น้ำตกแม่กระสา ป่าแม่วงก์ การหลงทาง ในความทรงจำ......

โดย...........Anykey


"!!!โครม!!!" นั่นเป็นเสียงลื่นล้มอย่างไม่เป็นท่าของเรา ขณะที่แบกเป้อันแสนหนักอึ้ง ก้าวออกมาจากห้องนอน "นี่มันเป็นลางไม่ดีหรือเปล่าวะ เนี่ย" เรานึกในใจ เพราะเรากำลังจะออกเดินทางไกล ไปต่างจังหวัดหลายวัน

"อึ้บ! ก็ไม่เป็นไรนี่นา คงไม่ใช่ลางไม่ดีอะไรหรอก" เราแบกเป้ใส่หลังอีกครั้ง พร้อมกับปลอบใจตัวเอง หลังจากที่สำรวจร่างกายแล้วว่า ไม่มีส่วนไหนบุบสลาย แค่ล้มเสียงดังไปหน่อย เพราะสัมภาระรุงรัง จริงๆแล้วเราไม่รู้หรอกว่า ความลำบากที่เราต้องไปเจอ ในสองสามวันข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไร บางทีถ้าเรารู้ล่วงหน้า ก็อาจจะทำให้เราเปลี่ยนใจ ยกเลิกการเดินทางครั้งนี้ก็ได้
เราใช้เวลาอยู่บนรถแท็กซี่ เกือบชั่วโมง กว่าจะฝ่าฟันการจราจรในช่วงหัวค่ำของกรุงเทพ เพื่อจะไปยังจุดนัดพบ ของคณะเดินทางรวมแล้ว 8 ชีวิตในการเดินทางครั้งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมาย ปลายทางที่ น้ำตกแม่กระสา ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์

พวกเรา เริ่มออกเดินทางกันกลางดึก โดยพาหนะของพวกเราครั้งนี้ เป็นรถกระบะ ของพี่มานะ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะเดินทางครั้งนี้ด้วย หลังจากที่รถเริ่มออกเดินทางได้ไม่นาน เราก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

.......................

เราเริ่มมารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่รถเริ่มเข้าหมู่บ้านแม่เรวาใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้าย ก่อนถึงจุดหมายของเรา คือที่หน่วยแม่เรวา ใน เขต อ.ช. แม่วงก์

อ.ช. แม่วงก์ ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อ ระหว่างอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ มีพื้นที่กว่า 558,750 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ป่าคลองวงก์-คลองขลุง ในกำแพงเพชร และป่าแม่วงก์-แม่เปิน ในนครสวรรค์

ความสำคัญของอ.ช.แม่วงก์คือ เป็นป่ารอยต่อ หรือจะเรียกว่าป่ากันชน ของป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง นั่นเอง เพราะจะทำให้ผืนป่า มีอาณาบริเวณกว้างขึ้น เพื่อให้สัตว์ป่ามีพื้นที่หากินกว้างขึ้นกว่าเดิม

ก่อนที่ป่าแม่วงก์จะถูกประกาศเป็น อุทยานแห่งชาตินั้น ได้เป็นพื้นที่สัมปทานป่าไม้มาก่อน จนกระทั่ง ราวๆปี 2530 จึงได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ หลังจากการย้ายคนออกจากพื้นที่ป่าสงวน ป่าแม่วงก์จึงเริ่มฟื้นฟู ขึ้นมาเป็นป่าที่สมบูรณ์อีกครั้ง

รอบๆหน่วยแม่เรวา ดูเหมือนจะถูกล้อมรอบด้วย หุบเขา มีสายน้ำไหลผ่านด้านหลังหน่วยฯ กว่าที่พวกเรา จะติดต่อคนนำทางและเริ่มออกเดินทาง ได้นั้น ก็ปาเข้าไปราวๆเที่ยงแล้ว

สาเหตุเนื่องมาจาก น้ำตกแม่กระสา ไม่ค่อยจะมีผู้คนได้เข้าไปบ่อยนัก และผู้นำทางเองก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักเส้นทาง ดังนั้น เพื่อนเราจึงเจาะจงหาลุงหงวน ซึ่งเป็นคนที่เคยเข้าไปถึง และนำคณะสำรวจต่างๆ ไปยังน้ำตกแม่กระสามาแล้ว เป็นคนนำทาง และพวกเราก็ยังมี น้าโฮ่ง กับน้าพร ร่วมทางด้วย เพื่อคอยช่วยถางทาง

.....................................

