อุทยานแห่งชาติเขาสก-สุราษฎร์ฯ ...ท่องไพรเขาสก....ภาคพื้นน้ำ

Website for wilderness travel in Thailand
พวกเราหน้าท่าเทียบเรือของแพเขาสก
...ในช่วงวันปีใหม่ที่ของปีที่หนาวที่สุดในรอบ 40 ปี ตามที่กรมอุตุนิยมท่านว่าไว้ คนขี้หนาวอย่างผมก็นั่งนึกนอนนึก ตะแคงนึกว่าเราจะไปที่ไหนดีน้อ ปีนี้ เอาที่มันหนาวน้อย ๆ แล้วก็มัน ๆ หน่อย ลองเอาปากกามาขีดเขียน ๆ ว่าเราจะขับรถหนีหนาว หนีคนไปที่ไหนก็ได้ข้อสรุปว่าไปเขาสกกันซะทีดีกว่า เพราะได้ยินว่าที่นี่ก็มีที่เที่ยวหลายแห่ง ใช้เวลาได้หลายวันเลยทีเดียว จะได้วนออกทางตะกั่วป่าและระนองด้วย ครั้งนี้พรรคพวกหายต๋อมเกือบหมด ส่วนใหญ่ก็แยกย้ายกันขึ้นเหนือครับ ช่วงที่ขับลงใต้กล่าวได้เลย ว่ารถว่าง คนก็น้อยจนสังเกตได้ ข้อดีก็ดีเราเต็มอิ่มกับทุกที่ที่ได้ไปในทริปนี้เลยล่ะ

....แล้วนายโอบีวันกับสองน้องสาว(สวย ?) ปอและป่าน ก็ตกลงปลงเพื่อนร่วมเดินทางกัน งานนี้ผมซื้อของตุนไปเพียบฮะ กินกันได้จนกลับมาจะเดือนมีนาคม แล้วยังกินขนมที่ตุนกันไว้กันไม่หมดเลย ฮ่า ๆๆๆ

..........ตัดฉับไวดั่งโกหกมาที่เขื่อนเชี่ยวหลาน หลังการขับแบบเอ้อระเหย แวะเที่ยวกันหลายที่แล้วก็มาพักที่เรือนพักของอุทยานที่ เขื่อนเชี่ยวหลานกันก่อน 1 คืน เราก็ถือโอกาสเที่ยวตัวเขื่อนไปในตัว ไม่อยากจะคิดเลยว่าข้างล่างของที่นี่เคยเป็นที่อาศัยของสัตวืป่ามากมายและจมน้ำตายไป พร้อม ๆ กับน้ำในเขื่อนที่เพิ่มขึ้น ๆ และเป้นที่อยู่ของสัตว์ที่หายากอย่างกระซู่ ซึ่งไม่มีใครพบเห็นมานานมากแล้ว ผมสาละวนกับการจัดของอยู่พักใหญ่ ขณะที่ป่าน วุ่นกับการเพาะถั่วเขียว แกบอกว่าอีก 2-3 วันก็ได้กินผัดถั่วงอกกันแล้วพี่ ส่วนเจ้าปอก็นั่งเหม่อดูฝั่งน้ำเป็นหลัก จนเรือของเจ้าหน้าที่มารับเรา..1 ชม. ถัดมาเราก้มาเสนอหน้าที่หน้าหน่วยโดยสวัสดิภาพ นายป้อม เจ้าหน้าที่อุทยานมารับพวกเราขึ้นด้วยความยินดี ....

"พี่ ๆ พวกพี่เป็นคนไทยกลุ่มเดียวของอาทิตย์นี้เลยนะเนี่ย" ..ป้อมบอก ขณะผมกำลังโซ้ยข้าวผัดสัปะรด หมูอบ มีน้ำซุปซดคล่อง ๆ คออยู่
"แล้วธรรมดา เค้าพักกันที่ไหนอ่ะครับ"
"พักกันที่แพนางไพรครับ ที่พักสบายกว่า"
..แต่ผมไม่รู้สึกงั้นแฮะ ผมว่าบรรยากาศดิบ ๆ สงบ ๆ อย่างนี้แหละ ตรงใจผม ที่นี่ฝรั่งชอบมาพักกันมาก บางคนมาอยู่กันเป็นครึ่งเดือนโน่นเลย ป้อมเล่าต่อว่าที่นี่ช่วงหน้าฝนจะเงียบเหงา เพราะการเดินทางเข้ามาถ้าไม่ใช้เรือหาง ก้ต้องเดินป่ากันมา ทางก็รกแล้วยังทากที่หิวโหยอีกตรึมเลยทำให้นักท่องเที่ยวแนวฉาบฉวยถูกตัดจากกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่นี่ไปโดยปริยาย.........

