หมู่บ้านมูเซอ จะแล -เชียงราย

....เกริ่น...การเดินทางในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการออกค่ายของผมช่วงเข้าพรรษาปีที่ผ่านมา และก็เป็นที่ ๆ ทำให้ผมรู้จักกับเพื่อนผมคนนี้ "งามจันทร์" เป็นครั้งแรก จากแว่บแรกที่เจอกันที่หมอชิตจนจะจบงานหลังผ่านไป 5 วัน เราแทบไม่ได้คุยกันเลยครับทั้ง ๆ ที่เป็นครูอาสากลุ่มเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะบุคลิกที่ดูเงียบ ๆ ตอนนั้นของเธอก็ได้ แต่หลังจากที่ได้คุยกันแล้วทราบว่าชอบเล่นเนตเหมือนกัน ชอบเข้าเวปบอร์ดบลูพลาเนตเหมือนกัน ก็เลยมีเรื่องคุยเพิ่มมาอีกหน่อย และคุยเก่งมากขึ้น ๆ จนเดี๋ยวนี้แกเปลี่ยนเป็นคนละคนกะที่ผมเคยรู้จักแล้วครับ เรื่องที่เขียนไว้นี้เขียนให้ครูอาสาด้วยกันอ่าน แต่ผมว่าสำนวนและการบรรยายดีก็เลยขอเค้ามาลงฮะ

.......คิดถึงคุณจัง
........ฉันเคยบอกคุณรึเปล่า ว่าหายไปไหนมา บางทีคุณอาจรู้สึกเฉย ๆ กับการไป ๆ มา ๆ ของฉัน แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงฉันก็ยังอยากจะเล่าให้คุณฟังอยู่ดี เริ่มเลยนะ.....
---- ........ ภูเขาห่มหมอกบอกฟ้าให้โปรยเม็ดใส คุณได้กลิ่นมันไหม......
..ฉันมาถึงศูนย์กระจกเงาแต่เช้า วันไหนจำไม่ค่อยได้ เวลาเท่าไรไม่รู้ ทิ้งนาฬิกาไว้ที่บ้าน คล้าย ๆ คนไม่อยากจำกัดชีวิตด้วยเวลา ฟังดูเข้าทีนะ จริง ๆ นาฬิกาตายน่ะ เลยไม่รู้จะเอามาทำอะไร
......เห็นบ้านไม้รูปทรงแปลกตารึเปล่า ลม้ายภาพฝัน ที่มีจานดาวเทียมและอินเตอร์เนต คุณอย่าเพิ่งตำหนิ ว่าศูนย์ที่อยู่ตีนดอยเหมือนไกลความเจริญ จะมีเทคโนโลยีทันสมัย คล้ายภาพขัดตาแต่ไม่ขัดใจ การสื่อสารมีประโยชน์ ดึงพวกเรามาได้จากทุกสารทิศ พี่สาวคนหนึ่งมาไกลถึงบัลติมอร์ เพื่อน ๆ น้อง ๆ หลายคนก็มาจากอเมริกา และที่สุดเจ้าดาวเทียมนี้เอง ที่ทำให้ฉันมีเรื่องเล่าให้คุณฟัง
.....รับรู้มาว่ามีคน 11 คน ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ด้วยความฝันร่วมกัน ที่อยากใช้ชีวิตในต่างจังหวัดและร่วมทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ จะมีใครสักกี่คนที่มีความฝันแล้วสร้างความฝันให้เป็นจริงได้ ที่สำคัญเป็นฝันที่สร้างสรรค์และมันทำให้ฉัน รับรู้ว่าโลกยังมีสิ่งที่สวยงามพอ ๆ กับหมอกเมืองหนาว
.....ก่อนถึงเวลานัด ที่บรรดาครูอาสาเริ่มทยอยมาถึง ที่ศูนย์กระจกเงามีเจ้าตัวเล็กหลายคนหน้าตามอมแมมวิ่งเล่นเต็มไปหมด เป็นเด็กชาวอาข่า ที่อยู่ประจำที่ศูนย์เด็กรู้เอง แล้วพฤติกรรมการล่อลวงเด็กก็เริ่มต้นขึ้น ฉันไม่ทำอะไรมาก นั่ง ๆ นอน ๆ มองเด็กระบายสี ถามชื่อสองสามคำ อารยากับเพื่อนเริ่มติด ได้ยินเธอคุยอะไรกันด้วยภาษาอาข่า ฟังไม่เข้าใจ เลยถามออกไป
.. " อ๋อ หนูบอกว่าหนูจองครูเพ็ญแล้วค่ะ"
... เป็นไงคะ ชักเสน่ห์แรงแล้วสิ
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

Website for wilderness travel in Thailand
Website for wilderness travel in Thailand

