Refresh visit our sponsor
น้ำตกคลองน้ำแดง-กำแพงเพชร

Website for wilderness travel in Thailand
....
... ก่อนที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดในการเดินป่าครั้งนี้ ต้องขอบอกให้ทราบก่อนว่ารายละเอียดต่าง ๆ อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
นัก เนื่องจากเป็นการเล่าจากประสบการณ์และสิ่งที่ตัวเองได้พบ ได้เห็นเองเท่านั้น ไม่ได้หาข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม
มาก่อนเลย เมื่อต้นปี 2542 (ช่วงวันหยุดปีใหม่) เราได้มาเยือนอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า จังหวัดกำแพงเพชร
มาครั้งนึงแล้ว โดยครั้งนั้นเรามุ่งหน้าไปที่น้ำตกเต่าดำ ซึ่งเราได้เห็นภาพและรายละเอียดเพียงเล็กน้อยจากหนังสือ
อสท. ปี 2539 และเนื่องจากเรามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่กำแพงเพชร เรา(10 คน) จึงตัดสินใจไปชม ความงามที่น้ำตก
เต่าดำ เรานำรถไปจอดที่บ้านเพื่อนที่กำแพงเพชร และเดินทางด้วยรถ 4WD ต่อไปยังอุทยานฯ เมื่อไปถึงที่ทำการ
อุทยานฯ เจ้าหน้าที่แนะนำว่าทางที่ขึ้นไปน้ำตกเต่าดำลำบากและทางแย่มาก ๆ คนขับควรจะมีฝีมือและความชำนาญใน
การขับรถพอสมควร และเมื่อไปถึงก็จะต้องจอดรถทิ้งไว้ที่ป่า และเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตก (จำไม่ได้ว่ากี่กิโล) พวกเรา
ทุกคนตกลงที่จะไป และถามถึงน้ำตกคลองน้ำแดงว่าการเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง เราได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า
พวกเรายังไม่ควรไปเพราะลำบากและอันตรายมาก ๆ ต้องเดินเข้าป่าไปถึง 12 กิโลเมตร หากพวกเราผ่านน้ำตกเต่า
ดำไปแล้ว ครั้งหน้าค่อยมาคุยกันใหม่ว่าจะทรหดพอจะไปน้ำตกคลองน้ำแดงหรือไม่ ทำให้พวกเราสนใจและอยากไป
มากขึ้น แต่ก็ต้องลองเผชิญกับการเดินทางไปน้ำตกเต่าดำก่อน ซึ่งก็โหดเอาการเหมือนกัน

Website for wilderness travel in Thailand
เพื่อนร่วมทาง...

........เราเริ่มเดินทางไปสู่จุดหมายที่น้ำตกเต่าดำ ทางเดินหฤโหดสมกับที่เจ้า
หน้าที่บอก รถเราติดหล่มบ่อยมาก และระหว่างทางก็อันตรายตลอด แต่ยอม
ว่าเพื่อนเราเป็นคนที่ขับรถฝีมือใช้ได้ แต่ระยะทาง 30 กว่ากิโล มันช่างนานนัก
ขับรถได้แค่ ไม่ถึง 20 กม.ต่อ ชม. เราใช้เวลาขับรถขึ้นไปเกือบครึ่งวัน อาจ
จะเป็นเพราะว่านี่เป็นครั้งแรก และเรายังไม่ชำนาญกับทางหฤโหดแบบนี้ ระ
หว่างที่เรานั่งในรถ หลังแทบไม่เคยติดเบาะเลย รถเอียงเอนไปมาตลอด เพื่อน
บางคนถึงกับอาเจียนก็มี เราเดินทางมาเรื่อย ๆ ผ่านหมู่บ้านโล๊ะโค๊ะ เป็นหมู่
บ้านชาวเขา ซึ่งมีอาชีพปลูกข้าวโพดขายซะเป็นส่วนใหญ่ หมูป่าตัวเล็ก ๆ
เดินไปมาเต็มหมู่บ้านไปหมด เราเดินทางต่อไปอีกพักใหญ่ ก็สุดทางรถ จาก
นั้นพวกเราก็เดินเท้าต่อไปจนถึงน้ำตกซึ่งนับได้ว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามมาก ๆ
แห่งหนึ่งของประเทศไทย เราเป็นกลุ่มเดียวที่เดินทางเข้าไปในช่วงนั้น ทุกสิ่ง
ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมาก เราถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขา ไม่มีผู้คนจอแจ น้ำ
ตกสวยมากจนเราไม่อยากเดินทางกลับ ถึงแม้ว่าเราจะพักที่นั่น 2 คืนแล้วก็
ตาม หลังจากชมความงามเต็มอิ่มแล้วถึง 3 วัน เราเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ
และนัดกันว่าเราจะลุยป่าหฤโหดที่คลองน้ำแดงในครั้งต่อไป......
ความประทับใจของน้ำตกเต่าดำยังอยู่ในใจของพวกเรา หลังจากนั้นมาหลาย
เดือน ก็เกือบสิ้นปี เราพบว่ารายการ"ท้าพิสูจน์" เพิ่งจะเดินทางไปพิสูจน์น้ำ
ตกเต่าดำกัน ซึ่งคาดว่าจากการที่รายการท้าพิสูจน์ไปนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยว
ไปเที่ยวน้ำตกเต่าดำมากขึ้น และหวังว่าคงไม่ทำลายธรรมชาตินี้ไป เพราะ
"คน" ได้ชื่อว่าเป็นตัวทำลายจริง ๆ แต่ก็นั่นแหละ...