ที่บริเวณด้านหน้าของหน่วยพิทักษ์ป่าโตนเตยแห่งนี้ จะทำเป็นลักษณะคล้ายบาร์เล็ก ๆ มีบอร์ดแนะนำจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ในเขาสก ทั้ง ภาษาไทยและอังกฤษ มีหัวกะโหลกสมเสร็จไว้ให้ดูเผื่อเอาไว้ปลง ๆ กะอนาคตของสัตว์ป่าสงวนเมืองไทย มีของที่ระลึกประเภทพวงกุญแจไว้จำหน่าย ระหว่างเราทานอาหารเช้ากัน มีนักท่องเที่ยว 2-3 กลุ่มแวะเวียนมา เกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติครับ และแล้วที่แพนี่ก็เต็มไปด้วยฝรั่ง ๆๆๆ พี่แม่ครัว บอกว่าคืนนี้และพรุ่งนี้เราเป็นนักท่องเที่ยวคนไทยกลุ่มเดียวที่จะพักที่นี่
"ที่เมืองชล หนาวมั๊ยคะเนี่ย" "ก็เอาเรื่องครับ ไม่อยากอาบน้ำเช้า ๆ เลยอ่ะฮะ ถ้าไปเหนือนี่สงสัยได้หมักตัวแน่ อิอิ" "ที่นี่อากาศแบบนี้ทั้งปีแหละ เพิ่งหมดฝนไปไม่นานเอง" "ผมอยากเจอแบบนี้ล่ะครับ ถึงขับรถกันลงมาทางใต้ ไม่งั้นก็ขึ้นเหนือหาหนาวกันไปแล้ว ชอบครับ" "ขอบคุณค่ะที่ชม เอาซุปอีกมะ เดี๋ยวตักเพิ่มให้" "อ่า...เกรงใจ ๆ แต่ได้อีกก็ดีฮะ" (อิอิอิ)

Website for wilderness travel in Thailand
รอบข้างเป็นเทือกเขาสูงโอบล้อม
Website for wilderness travel in Thailand
เรือหางพาเราท่องชมวิวภาคพื้นน้ำ

Website for wilderness travel in Thailand
แพโตนเตย ใจกลางอุทยานฯเขาสก... Website for wilderness travel in Thailand
เมื่อมองผ่านห้องนอนเล็ก ๆ ออกไป..
ทำไมฝรั่งชอบมาที่นี่ เพราะที่นี่เป็นป่าดิบชื้นแบบสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แทบทุกอย่างพบได้ที่นี่ว่าอย่างนั้นได้เลย สุด ๆ ก็บัวผุดและ ปาล์มหลังขาว สัตว์ป่าก็ยังมีอยู่อย่างมากมายเหลือเกิน แล้วที่นี่มีอะไรให้คนไทย ? ตอบยากนะครับถ้าคนถามเป็นชาวศิวิไลซ์ที่ไม่รู้ว่าเค้าเดินป่าไปทำไม เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน ห้องน้ำก็ลำบาก ก็ต้องตอบว่าอย่างน้อยที่นี่อาหารอร่อยและบริการดีครับ ธรรมชาติรอบข้างก็บริสุทธิ์และสมบูรณ์ ขนาดว่าเราเห็นนกเงือกบินผ่านบ่อย จนเลิกดูกันไปเลย ไม่นับนกชนหินที่แวะเวียนมาให้ยลโฉมกันด้วยล่ะ
แพโตนเตยนี่ตั้งอยู่เกือบจะใจกลางของอุทยานเลย ซ่อนตัวอยู่ในหุบที่หลบลมและฝน เรียกว่าในช่วงมรสุมก็แทบจะตัดขาดจากภายนอกกันเลยล่ะ แต่นั่นก็ทำให้ที่นี่ เป็นสวรรค์ของผู้รักที่จะสัมผัสกับธรรมชาติอย่างจริงจังไปแทน...