...ได้เวลาเข้าหมู่บ้านจะแล หมู่บ้านชาวเขาเผ่ามูเซอ ระยะทางไม่ไกลนักจากศูนย์ พอเดินถึง (เดินแบบขาลากนะ) โชคดีที่หมู่บ้านรถเข้าถึง ขาไปพวกเราเลยได้นั่งรถกัน นัยว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลาหรือกันว่าบรรดาครูทั้งหลายจะถอนใจหนีกลับกันหมด อันนี้ไม่แน่ใจนัก
. " เป็นนักเรียน ต้องเพียรเขียนอ่าน
. เป็นพยาบาล คอยดูแลคนไข้
. เป็นหมอ รักษาเร็วไว
. จะเป็นอะไร ก็เป็นไปเลย
. เป็นทหาร สร้างบ้านสร้างเมือง
. เป็นนักการเมือง ไม่โกงไม่กิน
. เป็นครู รอบรู้ทั้งสิ้น
. สอนเป็นอาจิณ ให้เป็นคนดี
. กอ อา กา ขอ อา ขา คอ อา คา งอ อา งา
. จอ อา จา ฉอ อา ฉา ชอ อา ชา .....ให้เป็นคนดี.....
......
......ลงจากรถก่อนล้อมวงร่วมกัน ได้ยินเสียงร้องเพลง "เด็กดี" ของเด็ก ๆ มาสะดุดเอาท่อน "เป็นนักการเมือง....." อยู่หน่อย ฟังแล้วอยากกลับไปเกิดใหม่จริง ๆ
.."เอ้า เด้ก ๆ เลือกนะคะ อยากอยู่กลุ่มไหน" เสียงห้าว ๆ ของพี่นัทบอกเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย
.."เริ่มจากกลุ่มหนึ่ง ใครอยากอยู่กลุ่มหนึ่ง ยกมือขึ้น" เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง เหล่าเจ้าตัวเล็กทั้งหลายยกมือกันสลอน ตามมาด้วยกลุ่ม 2,3,4,5 ยกมือกันพรึบพรับเต็มไปหมด และแล้วก็มาถึงกลุ่ม 6
.."ใครอยากอยู่กลุ่ม 6 ยกมือขึ้น" เด็กชายวรรณพล ยกมือมาดมั่นแต่เพียงผู้เดียวเป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก ไม่ต้องสงสัย ชั้นอยู่กลุ่ม 6 ด้วยสิ ไม่รู้ผีร้าย ซาตานตนไหนดลใจเด็กไปอยู่กลุ่มอื่นกันหมด (อิอิ) ยกเว้นวรรณพลผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า คุณว่ามันน่าภูมิใจดีใช่ไหม
....พี่นัทถามย้ำรอบสอง วรรณพลยังคงยืนกรานยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน แต่คราวนี้มีเด็กหลงกลเพิ่มขึ้น จะแฮ นานะ นามีอู นาอือ นาฝง อาเสอะ เห็นเจ้าตัวเล็กหลบอยู่ข้างหลังอีกคนชื่อ อาก่อ อายุประมาณ 5 ขวบ หน้าตามอมแมมกว่าใครเพื่อน อาก่อค่อนข้างดีใจที่ฉันเรียก สังเกตจากที่เธอเกาะติดคนเรียกไม่ห่าง แต่อาก่อเป็นเหมือนสมาชิกขาจรมากกว่าเพราะยังเล็กนัก แต่ถ้าเจอกันเมื่อไหร่ เธอจะรอให้ฉันเรียกแล้ววิ่งมาหาอย่างดีใจ แถมเกาะติดอีกต่างหาก
....อาเสอะกับอาก่อเป็นเด็กชาวอาข่า นอกนั้นเป็นชาวมูเซอ สังเกตได้ง่ายจากชื่อ ถ้าเป็นชาวอาข่าส่วนใหญ่ชื่อจะนำหน้าด้วย "อา" หากเป็นชาวมูเซอ ผู้หญิงจะมีชื่อนำหน้าว่า "นา" ส่วนผู้ชายก็จะมีชื่อนำหน้าว่า "จะ" แยกแยะได้ง่ายเป็นอันรู้กัน อีกอย่างที่ แตกต่างเห็นชัด เด็กชาวอาข่าชอบกอดเกาะเกี่ยวก้อยจูงมือ แต่ถ้าเป็นเด็กมูเซอจะไม่นิยมแสดงออกแบบนั้น คราวนี้เกิดว่าคุณเจอเด็กมุเวอแล้วไม่กอดไม่เกาะ จะได้ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเด็กไม่รัก
