ถ้ำนกนางแอ่น...ภูเขียว กับสามหนุ่มสามมุม...


++ บ่ายวันพฤหัส---
"ไปไม่ได้แล้วค่ะ ติดงานพอดีเลยพี่" -- เสียงจากน้องป่าน
"ปอก็ไม่มีตังค่ะพี่OB1 ไว้คราวหน้านะ" -- เสียงจากน้องปอ
"ข้าจะกลับบ้านว่ะ ไปไม่ได้แล้วเฟ้ย" --
เสียงจากแห้วจันทร์ เอ้ย งามจันทร์ บอกผ่าน ICQ คืนวันพุธ
++ บ่าย วันศุกร์---

อ้าว.. มาบอกกันตอนจะไปอย่างนี้จะไปหาใครแทนดีล่ะนี่ ตกลงทริปนี้ สาว ๆหายหมดเลยเหลือหนุ่ม ๆ แค่สามคน คือ ผม พี่แสง และ พี่ทรงกลด (หนีแฟนมา) ...งานนี้จะต้องปรับแผนกันหน่อยซะแล้ว จะไม่ไปก็ใช่ที่ เพราะที่นี่เราอยากไปมากอยู่แล้ว ยังไงผมก็อยากจะไปและต้องไป ทั้ง ๆ ที่สะตุ้งสะตังไม่ค่อยจะมีเลย ต้องไปให้ได้...ถ้ำนกนางแอ่น

++ 2 ทุ่มวันศุกร์---

"ตกลง..ผมไม่ขับรถไปแล้วนะพี่ ไปหารถทัวร์เอาข้างหน้ากันเถอะ เอางี้..พี่แสงขับรถไปจอดหมอชิตแล้วกันนะฮะ" -- ผมบอก

"ได้ ๆๆ No problem ..... แต่ว่านี่มันจะสองทุ่มแล้ว ต้องขับเร็วหน่อยนะ "

...จากนั้นท่านพี่ก็ซิ่งรถซูซูกิสวิฟท์คันน้อยด้วยความเร็วที่ทำเอาผมกะพี่ทรงกลดนั่งรัดเข็มขัดกันพร้อม กับปลุกพระไปด้วยตลอดทางจนถึงสถานีขนส่งหมอชิต 2 ตอน 4 ทุ่ม 10 นาที

...แต่ เอ๋ พี่ ๆ ทั้งสองยังดูใจเย็นอยู่ เดินไปดูโน่น ดูนี่ นัยว่าธรรมดาตอนพี่ท่านไปกันสองคนก็เฉียดตกรถเป็นประจำน่ะครับ... เรียกว่ารถแทบจะหมดแล้ว เราจึงเริ่มไปเลือกซื้อตั๋วกัน ยังไงสุดท้ายเราก็ได้ตั๋วรถปอ. 1 กรุงเทพ-ชุมแพ รอบ 4 ทุ่มครึ่งจนได้ รอบสุดท้ายตามฟอร์ม เพื่อน ๆ อย่าทำตามนะครับ เพราะบางทีเราก็ตกรถกันจริง ๆ น่ะแหละ แฮ่ะ แฮ่ะ

ปล. โฮสเตสน่ารักและนิสัยดีจังเลยครับ....ช๊อบ ชอบ

+++++

6 โมงเช้า วันเสาร์---

เช้าตรู่ เราสามคน (ยังไม่มีใครเป็นฝ่ายไป) ก็มาถึงสถานีขนส่งชุมแพ หลังจากหันไปอาลัยอาวรณ์กับโฮสเตสสาวน่ารักคนนั้นแล้ว พวกเราก็ค่อย ๆ เยื้องย่างลงจากรถ บรรยากาศดูคึกคักกว่าที่คิดครับ ดูเป็นอำเภอใหญ่ทีเดียวเลยล่ะ