.... ที่นี่เค้าบริการคนไทยกะฝรั่งเท่าเทียมฮะ แล้วก็ไม่มีฟันด้วย อุทยานกำหนด ราคาเป็นมาตรฐานไว้เรียบร้อย คนละ 500 บาทต่อคนต่อคืน รวมที่พักและอาหาร ค่าไกด์ไปถ้ำก็ 300 บาท ใครใจไม่กล้า ไม่ไปก็ไม่ต้องจ่ายเงินหรอกครับ ใครที่คิดจะต่อ อยากให้ลองใช้บริการดูก่อน แล้วจะรู้สึกเองว่าเวลาคุณจะจ่าย ไม่รู้สึกเสียดายเลยล่ะ ...
ล่าสุดผมเข้าไปอ่านคะแนนของที่ Trekking ทั่วโลกที่ deja.com ปรากฎว่าที่นี่ได้คะแนนโหวต 4.8 จาก 5 ซึ่งถือว่าสูงสุดแล้ว มากกว่าทุกเมืองในเนปาลซะอีก ความหลากหลายของระบบนิเวศที่มากมาย เหลือเกินของที่นี่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างดี ...ตราบใดที่ยังมีธรรมชาติอยู่นะครับ

Website for wilderness travel in Thailand
มุ่งหน้าสู่ถ้ำน้ำทะลุ

...ห้องนอนของพวกเราเป็นเรือนกระท่อมไม้ไผ่โล่ง ๆ ด้านนอกมีชานเล็กๆ ไว้ให้นั่งเล่น เพื่อนชาวต่างชาติเพลินกับการโดดน้ำเล่นกันใหญ่ ส่วนพวกเราเอง ทานข้าวกันเสร็จก็นั่งพักชมวิวกัน พร้อม ๆ กับพูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ ชาวต่างชาติ 2-3 คนที่อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ภาษาอังกฤษของทั้งสองฝ่ายกระท่อนกระแท่น พอ ๆ กัน แต่ไม่มีปัญหาสำหรับการสร้างมิตรภาพกับคนที่รักในธรรมชาติเหมือน ๆ กัน ทุกอย่างก้ดูสนุกและง่ายไปหมด....

........พอตั้งหลักได้ก็ขอลุยถ้ำน้ำทะลุกันทันที น้ำในช่วงนี้กำลังดี คือมีบางช่วงที่สูงกว่าหัวเราพอดี ๆ กำลังสนุก หากมาหน้าฝนอาจจะเข้าถ้ำกันไม่ได้เลยล่ะครับ หนทาง ไปถ้ำก็นั่งเรือเข้าไปแล้วเดินผ่านป่าไปอีกประมาณ 45 นาที ระหว่างทางจะผ่านจุดน่าสนใจหลายจุดเช่น บังเกอร์เก่าของคอมมิวนิสต์ ต้นไม้ที่มีลักษณะโดนแมลงหรือ เป็นโรคจนบวมโต นายป้อมเรียกมันว่าต้นไม้เป็นมะเร็งฮะ ป้อมยังบอกอีกว่าแถวนี้เป็นบริเวณพื้นที่สีชมพูเก่า เมื่อครั้งคนไทยเรายังมีความคิดแตกแยกรุนแรงถึงขนาดต้อง จับปืนขึ้นมารบกันโน่นแน่ะ วันนี้เสียงปืนหายไป แต่บรรยากาศเก่า ๆ ยังคงอยู่ให้พอสัมผัสได้ครับ...

