ภูแว น่าน อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
Refresh
ดอยภูแว ภูแว - น่าน

.... ทริป ภูแว จ. น่าน หลังจากกลับทริปแห่งสายน้ำ ณ. น้ำตกหมันแดง และ น้ำตกตาดหมอก ที่สนุกสนานกันอย่างเมามัน กับ ความสวยงาม ป้าแก้วของเราก็ไม่รอช้ากับทริปใหม่ในทันที่ แต่ครั้งนี้บอกว่าจะไปสัมผัสความหนาวเย็นเพื่อ เปลี่ยน อรรถรสในชีวิตน้อยๆ เพื่อที่จะไปพิชิตยอด ดอยภูแว ซึ่งยังเป็นยอดภู ที่นักท่องเที่ยวยังไปกันน้อยอาจจะ ด้วยความบากในการเดินทาง หรือไม่ก็ไกลเกินไปและเป็นเส้นทางที่ต้องเตรียมพร้อมพอสมควร ตอนแรกที่ ประมาณการไว้จะมีผู้สนใจไม่กี่คนเอง ซัก 9-10 คน ประมาณนี้ แต่ ด้วยความอยากลิ้มลอง บรรยากาศเหนือๆ ปรากฎว่าผู้สนใจไปกันอย่างล้นหลามครับท่าน กับเพื่อน ๆ อีก 18 ชีวิต ทริปนี้ก็ได้ พี่แก้ว หรือจะเรียกอีกนัย หนึ่งว่า "ป้าแก้ว" หัวหน้าคณะทัวร์เจ้าเก่า เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่นำทาง และลูกหาบ ที่รออยูที่ภูแว แล้ว ที่นัดหมายเป็นจุดเดิม คือ ปั้ม ป.ต.ท. แถว ๆ อนุสาวรีย์ชัย แต่ว่าจะออกเดินทางกันได้ เกือบเที่ยงคืน เพราะว่ารถตู้ที่นัดกันไว้ จำวันผิด ก็เลยเอวังด้วยประการล่ะชะนี้ ไม่เป็นไรรอได้ เสียงบ่นจากผู้ชมบางคนที่ รุ่มร้อนอยากจะถึง ภูแว เร็วๆ และก็มาถึงจนได้ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำที่กลัวจะอดไป

ดอยภูแว ภูแว - น่าน

ดอยภูแว ภูแว - น่าน

... อิๆๆ นับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ มากมายเลยอ่ะรวม ทริปนี้คนเยอะมากเลย รวมทั้งหมดทั้งหมด 18 คน แต่ว่าจะขึ้นรถที่กรุงเทพแค่ เพียง 16 คนเท่านั้น อีก 2 คนเป็นแขกพิเศษมากค่ะ ต้องไปรับที่แพร่ เพราะว่าทั้ง 2 คนนั้นไปเที่ยวที่อื่นก่อน แล้วมาขอร่วมแจมที่หลัง อยากรู้แล้วใช่รึเปล่าว่าเป็นใคร ติดตามต่อดีกว่าว่าเป็นใคร ( ทายถูกมีรางวัลหย่าย.. ใบ้นิดหนึ่งว่าเป็นสาวสวยของ กลุ่ม blue planet ) สมาชิกในทริปนี้นั้นล้นหลามมาก เพราะว่าการประชาสัมพันธ์ ทั้งภาคพื้นดิน และ ภาคอินเตอร์เนทในยุค IT จึงทำให้มีคนมาร่วมแจมมากมาย... มากจนกระผมจำชื่อได้ไม่หมด ยังไงขออภัยด้วย สำหรับคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อนะครับ (เผื่อว่า มาอ่านแล้วจะถูกว่าได้...เราก็ไปนิไม่เห็นมีชื่อเลย อิๆๆ ) สรุปแล้วก็มี...ป้าแก้ว.. นู๋เอ..น้องแจ๋นแลน(ยัยอ้ออ่ะ) ..โมริ.. เฉาก๊วย (ชาวบีพี)... พี่นี..หนู KQ ( สุด hot แห่ง บีพี) และก็กระผมเองคุณแสงทิพย์เจ้าเก่าเจ้าแก่...สำหรับ รถตู้คันแรก และก็ได้เผื่อที่ไว้ให้กับแขกอีกสองคนที่จะไปขึ้น รถที่แพร่อีกด้วย ส่วนรถอีกคันนึง มี นายโจ... ชุ(แต้มใจ บีพี).. เล็ก.... ผึ้ง... อ๋อ.... เอ๋..นิ่ม และ คุณกระดังงา (อิอิ ชื่อคุ้น ๆ มั้ยค่ะ ชาวบีพีเราเองอ่ะ) เรื่องชื่อเสียงเรียงนาม ขอได้รับความขอบคุณจากป้าแก้ว รู้สึกจะดังใหญ่ แล้วน่ะป้านะ