เราแบกเป้ขึ้นหลัง พร้อมกับสะพายกระเป๋ากล้อง และเริ่มออกเดิน จากหน่วยแม่เรวา ไปยังเนินเขาที่ชื่อว่า เขาหืดเขาหอบ (ฟังชื่อก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว)

เส้นทางในช่วงแรกๆ เป็นป่าโปร่ง เดินสบายๆ (จริงๆแล้วไม่ค่อยสบายเท่าไหร่หรอก แต่ที่บอกว่าสบาย เพราะมันมีโหดกว่านี้อีกน่ะสิ!!)

"แฮ่กๆ แฮ่กๆ" เสียงหอบหายใจของเรา ประสานกับเสียงหอบหายใจ ของเพื่อนร่วมทาง ทำให้รู้สึกเหมือนเหนื่อยมากขึ้นเป็นสองเท่า แต่ละเก้าที่ย่างเท้าออกไป ก็หนักขึ้นและช้าลงเรื่อยๆ

ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากขึ้น ทางก็เริ่มเดินยากขึ้น เป็นลำดับ จากมีทางกว้างๆ (เป็นเส้นทางลากไม้ สมัยยังเป็นป่าสัมปทาน) ก็เริ่มไม่เป็นทาง จากไม่เป็นทาง ก็เริ่มไม่มีทาง บางครั้งต้องลุยน้ำ (หมายความว่าต้องถางพงหนาม พงหญ้าไปตลอดทาง บางครั้งต้องลุยน้ำ) นั่นทำให้การเดินของพวกเรา ช้าลงเป็นลำดับ

หลังจากผ่านพงอ้อที่สูงท่วมหัวและแสนจะกีดขวาง การเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ในที่สุดคณะของเรา ก็ตัดสินใจพักแรมกัน ซึ่งบริเวณนี้เรียกว่าช่องแคบ

พวกเราก็เริ่มหุงข้าวปลาอาหาร และอาบน้ำ ในลำห้วย ที่ห่างไปอีกไม่ไกลนัก หลังจากที่อาบน้ำกินข้าวเสร็จแล้ว พวกเราก็มานั่งคุยกัน หลายคนเริ่มท้อ เพราะเนื่องจากเรายังเหลือหนทางที่ต้องเดิน อีกไกล และทางก็จะยากมากขึ้นด้วย เพราะวันแรกนี้ พวกเราทำระยะทางได้ไม่ดีเลย

หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายกัน บางคนก็นั่งคุยกับลุงหงวน เพื่อฟังเรื่อง ในป่าสมัยที่ลุงหงวนแกยังเป็นพราน ส่วนน้าโฮ่งกับน้าพร ก็สูบบ้อง(กัญชา)กลิ่นตลบอบอวล (อันนี้อย่าทำตามเด็ดขาด ไม่ดี ๆๆๆ) ส่วนเราเอารองเท้าผ้าใบและถุงเท้าที่เปียกน้ำจนชุ่ม มาอังกองไฟ เพื่อให้หมาดน้ำ และก็เข้านอน ความเหนื่อยล้าทำให้เราหลับไปอย่างง่ายดาย

................................

เราตื่นมาตอนเช้า ด้วยความปวดเมื่อยตามร่างกาย พวกเราบางคนยังนอนไม่ตื่น ส่วนบางคน ก็ตื่นมาแต่เช้ามืด ต้มกาแฟ หุงข้าว เรามาเก็บรองเท้า ถุงเท้าที่อังไฟไว้ แล้วเราก็สังเกตเห็น ขนเม่นตามพื้น พวกมันคงเข้ามาหาเศษอาหาร ที่พวกเราทำตกเอาไว้นั่นเอง

หลังจากที่พร้อมแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางต่อ ส่วนทางที่เดินก็ ลำห้วย ที่เราใช้อาบน้ำเมื่อวานนั่นแหละ พวกเราลุยข้ามลำห้วยที่สูงประมาณขาอ่อนของเรา ถ้าคนเตี้ยหน่อยก็สูงท่วมเอว ก็ลุยน้ำข้ามไปยังอีกฝั่ง ที่พงอ้อขี้นอยู่หนาทึบ บอกตามตรงว่า การเดินขึ้นบนตลิ่งที่มีพงอ้อล้มสวนมานั้น เป็นการเดินที่ทรมานเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะถูกต้นของมัน ทิ่มขาทิ่มเท้าจนระบม

การเดินวันนี้ เหมาะจะเรียกว่า "ขึ้นเขาลงห้วย" เป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่ลุยน้ำเสร็จแล้ว ก็ต้องเดินขึ้นเขาที่ไม่ชันมากนัก แต่ก็ลำบาก และทำให้เป้ที่แต่ละคนสะพายหลัง หนักขึ้นมาอีก สองสามเท่าได้ไม่ยาก และหลังจากที่เดินจนกางเกงแห้งแล้ว ก็จะถึงลำห้วย(จริงๆแล้วเขาจะเรียกว่า คลอง) เพื่อลุยไปให้กางเกงเปียกอีกครั้ง

"เมื่อไหร่มันจะถึงซะทีวะ" เรานึกในใจ และเราก็รู้อีกเช่นกันว่า เพื่อนๆที่เดินด้วยกัน ก็ต้องนึกอย่างเดียวกับเราแน่ๆ แต่ไม่มีใครพูดออกมา เพราะจะเป็นการบั่นทอน กำลังใจเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดเราก็ตัดสินใจ ถอดรองเท้าผ้าที่เปียกน้ำและโคลนออก เพราะทนรำคาญกรวดหินในรองเท้าไม่ไหว โดยใส่รองเท้าแตะเดินแทน โดยเราไม่รู้หรอกว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากที่สุด ตอนที่ใส่รองเท้าแตะเดินนั้น รู้สึกสบายเท้าเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะโดนหนามหรือหญ้าบาด เราก็ยังคิดว่าดีกว่า ใส่รองเท้าผ้าใบที่เปียกน้ำและชุ่มโคลน

หนทางก็จะเป็นทางรกสลับกับป่าโปร่งและลงห้วยเป็นระยะๆ หลังจากที่วันนี้พวกเราข้ามห้วยมาประมาณ 5-6 ครั้ง พวกเราก็ตัดสินใจพักแรมกัน ที่คลองหก (ปกติแล้วจะต้องข้ามคลองประมาณ 8 คลอง)

ซึ่งนับว่าเป็นระยะทางที่ไม่ดีอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าหากพวกเรา ยังไม่สามารถทำระยะทางได้ดีกว่านี้ ก็จะมีโอกาสที่ไปไม่ถึงน้ำตกแม่กระสาได้ เนื่องจากเวลาอันจำกัด ของผู้ร่วมคณะบางคน ที่จะต้องกลับกรุงเทพในอีก 2 วันข้างหน้า

พวกเราเริ่มไม่แน่ใจ เพราะถ้าหากไปถึงน้ำตกแม่กระสา ก็อาจจะกลับออกมาไม่ทัน แต่ลุงหงวนบอกว่า ระยะทางเดินกลับนั้น ใช้เวลาวันเดียวก็ถึง เพราะทางที่เราเดินมานั้น เป็นทางขึ้นเขา เพียงแต่ไม่ชันนัก แล้วก็มีหลายกลุ่มแล้ว ที่เดินกลับได้ภายในเวลาวันเดียว แต่อาจจะถึง หน่วยแม่เรวา ค่ำหน่อยเท่านั้นเอง

ค่ำวันนี้เอง หลายคนเริ่มถอดใจ บางคนเริ่มลังเล ว่าจะไปต่อดีหรือไม่ คืนนี้พวกเรานอนกันเร็วกว่าปกติ เนื่องจากความเหนื่อยล้า และความกังวลใจ

........................................

เราตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความปวดเมื่อยอีกเช่นเดิม และรู้สึกล้ามากกว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ ของในเป้ ที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้น ก็ทำให้หนักไปหมด พวกเราบางคน ยอมเอาของออกจากเป้ แล้วค่อยมาเก็บตอนขากลับ

"ทิ้งผมไว้ที่นี่เหอะ ผมเดินแทบไม่ไหวแล้ว ทิ้งข้าวไว้ให้ผม แล้วขากลับค่อยมา แวะรับผมกลับไปด้วย" เสียงพี่มานะโอดครวญ แต่ลุงหงวนไม่ยอม เพราะอยู่ลำพังอันตราย เนื่องจากสัตว์ป่าชุกชุม ในที่สุดพี่มานะ ก็ลากสังขารเดินตามพวกเรามาจนได้