......ที่หน้าปากถ้ำ ป้อมพาเราไปดูรอยของเจ้าแมวใหญ่ -- เสือโคร่ง ที่มานอนพักอยู่หน้าถ้ำและทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันจากไป 2-3 ก่อนที่พวกเราจะแวะมาเยือนแล้ว ตั้งแต่ช่วงหน้าฝน ที่ไม่มีใครแวะเวียนเข้ามาที่นี่ หน้าถ้ำคือคือหลบนอนที่ดีทีเดียว และ ๆ ทุก ๆ ปีมันก็จะกลับมาและทิ้งร่องรอยเอาไว้อย่างนี้เป็นประจำ ป้อมยังเล่าให้ฟังอีกว่าแถวนี้จะมีสมเสร็จชุกชุม เวลาขึ้นไป ลาดตระเวณ หลายครั้งเจ้าสมเสร็จจะวิ่งมุดลอดใต้เปลกันแบบสนุกไปเลยล่ะ ป้อมให้เราทำใจกันสักครู่ก่อนจะเริ่มเดินเข้าไป ทางเดินช่วงแรกของการเข้าถ้ำน้ำทะลุนั้น จะเป็นช่วงที่มีบรรดาหินงอกหินย้อยให้ดูมากมาย เจ้าปอมือซนจะเอามือไปแตะ ผมเลยต้องจับอบรมวิธีการเที่ยวถ้ำเสียหน่อย ว่าหินงอกหินย้อยต่าง ๆ ในถ้ำ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปสัมผัสเลย เพราะเราอาจกลายเป็นฆาตกรที่ทำให้ระบบนิเวศในถ้ำเปลี่ยนไปทีเดียว .....

Website for wilderness travel in Thailand
ทางเดินป่าชุ่มชื้นและสมบูรณ์มาก Website for wilderness travel in Thailand
Website for wilderness travel in Thailand
น้องป่านสนุกกับการนั่งเถาวัลย์เล่น
Website for wilderness travel in Thailand
อาบน้ำตกในถ้ำ..
ในถ้ำนั้นเป็นอะไรแปลกใหม่สำหรับผมครับ ซึ่งปกติกลัวทั้งความมืด กลัวความสูง แล้วก็กลัวทากด้วย แต่ก็อยากลองดู บางช่วงมีลักษณะเป็นโถงใหญ่ มีค้างคาวเต็มไปหมดเลย พอแสงไฟฉายไปกระทบ เค้าก็บิน ๆๆ เล่นเอาคนขี้กลัวอย่างผมหวั่น ๆ อีกแล้ว เพราะในใจมันชวนคิดไปถึงเรื่อง ค้างคาวดูดเลือดไปโน่นแน่ะฮะ ฮ่า ๆๆๆ ...