ดอยภูแว ภูแว - น่าน

... พวกเราออกเดินทางกันประมาณเกือบ ๆ เที่ยงคืนของวันที่ 9 พ.ย กว่าจะถึงก็ เกือบ ๆ หกโมงเช้า ของวันรุ่งขึ้น รถตู้คันที่กระผมนั่ง ก็ได้ไปถึงตัวเมืองแพร่ ไปยังสถานที่นัดหมายคือ ขนส่งจังหวัดแพร่ เพื่อไปรับ สองสาวที่ทำตัวลึกลับ อิอิ อยากรู้แล้วใช่ป่ะ ว่าเป็นใคร ก็ "งามจันทร์ และ นู๋ก้อย" ไงหล่ะ จากนั้น กลุ่มของเรา ก็ไปเที่ยวชม วัดพระธาตุช่อแฮ .. เพราะว่ารถอีกคันนึง หลงทางไปอุตรดิตย์ (คนขับเค้าคงนึกว่าจะไป ภูสอยดาว มั้ง) ก็ได้ถ่ายรูปที่วัดตามฝีมือของแต่ล่ะคนที่จะสร้างสรรค์อารมณ์ตามจิตนาการ ส่วนกระผมก็ไหว้พระและเดินดูทิวทัศน์ รอบๆวัด พักใหญ่ๆ แล้วก็นั่งรถไปในตลาดสดของ จ. แพร่เพื่อนัดเจอกับรถอีกคันที่หลง และหาข้าวรองท้องกัน ซึ่งหิวกันตาลายกันหมดแล้ว กว่าจะมาเจอกันอีกทีก็สาย ๆ แล้วล่ะ ซึ่งเรานั่งกินรออย่างเต็มที่ ก็มีไถ่ถามกันนิดหน่อย ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย... จากนั้นก็ไปซื้อของในตลาดสดที่จะไปกินกันที่ ภูแว ..ได้ไก่สดมาตั้ง 2 กิโล และผักอีกมาก มายเพราะทริป นี้เน้นผักครับ และยังมีมันกะเผือกอีกด้วย จะไปทำเผือกน้ำกะทิครับ ผมชอบ แฮ่ะๆๆ เราตรงไปยัง อุทยานแห่งชาติดอยภูคา กันในทันที แต่ว่าด้วยหนทางที่เต็มไปด้วยทางโค้ง รวมทั้งทางขึ้นเขา และ ลงเขา ทำให้ไม่ สามารถเร่งความเร็วได้มากนัก จึงไปถึงเกือบ ๆ จะบ่ายสามโมงเย็นแล้ว

... และด้วยความ....จะเรียกว่าอะไรดีของคนขับ รถตู้ แบบว่า ไม่ได้เติมน้ำมันให้เต็มถังมาก่อนขึ้น พวกเราจึงต้องว่าจ้างรถ 6 ล้อไปส่งที่ตีน ดอยภูแว คือ บ้านด่าน จากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เราใช้เวลาอีกสองชั่วโมงกว่า ๆ กับระยะทางประมาณ 50-60 กิโล พี่เจ้าหน้าที่ ป่าไม้แนะนำว่า ถ้ามืดค่ำก่อน ก็ให้นอนที่ บ้านด่าน แล้วรุ่งขึ้นค่อยเดินขึ้น ภูแว กันทีเดียวเลย แต่ว่าพวกเราไม่คิดอย่าง นั้น เพราะว่าถ้าเดินขึ้นทีเดียวก็จะเหนื่อยมาก (เหนื่อยขี้แตกขี้แตนเลยล่ะ) ก็เลยปรึกษากับหัวหน้าคณะทัวร์.. ก็ป้าแก้วไง สรุปว่า พวกเราจะเดินกันทั้งมืด ๆ อย่างนั้น เพื่อไปให้ถึง บ้านด่าน ให้ได้ภายในคืนนี้เลย คณะของเราและลูกหาบ อีก 6 คน รวมกันทั้งหมด 20 กว่าคน ก็เริ่มต้นเดินกันตั้งแต่ 6 โมงเย็น ซึ่งในขณะนั้นเอง ความมืดก็โรยตัวเข้ามาแล้ว แต่ว่าด้วยใจที่อยากจะไปให้ถึง ก็เลยรีบ ๆ เดินขึ้นไป ระหว่างทางนู๋ก้อยของเราก็ทำท่าทางเหมือนจะหมดแรงหรือเป็น ลมอะไรซะอย่าง ซักพักนู๋ก้อยก็เฉลยออกมาว่า " พี่ๆๆ หนูปวดอึ ค่ะ ปวดตั้งแต่ก่อนขึ้นแล้ว " แป๋วๆๆ ให้เราก็นึกว่า เพิ่งเคยเดินเป็นครั้งแรกเห็นรูปร่างบอบบางอย่างนี้ แต่เธอก็ทนทายาทดีอ่ะแบกเป้หนักเอาการอยู่ถึงจนได้ ขอปรบมือ ให้เป็นรางวัล ขนาดให้ไปอึก่อนก็ไม่ไป สงกะสัยกลัวจะแอบดู อิๆๆ เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ในการเดินจาก บ้านด่าน ไปถึง บ้านห้วยปู้ด

ดอยภูแว ภูแว - น่าน
ดอยภูแว ภูแว - น่าน

... ซึ่งในระหว่างทางนั้นจะรู้สึกว่ามันชันมากแต่ก็ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน เพราะมันมืดมากจริงๆ ขนาดนู๋เอ๋ที่ว่าแน่ๆยังโพล่งอกกมาว่า " พี่ๆๆ ใครแบกเป้ผมให้ 100 นึ่ง " และก็มีคนอาสาให้สมความตั้งใจ แต่เดินได้ อีกแป้บเดียวถึงแล้วครับท่าน นู๋เอ๋ของเราก็หงอยขึ้นมาทันตา " รู้งี้แบกเองดีกว่า "เป็นเสียงตัดพ้อของเค้าล่ะ คิดจะเป็นโปรต้องอดทนหน่อยนะนู๋ ...พอถึงที่ บ้านห้วยปู้ด เกือบ 2 ทุ่ม เรารีบกางเตนท์ และทำอาหารกันในทันที เพราะ ว่าสองทุ่มกว่า ๆ แล้ว เรื่องอาหารนั้น มื้อฝีมือของหนู kqเกือบ ๆ หมดเลยค่ะ อร่อยมั่ง ไม่อร่อยมั่ง ( ผมชอบหมด แหละที่เป็นฝีมือหนู kq ก็สวยแล้วยัง ทำเก่งอีกต่างหาก ผมชอบ อิอิ) เมนู เท่าที่จำได้ ก็ ไข่เจียว แกงเขียวหวาน ยำปลากระป๋อง คะน้าน้ำมันหอยใส่ไก่ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ใต้แสงดาวที่เต็มท้องฟ้า เป็นบรรยากาศที่ไม่มี ภัตตาคารที่ไหนในเมืองใหญ่ทำได้แบบนี้ เราใช้เวลาไม่นานกับอาหาร ก็เรียบร้อยหมด

... จากนั้น บางคนก็เริ่มเข้านอน บางคนชวนไปอาบน้ำ แต่ว่าบางคนเอง บอกว่า '' ไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับน้ำเย็น ๆ หรอกค่ะ " ไม่ไหว คืนนี้ขอบาย ดีกว่า ( ปกติกระผมจะไม่พลาดที่จะอาบน้ำแม้จะหนาวเค่ไหน แต่ครั้งแน่ ขอบายเหมือนกัน ฮะ ) ทริปนี้ มีสองหนุ่ม นักดนตรี และ นักรัอง คือ นายโจ กับ นายชุ ที่เอากีตาร์ ขลุ่ย และ เมาท์ออแกน ขึ้นไปเล่นเพิ่มบรรยากาศด้วย แต่ว่า บางทีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ มีมากเกินไป ก็ทำให้หนวกหูไปบ้าง ต้องขออภัยกลุ่มอื่น ๆ เค้าด้วยนะครับ ( แต่ไม่ดังจน ให้เต้นท์อื่นว่าหรอกครับ เพราะอยู่ไกลกันมาก และสัตว์ป่าก็ไม่รบกวน เพราะไม่มีครับผม ) คืนนั้น ก่อนนอนได้นั่งมอง ท้องฟ้าที่บ้านห้วยปูด ดวงดาวน้อยใหญ่ เต็มไปทั่วทั้งผืนฟ้า มีมากจนกระทั่งหนู kq เปรยออกมาให้ฟังว่า " ดาวมันมี เยอะขนาดนี้เลยเหรอเยอะกว่าตอนที่นั่งมองกรุงเทพมากเลย แทบจะเอามือหยิบดาวลงมาได้ (เชื่อหนูสิคะสละเวลาสัก นิดไปเที่ยวแล้วคุณจะรู้ว่าชีวิต มีอะไรมากกว่าที่คุณเห็น และเป็นอยู่) " กระผมก็ซึ่งไปเลยซิครับ ... แต่ว่าก็มีบางคน กำลังนั่งมอง "ดาวยอ" ของใครต่อใครก็ไม่รู้ อิอิ ไม่อาววว ไม่พูด ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

ดอยภูแว ภูแว - น่าน
ดอยภูแว ภูแว - น่าน

... เอก อี้ เอ๊ก เอ๊กกกกกกกก ไก่บ้าที่ไหนฟะ มาขันตั้งแต่ตอนตีสี่ นึกรำพึงอยู่ในใจ ไม่น่าจะตื่นมารับรู้เลย อากาศหนาวมาก ใส่เสื้อไปสามตัว ถุงเท้าสองคู่ ซุกตัวอยู่ในถูงนอนอย่างดี ก็ยังกั้นความหนาวไว้ไม่ได้ แต่ว่ายังไง ขอนอนต่ออีกหน่อยดีกว่า ประมาณ หกโมงนิด ๆ เสียงเจี๊ยวจ๊าว เริ่มดังขึ้น หนูก็โผล่ออกมาสูดอากาศที่หนาวเย็นนอกเตนท์ สำรวจดูว่าสภาพที่เรา นอนอยู่นั้นเป็นยังไง เรานอนกันบนสนามหญ้าของโรงเรียนประจำหมู่บ้านห้วยปูด มีคณะท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกหลายคณะ เช่นกัน อากาศที่หนาวเย็น หายใจทุกครั้งมีควันออกมาเลย ยืนอยู่ได้ซักพักก็ไปประจำหน้าที่ อิอิ ก็เตรียมกินข้าวไงหลังจาก แม่ครัว kq และป้าแก้วช่วยกันทำอย่างสุดฝีมือเช่นเคย เมื่อเราเสร็จจากอาหารเช้าแล้ว ก็เตรียมแพคของที่จะเอาขึ้นไปบน ยอด ดอยภูแว ดอย ภูแว นี้ไม่มีน้ำนะครับ ลักษณะเป็นเขาหินปูน คล้าย ๆ ดอยเชียงดาว แหล่งน้ำสุดท้าย จะอยู่กลางทางระหว่าง ที่จะเดินขึ้นดอย