....ว่าถึงเรื่องชื่อ มีเรื่องนึงที่ฉันยังเสียใจไม่หาย คุณสังเกตไหม ทำไมวรรณพลมีชื่อเป็นภาษาไทย เด็ก ๆ รุ่นวรรณพลหรือเล็กกว่านั้น ส่วนใหญ่จะมีชื่อไทยกันหมด เช่น วงศ์ธร จักรพงษ์ ฯลฯ คนพื้นราบอย่างเราฟังแล้วรู้สึกว่าเพราะ ฉันเผลอหลุดปากไปพอได้ยิน ชื่อไทยของเด็ก "ชื่อเพราะจัง" คำพูดบางคำหลุดไปแล้วเหมือนลอยหายไปในสายลม แต่อาจซึมอยู่ในใจใคร อย่างน้อยก็ตัวเรานี่แหละ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแต่ละภาษามีความหมายและความไพเราะในตัวเอง นึกภาวนาในใจหวังว่าคงไม่มีเด็กคนไหนใส่ใจกับคำพูดของฉัน
....ได้กลุ่มกันแล้ว เราจับฉลากได้บ้านของนานะกับจะแฮ (นานะเป็นพี่สาวของจะแฮ) เลยโชคดีไปได้บ้านของเด็กในกลุ่ม บ้านไม้ไผ่ยกพื้นมีระเบียงทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน มองไปด้านหลังมีลำะารไหลรินที่ฉันแอบไปอาบน้ำใต้แสงจันทร์แวมดวงเพราะเมฆหมอกมากนัก
....แบ่งอาหารสดกันเพื่อทำอาหารบ้านใครบ้านมัน มีไก่เป็น ๆ ให้กลุ่มละ 2 ตัว เด็กเมืองอย่างเราถึงกินไก่เกือบทุกวัน แต่เรื่องฆ่าไก่นี่เห็นเป็นเรื่องลำบาก แต่เด็กขนาดนามีอูทำได้ แถมอาจกินไก่ไม่บ่อยเท่าเรา ช่วงนี้วันพระ ชาวบ้านไม่ฆ่าสัตว์ สุดท้ายเราเลยเป็นมังสวิรัติ อยู่สองวัน เด็ก ๆ น่ารัก เอาการเอางาน แต่คงไม่มีใครสนุกกับการช่วยทำอาหารและล้างจานเท่ากับวรรณพลและจะแฮ ที่ดุเหมือนชอบล้างจานและตอกไข่จริง ๆ สบายครูสันหลังยาวไป
....ค่ำวันนี้หลังจากที่ได้นั่งร้องเพลง เล่นเกมส์กับพวกเด็ก มีพิะกรรมของหมู่บ้านมูเซอที่น่าสนใจ วันนี้วันพระใหย่ หรือที่ชาวบ้านที่นี่เรียกว่า "วันสิง" ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกรึเปล่า แต่ว่าออกเสียงแบบนี้แหละ นอกจากพิธีกรรมไหว้ผีโดยผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านแล้ว ยังมีวงเต้น "จะครึ" มีเสียงประกอบจังหวะด้วยเครื่องดนตรี 3 ชิ้น คือ กลอง ฆ้อง ฉาบ เป็นจังหวะ ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม (อันนี้ตองแยกประสาทเสียงหน่อย เพราะมีเครื่องดนตรีสามชิ้น) เด็กผู้หญิงวัยขนาดนามีอู นานะ นาอือ นาฝง จะล้อมวงเต้นจะครึตามจังหวะ มีหลายท่าเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ทุกท่าที่แสดงมีความหมาย ต่าง ๆ กันไป ครูอาสาของเราบางคนไปร่วมวงด้วย เต้นผิดเต้นถูก ฉันไม่ได้ร่วมวงหรอก ได้แต่นินทาและหัวเราะเพื่อนเราอยู่ด้านหลัง คอยเก็บข้อมูลไปเรื่อย นิสัยไม่ค่อยดีเลย