Website for wilderness travel in Thailand
ความยิ่งใหญ่ของน้ำตกเต่าดำที่ทำเอาพวกเราเป็นมดตัวน้อยตัวนิดไปเลย
Website for wilderness travel in Thailand
เริ่มออกเดินทาง
....
........เช้าวันที่ 10 ธันวาคม 2542 นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่พวกเรามาเยือนอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เราได้
ติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าแล้ว และขอให้จัดเจ้าหน้าที่ช่วยจัดหาคนนำทางให้ เมื่อเรามาถึงที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ชี้
ให้ดูแผนที่ภายในเขตอุทยานฯ รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงทางแยกก่อนถึงหมู่บ้านโละโคะ หากจะเข้าไปยังน้ำตกคลอง
น้ำแดง จะต้องเดินตัดไร่ของชาวเขาเข้าไปในป่า และเดินต่อเข้าไปในป่า ซึ่งอาจจะต้องเดินลุยลำธารหลาย
ลำธาร ขึ้นเขา บุกป่าและลุยโคลนด้วยประมาณ 12 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถามเราเพื่อยืนยันว่า โหดมาก
เจ้าหน้าที่แนะนำให้พวกเราระมัดระวังให้มาก เนื่องจากทางอุทยานฯ ไม่ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่นี้นานพอสมควร
และบอกว่ายังเปลี่ยนใจทันที่จะไม่ไป แต่พวกเราตั้งใจมาแล้ว เจ้าหน้าที่จึงจัดคนนำพร้อมด้วยปืนยาว 3 นาย
นำทางพวกเราทั้งหมด 16 ชีวิตเข้าป่า ทั้งยังเตือนด้วยว่าอาจจะมีพวกมาหาของป่า รวมทั้งพวกมูเซอดำซึ่ง
ลือกันว่าโหดมากด้วย ซึ่งนั่นก็เหมือนเป็นการท้าทายให้เราอยากเข้าไปสัมผัสชีวิตแบบนี้เข้าไปใหญ่...