.... แต่ว่ามันก็ไม่ค่อยสะอาดเท่า น้ำที่บ้านห้วยปูดหรอกค่ะ เพราะฉะนั้น เรื่องน้ำเนี่ย จำเป็นมาก คณะของเรา ออกเดินทางประมาณ 10 โมงเช้า แดดกำลังแจ๋เลยล่ะ ผมใส่เสื้อยืดแขนสั้นตัวเก่ง เพราะว่าคำนวณดูแล้วน่าจะร้อนมาก ยิ่งเดินขึ้นเขาด้วย คงจะร้อนน่าดู เลยใส่แขนสั้นดีกว่า ลักษณะทางเดินขึ้นเขาไปยังยอด ดอยภูแว ทางค่อนข้างชันมาก บางช่วงชันเอาการทีเดียว เป็นการเดินท่ามกลางแสงแดดที่สดใส และ ท้องฟ้าสีคราม บางช่วงเหนื่อยมาก ๆ ๆ ๆ ทีเดียว และบางช่วงทางก็เละมาก คล้าย ๆ กับเราเดินตามทางของวัวที่ชาวบ้านปล่อยขึ้นมาเลี้ยง ทางเดินก็แคบมากขนาดที่เดินได้ เพียงคนเดียว สำหรับตัวกระผมเอง เดินประมาณ ครึ่งชั่วโมง พักประมาณ สิบนาที ไม่งั้น คงเป็นลมแน่ ๆ น้ำดื่มก็ค่อย ๆ จิบ ค่อย ๆ กินเพราะว่า ถ้ากินมาก จุก และ ยังไม่มีน้ำให้ไปใช้ที่ข้างบนอีกด้วย บ่ายสามโมงแล้ว หนูเห็นยอดดอยภูแว ตระหง่านอยู่ตรงหน้า โอววว มันยอดนี้เองรึเนี่ย ข้ามเขามาตั้ง 3 ลูกแน่ะ ยืนแหงนมองยอด ดอยภูแว คอแทบตั้งบ่าทีเดียว ก็เลยตกลงกับเพื่อน ๆ ก่อนว่า จะไปกางเตนท์ก่อน แล้วค่อยไปถ่ายภาพแสงสุดท้าย และพระอาทิตย์ตกบนยอดดอยภูแว สี่โมงเย็น (กว่า ๆ) หลังจากที่อิ่มกับมาม่าต้มยำแล้ว ก็เริ่มไต่ระดับความสูงชันอีกครั้งนึง คราวนี้สบายหน่อย ไม่มีสัมภาร ของตัวเองมาเกะกะ มีเพียงแค่กระเป๋ากล้องและขาตั้งเท่านั้น ไต่ความสูงขึ้นไปบนยอด ดอยภูแว ทางขึ้นจะชันมากและจะมีหินปูน แหลมคมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าลื่นล้มอาจได้รับบาดเจ็บได้ ....
..
.. #### ยอดดอยภูแว ลักษณะเป็นเขาหินปูนตามที่บอกไว้ มีลมพัดแรงตลอด เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองได้รอบตัว 360 องศาเลย เหมือนกับว่าไปอยู่บนทะเลภูเขา มีแต่เขาล้อมรอบ จุดที่ยืนอยู่เนี่ย เค้าเรียกว่าภูแวใหญ่ จะมีแนวสันดอย ทอดตัว คดเคี้ยว ไปยังยอด ดอยภูแว น้อยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แสงยามเย็นส่องเฉียงเข้ามา ทำให้หญ้าเป็นสีเหลืองอร่าม เพิ่มบรรยากาศ แห่งความสวยงามขึ้นไปอีก แต่ว่า เมฆกลุ่มใหญ่เริ่มมาปกคลุมดวงอาทิตย์ สงสัยวันนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกก็เป็นได้ (คราวนี้ ไม่ได้เห็นทั้งตก และ ทั้งขึ้นเลย) แสงสุดท้ายผ่านพ้นไปแล้ว ความมืดมิดเริ่มโรยตัวเข้ามา สายลมที่พัดพาความหนาวเย็น มากระทบร่างกาย เอาล่ะสิ ตอนนี้เรื่องใหญ่แล้ว เรามัวแต่ถ่ายภาพกันจนแสงหมดไป คราวนี้ต้องเสี่ยงชีวิต เดินกลับลงไปยัง ที่พัก มันคล้าย ๆ กับเดินลงบันได ที่ชันๆ ประมาณตึก 6 ชั้นแหละ จากนั้น ค่อย ๆ คลำกันไป (คลำทางนะอ่ะ อย่าคิดลึกล่ะ) และ แล้วในที่สุด ก็ลงมาถึงที่พักได้แล้ว พอลงไปก็ได้ยินพวกเราบางคนที่ลงมาก่อนพูดว่า "เนี่ยมีวัวมาล้มเตนท์ด้วยล่ะ" เอาล่ะสิ ศัตรูตัวใหม่ ก็ปรากฎโฉมขึ้น ก็วัวที่ชาวบ้านเอามาเลี้ยงบนดอยไง มันมาหาของกิน แต่ว่าไม่มาตัวเดียว มากันเป็นฝูงค่ะ แปลกใจเหมือนกันว่ามันชอบกินปลากระป๋องด้วยซิ เห็นเคี้ยวทั้งกระป๋องตุ้ยๆเลย ก็จะพยายามไล่มันไปบ่อยๆ ที่มันมาใกล้เต้นท์ กลุ่มอื่นก็ไล่มันกลับมา เห็นท่าคืนนี้จะไม่ได้นอนแน่ ๆ แต่ว่า พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าจะให้ลูกหาบ จัดเวรยามมาเฝ้า ก็อุ่นใจมากขึ้นที่เดียว เห็น kq รู้สึกไม่ค่อยสบาย เห็นหลบไปพักในเต้นท์ก่อนใครๆ ซักพักใหญ่ๆ ก็มีเสียงเรียกว่าให้แม่ครัว kq ออกมาทำกับข้าวได้ แล้ว สักพักก็โผล่หัวออกมาดูเห็นนั่งรอกันน่าสลอนคงสงสาร ก็เลยต้องออกไปทำกับข้าวให้กินครับ หลังอาหารเย็น เห็นป้าแก้วแกหยิบยาอะไรมาให้ kq กินก็ไม่รู้เห็นบอกว่า ไม่ง่วงนอนเลยค่ะ ออกจะคึกคักซะด้วยซ้ำ อิอิ ก็เล่นยาม้า ไปนะซิหนู แล้วหนู kq ก็มานั่งเล่นกีต้าร์ ร่วมกับนักดนตรีประจำทริป ร่วมกับสาวน้อยสาวใหญ่ และหนุ่มหล่ออย่างกระผมอีกด้วย ฮ่าๆๆ ท่ามกลางแสงดาวที่เต็มท้องฟ้า อ้ออ มีของว่างเป็นเผือกเผาด้วยจิ นั่งล้อมกองไฟกันอบอุ่นดีใกล้ชิดสาวๆก็ยังงี้แหละ
..
.. ....เช้าแล้ว มีเสียงตะโกนเข้ามาว่า ไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นกัน ก็เลยลุกออกมาจากถุงนอน แล้วก็นอนต่อตามฟรอม์เดิม อากาศมันหนาว นี่นา กลุ่มที่ถ่ายภาพที่ขึ้นไปบนยอด ภูแว ในตอนเช้า มีหลายคนด้วยกัน เช่น ป้าแก้ว โจ ชุ เฉาก๊วย และ ก็หนู kq และก็มีตามมีอีกหลายคน พอออกมานอนเตนท์ แสงเรืองรองจับขอบฟ้าแล้ว จนเกือบเก้าโมงเช้า ถึงจะลงจากยอดภูแว พอออกมานอนเตนท์ แสงเรืองรองจับขอบฟ้าแล้ว มีเมฆมากอีกแล้วเช่นเคย แต่ไม่อาจบดบังแสงอาทิตย์สีทองที่ส่องลอดออกมาจากเมฆ ทิวเขามีสลับซับซ้อนอยู่ในม่านหมอก ริ้วเมฆขาวที่แตกกระจายเต็มผืนฟ้า เมื่อต้องแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ จะคล้าย ๆ กับภาพของเหล่านาง ฟ้ากำลังร่ายรำไปมาดูสวยงามมากเลย ขอเว้อซักกะหน่อย อิๆๆ จนเกือบเก้าโมงเช้า ถึงจะลงจากยอด ภูแว อาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างหมด รวมทั้งน้ำด้วย หลังจากกินข้าวแล้วได้น้ำมาล้างคอ นิดเดียวเอง (ฟันไว้ลงไปแปรงข้างล่างก็ได้) จากนั้นเมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเราเดินแถวเรียงหนึ่งไปตามทุ่งหญ้าเนินเขา ทำตัวเองให้สัมพันธ์ กับแรงดึงดูดของโลก จากนั้นเมื่อเวลาในข้อมือเดินมาที่ สิบโมงครึ่ง แน่ล่ะ การวิ่งลงเนินได้เริ่มขึ้นแล้ว เราใช้เวลาไม่นานนัก แค่เพียงไม่ถึง ชั่วโมง ลงมาถึงยังจุดสุดท้ายที่จะเติมน้ำได้ (ไวมั้ยล่ะ แรงหิวน้ำมันเยอะ) และอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็ลงมาถึงบ้านห้วยปูดแล้ว คนที่ลงมา ก่อนก็อาบน้ำ ล้างหน้า และ แปรงฟัน หลังจากที่ไม่ได้ล้างหน้ามาตั้งแต่เช้าวันศุกร์ เนี่ยวันอาทิตย์แล้ว เพิ่งเจอน้ำ หลังจากทุกคนพักกันออก จากบ้านห้วยปูด ทิ้งเอาไว้เป็นเบื้องหลัง ระยะทางระหว่าง บ้านห้วยปูด ลงไปถึงบ้านด่าน ระยะทาง 3 กิโลกว่า ๆ ตอนที่ขึ้นมา ก็ในตอนมืดแล้ว สังเกตุทางได้ไม่มากนัก พอมาดูจริง ๆ แล้ว โหยยยย ไกลอ่ะ ลงเขาจนนิ้วเท้าเนี่ยระบมแล้วยังไม่ลงไปไม่ถึงอีก ว้า.... ทำไมไกลแบบนี้น้าาาาา ถ้าตอนขาขึ้น ขึ้นมาตอนกลางวันล่ะก็ เรียบร้อยถอดใจไปนานแล้ว (แล้วเจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า ให้ขึ้นรวดเดียวไปยันภูแวเลย ตายแน่แท้ ) ที่บ้านด่าน หลาย ๆ คนมานั่งหอบกับที่ศาลาพัก รอรถที่เราเหมาขึ้นมาซักครู่หนึ่งก็ออกเดินทาง ระหว่างทางกลับเราแวะถ่ายภาพ.. นาขั้นบันได แต่ว่าช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงที่กำลังเขียว เป็นช่วงที่ชาวบ้านเกี่ยวข้าวกันเรียบร้อยแล้ว มันก็เลยแลดูไม่เขียว และ ชุ่มชื่นเท่าไหร่นัก จากนั้น เราใช้เวลาอีก เกือบสองชั่วโมง ในการกลับไปยังอุทยานแห่งชาติดอยภูคา หลังจากหมักหมมมานาน และแล้วก็ได้เวลาชำระร่างกายซะทีนึง อาบน้ำท่ามกลาง อากาศที่หนาวอีกแล้ว แต่ว่าไม่อาบเนี่ยก็ไม่ไหวแล้ว "เหาจะน่อย" แล้วล่ะ เอิ้กๆๆ จากนั้นเมื่อทุกคนเรียบร้อยกันแล้ว ก็ออกเดินทางกลับกรุงเทพ กันเลย โดยแวะ Dinner ที่ตัวเมืองน่าน ที่ตัวเมืองน่าน มีเรื่องแปลก ๆ อยู่ค่ะ มีนกนางแอ่น มาเกาะมากเลย คล้าย ๆ กับถนนสีลมเลยค่ะ แต่ว่าคำนวนดูแล้วน่าจะมากกว่า เพราะว่าไม่มีรถไฟฟ้าเหมือนที่สีลม (ฮา) อีกทั้งอากาศยังบริสุทธิ์อยู่เลยค่ะ
..
..
.. ^-^ .............. ขอขอบคุณ .......... ^-^
.. ลูกหาบทั้ง 6 ชีวิต และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่อำนวยความสะดวกให้ ติต่อโดยตรงที่เบอร์ 01-2240789
.. ป้าแก้ว ที่พาไปเที่ยวที่โหด ๆ อีกแล้ว
.. งามจันทร์ นู๋ก้อย เฉาก๊วย สามสาวทหารราบ(เป็นหน้ากลอง) มีสาวนึง พอบอกว่าจะถ่ายรูปทีไร หันหลัง(เอ.. หรือว่าหันหน้าหว่า)
.. กลับมาทำสวยทุกครั้งเลยค่ะ , ส่วนอีกคนนึงก็สาวมั่นค่ะ ปีนหน้าผาได้เก่งมาก เหมือนโฆษณาที่มีสาวปีนหน้าที่ใส่ "โมเดส" แหละ ,
.. ส่วนอีกคน เกือบโดนทากหม่ำ ๆ ในที่ลับซะแล้ว คิก คิก
.. คุณกระดังงา (ลนไฟรึเปล่า หนูก็ไม่รู้ค่ะ) เป็นผู้ที่ชื่นชอบในการปีนขึ้นที่สูง แต่ว่าไม่ค่อยชอบปีนลง มิน่า ถึงใช้ชื่อกระดังงา คิก คิก
.. สมาชิกร่วมทริปทุก ๆ คน ที่ทำตัวได้น่ารักทุก ๆ คนเลย
.. สุดท้ายขอบคุณ ธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์ ดอยภูแว สูงถึง 1837 เมตร จากระดับน้ำทะเล ไว้ได้อย่างลงตัวและสวยงาม
..
.. ขอบคุณชมพูภูคาที่อกกมาให้เห็น 1 ดอก ไกลๆๆๆๆ และแซมด้วยเต่าร้างยักษ์มากมาย
..
.. นำบทร้อยแก้วโดยหนู : Killer Queen (Killer Queen) ขอมาเรียบเรียงใหม่ครับผม

ข้อมูลเสริมอุทยานแห่งชาติดอยภูคาครับ-จาก อสท.
--- อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในภาคเหนือ คือมีพื้นที่ประมาณ 1,050,000 ไร่ มียอด ดอยภูคา ซึ่งอยู่สูงจาก ระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,980 เมตร เป็นสัญญลักษณ์สำคัญ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีทั้งพรรณพืชและสัตว์ป่าที่สำคัญต่อระบบนิเวศ ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า ที่ไหลหล่อเลี้ยงชีวิตชาวน่าน และยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือมีเรื่องกล่าวขานกันมาแต่ครั้งโบราณว่า เทือกดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่าน ซึ่งทางจังหวัดได้เห็นความสำคัญในการที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายของราษฎร นาย สมชาย โลหะโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่านขณะนั้น จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กำหนดป่า ดอยภูคา เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 2526 และได้รับประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการในปี 2542
ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน มีที่ราบตามหุบเขาเพียงเล็กน้อย อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15-17 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวเย็นมาก
พรรณไม้หายาก -ต้นชมพูภูคา เป็นพรรณไม้หายากใกล้สูญพันธุ์มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เปลือกสีเทาเรียบ ใบเรียงกันสลับกันเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ช่อดอกสีชมพู จะออกดอกราว ๆ เดือนกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคมของทุกปี ในประเทศไทยพบเพียงแห่งเดียวที่ ดอยภูคา เท่านั้น - เต่าร้างยักษ์ เป็นปาล์มพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบเป็นแห่งแรกซึ่งหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของดลก ขึ้นอยู่ตามไหล่เขาที่ลาดชัน
ต้นเมเปิล เป็นเมเปิลที่มีลักษณะแตกต่างจากต้นเมเปิลที่อื่น ๆ คือ ใบจะมี 5 แฉกแต่ต้นเมเปิลที่พบโดยทั่วไปนั้นใบจะมี 3 แฉก
สถานที่ท่องเที่ยว ... ถ้ำผาแดง เป็นถ้ำที่มีความสวยงามและยาวมากที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีหินงอก หินย้อย น้ำตก และลำธารขนาดใหญ่อยู่ภายในถ้ำ
ถ้ำผาฆ้อง เป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในมีหินงอกหินย้อย และธารน้ำไหลผ่าน นอกจากนี้ยังมีถ้ำที่น่าสนใจอีก เช่น ถ้ำผาเก้า ถ้ำผาผึ้ง ซึ่งอยู่กระจายกันไปในพื้นที่ของอุทยานฯ
น้ำตกภูฟ้า เป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีจำนวน 12 ชั้น บริเวณโดยรอบเป็นป่าเบญจพรรณ
น้ำตกต้นตอง เป็นน้ำตกหินปูนขนาดกลาง มี 3 ชั้นสูง 60 เมตร อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ เช่น น้ำตกศิลาเพชร น้ำตกแม่จริม เป็นต้น
ดอยภูแว เป็นยอดดอยที่มีความสูงชัน อยู่สุงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1837 เมตร มีลักษณะโดดเด่นคือ ปราศจากต้นไม้ใหญ่คลุมอยู่ มีหญ้าขึ้นปกคลุมเล้กน้อย ทั้งยังมีลานหินและหน้าผาที่สูงชันอีกหลายแห่ง เช่น ผาแอ่น ผาขี้นก ผาผึ้ง ใกล้ ๆ กัน ได้มีการค้นพบสุสานหอบซึ่งเป็นหอยทะเล อายุประมาณ 200 ล้านปี พบในบริเวณบ้านค้างฮ่อ อำเภอปัว ในช่วงฤดูหนาวมีทะเลหมอกสวยงามมาก
การเดินทางสู่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โดยรถยนต์ จากตัวจังหวัดน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1080 ถึงอำเภอปัว แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (สายปัว-บ่อเกลือ) ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ระยะทาง 25 กิโลเมตร การเดินทางสู่ดอยภูแวมี 2 เส้นทาง เส้นทางแรก เดินทางโดยรถไปยังทางหลวงหมายเลข 1081 (ทางสายบ่อเกลือ-ห้วยโก๋น) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปยังหมู่บ้านห้วยปูด อีก 3 กิโลเมตร จุดเดินขึ้นดอยคือหลังสถานีอนามัยตำบลขุนน่าน บ้านด่าน อำเภอบ่อเกลือ หรือจะใช้เส้นทางที่ 2 ขึ้นทางอำเภอทุ่งช้าง ที่หมู่บ้านมณีพฤกษ์ 2 ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร โทร 01-224-0789
ที่ติดต่อคนนำทาง
----ติดต่อได้จากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เลย ที่ dnp.go.th
ใครรู้จักเจ้าที่บริการดี ๆ ก็ช่วยบอกต่อนะครับจะเผยแพร่ให้
งบประมาณ
----ประมาณ 2000 บาทต่อคนครับ ไปแบบเหมารถตู้กันไปนะ ต้องไปเหมารถเข้าอีกเล็กน้อย เพราะว่ารถตู้เข้าไม่ได้ก่อนเข้าบ้านห้วยปู้ด
Last Update : นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตเมื่อ 15 ก.พ. 2543

......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก มีเรื่องราวน่าสนใจให้อ่านอีกแยะจ้า