.......ระหว่างทางจะมีหินสีฟ้า สีเขียวระยิบระยับให้ได้ชมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบริเวณน้ำตกกลางถ้ำ ป้อมก็ชักชวนพวกเราให้ลองเล่นน้ำตก ที่ไม่ได้พบที่อื่นง่าย ๆ นัก น้ำเย็นเจี๊ยบเลยครับ ดุได้จากหน้าตาน้องป่านก็ได้ว่าเย็นจริง ๆ นะ จากความเย็นก็กลับกลายเป็นความสนุก เราเล่นน้ำกันเพลินไปเลย พอเต็มอิ่มแล้ว ป้อมก็บอกว่า "อยากรู้มั๊ยครับ ว่าความมืดในถ้ำมันเป็นยังไง" ก่อนที่จะผมจะตอบว่า ไม่อยากรู้หรอก ป้อมก็ดับไฟฉายทันที แล้วเราสี่คน ก็พบกับความมืด ๆๆๆ มืดสนิท คือแม้แต่ลาง ๆ ก็มองไม่เห็นเลยครับ เวลาที่เราเดินในความมืดข้างนอก อาจจะพอเห็นอะไรลาง ๆ บ้าง แต่ในถ้ำนี่หมดสิทธิ์ สักพักน้องป่านซึ่งกลัวความมืดอยู่เอามาก ๆ ก็บอกให้ป้อมเปิดไฟ แล้วเราก็ท่องถ้ำที่ดูจะมีอะไรอีกเยอะนี้กันต่อ
ทางเดินเป็นลักษณะกึ่งลุยน้ำนิด ๆ ไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางมีหินสวย ๆ ให้พวกเราดูกันอีกหลายจุด จนกระทั่งถึงตอนน้ำลึก พอหย่อนตัว ลงไปก็รู้สึกเลยว่าน้ำมันมาแบบมิดหัวทันที งานนี้เราก็ลอยคอกันล่ะครับ ยิ่งช่วงสุดท้ายที่ต้องเกาะข้างผนังถ้ำเพื่อพาตัวไปข้างหน้าเพราะว่าน้ำลึกมาก ยิ่งตื่นเต้นใหญ่เลยเพราะไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะไกลหรือไม่ไกล แต่พอไปได้สัก 20 เมตร น้ำก็ตื้นพอที่จะยืนได้ แล้วที่สำคัญคือเราเห็นแสงครับ เข้าใจกันเลยว่าที่ว่าแสงแห่งความหวังนี่คืออะไร ทีนี้บรรดานักผจญภัยขี้กลัวทั้งหลาย ก็กลับมาสนุกกันล่ะครับ เราเกาะกลับไปจุดเดิมแล้วก็ล่องกลับมาใหม่กัน 2-3 ครั้ง เป็นที่สนุกสนานไปเลย ก่อนออกไปชักรูปเป็นที่ระลึกหน้าทางออกกัน
พวกเราทำเวลาเดินเท้าไป กลับได้ค่อนข้างดี อาจเพราะไม่ค่อยชมนกชมไม้แล้วก็เดินหนีทากกันด้วย ก็เลยมาถึงที่บริเวณจุดนัดเรือเร็วกว่าที่กำหนดไว้ เจอแต่เรือของนักท่องเที่ยวฝรั่งกลุ่มที่เพิ่งเดินสวนเราขึ้นไป หลังจากยึกยัก ๆ ๆ กันอยู่พักนึง เฮียป้อมก็บอกให้พายเรือของเค้ากลับไปที่หน่วยก่อน งานนี้ก็ต้องงัดไม้ในเรือมาทำพายกัน พายกลับกันพักนึง สัก 30 นาทีเราก็มาถึงแพจนได้ จากนั้นป้อมก็ให้เรือลำใหม่ไปรอรับนักท่องเที่ยวกลับ ไม่งั้นถ้า กลับมาแล้วไม่เจอเรือ เดี๋ยวจะตกใจกันหมด
ถึงแพปั๊บ ผมก็แทบจะกระโดดอาบน้ำในเขื่อนปุ๊ป พอถอดเสื้อมาก็จะเอ่กะเพื่อนเก่า สำรวจแล้วปรากฎว่าเจอไปสองแผลครับ ที่น่องจุดประจำ 1 ตัว และกลางหลังอีก 1 ตัว ไม่รู้ว่าไต่ไปได้ยังไงเหมือนกัน ปอกะป่านสนุกกับการเล่นห่วงยางมาก มีห่วงเดียวแต่แย่งกันเล่นไปมา ก็ตลกดีฮะ ช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยว เพิ่งเดินป่าตัดมาถึง 1 กลุ่ม นำทีมมาโดยหัวหน้าหน่วยหนุ่มนั่นเอง พี่เอกชัย เจ้าหน้าที่ คนนำการเดินบอกว่าเดินตัดจากกิโล 99 มาประมาณ 4 กิโลได้ แต่เป็น ทางที่ไม่มีคนเดินมานานแล้ว เลยต้องฟันทางมาตลอดทาง ที่เท้าของทุกคน เลือดเต็มไปหมด เพราะว่าทากเยอะมากครับ ตามความสมบูรณ์ของป่านั่นเอง การเดิน จากจุดที่เป็นทางออกของการชักลากไม้เก่านั้น สามารถเดินมาออกที่แพโตนเตยเลยก็ได้ แต่ต้องเพิ่มระยะข้ามควนอีก 2-3 ลูก ซึ่งเทียบแล้วการเดินย่นระยะแล้วนำเรือไปรับจะ ดีกว่า ปอกะป่านคุยกะพี่ ๆ ในแพอย่างถูกคอและคล่องแคล่ว (แหงล่ะสิ)