......เราเริ่มออกเดินทางด้วยรถไปทางเดียวกับที่ไปที่น้ำตกเต่าดำ แต่ครั้งนี้โหดกว่ามาก เนื่องจากว่าอาจจะ
เป็นเพราะเพิ่งจะหมดหน้าฝนและปีนี้หน้าฝนยาวนานมาก ทางรถวิ่งเต็มไปด้วยหล่มโคลนและอันตราย
ในการขับรถ ข้างซ้ายติดภูเขา ข้างขวาติดเหว รถเราลงหล่มถึงกับสะบัดเกือบตกเหวหลายครั้ง
อันตรายมาก แต่เราก็ผ่านมาจนถึงทุ่งกว้างก่อนถึงหมุ่บ้านโละโคะ เราลงรถเพื่อเริ่มเดินป่ากันที่นี่ คน
นำที่เดินคนแรกชื่อ "วุฒิ" ส่วนคนที่เดินคั่นกลางพวกเรา 16 คนชื่อ "พี่ต๋อง" สำหรับคนที่สามที่เดิน
ปิดท้าย ท่าทางจะเป็นทหารใหม่ที่ยังมีอายุน้อย เราไม่ได้ถามชื่อไว้
....เราเริ่มเดินเป็นแถวยาวผ่านทุ่งของหมุ่บ้านเข้าสู่แนวป่า เนื่องจากเป็นป่ารกมากเพราะว่าไม่มีคนเข้า
มาที่นี่ประมาณ 2 ปีแล้ว และเราเป็นกลุ่มแรกจึงยากต่อการเดินทาง แต่พี่วุฒิบอกว่าตั้งแต่เปิดให้เข้า
มาที่น้ำตกคลองน้ำแดง มีเพียง 8 กลุ่ม และเราเป็นเพียงกลุ่มที่ 8 ส่วน 7 กลุ่มก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่จะ
ต้องเข้ามาเคลียร์ทางให้ก่อน แต่ในครั้งนี้กลุ่มเราจะต้องเดินเคลียร์ป่าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ เพราะไม่มี
ใครเข้ามาที่นี่กว่า 2 ปีแล้ว พี่วุมิเดินนำหน้าใช้มีดใหญ่ถางทางฟันกิ่งไม้ตลอดทางเพื่อให้เราเดินทางได้

Website for wilderness travel in Thailand
เลาะลำน้ำ ไปคลองน้ำแดง
Website for wilderness travel in Thailand
ข้ามลำธารตลอด

...สะดวกขึ้น แต่ก็คงไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะรกมากจริง ๆ เราเริ่มเดินเข้าป่าลึกซึ่งเป็นป่าดิบชื้น เราเดิน
ไปสักพักก็เห็นลำธารข้างหน้า นี่เป็นลำธารแรกที่เราจะต้องเดินข้ามทั้งหมดประมาณ 10 กว่าลำธาร
น้ำเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก เย็นจนขาเราชาไปหมด ลำธารนี้ไม่ใหญ่มากนักและสูงแค่หัวเข่าเท่า
นั้น เราเดินผ่านไปด้วยความเย็น พี่วุฒิบอกว่า ลำะารข้างหน้า เราจะต้องเดินย้อนกลับขึ้นไป ซึ่งบาง
ช่วงน้ำสูงถึงเอว ขอให้ทุกคนเตรียมตัวและระวังไว้ด้วย เพราะน้ำเชี่ยวมาก เป็นอย่างที่พี่วุฒิบอก
น้ำสูงถึงเอวและเราต้องเดินลุยกันขึ้นไปเกือบชั่วโมง หนาวเหน็บจนก้าวขาแทบไม่ออก ทรหดจริง ๆ
แต่ลำน้ำที่เราข้ามในแต่ละที่วิจิตรตระการตาจริง ๆ สวยมาก ๆ อย่างที่เราคงไม่ได้เห็นตามที่ท่องเที่ยว
ที่ผู้คนรู้จักทั่วไป เสียดายที่เราไม่สามารถถ่ายรูปได้เนื่องจากไม่มีกะจิตกะใจจะถ่ายรูปเลย เหนื่อย
และทรมาณจริง ๆ ลำพังสัมภาระและพยุงตัวให้เดินต่อไปก็เก่งแล้ว ต่อจากนั้นก็เริ่มลุยป่ารกกัน
ต่ออีก บางคนไม่ได้ใส่เสื้อแขนยาวก็โดนกิ่งไม้ เถาวัลย์เกี่ยวเป็นแผลไปตาม ๆ กัน บางช่วงเถาวัลย์