....%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

Website for wilderness travel in Thailand Website for wilderness travel in Thailand

....วันที่สองของบ้านจะแล เราได้ไปเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ซ้ายกัน มีเด็ก ๆ นำทาง เจ้าตัวเล็กทั้งหลายดูจะตื่นเต้นพอควร น้ำตกเด็กอาจไปกันบ่อย แต่คราวนี้ได้มีโอกาสเป็นไกดืพาใครไปด้วย คงภูมิใจเหมือนกัน มีใครในกลุ่มถามวรรณพลว่าว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า พระเอกของเราส่ายหน้าบอกว่ายไม่เป็น เรา มีความรู้สึกเหมือนต้องระวังตามความคิดดั้งเดิมของคนในเมือง
....ทางไปน้ำตกมีต้นไม้สองข้างทาง สังเกตเห็นเด็กชอบมองต้นไผ่ คงมีอะไรในนั้น เดินมาถึงไผ่ต้นหนึ่ง อาเสอะปีนขึ้นไปเก็บเจ้าแมลงบนต้น สีเหลืองสลับดำ คล้าย ๆ แมลงด้วง แต่ไม่มีปีก พอจับได้เธอรีบเด็ดขาออกบอกว่ากินได้ เจ้าตัวนี้ชื่อ "จาบี้โหลย" ฉันถามถึงรสชาติของมัน นามีอูว่ารสมันหวาน ๆ มัน ๆ กินได้สด ๆ เสียดายไม่กล้าชิม ไม่งั้นคงได้บอกคุณถึงรสชาติของมันด้วยตัวฉันเอง แต่จริง ๆ อาเสอะอาจไม่อยากแบ่งด้วย เพราะพอจับได้ เธอก็ไม่รู้หายไปไหน เจอเจ้าตัวนี้อีกทีตอนขากลับเดินมากับวรรณพลและจะแฮ วรรณพลจับได้ตัวเล็ก ๆ ฉันถามว่ากินได้มั๊ย แกส่ายหน้า บอกว่ายังไม่สุก เออหนอ สงสัยว่ามันคงเหมือนผลไม้ เจ้าหนูปล่อยไปที่เดิม คงรอวันเก็บกิน
....กว่าฉันจะมาถึงน้ำตก ถึงได้พบว่าตอนนี้วรรณพลเป็นปลาไปแล้ว ที่เคยบอกว่าว่ายน้ำไม่เป็นไม่รู้ใครเข้าใจผิดกัน เห็นเจ้าหนุบางคนปีนขึ้นไปถึงหน้าผาชั้นสูง เป็นที่น่าหวาดเสียว นึกถึงเด็กในเมืองถ้าพ่อแม่มาเห็นพฤติกรรมแบบนี้คงหัวใจวายตาย
....น้ำตกมีสองชั้น น้ำไหลแรงพอกัน ฝนเริ่มลงเม็ดหน่อย ตก ๆ หยุด ๆ เด็ก ๆ ชวนกลับกลัวว่าฝนตกแรง ขากลับวรรณพลชี้ให้ดูตัวบุ้ง ภาษามูเซอเรียกว่า "นามิและ" ชี้ไปแล้วบอกว่าโดนตัวแล้วเจ็บ เด็กอายุ 7 ขวบที่นี่ ไม่ต้องคอยห้ามโน่นห้ามนี่ ฉันคาดว่าแกคงเคยโดนตัวบุ้งเหมือนกัน แล้วเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หรือไม่ก็เล่าต่อกันมาระหว่างเด็กต่อเด็ก
....คืนนี้วงจะครึบรรเลงอีกหน แถมแต่งชุดมูเซอเต็มยศ สีฟ้าสดใสสลับลวดลายสีสรรงดงามพลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางราตรีกระจ่างจันทร์ ฉันยังแอบบนินทาเพื่อนอยู่ด้านหลังเหมือนเดิม นิสัยเสียไม่เปลี่ยน
....
....%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

Website for wilderness travel in Thailand Website for wilderness travel in Thailand


