่า ๆ แล้ว เรื่องอาหารนั้น มื้อฝีมือของหนู kqเกือบ ๆ หมดเลยค่ะ อร่อยมั่ง ไม่อร่อยมั่ง ( ผมชอบหมด แหละที่เป็นฝีมือหนู kq ก็สวยแล้วยัง ทำเก่งอีกต่างหาก ผมชอบ อิอิ) เมนู เท่าที่จำได้ ก็ ไข่เจียว แกงเขียวหวาน ยำปลากระป๋อง คะน้าน้ำมันหอยใส่ไก่ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ใต้แสงดาวที่เต็มท้องฟ้า เป็นบรรยากาศที่ไม่มี ภัตตาคารที่ไหนในเมืองใหญ่ทำได้แบบนี้ เราใช้เวลาไม่นานกับอาหาร ก็เรียบร้อยหมด |
... จากนั้น บางคนก็เริ่มเข้านอน บางคนชวนไปอาบน้ำ แต่ว่าบางคนเอง บอกว่า '' ไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับน้ำเย็น ๆ หรอกค่ะ " ไม่ไหว คืนนี้ขอบาย ดีกว่า ( ปกติกระผมจะไม่พลาดที่จะอาบน้ำแม้จะหนาวเค่ไหน แต่ครั้งแน่ ขอบายเหมือนกัน ฮะ ) ทริปนี้ มีสองหนุ่ม นักดนตรี และ นักรัอง คือ นายโจ กับ นายชุ ที่เอากีตาร์ ขลุ่ย และ เมาท์ออแกน ขึ้นไปเล่นเพิ่มบรรยากาศด้วย แต่ว่า บางทีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ มีมากเกินไป ก็ทำให้หนวกหูไปบ้าง ต้องขออภัยกลุ่มอื่น ๆ เค้าด้วยนะครับ ( แต่ไม่ดังจน ให้เต้นท์อื่นว่าหรอกครับ เพราะอยู่ไกลกันมาก และสัตว์ป่าก็ไม่รบกวน เพราะไม่มีครับผม ) คืนนั้น ก่อนนอนได้นั่งมอง ท้องฟ้าที่บ้านห้วยปูด ดวงดาวน้อยใหญ่ เต็มไปทั่วทั้งผืนฟ้า มีมากจนกระทั่งหนู kq เปรยออกมาให้ฟังว่า " ดาวมันมี เยอะขนาดนี้เลยเหรอเยอะกว่าตอนที่นั่งมองกรุงเทพมากเลย แทบจะเอามือหยิบดาวลงมาได้ (เชื่อหนูสิคะสละเวลาสัก นิดไปเที่ยวแล้วคุณจะรู้ว่าชีวิต มีอะไรมากกว่าที่คุณเห็น และเป็นอยู่) " กระผมก็ซึ่งไปเลยซิครับ ... แต่ว่าก็มีบางคน กำลังนั่งมอง "ดาวยอ" ของใครต่อใครก็ไม่รู้ อิอิ ไม่อาววว ไม่พูด ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ |
![]() |
![]() |
... เอก อี้ เอ๊ก เอ๊กกกกกกกก ไก่บ้าที่ไหนฟะ มาขันตั้งแต่ตอนตีสี่ นึกรำพึงอยู่ในใจ ไม่น่าจะตื่นมารับรู้เลย อากาศหนาวมาก ใส่เสื้อไปสามตัว ถุงเท้าสองคู่ ซุกตัวอยู่ในถูงนอนอย่างดี ก็ยังกั้นความหนาวไว้ไม่ได้ แต่ว่ายังไง ขอนอนต่ออีกหน่อยดีกว่า ประมาณ หกโมงนิด ๆ เสียงเจี๊ยวจ๊าว เริ่มดังขึ้น หนูก็โผล่ออกมาสูดอากาศที่หนาวเย็นนอกเตนท์ สำรวจดูว่าสภาพที่เรา นอนอยู่นั้นเป็นยังไง เรานอนกันบนสนามหญ้าของโรงเรียนประจำหมู่บ้านห้วยปูด มีคณะท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกหลายคณะ เช่นกัน อากาศที่หนาวเย็น หายใจทุกครั้งมีควันออกมาเลย ยืนอยู่ได้ซักพักก็ไปประจำหน้าที่ อิอิ ก็เตรียมกินข้าวไงหลังจาก แม่ครัว kq และป้าแก้วช่วยกันทำอย่างสุดฝีมือเช่นเคย เมื่อเราเสร็จจากอาหารเช้าแล้ว ก็เตรียมแพคของที่จะเอาขึ้นไปบน ยอด ดอยภูแว ดอย ภูแว นี้ไม่มีน้ำนะครับ ลักษณะเป็นเขาหินปูน คล้าย ๆ ดอยเชียงดาว แหล่งน้ำสุดท้าย จะอยู่กลางทางระหว่าง ที่จะเดินขึ้นดอย |
.... แต่ว่ามันก็ไม่ค่อยสะอาดเท่า น้ำที่บ้านห้วยปูดหรอกค่ะ เพราะฉะนั้น เรื่องน้ำเนี่ย จำเป็นมาก คณะของเรา
ออกเดินทางประมาณ 10 โมงเช้า แดดกำลังแจ๋เลยล่ะ ผมใส่เสื้อยืดแขนสั้นตัวเก่ง เพราะว่าคำนวณดูแล้วน่าจะร้อนมาก
ยิ่งเดินขึ้นเขาด้วย คงจะร้อนน่าดู เลยใส่แขนสั้นดีกว่า ลักษณะทางเดินขึ้นเขาไปยังยอด ดอยภูแว ทางค่อนข้างชันมาก
บางช่วงชันเอาการทีเดียว เป็นการเดินท่ามกลางแสงแดดที่สดใส และ ท้องฟ้าสีคราม บางช่วงเหนื่อยมาก ๆ ๆ ๆ ทีเดียว
และบางช่วงทางก็เละมาก คล้าย ๆ กับเราเดินตามทางของวัวที่ชาวบ้านปล่อยขึ้นมาเลี้ยง ทางเดินก็แคบมากขนาดที่เดินได้
เพียงคนเดียว สำหรับตัวกระผมเอง เดินประมาณ ครึ่งชั่วโมง พักประมาณ สิบนาที ไม่งั้น คงเป็นลมแน่ ๆ น้ำดื่มก็ค่อย ๆ
จิบ ค่อย ๆ กินเพราะว่า ถ้ากินมาก จุก และ ยังไม่มีน้ำให้ไปใช้ที่ข้างบนอีกด้วย บ่ายสามโมงแล้ว หนูเห็นยอดดอยภูแว
ตระหง่านอยู่ตรงหน้า โอววว มันยอดนี้เองรึเนี่ย ข้ามเขามาตั้ง 3 ลูกแน่ะ ยืนแหงนมองยอด ดอยภูแว คอแทบตั้งบ่าทีเดียว
ก็เลยตกลงกับเพื่อน ๆ ก่อนว่า จะไปกางเตนท์ก่อน แล้วค่อยไปถ่ายภาพแสงสุดท้าย และพระอาทิตย์ตกบนยอดดอยภูแว
สี่โมงเย็น (กว่า ๆ) หลังจากที่อิ่มกับมาม่าต้มยำแล้ว ก็เริ่มไต่ระดับความสูงชันอีกครั้งนึง คราวนี้สบายหน่อย ไม่มีสัมภาร
ของตัวเองมาเกะกะ มีเพียงแค่กระเป๋ากล้องและขาตั้งเท่านั้น ไต่ความสูงขึ้นไปบนยอด ดอยภูแว ทางขึ้นจะชันมากและจะมีหินปูน
แหลมคมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าลื่นล้มอาจได้รับบาดเจ็บได้ ....