มีรถสองแถววิ่งระหว่างชุมแพกับเขื่อนจุฬาภรณ์จอดอยู่ แต่จากการสอบถามพบว่าวิ่งช้ามาก ชม.ละ 2-3 กิโลเมตรมั๊ง กว่าจะถึงคอนสารคงเก้าโมงเช้านั่นแหละ รถเหมาก็ตั้ง 800 บาทแน่ะ พวกเราเลยเลือกขึ้นรถขอนแก่น-เชียงใหม่แทน แค่ 8 บาทต่อคนเอง พักเดียวก็ถึงแยกคอนสารแล้วล่ะ ที่นี่พวกเราหาซื้อของกินกัน ที่น่าสนใจและได้มามีดังนี้ฮะ

1. ปลาช่อนย่างเกลือ 10 บาท 2. ปลาหมอไทยย่างเกลือ 5 ตัว 10 บาท 3. ไข่ไก่ 10 ฟอง 18 บาท - เปลือกบางเฉียบเลยอ่ะ 4. กุ้งฝอย 2 ใบบัว ราคารวม 10 บาท คนขายโชว์ให้ดูว่ายังเป็นอยู่เลย - ว่าจะเอาไปผัดเสียหน่อย 5. ข้าวสาร 2 กิโล + พริกและมะนาว
-ผักไม่ได้ซื้อ งานนี้กะกินอาหารกระป๋องเป็นหลัก...
-ส่วนที่เหลือ ผมหอบไวไวกับปลากระป๋องเหลือจากทริปเขาสกไปด้วย เลยไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มมากนัก งานนี้กะประหยัด เพราะจำเป็นต้องประหยัดน่ะครับ...

++ 8 โมงเช้า วันเสาร์ ...

ทานข้าวเช้าก็เกือบ 8 โมงแล้ว ลองโบกรถดูทีซิ กะว่าจะได้นั่งท้ายรถกระบะสักคัน แต่ว่าผลก็คือ.... คันแรกผ่านไป
.... คันที่สองผ่านไป
.....คันที่สาม สี่ ห้า หก เจ็ด ...... ผ่านไป ๆๆๆๆๆๆ และผ่านไป....
.....ไม่มีดวงเลยแฮะ ชักกร่อยครับ ชักกร่อย เพราะอะไรฟะนี่ นี่จะต้องไปแต่งตัวเป็นผู้หญิงมาโบกรึเปล่าฟะ หมายเหตุ...พี่ ๆ ของผมทั้งสองตอนโบกนี่ใส่หมวกไอ้โม่งไว้ด้วยฮะ คล้าย ๆ ....เลย ...อิอิ

สุดท้าย...ท้ายสุด....พอ 8 โมงครึ่งเราก็ได้รถจนได้ แต่เป็นรถสองแถว ประจำทางนั่นเอง ที่เพิ่งวิ่งมาถึงแยกคอนสาร แต่พอขับขาเข้าไปที่เขื่อนจุฬาภรณ์นี่เร็วแฮะ ...ลมเย็นฉ่ำเลย

***กรุณานึกภาพตามครับ*** ในรถเต็มไปด้วยลูกมะพร้าวของคุณป้าคนหนึ่ง เล่นเอาเราต้องนั่งแบบงอ ๆ ขานิดหน่อย พี่แสงหลับ (ตามฟอร์ม) ส่วนพี่ทรงกลดง่วนกับหมวกไอ้โม่งของแก คือไหมพรมมันหลุดน่ะฮะ...

ป้ามองเด็กหนุ่ม 3 คน แต่งตัวแปลก ๆ ก่อนเอ่ยมาก่อนผมถาม... "มะพร้าวแพง ตั้ง 12 บาทแน่ะ " ป้าบอกเรา "โห แพงยังงี้เชียวหรือป้า แถวบ้านผมมันไม่กี่บาทเอง"

...รู้งี้เดี๋ยวคราวหน้าบรรทุกมะพร้าวจากแถวบ้านเรามาขายดีกว่า อิอิ

++++++++

10 โมงเช้า วันเสาร์ ผ่านทุ่งลุยลาย จนถึงปากทาง เราก็มารอรถโบกกันต่ออีกรอบ จน 11.00 โมงโน่นล่ะครับ ถ่ายรูปคู่กับเจ้ากระซู่จำลองข้างหน้าทางเข้าแล้ว เราก็ได้รถสองแถวของกลุ่มคุณครูที่มาเที่ยวจากโคราช เข้าไปในที่ทำการจนได้ เย้... แต่นึก ๆ ไปก็ดี ที่ต้องรอเพราะช่วงรอก็ได้พูดคุย รู้จักกับเจ้าหน้าที่ที่หน่วยปางม่วงมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ แวะไปคุยกะพี่สมส่วนเจ้าเก่าด้วย เจอกันคราวก่อนพี่เค้าใส่แบบทหารพราน เจอกันวันนี้พี่เค้าแต่งแบบชุดออฟฟิศเลยอ่ะ ดูแปลกตาออกไปเล็กน้อย...