....ชีวิตที่นี่ดูเหมือนผ่านไปช้า ๆ ใครบางคนบอกว่าเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปรวดเร็ว ฉันว่ามันไม่จริงเสมอไป ชีวิตเมืองกรุงผ่านไปเร็วบางทีไม่ใช่เพราะมีความสุข วัน เวลาแห่งการแข่งขันมักผ่านไปรวดเร็ว หรือคุณว่าไง แต่ว่าก็ว่าเถอะ เผลอแป๊ปเดียวเราก็อยู่บ้านจะแลเป็นวันที่สามแล้ว พรุ่งนี้ต้องกลับศูนย์แล้วล่ะ นึก ๆ อีกทีก็เร็วดีเหมือนกัน
....วันนี้ช่วงเช้าเราออกเก็บขยะในหมู่บ้านกัน จะแฮท่าทางจะสนุกมีไม้ยาว ๆ ไว้แทงเศษขยะ เช้านี้วรรณพลไม่อยู่ ออกไปเลี้ยงควายกับพ่อ กลับมาช่วงเที่ยง ทันกิจกรรมมัดย้อมพอดี วิธีทำมัดย้อม เอาสีผสมน้ำแล้วต้ม หาผ้าขนาดต้องการมัดด้วยเชือกหรือหนังยางบริเวณที่ต้องการไม่ให้สีติดเพื่อทำลวดลาย แล้วใส่ลงหม้อต้มสี รอซักครึ่งชั่วโมง เอาขึ้นมาแช่น้ำปูนใสประมาณ 5 นาที แล้วแกะเชือกหรือหนังยางออก ล้างด้วยน้ำเปล่า ส่วนสีที่จะใช้อาจเป็นสีสังเคราะห์หรือสีธรรมชาติ แต่ครั้งนี้เราใช้สีธรรมชาติกันค่ะ
....เด็ก ๆ ตามหาสีจากธรรมชาติ เราได้ใบอ่อนของต้นสักที่ให้สีน้ำตาลแดง ดอกคุณนายตื่นสายนิดหน่อย ดอกสีเหลืองริมทาง (ไม่รู้ชื่อ) เปลือกและยางไม้ของต้นอะไรสักอย่าง (จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน) รวม ๆ กันสุดท้ายออกมาเป็นสีน้ำตาลไหม้ เจ้าตัวเล็กท่าทางพอใจผลงานของตัวเอง ฉันทำเป็นรูปทะเลกับพระจันทร์ ดู ๆ ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ แต่ภูมิใจว่ามีคอนเสปต์
....คืนสุดท้ายของบ้านจะแล มีการแสดงประจำกลุ่ม เด็ก ๆ ในกลุ่มชอบการแสดงออก (ไม่ค่อยเหมือนครูเลย ขี้เกียจเป็นที่สุด") เราขอให้เด็กสอนเพลงพร้อมท่าประกอบให้ ฉันสอนเพลง "มดตัวน้อยตัวนิด" ฉบับ มั่วเอา เพลงของเด็กหนักไปทางเพลงสรรเสริญพระเจ้าซะส่วนใหญ่ ที่นี่มีโบสถ์คริสต์ ชาวเขาบางแห่งก็นับถือศาสนาคริสต์ ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงจำเพลงสรรเสริญพระเจ้าได้ดี คงมีมิชชันนารีมาสอน เด็กร้องกันจนเป็นเพลง ประจำเผ่าแต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจความหมายรึเปล่า
....คืนนี้เราขอให้เด็ก ๆ แต่งชุดประจำเผ่า สาว ๆ กลุ่มฉันตื่นเต้นเป็นพิเศษ ผัดหน้านวลสวยในชุดสีฟ้าสดใสที่เต็มไปด้วยความปราณีต ท่าทางภูมิอกภูมิใจ ฉันอยากใส่มั่ง แต่สงสัยต้องหาหนุ่มมูเซอไว้สักคน คงเข้าท่าดี (อิอิ)
....%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

Website for wilderness travel in Thailand Website for wilderness travel in Thailand