หนทางยังเป็นเช่นเดิม นั่นคือลงห้วย แล้วขึ้นเนิน เดินจนกางเกงแห้งแล้วก็ลงห้วยใหม่ แต่ในที่สุดผลของการใช้ของผิดวัตถุประสงค์ นั่นคือการใส่รองเท้าแตะเดินป่า ก็แสดงออกมาจนได้ นั่นคือเมื่อรองเท้าแตะ เปื้อนโคลน เท้าเราก็จะพลิกไปมาในรองเท้าแตะได้ นั่นทำให้เราสะดุดหินล้มลง

"!!โอ๊ย!!" เสียงเราร้อง จนเพื่อนๆหยุดมอง เราก้มไปมองเท้าเรา เห็นเลือดที่ทะลักออกมา จากหัวแม่เท้า ที่เล็บเปิดออกมาเกือบจะหลุด เพื่อนร่วมทางที่เป็นผู้หญิงบางคนต้องเบือนหน้าหนี

เราสำรวจร่างกายแล้ว ไม่มีส่วนไหนแตกหัก ยังยืนได้ ส่วนเดินเรายังไม่แน่ใจ เพราะหนทางลำบากขนาดนี้ อาจทำให้เล็บเราหลุดออกจากหัวแม่เท้าได้

ในที่สุดเราตัดสินใจที่จะต้องเดินต่อไป โดยเราเอาแอลกอฮอล์ทำความสะอาด แล้วเอายาใส่แผลสดราดไปอีกที หลังจากนั้น เราเอาผ้าก๊อซหุ้มปลายหัวแม่เท้า โดยกดเล็บที่จะหลุดออกมาให้ปิดหัวแม่เท้าอย่างเดิม แล้วเอาปลาสเตอร์รัดผ้าก๊อซจนแน่น ไม่ให้เล็บขยับได้อีก แล้วเราก็ต้องหยิบถุงเท้า และรองเท้าผ้าใบมาใส่อีกครั้ง

ในที่สุดเราก็กัดฟันเดินต่อไปได้ หนทางวันนี้ ไม่ยากลำบากเท่าวันแรกๆ ตลิ่งลำห้วย ก็ไม่สูงและรกมากนัก "โชคดีวุ้ย นี่ถ้าทางโหดกว่านี้สงสัยจะแย่" เรานีกในใจ แต่ถ้าเรารู้ว่า สิ่งที่เราจะต้องเจอ อีกต่อไปนั้นเป็นอย่างไร เราจะไม่พูดคำว่าโชคดี อย่างเด็ดขาด

............................

หลังจากการข้ามลำห้วยแม่กระสา อีกสองหน ที่หินในลำห้วยแสนจะลื่น พวกเรา หลายๆคน ก็ล้มกันไม่เป็นท่า ก็มาถึงหุบใกล้ๆน้ำตก พวกเราทิ้งสัมภาระ เอาไว้บริเวณที่คาดหมายว่าจะเป็นที่พักในคืนนี้ โดยเอาแต่กล้องถ่ายภาพ และขาตั้งกล้อง ติดตัว เพื่อเดินขึ้นไปยังน้ำตกแม่กระสา

ในที่สุดตอนบ่ายๆพวกเราก็มาถึงน้ำตกแม่กระสาชั้นที่1 เสียงน้ำตก ดังกึกก้องไปทั้งบริเวณ "เฮ้อ ในที่สุด ก็ถึงจนได้" เรานึกในใจ พวกเราทุกคน ดีใจจนลืมนึกถึงความยากลำบาก ในตอนขามา และ หนทางในวันกลับที่ยังรอยอยู่

น้ำตกแม่กระสา เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก มานานแล้ว โดยในปี 2518 นิตยสาร เอเซียแมกกาซีน ได้จัดอันดับว่า น้ำตกแม่กะสา เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในเอเซีย แต่เป็นที่น่าแปลกว่า คนไทยไม่ค่อยรู้จัก อาจเป็นเพราะ การเดินทางยากลำบากเกินไป รูปของน้ำตกแม่กระสา จึงไม่ค่อยปรากฎโฉมออกสู่สายตา คนภายนอกมากนัก แม้ขนาดทีมถ่ายทำสารคดี ส่องโลก ของโจ๋ย บางจาก ยังได้แค่ภาพนิ่งกลับออกไปเท่านั้น