++++ เที่ยงวันเสาร์ ...

แบบทุลักทุเลเล็กน้อย เราก็มาถึงซะที ....สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ไก่เพื่อนเรารออยู่ด้วยหน้าตาเซ็งเต็มแก่ นัยว่าแกรอตั้งแต่เช้าอ่ะ ต้องส่งส้มให้แก้งอนเสียหน่อย อิอิอิ

.....หลังจากเราเอาผลไม้ไปแวะฝากบรรดาพี่ ๆ ที่ทำการ ในฐานะผู้มาเยือนที่ดี สามหนุ่มสามมุมก็ไปปักหลัก ทานอาหารกลางวันกันที่บริเวณบ้านพักลูกจ้างป่าไม้กัน
....... ที่นี่ผมได้รู้จักกับลุงดอน คนเก่าคนแก่ของที่นี่ นายไก่เพื่อนเราบอกว่าลุงดอนอยู่ที่นี่มาก่อนใคร ๆ เรียกว่าตั้งแต่ยุคบุกเบิก ยุคพื้นที่สีแดงเลยล่ะครับ ลุงดอนชวนเราทานข้าวกลางวันกัน ครั้งนี้ผมมีปลากระป๋องจากทริปเขาสกกับผักกาดดอง และปลาหมอไทยย่างอีก 5 ตัวครับ ส่วนเจ้ากุ้งฝอย 2 ห่อใบบัวนี่โดนความร้อนเผาจนกลายเป็นกุ้ง แห้งไปเรียบร้อย...พี่แสงซื้อปลาช่อนย่างมาด้วย ก็เอามารวมกันทาน อาหย่อย ๆๆๆ....

ส่วนทางลุงดอนและนายไก่เพื่อนเรา ก็มีข้าวเหนียว ยำผักหนาม และปลาซิวปลาสร้อย (ตัวมันเล้ก ๆ อ่ะอะ)หลน เป็นเมนูเด็ดประจำวันนี้ อาหารประจำที่นี่คือปลา กุ้งฝอยแล้วก็หอยโข่งครับ นี่ล่ะครับ จะหาเนื้อหรือหมูยากเต็มที รายได้จากกรมป่าไม้ต่อพนักงานที่ไม่มากนัก ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ที่ทำหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้ตัวจริง เสียงจริงของเรา ลำบากพอสมควร แต่นั่นแหละครับ พูดไปมันก็คงวนไปวนมานั่นแหละ มื้อนี้ทานไปก็มีเพื่อนๆ แวะมาใกล้ ๆ คือเจ้า เนื้อทรายนั่นเอง เนื้อทรายที่ภูเขียวนี้ถูกปล่อยสู่ธรรมชาติในจำนวนไม่กี่ตัว แต่ปัจจุบันมีเกือบ 60-70 ตัวแล้วครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเนื้อทรายฝูงนี้ มีสายเลือดใกล้ชิดกันเกินไป ก็เลยทำให้เกิดความอ่อนแอกับลูก ๆ รุ่นถัด ๆ มา

แม้พวกเราได้คุยกันกับลุงดอนเพียง 1 ชม. แต่ลุงดอนมีเรื่องเก่า ๆ เล่าให้ฟังมากมาย ถ้ามีโอกาสคงได้ไปนั่งทานข้าว ท่ามกลางแสงดาวสักครั้ง ฟังตำนานเก่า ๆ ของภูเขียวแห่งนี้ ....
***************

.....เกือบบ่ายโมง หลังขบวนการกลัวทากขึ้นสมองทำการทาสารพัดยากันทากแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางกัน ประกอบด้วย สามหนุ่ม สามมุม คือ ผม(โอบีวัน) พี่แสง พี่ทรงกลด และพี่อาร์ม คนนำ กับเจ้าไก่ เพื่อนเราที่ภูเขียว ก็เริ่มออก เดินจากบริเวณพระตำหนัก เส้นทางรอบ ๆ พระตำหนักราดยางอย่างดี ช่วงที่เราไปก็มีหลายคณะมาเดินดูนก ศึกษาธรรมชาติกันหลายคณะทีเดียว ที่กลุ่มใหญ่สุดก็มาจากบางจากกันฮะ แต่มีกลุ่มเรานี่แหละ ที่จะเดินเข้าป่ากันไป ......ก็เราเป็นนักเดินป่านี่นา

เราตัดเลียบส่วนที่เรียกกันว่า "ชลบุรี" ที่เป็นบึงน้ำกว้างเหนือเขื่อนเล็ก ๆ ในภูเขียว ที่นี่เป็นบริเวณหนึ่งที่ นกอ้ายงั่วมักจะแวะเวียนมาเรื่อย ๆ แต่คงยากที่จะได้เห็นตัวง่าย ๆ เสียงนกเงือกสีน้ำตาลดังใกล้ ๆ แต่มองไม่เห็นตัว เราเดินลัดเลาะตามป่าชื้น ตัดทุ่งโล่งบ้าง ไปเรื่อย ๆ ระหว่างเดิน ๆ อยู่ก็สวนกับมอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง ลุยมากลางป่า พร้อมอุปกรณ์ อีกพอสมควร คนขับบนรถเป็นฝรั่งครับ (ชื่อติดอยู่ที่ปากฮะ ลืม !!) ท่าทางลุยพอสมควร เค้าคนนี้มาศึกษาเสือที่มีในภูเขียวมานานและได้ข้อมูล ไว้มากมาย ล่าสุดคือหลักฐานยืนยันว่ามีเสือไฟอยู่ใกล้ ๆ พระตำหนักนั่นเอง วันนี้เค้าเข้าไปวางกรงดักเสือไว้ครับ

พอสวนกันกับคุณฝรั่งได้สักพัก ผมก็ลองเอามือปัด ๆ ที่รองเท้าดู กึ๊ย ๆๆๆ ทากตัวบักเอ้งติดมาเลยครับ เลยเริ่มสำรวจ ก็ปรากฎว่าป่าแถวนี้สมบูรณ์แฮะ เพราะเริ่มมีทากเกาะกันคนละหลาย ๆ ตัว ผมโดนกัดมาก็เยอะ แต่ก็ยังเกลียดอยู่ดี รีบเอาน้ำมัน มวยของเจ้าไก่ชะโลมใหญ่เลย พอตัดมาที่หนองแห้ง ๆ ได้เราก็เช็คอีกทันที

ที่หนองน้ำแห้ง มีร่องรอยเท้าของสัตวืป่าเต็มไปหมด ทั้งกวางป่าและหมูป่า อีเห็น พี่อาร์มชี้ให้เราดูตั๊กแตนที่ยังสด ๆ ถูกเสียบ ค้างไว้บนกิ่งไม้ให้พวกเราดูกัน นัยว่านกจำพวกอีเสือจะทำแบบนี้ คือเสียบไว้ก่อน แล้วมากินทีหลัง ก็แปลกดีฮะ

พอเริ่มตัดเข้าป่าอีกสักประเดี๋ยว เราก็พบกับกรงดักเสือที่ว่า มีไก่ตัวอ้วนเคราะห์ร้ายอยู่ 1 ตัว นายไก่ซึ่งเคยใช้กล้องอินฟราเรดถ่ายรูป ของเสือมาเยอะก็บอกว่า ถ้าเสือไม่มากิน ไก่ก็โดนกินอยู่ดีแหละ อิอิ เส้นทางเดินป่าน่าสนใจเหลือเกินครับ บางช่วงมองไปเห็นผาเทวดา อันเป็นยอดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูแล้วใช่เลย ต้องไปให้ได้ในสักวัน ในป่ามีเถาวัลย์น้ำเต็มไปหมด เสียงสัตว์ เสียงนกร้องตลอด บางทีก็ได้เสียงนกแว่นอยู่ใกล้ ๆ แต่มองไม่เห็นตัวแฮะ...

วันนี้เราเอาเสบียงไปไม่มาก ส่วนมากก็เป็นอาหารเหลือจากทริปอื่น ๆ กับไข่เปลือกบ๊าง บาง อีก 10 ฟอง เรียกว่าจะไปอยู่ไปทานแบบที่เจ้าหน้าที่ เค้าทาน ๆ อยู่กัน ครั้งก่อนน้องซินดี้ก็ไปเป้นทีมหาหอยโข่งกะปลาไหลมาแล้ว มาครั้งนี้เรากินผักกันฮะ นั่นคือผักขี้นากครับ ยอดอ่อนออกมาใน ช่วงนี้พอดี ถ้าถามว่าควรเด็ดมากินมั๊ย สำหรับผมก็คือถ้ามีของกินเยอะพอ ก็อย่าเลย แต่การกินยอดอ่อน ไม่ทำให้ผักขี้นากตาย แต่จะทำให้ แตกยอดเพิ่มต่อไป จนหมดอายุมันไปเอง ชั่งน้ำหนักแล้วว่าจะทำลายธรรมชาติมากไปรึเปล่า แล้วเราก็เก็บยอดผักนี้มาทานกัน รสชาติหวานมันครับ อร่อยมาก ไก่บอกว่ายอดผักนี่ 1 กำ สามารถเอาไปแลกข้าว 1 มื้อจากแม่ครัวได้เลยเพราะคนที่นี่ชอบมาก มีการปลูกขายที่อำเภอคอนสารอยู่มาก ยอดละบาทแน่ะ

ที่บริเวณที่เราเก็บผักกันอยู่มีขี้ช้างสด ๆ เกลื่อนเลย ช้างเองก็ชอบทานฮะ 4-5 วันก่อนที่เราจะมาพี่อาร์มเจอช้างแม่ลูกอ่อนมาลูกเค้ามาหา ผักทานที่นี่แหละ หลังจากเก็บพอกินแล้วเราก็เดินทางกันต่อ หวิว ๆ ว่าจะเจอคุณช้างเหมือนกัน.....ปิดท้ายระหว่างทางที่เห็ดหูหนูป่า ซึ่งกำลัง นิ่มเพราะฝนเพิ่งตกมาไม่กี่วัน วันนี้และพรุ่งนี้เรามีผักและเห็ดไว้ทานแล้วล่ะ .....

ทากน้อย ทากใหญ่ มาอีกแล้ว น้องซินดี้เจอไป 4 รูแล้ว ส่วนผมเอง รอดหวุดหวิด ๆ ...
**********************************

หลังจากเดินตัด "ช่องแคบ" อันเป็นหุบแคบ ๆ และเป็นด่านสัตว์ด้วยมาอีกไม่นาน เราก็มาถึงหน้าถ้ำนกนางแอ่น จุดหมายของเรา ที่นี่เป็นจุดพักแรมของเจ้าหน้าที่อยู่แล้วด้วย ใช้เวลาเดินมา 2 ชั่วโมงเอง ส่วนน้ำตกบัวขาว ถ้าจะไปก็อีก 9 กิโล ดูเวลาแล้วไม่ทันแน่ ๆ เพราะเรามากันสาย และพี่อาร์มคนนำก็ป่วยอยู่ ตกลงก็พักที่นี่นั่นแหละ

เมื่อแรกไปถึงเราก็เจอรอยเท้าของเลียงผาเต็มไปหมด เลียงผาเค้าจะมาเวลาที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มาพักแรมที่นี่ เรียกว่าเป็นที่โปรดเลยมั๊งครับ บางทีก็มาทั้ง ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่อยุ่นั่นแหละ