รกมาก เราก็ต้องเดินก้มจนแทบคลานกันไป บางช่วงขึ้นเขาลื่นหกล้มกันก็มี ช่วงขึ้นเขานี่ที่สุดของความ
เหนื่อยเลย แทบขาดใจก็ว่าได้ เหนื่อยจริง ๆ จนแทบจะหมดลมหายใจไปเลย หลาย ๆ ช่วงท้อมาก
อยากกลับบ้าน แต่ไหน ๆ มาแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับมันต่อไป...
...หลังจากที่เดินข้ามน้ำ ลุยโคลน บุกป่ามาเยอะแล้ว พี่วุฒิมองนาฬิกา แล้วหันมาบอกว่าเราจะไปกาง
เต๊นท์กันที่ลำธารข้างหน้าหนึ่งคืน เนื่องจากใกล้ค่ำแล้ว พอไปถึงลำธาร ทุกคนวางสัมภาระ ก่อไฟ ต้ม
น้ำ หุงข้าว จับจองที่เหมาะและกางเต๊นท์กันด้วยความรีบเร่ง ฟ้ามืดเร็วมาก เราอาบน้ำที่ลำธารด้วย
ความหนาวเย็นยะเยือกจนตัวสั่นไปหมด น้ำเย็นเข้าไปถึงกระดูก บอกไม่ถูกจริง ๆ หลังจากอาบน้ำ
แล้วเราเริ่มหุงหาอาหารกัน พอกินข้าวเสร็จต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน ทั้ง ๆ ที่เวลานั้น เป็นเวลาเพียง
หนึ่งทุ่มเท่านั้น แต่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ไม่ปราณีใครเหมือนกัน ต่างรีบนอนพักผ่อนเอาแรง
เพราะพี่วุฒิบอกว่าพรุ่งนี้การเดินทางจะโหดกว่าวันนี้มาก ทำให้เราหวั่น ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ผิดคาด
คืนนั้นเรานอนไม่หลับเลยด้วยอากาศที่หนาวเย็นจับใจ บวกกับน้ำค้างที่ตกลงมาหนักเหมือนฝน เสียง

Website for wilderness travel in Thailand
สองสาว ระหว่างทาง
Website for wilderness travel in Thailand
พักค้างแรมกันแบบง่าย ๆ
น้ำค้างตกใส่เต๊นท์ทำให้เรารู้สึกตัวขึ้นในขณะที่จะเคลิ้มหลับ เรารู้สึกว่าเต๊นท์เราเปียกชุ่มไปหมด เรา
นอนกันด้วยความทรมาณพอสมควร พอรุ่งเช้าเรารีบหุงหาอาหารกินเอาแรงเพื่อเดินทางต่อ เราเก็บ
เต๊นท์และออกเดินทางในเวลาประมาณ 8.30 น. ....สมกับที่พี่วุฒิบอกไว้ เหนื่อยแสนสาหัสจริง ๆ
เพราะทางส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างจะชันและลื่นเนื่องจากเป็นป่าดิบชื้น แสงแดดส่องไป
ไม่ถึง เราเดินข้ามเขาเป็นลูก บางช่วงเดินลุยโคลนสกปรกไปทั้งตัว บางคนก็ลื่นหกล้ม บางคนจม
โคลน ก็ช่วยกันดึงขึ้นแล้วเดินทางต่อ เราเดินผ่านไปเห็นถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่งมีร่องรอยของการก่อฟืน
และพอเดินต่อไปเรื่อย ๆ มีเพิงที่ทำด้วยใบตาวและนำมาพาด ๆ กันไว้ เหมือนกับเพิงกระต๊อบเล็ก ๆ
พี่ต๋องบอกว่า คาดว่าจะเป็นพวกมูเซอดำที่มาพักอาจจะเป็นเมื่อคืนนี้ด้วยซ้ำ เพราะยังเป็นรอยใหม่ ๆ
อยู่เลย ทำให้พวกเราตกใจกลัวกันมากแต่ต้องค่อย ๆ เดินกันไป เรายังเจอเพิงเก่า ๆ อีกหลายเพิง
ตลอดทาง ซึ่งพี่วุฒิบอกว่ากลับไปครั้งนี้คงต้องนำกองกำลังทหารมาตรวจป่าแถวนี้อีกรอบ เพราะ
มีพวกลักลอบเข้ามาเยอะมากจากร่องรอยที่เห็น ตลอดทางมีต้นไม้ใหญ่และพันธุ์ไม้แปลก ๆ มากมาย

...ดอกไม้ป่าก็สวยเหลือเกิน เราไม่เคยพบเห็นแบบนี้มาก่อนเลย เมื่อเราเดินมาใกล้ถึงน้ำตก ทุกคนกำลังเร่งรีบกับการเดิน เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย คือน้ำตกคลองน้ำแดงเร็ว ๆ
แต่ทันใดนั้น ทุกคนก็ต้องหยุดนิ่งด้วยความตกใจกลัว เพราะมีเสียวเพื่อนผู้หญิงของเราคนหนึ่งกรีดร้องมาด้วยความดัง และวิ่งถอยหลังกลับมาพร้อมกับตะโกนว่า "งู" ทุก
คนมองไปตามมือที่เพื่อนคนนั้นชี้ ปรากฎว่าเป็นงูสามเหลี่ยมตัวใหญ่มาก ความยาวประมารเกือบ 2 เมตรได้ นอนขวางทางอยู่ พี่วุฒิซึ่งเดินนำไปก่อนรีบวิ่งกลับมาดูด้วยความ
เร็วและตกใจ พี่วุฒิยืนห่างจากตัวงูประมาณ 3 เมตร เล็งปืนยาวไปที่งูตัวนั้น "ปั้ง ปั้ง" เสียงดังสนั่นลั่นไปทั้งป่า พวกเรายืนตัวสั่นตกใจกับเสียงปืน พี่ต๋องซึ่งเดินคุมอยุ่ตรง
กลางและทิ้งห่างจากพวกแรกพอสมควรวิ่งมาสมทบด้วยความเร็ว แต่ดูเหมือนงูที่โชคร้ายตัวนี้ยังตายไม่สนิท พี่วุฒิหยิบก้อนหินก้อนใหญ่ทุ่มไปที่หัวงูจนเละและแน่ใจว่ามัน
ตายสนิทแล้ว จึงเดินทางต่อ พวกเราเดินระวังขึ้นกว่าเดิมและขวัญหนีดีฝ่อไปตาม ๆ กัน สักพักพวกเราที่เดินอยู่ข้างหน้าตะโกนขึ้นมาว่า "ถึงน้ำตกแล้ว ๆ" พวกเรารีบจ้ำ
เดินเพราะอยากถึงเร็ว ๆ น้ำตกสวยมาก ๆ สวยกว่าที่หนังสือ อสท. ลงรูปไว้เมื่อปี 2539 เสียอีก เนื่องจากยังเป็นหน้าน้ำอยู่ น้ำเยอะและไหลแรง แต่ความเย็นของน้ำตกก็
ร้ายกาจไม่เบา เราเอามือกวักน้ำอยู่ครู่เดียวมือชาไปเลย แล้วลองนึกถึงเวลาอาบน้ำดูสิ คงไม่ต้องพูดถึงเลย ว่าจะเป็นอย่างไร พี่ ๆ ทั้ง 3 คน หาที่กางเต็นท์ให้เราลำบาก
เพราะแทบจะไม่มีที่ว่างเลย เราต้องเสียเวลาเกลี่ยพื้นที่รกไปด้วยกิ่งไม้อยู่นานพอสมควรกว่าจะกางเต๊นท์ได้ในเนื้อที่ที่จำกัดเท่านั้น ส่วนพี่ทั้ง 3 ก็เหมือนเดิม หาต้นไม้ผูกเปล
นอนเหมือนไม่สะทกสะท้านกับความหนาวเหน็บของป่าผืนนี้เลย

Website for wilderness travel in Thailand
ใกล้ถึงแล้วล่ะ (อยู่ในน้ำอีกแล้วสิ)

...บรรยากาศแตกต่างจากเมื่อวานเนื่องจาก เราต้องกางเต๊นท์ใกล้น้ำตก แน่นอนเสียงน้ำ ตกดังสนั่นก้องหู ละอองน้ำจากน้ำตกบวก กระแสลม เพิ่มความหนาวเย็นเข้าไปอีก คืน นี้ต้องหนาวกว่าเมื่อคืนอีกแน่นอน พวกเรา รีบก่อกองไฟหุงหาอาหาร แต่คราวนี้ลำบาก เสียแล้ว ฟืนที่เราหาได้ล้วนแต่เป็นฟืนที่เปียก และชื้นเนื่องจากอยู่ใกล้น้ำตก กว่าจะก่อฟืนได้ ใช้เวลานานพอดู และด้วยอากาศที่ชื้นและลม แรง เราใช้หม้อสนามต้มน้ำ แค่น้ำในหม้อต้มน้ำ เล็ก ๆ ยังต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะเดือด เราก็กินกันแบบง่าย ๆ ส่วนใหญ่เป็นอาหาร กระป๋อง และมาม่าเนื่องจากเราต้องการให้เป้ ของเราเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็เถอะ เราแบกกันจนไหล่เคล็ดและเมื่อยไป หมดทั้งตัว บางคนเป้หนักถึง 15 กิโลกรัม...

....คืนนี้หนาวเหน็บกว่าคืนก่อน เราตื่นตลอดคืนด้วยความหนาว แทบไม่ได้นอนเลย พอฟ้าสางเรารีบมาก่อฟืนหุงหาอาหารเช้า และเก็บเป็นเสบียงในตอนกลางวัน วันนี้เรา
จะเดินทางกลับกัน พี่วุฒิบอกว่าคงถึงปากทางป่าประมาณบ่ายสามโมงเย็น เราเริ่มออกเดินทางกันประมาร 8.30 น.เหมือนเดิม ทางหฤโหดเริ่มขึ้นอีกแล้ว พี่วุฒิชี้ให้
เห็นถึงภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าเรา บอกว่าหากเราจะเดินทางลัดให้เดินขึ้นภูเขาลูกนี้ไป ทุกคนส่ายหน้าขอกลับทางเดิม เนื่องจากรู้รสชาติของการแบกเป้เดินขึ้นเขา
ตอนขามาว่าเหนื่อยแทบขาดใจเป็นอย่างไร เราจึงออกเดินทางกลับในทางเดิมที่เรามา แต่ขากลับนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะส่วนใหญ่เป็นทางลงเขาแต่ลื่นมาก ๆ เพราะดินเปียก และเมื่อยขาน่าดูเพราะทางลื่น พื้นดินแฉะจึงต้องใช้แรงขาเพื่อไม่ให้ลื่น เดินทางมาจนถึงเวลาใกล้เที่ยง เราก็หยุดพักทานข้าวกลางวันกันที่เดิมที่เรามาตั้งแคมป์คืนแรก

........... ระหว่างทางผ่านดงเฟิร์นด้วย สวยงามมากจริง ๆ แต่ก็มีเรื่องทำให้พวกเราตกใจอีก เนื่องจาก ขณะที่เดินเพลิน ๆ อยู่นั้น ตัวคนเขียนเองเกือบเหยียบงูตัวใหญ่
ยาวประมาณ 2 เมตรกว่า ตัวใหญ่น่ากลัวมาก ทำให้ตกใจถึงกลับร้องกรี๊ดลั่นป่าเลย พี่วุฒิ รีบวิ่งกลับมาจ่อยิงปืนยาวไป 2 นัด เราตกใจมากจนน้ำตาไหลออกมา เพราะเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ก็คงจะเหยียบเจ้างูตัวนี้แล้ว และหากถูกงูพิษกัด แน่ นอนว่าตายสถานเดียว เพราะทางเดินหฤโหดเช่นนี้ บวกกับระยะทางที่ไกลมาก ๆ เราคงออกไปจากป่าไม่ทันแน่นอน ..น่ากลัวจริง ๆ ..แต่เราก็สงสารงูเหล่านี้ มาก แย่จริง ๆ ทุกคนต่างเร่งฝีเท้าเดินต่ออีก เราเดินเรียงแถวกันไปจนถึงป่ารก กลุ่มแรกเดินเร็วมาก เนื่องจาก เนื่องจากพี่วุฒิคนนำทางเดินเร็ว จึงทิ้งห่าง เราไปพอสมควร ส่วนกลุ่มหลังก็เดินช้าหน่อย เพราะเพื่อนคนหนึ่งเดินช้ามาก เรา(คนเขียน) เดินกับเพื่อนอีก 1 คนอยู่ตรงกลางพอดี ก็เร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันกลุ่ม หน้า จึงทิ้งห่างออกจากกลุ่มหลังพอสมควร ส่วนกลุมหน้าก็เดินเร็วทำให้เราตามไม่ทัน ดังนั้นจึงเหลือแค่เรา 2 คน ที่เดินอยู่ระหว่างทาง เราตัดสินใจเดินทาง ซ้ายเพราะเป็นลักษณะเหมือนรอยคนเพิ่งเดินไป เราเดินไปเรื่อย ๆ แต่กลับเงียบและวังเวงมาก พยายามตะดกนร้องเรียกเพื่อนอยู่หลายครั้งแต่ไม่มีคนตอบ กลับ ยิ่งเดินทางยิ่งไม่คุ้น แย่แล้วสิ หลงป่าแน่ ๆ ทำยังไงกัน เราสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนตัดสินใจเดินกลับด้วยความรวดเร็วและกลัว เดินกลับมาสักพัก เห็นพี่ทหารที่เดินคุมคนสุดท้ายเดินกรุยทางมาทางเรา เราดีใจมาก ๆ ที่เจอพี่ทหาร แต่พี่ทหารคนนี้รู้แล้วว่าเราหลงป่า แต่กลัวว่าเราจะขวัญเสีย จึงพูดออกมา เพียงสั้น ๆ ว่า "เดินทางนี้ดีกว่าครับ" ซึ่งสุภาพมากและทำให้เราเย็นใจขึ้นกว่าที่จะพูดว่า "คุณเดินผิดทางแล้ว" เราเดินมากับพี่ทหารจนถึงทางแยกที่เราเดิน ผ่านมา พบเพื่อนกลุ่มหลังยืนคอยอยู่ เพื่อน ๆ บอกว่าทุกคนเดินผ่านจุดนี้ไปแล้ว แต่เนื่องจากพี่เค้าสังเกตเห็นว่ามีร่องรอยคนเพิ่งเดินเข้าไป จึงบอกว่าเพื่อน ของพวกคุณคนใดคนหนึ่งคงหลงป่าแล้วแหละ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปตาม และพบเราสองคนในที่สุด เฮ้อ ! โล่งใจจริง ๆ จากนั้นเราเดินกันต่ออีกครึ่งชั่วโมง ก็ถึงปากทางเข้าป่า ทุกคนดีใจปรบมือเสียงดังที่จะได้กลับบ้านเสียที เพื่อนเราไปเอารถที่จอดไว้ที่หมู่บ้านโล๊ะโค๊ะ และเดินทางกลับไปที่อุทยานฯต่อไป......


.....การเดินทางที่น่าตื่นเต้นและเหนื่อยแทบขาดใจของพวกเราจบลง เหลือเพียงความประทับใจและประสบการณ์ที่เราเก็บกลับมาด้วย คงเป็นครั้ง
แรกและครั้งเดียวเท่านั้น ที่พวกเราจะเดินป่าโหดแบบนี้ ต่อไปคงจะเดินป่าธรรมดาที่คนส่วนใหญ่ไปกันและอันตรายน้อยกว่านี้ แต่นี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราจะเก็บไว้ ในความทรงจำตลอดไป...............



.........##---------------------##.................

...ขอขอบคุณคุณศิริพร ตระกูลพล (อ๊อบ) ที่ช่วยเขียนเรื่องนี้ส่งมาให้ด้วยครับ น่าสนใจและสนุกมาก เขียนส่งมาอีกนะครับ ...Mr.OB1

Website for wilderness travel in Thailand
ดูกันเต็ม ๆ ตากับน้ำตกคลองน้ำแดง
Last Update : นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตเมื่อ 1 มี.ค. 2543

ขอเชิญท่านที่รักในธรรมชาติเหมือนกัน สมัครสมาชิกครับ

Join our mailing list!
Enter your email address below,
then click the 'Join List' button:
Subscribe Unsubscribe
Powered by ListBot

......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก
Click here to visit our sponsor
Free Advertising from Click2Net!