น้ำตกแม่กระสาในชั้นที่ 1 เป็นน้ำตกที่สูงประมาณ 20 เมตร และหันเข้าหาลำห้วยแม่กะสา เสียงน้ำดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เพื่อนบางคนก็เดินขึ้นไปยังชั้นที่ 2 ส่วนเรานั้น เจียมสังขาร เลยได้แต่อยู่ข้างล่าง

ตามคำบอกเล่านั้น น้ำตกแม่กระสาจะมีความงดงามเป็นเลิศ ในชั้นที่ 2 และชั้นที่ 6 เมื่อเพื่อนเราที่ไต่หน้าผา เพื่อขึ้นไปยลโฉม น้ำตกแม่กะสาในชั้นที่ 2 กลับลงมา ด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่ถามไถ่ ก็รู้ว่า น้ำตกแม่กะสาชั้นที่ 2 นั้น สายน้ำกว้างใหญ่ ที่ไหลตามทางลาดแผ่นผานั้น กะคร่าวๆคงไม่ตำกว่า 300 เมตร

แต่เนื่องจากเวลาอันจำกัด พวกเราจึงได้ยลโฉม ของน้ำตกแม่กระสา ได้เพียงแค่ชั้นที่2 เท่านั้น เพราะ เราจะต้องกลับไปยังที่พักแรมก่อน พระอาทิตย์ตกดิน

เราเองเดินออกมาเป็นกลุ่มสุดท้าย แต่เมื่อแสงอาทิตย์ลับฟ้าไป กลุ่มของเรา ที่มีน้าโฮ่งนำทาง ก็ยังไม่ถึงที่พัก หนำซ้ำ ความมืดก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการ เดินทาง ซึ่งบางครั้งก็ต้องข้ามลำห้วยในความมืด ซึ่งลำพังเดินกลางวันก็แย่อยู่แล้ว คำว่ามืดในป่าแม่วงก์นั้น คือมืดจริงๆ ไม่มีแสงใดๆ เพราะเป็นป่าทึบ มืดขนาดที่มองอะไร ที่ห่างออกไปเกินสองก้าวไม่เห็น

พวกเรามีไฟฉายกันครบทุกคน แต่ไม่ได้ใช้ทุกกระบอกพร้อมกัน เพราะหากว่า ถ่านหมด จะได้มีอันอื่นใช้ หลังจากที่เดินฝ่าความมืด จนไฟฉายบาง กระบอกถ่านหมดไปแล้วนั้น ในที่สุดราวๆ สามทุ่มกว่าๆ พวกเราก็กลับ มาถึงที่พัก และรู้ว่า บริเวณที่เราหลงกันนั้น ห่างจากที่พัก แค่ ร้อยกว่าเมตร

พวกเรากลุ่มสุดท้าย กินข้าวที่พวกที่ลงมาก่อน หุงหาเอาไว้แล้วอย่างเอร็ดอร่อย แต่เราเองก็กินไม่ได้มาก เนื่องจากเจ็บเท้า แล้วก็เหนื่อยมาก บางคนเริ่มสำรวจ ตามร่างกาย ปรากฎว่าแต่ละคนสภาพแย่ไปตามๆกัน

"มานะ อะไรเข้าตาเราก็ไม่รู้" เสียงพี่ตุ๊กแฟนพี่มานะ บอกกับพี่มานะ พี่มานะเอาไฟฉายส่องๆดู เห็นเป็นจุดดำๆ เลยเอาผ้าเขี่ย

"เฮ้ย มีขาด้วยนี่หว่า" เสียงพี่มานะอุทานออกมา ทำให้พี่ตุ๊กยิ่งกลัวไปใหญ่ ปรากฎว่า กลายเป็นเจ้าเห็บตัวน้อย ที่ไปอยู่ในที่ๆน่าหวาดเสียวที่สุด หลังจากเสียงร้องไห้ของพี่ตุ๊กเงียบลงแล้ว เราก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวด

..................................