...เช้าวันใหม่.. วันนี้เด็กไปดรงเรียน เราเลยลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังมืดเพื่อทำอาหาร เพื่อนคงกลัวไม่ได้กินข้าว เลยรีบตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน เก็บของเสร็จ รอไปโรงเรียน กลุ่มฉันเสร็จไวแต่ยังต้องรอกลุ่มอื่น เด็กบ่นว่าสงสัยวันนี้ไปสาย ฉันถามว่าถ้าไปโรงเรียนสายครูทำโทษไหม นานะว่า
....."ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ยังไม่เคยไปสายสักที" ฉันได้แต่หัวเราะ สงสัยจะสายเพราะครูอาสาวันนี้นี่แหละ
.....ทางเดินไปโรงเรียนคล้ายเส้นทางไปน้ำตก แต่ว่าไกลกว่า ฉันถามวรรณพลว่าชอบไปโรงเรียนไหม
....."ชอบครับ"
....."แล้วโรงเรียนกับน้ำตกชอบไปไหนมากกว่า"
....."โรงเรียนครับ"
.....ถ้าฉันเป็นครูที่นี่ ได้ยินคงยิ้มแก้มปริ การเรียนโดยไม่บังคับ เด็กคงมีความสุข
.....มาถึงโรงเรียน กลุ่มของฉันได้สอน ป.2 ชั้นของจะแฮ โรงเรียนมีถึง ป.6 ชั้นละห้อง ยกเว้น ป. 3 ที่มี 2 ห้อง แต่ละห้องมีครูสอนคนเดียว คงเหนื่อยเอาการ วันนี้ชั้น ป.2 มีเด็กมาเรียน 16 คนจากทั้งหมด 40 กว่าคน ครูเล่าให้ฟังว่า เด็กมีกันอยู่หลายเผ่า เท่าที่เห็นก็มีมูเซอ อาข่าและเย้า ปัญหาคือประเพณี ของแต่ละเผ่าต่างกัน บางวันเด็กต้องช่วยงานที่บ้านในวันสำคัญสลับ ๆ กันไปตลอดปี เลยกลายเป็นว่าแต่ละวันชั้นเรียนต้องมีเด็กหยุดเรียนบ่อย ๆ ดีที่ครูเข้าใจ
.....วันนี้ห้องเรียนคงมีสีสันแปลกไป ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากครูคนเดิม เราไม่ได้สอนอะไรมาก หนักไปทางเล่นเกมส์และร้องเพลงมากกว่า ตอนเลิกเรียนเด็กร้องแต่เพลง ที่เราสอน น่าปลื้มใจจริง ๆ มีงานศิลปะอีกอย่างที่ให้เด็กทำ เพราะนึกมุขกันไม่ออก แต่ครูของเด็กบอกว่าเด็กชอบงานศิลปะแบบทำโน่นประดิษฐ์นี่อย่างที่เราให้ทำนั่นแหละเลยรอดตัวไป
.....ช่วงอาหารกลางวัน เด็กจะเอาข้าวเปล่ามา แล้วรับกับข้าวที่โรงเรียน ฉันหอมกลิ่นมาม่า ถึงรู้ว่าเที่ยงนี้กับข้าวของเด็กคือมาม่าต้มยำ วรรณพลที่กินข้าวมื้อละสองจานใหญ่จะอิ่มไหมหนอ นึกไปถึงตอนเด็ก ๆ ที่ฉันเคยต้องกินอาหารกลางวันที่โรงเรียน ครูสอนเรื่องอาหารหลัก 5 หมู่ ต่อให้ฉันจะได้คะแนนเต็มวิชาสุขศึกษา แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าในชีวิตจริง อาหารกลางวันของดรงเรียนกลับเต็มไปด้วยอาหารไร้สาระ นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมทุกวันนี้ฉันยังไม่ค่อยโต
.....เลิกเรียนแล้วเราต้องแยกทางกับเด็กบ้านจะแล นามีอู นานะ นาแอ นาฝง จะแอ และวรรณพล ดูเหมือนยังยืนรีรออยู่ เราโบกมืออำลาให้กันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีบทโศกเศร้า เคล้าน้ำตา ไม่มีคำอำลามากมาย แต่ลึกลงไปภายในใจ ก็ใจหายเหมือนกัน ชีวิตยังคงต้องดำเนินไปเหมือนกับที่เด็ก ๆ ที่นี่ยังต้องเติบโต เป็นพลเมืองไทยต่อไป
.....ฉันออกจากศูนย์ในเช้าของอีกวัน เป็นเช้าตรู่ที่ยังไม่ค่อยมีใครตื่น รู้สึกผิดว่ายังไม่ได้อำลาเจ้าของบ้านและเพื่อน ๆ ทุกคน แต่ฉันยังมีนัดต่อที่เมืองปาย ไว้จะเล่าให้คุณฟังอีก อย่าพึ่งหนีไปไหนนะ
.....รถสองแถวแล่นช้า ๆ ออกจากศูนย์กระจกเงา ฝนยังโปรยเบา ๆ หมอกขาวโรยตัวเหนือยอดเขายาวไกล คล้ายเฝ้ารอว่า ถ้าแดดมาเมื่อไหร่หมอกบางคงจางไป เหมือนอย่างที่เราเฝ้าหวังว่าปัญหาสัญชาติและยาเสพติดของ หมู่บ้านชาวเขาสักวันคงคลี่คลายลง............
.....%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