ข้างหน้าถ้ำมีแท่นที่ใช้ตีเหล็กตั้งแต่สมัยยังมีคอมมิวนิสต์อยู่เลย ดู ๆ ก็ขลังดีฮะ ตามที่ทราบมา ที่นี่ยังมีปืนซ่อนอยู่อีกในหลาย ๆ ที่ด้วยครับ จากนั้นเราก็เดินตัดลงหุบไปหาน้ำกัน ระหว่างทางพบเต่าหกตัวโตอยู่ พอดูใกล้ ๆ เจอเห็บตัวโต ๆ เกาะอยู่เต็มเลย น่าสงสารมาก แม้ไม่อยากยุ่ง แต่ในที่สุด เราก็จัดการเสียบเจ้าเห็บอ้วนที่เกาะตรงหัวเต่าไป และปล่อยเจ้าเต่าคืนกลับลงน้ำต่อ นอกจากนี้ยังพบลูกเต่าหกตัวเล็ก ๆ ประมาณ 5-6 เซนติเมตรด้วยครับ น่ารักมากเลย ลำห้วยเล้ก ๆ แต่มีอะไรมากกว่าที่คิดเหลือเกิน....

ข้างฝ่ายหาน้ำก็เดินย้อนห้วยแห้งไปสักพักก็เจอแอ่งน้ำไหล เราเอาน้ำที่นี่ใส่ถังก่อนแบกเดินขึ้นมาที่ปากถ้ำ ทางที่เดินค่อนข้างโล่ง เพราะเราใช้ทางเดียว กับที่ช้างเดิน ผมลองถาม ๆ พี่อาร์มว่า ถ้าเจอกัน จะให้ทำไง แกก็บอกว่า วิ่งสิน้อง วิ่งก่อน แล้วค่อยคิด อือ ก็น่าจะจริงเนอะ อิอิอิ

แกว่าทฎษฎีอะไรก็ลืมหมด คนเราเจอก็วิ่งไว้ก่อน ตั้งหลักได้เดี๋ยวก็คิดออกเอง เพราะที่นี่เค้าวิ่งหนีช้างกะงูจงอางหวงไข่ เป็นปกติอ่ะครับ แกว่างั้น.... ง่ะ .

เราพักที่นี่หนึ่งคืนก่อนเข้าสำรวจถ้ำกันเล็ก ๆ ช่วงเช้า ในถ้ำมีห้องหลายห้องและน่ากลัวมากกว่าน่าดู เราเลยถอยดีกว่า แล้วก็กลับออกมาที่ที่ทำการกัน เจ้ากระทุงตัวเก่ายังเกาะคอนอยู่ที่เดิม หน้าตามันไม่หล่อขึ้นเลย (เหมือนคนเขียนมั๊ง 5555 )

ขากลับเราร่ำลากันแบบง่าย ๆ เพราะเราจะมาใหม่แหง ๆ อิอิ ครั้งหน้าเราจะไปผาเทวดากันบ้างล่ะทีนี้ ช่วงกลับ อาจเป็นเพราะบุญพาวาสนาส่ง ผสมกับความใจดีของชาวบางจาก (ใจดีทุกคน) เราก็ได้รถนั่งรถตู้กลับมาส่งถึงกรุงเทพอย่างปลอดภัย ขามาโบกไม่ได้ ขากลับโบกได้แบบยาวที่สุดเท่าที่เคยโบกได้มาเลยล่ะฮะ.....
























































































































เรื่องน่ารู้...

*เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อยู่ที่ชัยภูมิ มีพื้นที่ 975,000 ไร่

** ที่ทุ่งกระมัง ปัจจุบันมีการปล่อยเนื้อทราย ละอง-ละมั่ง ให้หากินตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยในอนาคตอีกด้วย

***สัตว์หายากที่คาดว่ายังมีอยู่ที่ภูเขียวได้แก่ กระซู่ จระเข้น้ำจืด นกอ้ายงั่ว

**** เส้นทางไปถ้ำนกนางแอ่นนี้ เป็นเส้นทางที่เปิดให้นักท่องเที่ยว สามารถติดต่อเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมได้โดยติดต่อที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว..

เบอร์โทร ภูเขียว 01-2220513



รางวัลท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดีเด่นจาก ททท. 1996 ...Hot line นักเดินป่า:(02)983-4254


นำลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทยเมื่อ 10 ส.ค. 2543