หลังจากนั้นเราก็เริ่มทยอยกันเดินขึ้นภู โดยสมาชิกในกลุ่มที่ไปคราวนี้มีมากเป็นประวัติการณ์คือ 22 คน ซึ่งเราไม่เคยเที่ยวด้วยกันขนาดนี้เลย
กลุ่มที่มารวมกันนี้เป็นเพื่อนของเพื่อนที่มีจุดมุ่งหมายในการเดินทางเที่ยวธรรมชาติคล้ายกัน
และการเดินทางครั้งนี้ทุกคนก็มุ่งหวังที่จะพิชิตยอดภูสอยดาวเหมือนกัน กลุ่มของดิฉันเดินรั้งท้ายสุดเพราะจะได้ดูดอกไม้ป่าตามทางขึ้นด้วย
....... เราเดินเรียบน้ำตกชั้นต่างๆ ขึ้นไปก็จะพบกับเนินแรกคือ เนินส่งญาติ ที่เดินจนไม่อยากมีญาติอีกเลยเพราะทั้งสูงและชัน
พอพ้นเนินนี้จะมีทางที่ชันน้อยกว่าให้พักเพื่อที่จะเจอเนินต่อไปคือ เนินปราบเซียน ฟังชื่อก็ท้อแล้วเลยขอพักที่นี่ก่อน
แต่โชคดีที่ทางเดินมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมตลอดทางทำให้มีที่พักสบายๆ และทางเดินไม่มีทางแยกสามารถเดินตามทางได้ตลอดไม่ต้องกลัวหลง
หลังจากที่ผ่านเนินปราบเซียนมาจะมีชาวบ้านนำของกินมาขาย เราจึงตัดสินใจพักทานข้าวกลางวันที่นี่ก่อนจะเดินทางต่อ
....... เนินต่อไปที่จะเจอเป็นเนินที่ยาวที่สุดซึ่งยาว 2 กม. แต่โชคยังดีเพราะเป็นเนินที่ไม่สูงชันมากเดินสบายๆ ก็ผ่านไปได้
เสียงลูกหาบบอกว่าภูเขาขวามือนี่ไงล่ะคือภูสอยดาวแต่เราไม่สามารถขึ้นไปได้และดูจากความสูงเราเพิ่งเดินได้ยังไม่ถึงครึ่งของมันเลย
ลูกหาบได้ร้องบอกก่อนที่เราจะเดินต่อไปว่าให้พักให้หายเหนื่อยก่อนที่จะถึงอีกสองเนินสุดท้ายซึ่งก็คือ เนินเสือโคร่งและเนินมรณะ
....... หลังจากหายเหนื่อยเราก็เดินทางกันต่อ เราเดินผ่านพ้นป่ามาถึงสันเขาที่มีลักษณะเป็นป่าหญ้า แต่สิ่งที่เราเห็นข้างหน้าคือ
ทางเดินที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปซึ่งทั้งชันและสูงกว่าเนินอื่นๆ ที่ผ่านมา เราเห็นสายมนุษย์ที่เดินตามกันขึ้นไปเรื่อยๆ มากมาย
หลังจากเดินได้ไม่ไกลคุณตะคริวก็เริ่มถามหาจนต้องนวดและดัดกันบ้าง ก่อนที่แรงจะหมดเราก็มาถึงหลังแปรซึ่งเป็นที่ราบทุ่งหญ้า
และมีแนวสนเรียงราย ลมที่พัดและทิวสนทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินระยะทาง 6.5 กม.หายไป เราเดินหาทำเลที่จะกางเต้นท์บนลานสนนี้
....... ในที่สุดเราก็ได้ที่ที่เหมาะสมซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากลำธารที่ไหลลงไปเป็นน้ำตกสายทิพย์มากนัก หลังจากกางเต้นท์เสร็จแล้ว
เราก็เดินสำรวจและชมวิวใกล้ๆ ที่พักก่อน หลังจากนั้นเราก็ทำอาหารเย็นกันง่ายๆ ก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อนและหลับลงด้วยความอ่อนเพลียมาทั้งวัน
. |