Website for wilderness travel in Thailand
ข้อมูลเสริมเชียงรายครับ
---เชียงรายเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวนานาชนิดเสียจนกระทั่งเมื่อถามผู้คนว่าได้ยินชื่อเชียงรายแล้วนึกถึงอะไร สำหรับเราขอเลือกเพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมาแนะนำก็แล้วกันนะครับ
.....แม่น้ำกก มีความยาว 130 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากท่าเรือริมแม่น้ำเพื่อชมทัศนียภาพของแม่น้ำกก ซึ่งสองฟากฝั่งเป็นป่าเขา นอกจากนี้ยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ตามรายทาง ฯลฯ หรือจะแวะปางช้างเพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณนั้นก็ได้
.....นอกจากนี้ยังสามารถล่องแม่น้ำกกได้โดยไปเริ่มต้นที่อำเภอท่าตอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำกกเหนือขึ้นไปจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 24 กิโลเมตร โดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืน มีจุดท่องเที่ยวทางน้ำหลายแห่ง พระธาตุสบฝาง (อำเภอฝาง) บ้านแม่สลัก (เขตแดนเชียงใหม่-เชียงราย) บ้านใหม่ (หมู่บ้านไทยใหญ่) บ้านเมืองงาม (หมู่บ้านกระเหรี่ยง) บ้านจะคือ (หมู่บ้านมูเซอ) บ้านผามูบใหม่ (หมู่บ้านมูเซอใหม่) โป่งน้ำร้อน ผาเคียว บ้านกระเหรี่ยงรวมมิตร (มีบริการนั่งช้าง) และถ้ำพระ (อำเภอเมืองเชียงราย)
.....ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคีรี ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธุ์ จะมีดอกนางพญาเสือโคร่ง ดอกซากุระพันธุ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาว บานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน เลยจากอำเภอแม่จันไปหนึ่งกิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไป 12 กิโลเมตร ถึงศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เลยจากศูนย์ฯไปอีก 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเย้าผาเดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะแลกซื้อสินค้าหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเป็นหมู่บ้านอีก้อสามแยก ที่แยกขวาจะไปหมู่บ้านเทอดไทย ส่วนแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 18 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย 42 กิโลเมตร และจากดอยแม่สลอง มีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร
.....พระตำหนักดอยตุง อยู่บริเวณกิดลเมตรที่ 12 ของทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระสรีนครินทราบรมราชชนนี พระตำหนักเป็นอาคารสองชั้น มีรูปทรง ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของสวิส สวนแม่ฟ้าหลวง....อยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง เป็นสวนดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 6-18 นาฬิกา ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท จุดชมวิว...มีอยู่ริมทางหลวง หมายเลข 1149 หลายแห่ง เช่นที่กิโลเมตรที่ 12 และกิโลเมตรที่ 14 นอกจากนี้ตามเส้นทางวัดน้อยดอยตุง-บ้านผาหมี ซึ่งเป็นถนนทอดยาวไปตามแนวเขาผ่านยอดดอยหลายลูก ยังมีจุดชมวิวที่มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล เช่นจุดชมวิว บนดอยช้างมูบ ดอยผาฮี้และดอยผาหมี อ่างเก็บน้ำป่ากล้วย.....อยู่ริมทางหมายเลข 1149 กิโลเมตรที่ 14 ริมอ่างมีแปลงทดลองเพาะขยายพันธุ์ไม้เมืองหนาว โดยเพาะดอกซัลเวียเป็นจุดพักริมทางและชมทัศนียภาพระหว่างพระตำหนักดอยตุงกับพระธาตุดอยตุง
.....วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์...หรือน้ำตกตาดหมอก อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 1211 ประมาณ 18 กิโลเมตร หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 สายเชียงราย-พะเยา ประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วแยกขวาไปอีก 17 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการวนอุทยานน เดินเท้าอีกประมาณ 30 นาทีจึงจะถึงน้ำตกขุนกรณ์ที่มีความสูงถึง 70 เมตร
.....ทะเลสาปเชียงแสน...เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสน 5 กิโลเมตร ตามเส้นทางเชียงแสน-แม่จัน แล้วแยกซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 27 ไปอีก 2 กิโลเมตร ในฤดูหนาวจะมีฝูงนกน้ำอพยพมาอาศัยที่ทะเลสาปแห่งนี้มากมาย
.....สบรวก .... หรือดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำ อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง 9 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว มาพบกันที่แม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า จากจุดนี้จะมองเห็นฝั่งพม่าและลาวได้ชัดเจน มีบริการเรือให้เช่าเพื่อล่องแม่น้ำชมทิวทัศน์ใช้เวลา 20 นาที และยังสามารถเช่าเรือไปยังอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของได้ด้วย โดยใช้ เวลาประมาณ 40 นาที และ 1 ชั่วโมงครึ่งตามลำดับ ดอยเชียงเมี่ยง...อยู่ริมปากน้ำรวก เป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นสามเหลี่ยมทองคำได้ชัดเจน การเดินทางแยกซ้ายจากเส้นทางเชียงแสน-สบรวก ก่อนถึงสามเหลี่ยมทองคำเล็กน้อย