|
| ข้อมูลเสริมอุทยานแห่งชาติดอยภูคาครับ-จาก อสท. |
|
--- อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในภาคเหนือ คือมีพื้นที่ประมาณ 1,050,000 ไร่ มียอด ดอยภูคา ซึ่งอยู่สูงจาก
ระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,980 เมตร เป็นสัญญลักษณ์สำคัญ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีทั้งพรรณพืชและสัตว์ป่าที่สำคัญต่อระบบนิเวศ ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำหลายสาย
เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่ไหลหล่อเลี้ยงชีวิตชาวน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือมีเรื่องกล่าวขานกันมาแต่ครั้งโบราณว่า เทือกดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่าน
ซึ่งทางจังหวัดได้เห็นความสำคัญในการที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายของราษฎร นาย สมชาย โลหะโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่านขณะนั้น จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ให้กำหนดป่า ดอยภูคา เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 2526 และได้รับประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการในปี 2542
ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน มีที่ราบตามหุบเขาเพียงเล็กน้อย อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15-17 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็นมาก พรรณไม้หายาก -ต้นชมพูภูคา เป็นพรรณไม้หายากใกล้สูญพันธุ์มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เปลือกสีเทาเรียบ ใบเรียงกันสลับกันเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ช่อดอกสีชมพู จะออกดอกราว ๆ เดือนกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคมของทุกปี ในประเทศไทยพบเพียงแห่งเดียวที่ ดอยภูคา เท่านั้น - เต่าร้างยักษ์ เป็นปาล์มพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบเป็นแห่งแรกซึ่งหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของดลก ขึ้นอยู่ตามไหล่เขาที่ลาดชัน ต้นเมเปิล เป็นเมเปิลที่มีลักษณะแตกต่างจากต้นเมเปิลที่อื่น ๆ คือ ใบจะมี 5 แฉกแต่ต้นเมเปิลที่พบโดยทั่วไปนั้นใบจะมี 3 แฉก สถานที่ท่องเที่ยว ... ถ้ำผาแดง เป็นถ้ำที่มีความสวยงามและยาวมากที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีหินงอก หินย้อย น้ำตก และลำธารขนาดใหญ่อยู่ภายในถ้ำ ถ้ำผาฆ้อง เป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในมีหินงอกหินย้อย และธารน้ำไหลผ่าน นอกจากนี้ยังมีถ้ำที่น่าสนใจอีก เช่น ถ้ำผาเก้า ถ้ำผาผึ้ง ซึ่งอยู่กระจายกันไปในพื้นที่ของอุทยานฯ น้ำตกภูฟ้า เป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีจำนวน 12 ชั้น บริเวณโดยรอบเป็นป่าเบญจพรรณ น้ำตกต้นตอง เป็นน้ำตกหินปูนขนาดกลาง มี 3 ชั้นสูง 60 เมตร อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ เช่น น้ำตกศิลาเพชร น้ำตกแม่จริม เป็นต้น ดอยภูแว เป็นยอดดอยที่มีความสูงชัน อยู่สุงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1837 เมตร มีลักษณะโดดเด่นคือ ปราศจากต้นไม้ใหญ่คลุมอยู่ มีหญ้าขึ้นปกคลุมเล้กน้อย ทั้งยังมีลานหินและหน้าผาที่สูงชันอีกหลายแห่ง เช่น ผาแอ่น ผาขี้นก ผาผึ้ง ใกล้ ๆ กัน ได้มีการค้นพบสุสานหอบซึ่งเป็นหอยทะเล อายุประมาณ 200 ล้านปี พบในบริเวณบ้านค้างฮ่อ อำเภอปัว ในช่วงฤดูหนาวมีทะเลหมอกสวยงามมาก การเดินทางสู่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โดยรถยนต์ จากตัวจังหวัดน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1080 ถึงอำเภอปัว แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (สายปัว-บ่อเกลือ) ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ระยะทาง 25 กิโลเมตร การเดินทางสู่ดอยภูแวมี 2 เส้นทาง เส้นทางแรก เดินทางโดยรถไปยังทางหลวงหมายเลข 1081 (ทางสายบ่อเกลือ-ห้วยโก๋น) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปยังหมู่บ้านห้วยปูด อีก 3 กิโลเมตร จุดเดินขึ้นดอยคือหลังสถานีอนามัยตำบลขุนน่าน บ้านด่าน อำเภอบ่อเกลือ หรือจะใช้เส้นทางที่ 2 ขึ้นทางอำเภอทุ่งช้าง ที่หมู่บ้านมณีพฤกษ์ 2 ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร โทร 01-224-0789 |
| ที่ติดต่อคนนำทาง |
| ----ติดต่อได้จากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เลย ที่ dnp.go.th
ใครรู้จักเจ้าที่บริการดี ๆ ก็ช่วยบอกต่อนะครับจะเผยแพร่ให้ |
| งบประมาณ |
| ----ประมาณ 2000 บาทต่อคนครับ ไปแบบเหมารถตู้กันไปนะ ต้องไปเหมารถเข้าอีกเล็กน้อย เพราะว่ารถตู้เข้าไม่ได้ก่อนเข้าบ้านห้วยปู้ด |
| Last Update : นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตเมื่อ 15 ก.พ. 2543 |
......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก มีเรื่องราวน่าสนใจให้อ่านอีกแยะจ้า