Website for wilderness travel in Thailand
บางช่วงก็เดินลุยน้ำ
Website for wilderness travel in Thailand
บางช่วงก็ต้องลอยคอในน้ำกัน
เย็นวันนั้น เราก็ออกไปดูนกเงือกที่โผบินกลับรังกับทีมของหัวหน้าหน่วยกัน ก่อนกลับมาทานข้าวเย็นมื้ออร่อย ที่นี่มีรายการอร่อยคือแครอทชุบแป้งทอด และมีแกงเหลืองอร่อย ๆ พร้อม ๆ กันนั้น หัวหน้าหน่วยลงทุนซื้อปลาแรดจากอ่างให้เราอีก 1 ตัวใหญ่ ๆ เพราะว่าอาหารส่วนใหญ่ทำออกแนวสำหรับคนต่างชาติ พี่เค้าเลยเห็นใจ แต่ความจริงพวกเราน่ะกินได้แทบ จะทุกอย่างกันอยู่แล้ว วงสนทนาเป็นไปอย่างสนุก และเต็มไปด้วยมิตรภาพที่มีให้แก่กัน เรายังนอนริมแพด้านหน้าดูดาวกันจนดึก ก่อนเข้านอนด้วย ความเต็มอิ่ม
เช้าวันใหม่ ป้อมชวนพวกเราไปดูนกกันอีกครั้ง ก่อนที่เราจะกลับมาทานข้าวเช้าและร่ำลาเจ้าหน้าที่ทุก ๆ คน เพื่อเดินทางต่อไปยังที่ทำการ อุทยานแห่งชาติเขาสกต่อไป

การเดินทาง
ขั้นแรกก็คือไปที่เขื่อนเชี่ยวหลานกันก่อน ซึ่งจะอยู่บนถนนสาย 401 แยกไปตะกั่วป่า เข้าไปอีก 12 กม. ก็จะถึงเขื่อนแวะเที่ยวพักผ่อนให้สบายใจที่นี่ก่อน ก็ได้ มีร้านอาหาร2-3 ร้านให้เลือกทาน ก็ถาม ๆ เค้าดูกันนะครับ ว่าร้านไหนอร่อยหรือไม่ เพราะพวกผมทำกินกันเองอ่ะฮะ
เพื่อน ๆ ต้องจองมากันก่อนนะครับ เพื่อประกันว่าแพไม่เต็ม ที่นี่มีสองจุดครับคือแพนางไพรและแพโตนเตย โทรจองได้ที่ 077-299318-9 นัดเวลามาขึ้นเรือได้เลย จะมาพักที่เขื่อนกันก่อนก็ดีครับ ที่พักที่เขื่อนจะมีทั้งบ้านพักของการไฟฟ้า โทร 077-311522 หรือจะพักบ้านพักของกรมป่าไม้ก็ได้ ซึ่งก็จะถูกกว่าแต่ก็สะดวกสบายน้อยกว่าเหมือนกัน เรือไป-กลับจะคิดเป็นต่อเที่ยว ไม่ได้คิดเป็นต่อคน ราคาช่วงที่ไปคือ ปลายปี 42 ต่อ ต้นปี 43 ก็ 1200 บาทสำหรับไปแพนางไพร ส่วนไปแพโตนเตยก็ 1700 บาทครับ ที่พักที่แพโตนเตยราคารวมอาหาร 3-4 มื้อ คนละ 500 บาทครับ ค่านำทางอีก 300 บาทต่อทีม ถ้าไปกันสัก 5 คนขึ้นไปก็หารมาแล้วจะยิ่งถูกไปอีก....
Website for wilderness travel in Thailand

Website for wilderness travel in Thailand
ออกมาเร็ว ไม่มีเรือเลยพายเรือชาวบ้านเขากลับแพแทน

Website for wilderness travel in Thailand
ชานเล็ก ๆ ข้างหน้า ยามเย็น
Website for wilderness travel in Thailand
คนที่ชูสองนิ้วนั่นแหละนายป้อม...
Last Update : นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตเมื่อ 2 พ.ค. 2543

ขอเชิญท่านที่รักในธรรมชาติเหมือนกัน สมัครสมาชิกครับ

Join our mailing list!
Enter your email address below,
then click the 'Join List' button:
Subscribe Unsubscribe
Powered by ListBot

......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก
Click here to visit our sponsor
Free Advertising from Click2Net!