วันนี้ตอนเราตื่นขึ้นมา หัวแม่เท้าเราระบมไปหมด แต่ก็ได้ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาไว้ หลังจากที่พวกเรากินข้าวกินปลา และเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินทางกลับ

เราเองไม่เชื่อว่า เราจะสามารถเดินกลับไปถึง หน่วยแม่เรวาได้ภายในวันเดียว เพราะขนาดขามา เท้ายังดีๆ ยังใช้เวลาตั้ง สองวันครึ่งในการเดิน แล้วนี่เท้าเป็นแบบนี้ เท้าที่ต้องกัดฟันด้วยความเจ็บปวดทุกครั้ง เวลาที่ก้าวเดิน จะไปได้ไกลแค่ไหนกันเชียว

แต่ดูเหมือนเรายังไม่หมดเคราะห์กรรมดีนัก เพราะเนื่องจากเราเดินรั้งท้ายสุด ทำให้ตอนข้ามห้วยสายหนึ่ง เราตะโกนถามพี่ไพบูลย์ว่า

"ขึ้นไปทางซ้ายหรือขวาพี่"

"มาทางขวา" เสียงของพี่ไพบูลย์ตะโกนกลับมา

"ขวาของผมใช่ไหมพี่" เราถามเพื่อความแน่ใจ

"เออ " เสียงพี่ไพบูลย์ตะโกนกลับออกมา

แต่หลังจากที่เรา เดินขึ้นตลิ่ง มาทางขวา เราก็ไม่เห็นใคร จึงนึกว่าพวกเขาคงล่วงหน้า ไปก่อนแล้ว ยังดีที่ทางบริเวณนี้ยังเป็นทาง ที่มองออกว่าเป็นทางเดิน เราจึงเดินไปเรื่อยๆ ตามลำพัง

"ใจคอจะไม่หยุดพักกันเลยเหรอวะเนี่ย" เรานึกในใจหลังจากที่เดินมาตามทางเพียงลำพัง ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่หลังจากที่เรา เดินไปอีกพักนึง เราก็แน่ใจได้ว่า เราพลัดหลงกับกลุ่มพี่ไพบูลย์แน่ๆ เราจึงเริ่มกู่เสียงร้อง

"วู้วๆๆ" เสียงกู่ตอบกลับมาอยู่ข้างหน้าไม่ไกล

"วู้วๆๆ รอด้วย" เสียงเราตะโกนกลับออกไป

เราเดินไปอีกพักใหญ่ ยังไม่เจอใคร แล้วก็นึกขึ้นมาว่า "ถ้าไปทางขวาของพี่ไพบูลย์ ตอนที่พี่เขาหันหน้ามองตลิ่ง นั่นคือทางซ้ายของเรา นั่นแสดงว่า เราเดินคนละทางกับพวกเขาแน่ๆ แล้วเสียงที่กู่กลับมาข้างหน้าเราล่ะมาจากใคร"

"เอาวะ ถ้าเดินย้อนกลับไปก็คงไม่ไหว เสียงข้างหน้ามันต้องเป็นคนอยู่แล้ว ไม่อย่างงั้นมันจะพูดกับเรารู้เรื่องได้ยังไง" เรานึกในใจ พร้อมกับตัดสินใจเดินไปข้างหน้าต่อ โดยไม่รู้ว่าจะไปเจอกับใคร

ในที่สุด เราก็มาเจอกับ เกรียงและกุ ที่เดิน เป็นกลุ่มนำหน้าสุด

"อ้าว เฮ้ยมาได้ไงวะ" เสียงเกรียงกับกุถามเรา

"กูก็นึกอยู่ว่าใคร" เกรียงบอกกับเรา

หลังจากที่เราอธิบายเรื่องซ้ายกับขวา ให้ฟังแล้ว พวกเราก็หัวเราะกัน

เราเองโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าหาใครไม่เจอ เราไม่อยากจะคิดเลย ว่าจะเป็นอย่างไร

.............................

ขณะที่เรานั่งพักกินกล้วยต้มน้ำตาล อยู่ที่บริเวณช่องแคบ ซึ่งเป็นที่ๆเราพักแรม ในคืนแรกนั้น

"อยู่ที่นี่เอง มึง มาให้กูเตะซักที ปล่อยให้กูห่วงแทบแย่" เสียงพี่ไพบูลย์ บอกเรา เมื่อเห็นเรานั่งกินกล้วยต้มน้ำตาลอยู่

เราหัวเราะ พร้อมกับอธิบายเรื่องซ้ายๆขวาๆ ให้พี่แกฟัง "เออ จริงว่ะพี่ผิดเอง" เสียงพี่ไพบูลย์ สารภาพออกมา

"นี่ลุงหงวนแกดูรอย เห็นว่ามีงไปอีกทางแล้ว พี่เลยเดินกันต่อ ไม่อย่างงั้นก็ยังหากันไม่เลิก" เสียงพี่ไพบูลย์ตัดพ้อ

เราเองก็รู้สึกซาบซึ้ง พร้อมกับเป็นบทเรียนว่า เวลาจะถามทางใครในป่า ว่าซ้ายหรือขวา ต้องแน่ใจจริงๆว่า ซ้ายของเรา หรือของเขา

...............................

"อ้วกกกก แหวะ" เสียงลุงหงวน อาเจียนออกมา เนื่องจากเดินไกล ด้วยความเร็วเป็นประวัติการ เนื่องจากพวกเราใช้เวลาในตอนขากลับนี้ แค่ 8 ชั่วโมง ลุงหงวนเองยอมรับ ไม่เคยเดินใช้เวลาได้น้อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

เราเองยังไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำ ว่าเราเดินออกมาได้ เร็วขนาดนี้ เพราะทั้งเท้าเจ็บ ทั้งเหนื่อยทั้งล้า

ในที่สุดหลังจากที่พี่มานะ ลากขามาถึงหน่วยแม่เรวา เป็นคนสุดท้าย พวกเราทุกคนก็ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้เห็น น้ำตกแม่กระสา เป็นบุญตามาแล้วครั้งนึงในชีวิต

----------Story by Anykey---------


ข้อมูลการเดินทางไปน้ำตกแม่กระสา

ติดต่อกรมป่าไม้ เพื่อขออนุญาต โดยการเดินทางจะต้องเริ่มเดินจากหน่วยแม่เรวา ไม่ใช่ที่ทำการใหญ่ อ.ช.แม่วงก์ สำหรับการเดินทางไปหน่วยแม่เรวา ให้สอบถามจาก กรมป่าไม้ หรือโทรถามอุทยานโดยตรง เพื่อจะได้เส้นทางที่ถูกต้องและตรวจสอบปริมาณน้ำในห้วยก่อน..

การเดินทางเข้าไปน้ำตกแม่กะสา ควรจะมีเวลาอย่างน้อย 5 วัน ต้องเตรียมเสบียงไปให้พร้อม เพราะระหว่างทางเดินไปไม่มีร้านค้า หรือ สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ จะมีก็แต่สิ่งอำนวยความลำบากนานัปการ

หมายเหตุ: ควรเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม ที่จะเผชิญความยากลำบากที่จะเกิดขึ้น เพราะต้องเดินป่าเป็นระยะทางไกล

น้ำตกบริเวณใกล้เคียงเช่น น้ำตกแม่เรวา น้ำตกแม่กี ก็มีความสวยงามเช่นกัน หากมีเวลาก็อย่าลืมแวะชม แต่การเดินทางก็ยากลำบากเช่นเดียวกัน

..........................
เรื่องน่ารู้...

* อช.แม่วงก์ อยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ต่อกำแพงเพชร จุดพักผ่อนที่นิยมกันมาก ๆ คือช่องเย็น ที่มีลมพัดผ่านและอากาศเย็นถึงหนาวตลอดปี

**ยอดเขาสูงสุดคือยอดโมโกจู อันเป็นหนึ่งในยอดเขาสูงที่นักเดินป่าหลาย ๆ คนใฝ่ฝันจะได้ไปถึง และยิ่งกว่านั้นคือได้ มีโอกาสที่จะเห็นทะเลหมอกเหนือป่าแม่วงก์ อุ้มผางสักครั้งหนึ่ง

*** อช.แม่วงก์ เป็นแหล่งดูนกที่ดีและสำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

**** เมื่อท่านท่องเที่ยว ท่านมีส่วนร่วมรักษาธรรมชาติได้ง่าย ๆ เพียงเก็บขยะและจัดการขยะที่มีให้เรียบร้อย นำออกมาทิ้งบริเวณที่จัดไว้ที่ที่ทำการ หรือหากจะช่วยเก็บขยะแห้ง ขยะพลาสติคบางส่วนที่ท่านพบเจอระหว่างทางก็อาจมีส่วนช่วยชีวิตสัตว์ได้เลยทีเดียวล่ะ...


อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เบอร์โทร 055-71-9010 ถึง 1

ติดต่อคนนำทาง - ลุงหงวน (ตอนนี้ให้หลานทำแทนแล้วครับ) 238 บ้านแก่งเกาะใหญ่ หมู่ 9 ต.แม่วงศ์ จ.นครสวรรค์ 60150



Click here to visit our sponsor
Free Advertising from Click2Net!


** นำลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทยเมื่อ ..4 ก.ย. 2543 **