.....อำเภอเชียงของ...ไปตามเส้นทางสายเชียงแสน-เชียงของ (หมายเลข 1129) โดยอยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนประมาณ 55 กิโลเมตร เป็นทางเลียบฝั่งโขงตลอด จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ดอยผาตั้ง...อำเภอเวียงแก่น เป็นจุดชมวิวไทย-ลาว สองฝั่งโขง และทะเลหมอกได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ดอกซากุระจะบานสะพรั่งงดงาม เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า (หมายเลข 1233,1173,1152) 50 กิโลเมตร บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ (หมายเลข 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (หมายเลข 1155) 17 กิโลเมตรและปางหัด-ดอยผาตั้งอีก 15 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรจึงจะถึงจุดชมวิว ผู้ผ่านเข้าออกในพื้นที่ต้องพกบัตรประชาชนไปแสดงด้วย
.....ภูชี้ฟ้า...เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอเวียงแก่น อยู่ห่างจากดอยผาตั้งลงมาทางทิศใต้ 20 กิโลเมตร เป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า บนยอดภูเป็นทุ่งหญ้ากว้าง โดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว ยามเช้าในฤดูหนาวจะมีทะเลหมอกสวยงามมาก โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธุ์จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยวหรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่งอยู่ทั่วบริเวณภูชี้ฟ้า การเดินทาง ใช้เส้นทาง เชียงราย-เทิง 64 กิโลเมตร และเทิง-ปางคำอีก 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นทางลูกรังถึงภูชี้ฟ้า 19 กิโลเมตร หรือใช้เส้นทาง 1021 เทิง-เชียงคำ 27 กิโลเมตร ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตกภูซาง-บ้านฮวก (หมายเลข 1093) อีก 19 กิโลเมตรแล้วเดินทางไปยังภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร จากนั้นต้องเดินเท้าต่อไปอีก 1 กิโลเมตรกว่าจะถึงจุดชมวิว
.....อุทยานแห่งชาติดอยหลวง...ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่สรวย อำเภอพาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และอำเภอแม่ใจ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีดอยหลวงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด การเดินทางใช้เส้นทางสายเชียงราย-พะเยาไป 58 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯได้แก่ น้ำตกปูแกง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ถึงเก้าชั้น บริเวณน้ำตกมีหินงอกหินย้อยมากมาย
.....อุทยานแห่งชาติขุนแจ...อำเภอเวียงป่าเป้า ไปตามเส้นทางสายเชียงใหม่-เชียงราย (ทางหลวงหมายเลข 118) จะถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งตั้งอยู่ริมทางบริเวณกิโลเมตรที่ 55-56 ผู้ประสงค์จะเดินทางท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตามเส้นทางเดินป่า ซึ่งผ่านนำตกและยอดดอยต่าง ๆ ต้องอาสัยคนนำทางและต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับค้างแรมมาเอง โดยติดต่อทำหนังสือถึงอุทยานแห่งชาติขุนแจ ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า เชียงราย 57260 ล่วงหน้าเป็นเวลา 15 วัน ก่อนเดินทาง
.....หาดจับปลาบึก...อยู่ที่บ้านหาดไคร้ อำเภอเชียงของ เป็นแหล่งจับปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด แต่ละปีมีการผสมพันธุ์ปลาบึกที่สถานีประมงเชียงของ เพื่อนำพันธุ์ปลาบึกที่ผสมได้แจกจ่ายและปล่อยตามแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ ทั่วประเทศ ท่าเรือบั๊ค...จุดผ่านแดนถาวรระหว่างไทย-ลาว ริมฝั่งแม่น้ำโขง มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ชัด นักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปฝั่งลาว ได้ระหว่างเวลา 8.30-16.30 น. ติดต่อกรอกแบบฟอร์มขอผ่านแดนได้ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ที่ว่าการอำเภอเชียงของได้ทุกวัน เตรียมรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป และสำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด พร้อมเงินค่าธรรมเนียม 10 บาท นอกจากนั้นแล้วในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายนจะมีการจัดงานรื่นเริง และร้านค้าตามชายหาดริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นประจำทุกปี บ้านหาดบ้าย อยู่ระหว่างเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ ซึ่งเป็นถนนเลียบริมแม่น้ำโขง เป็นหมุ่บ้านของชาวไทยลื้อที่มีขนบธรรมเนียม ประเพณีอันงดงามน่าสนใจ สามารถนั่งเรือหางยาวจากเชียงแสนไปยังบ้านหาดบ้ายโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และยังได้เที่ยวชมทัศนียภาพสองฝั่งโขงอันสวยงามอีกด้วย....
.....
ที่ติดต่อ
----อยากลองไปเป็นครูอาสาดูบ้างก็ติดต่อได้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกระจกเงา บ้านนอก.คอม
ข้อมูลเชียงราย....การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคเหนือตอนบน โทร 053-717433,053-746674-5
งบประมาณ/ระยะเวลา
----ประมาณ 2000 บาทก็ สบาย ๆ แล้วล่ะ ไปสยามเฟิร์สทัวร์นะ / ตอนที่ไปนี่ตั้ง 5 วัน แน่ะ แต่ถ้าไปเที่ยวเชียงราย 3 วัน 2 คืน ก็ OK แล้วล่ะ แต่ต้องไปหลาย ๆ ครั้งนะถึงจะทั่ว ที่เที่ยวมีเยอะครับ
Last Update : นำลงครั้งแรกที่บลูพลาเนต ลงที่นี่เมื่อ 1 ก.พ. 2543

ขอเชิญท่านที่รักในธรรมชาติเหมือนกัน สมัครสมาชิกครับ

Join our mailing list!
Enter your email address below,
then click the 'Join List' button:
Subscribe Unsubscribe
Powered by ListBot
Click here to visit our sponsor
ช่วยกันคลิกหน่อยครับ วันละครั้งก็พอฮะ Free Advertising from Click2Net!

......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก