 |
|
..
เคยได้ยินชื่อ "สาละวิน" ครั้งแรกก็ตอนเป็นเด็ก ๆ จำได้ว่าเรียนในวิชาภูมิศาสตร์
หรือไม่ก็ประวัติศาสตร์นี่แหละ
|
ถ้าพูดถึงสาละวินก็ต้องคิดถึงพม่า ไม่เคยรู้เลยว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยเรามีดินแดนส่วนที่ติดกับแม่น้ำสาละวิน กับเขาด้วย
จนกระทั่งมาอ่านเจอใน อสท. ( ขออภัยจำฉบับไม่ได้ ) ถึงได้รู้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปหรอก
เพราะว่าถ้าพูดถึงชายแดนพม่าก็ต้องนึกถึงสงครามระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาล
แล้วใครล่ะที่จะอยากไป?
ก็จะใครที่ไหนอีกล่ะ "เสือก้อย" ไง แกกะว่าจะไปตอนช่วงสงกรานต์ ( ปี 37 ) แต่ไม่มีแนวร่วม
แกเลยไปคนเดียวแต่ด้วยความอิจฉาที่แกไปคนเดียว เลยมีคนไปเดียวอีก 4 คน รวมเป็น 5 ( ถ้าเป็น 6 ก็แสดงว่าบวกผิด )
ที่ว่าไปคนเดียวก็เพราะมันเป็นช่วงสงกรานต์ ไอ้พวกที่เปลี่ยนใจตามไปจึงจองรถไม่ได้ เลยนัดไปว่าเจอกันที่นั่นเลย
.สาละวิน
ตอนที่เรานั่งรถไป ( คนเดียว ) ก็ยังคิดเลยว่าจะเจอกันไหมวะ ถ้าไม่เจอ
...ก็ไม่เจอ เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
เอาตอน 5 ทุ่ม ไปเช้าที่ อ.เถิน แล้วก็ผ่านคด ( ถนนที่คดเคี้ยวมาก ๆ ) ที่ อ.ลี้ แวะกินข้าวเช้าที่ อ.ฮอด ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้า
อ.แม่สะเรียง ถึงแม่สะเรียงเกือบเที่ยง ต้องรีบไปขึ้น รถ 4 แถว เพื่อไปบ้านแม่สามแลบ
( ที่เรียกรถ 4 แถว ก็เพราะว่าอย่างรถสองแถว กรุงเทพฯ มันก็คือวางเบาะตามยาวได้ 2 แถว ได้ 4 แถวนี้
ก็เหมือนรถขนผักที่มีตะแกรงสูงข้าง ๆ กระบะรถ เขาก็เอาไม้พาดขวางไว้ 4 อัน เป็น 4 แถวไง )



|
|
ระหว่างทางไปแม่สามแลบ สวยมากต้องผ่านทุ่งนา ตัดข้ามเขา และลำห้วย มาถึงเอาประมาณบ่ายกว่า ๆ มั๊ง
ก้าวแรกที่ลงรถ จำได้เลยว่ามันรู้สึกโดดเดี่ยวยังไงพิกล เราก็ทำใจแข็งเดินไปทางท่าน้ำ เพื่อลงเรือไปที่อุทยานฯ สาละวิน
ที่บ้านแม่สามแลบนี่ขายของกันคึกคักมาก มีทั้งพม่า ทั้งกะเหรี่ยง ส่งเสียงกัน แต่! ขอโทษใบ้แดกครับ
จริง ๆ ฟังก็ไม่ออก พูดก็ไม่ได้ ไม่มีใครพูดภาษาไทยเลยความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนหลุดไปอีกโลกนึง มันไม่รู้จะทำยังไง
เราก็ได้แต่เดินไปริมแม่น้ำแล้วบอกกับตัวเองว่า
นี่นะหรือ "สาละวิน" ที่เรามา
ก็สวยดีนะ แต่จะทำยังไง ( กับชีวิต ) ต่อไปดีล่ะ
ก็พอดีมีพม่าคนหนึ่งแกพอพูดไทยได้บ้าง แกก็มาถามไถ่ จะให้เราเหมาเรือลูกเดียวตั้ง 300 บาทแน่ะ
เราตั้งความหวังว่าเผื่อจะมีคนอื่นมา ก็รอไปพลาง ๆ ไปกินข้าวก่อนละกันได้เรื่องอีกจนได้ตอนจ่ายตังค์
เขาก็พูดเป็นภาษไทยแบบไม่ชัดว่า "สิบ่า" ไอ้เราก็นึกกว่าสิบบาท แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิบห้าบาท
หน้าแตกยับเยินแถมโดนพวกนั้นหัวเราะเยาะ ก็ไม่รู้ทำไง เถียงไม่ได้นี่หว่า!
เดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ เจอคนหน้าตาไทย ๆ
โอ้ ! สวรรค์ ขอให้ใช่เถอะ ใช่จริง ๆ ด้วย เป็นตชด. ชื่อ จสต. ยงยุทธ ก็ได้พี่เขานี่แหล่ะฝากเราไปกับเรือของพวกกะเหรี่ยงที่วิ่งประจำอยู่แล้ว
จาก 300 เหลือ 30 แต่ยัง! ยังไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะแค่เรือออกจากฝั่งไทย ก็ต้องวิ่งไปฝั่งพม่าเพื่อผ่านด่านตรวจของกะเหรี่ยง
พอเรือเข้าใกล้เท่านั้นแหละ มีทหารคนนึงถือปืนวิ่งลงมาหาเลย หน้าตาเอาเรื่องซะด้วย ซวยสิกู! เคยดูในสารคดีส่องโลก
จำได้ว่าพวกนี้แหละที่จับทีมงานกักตัวไว้ตั้งนานกว่าจะปล่อย ใจงี้ร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม โชคดีที่พวกในเรือเขาช่วยพูดให้
แล้วก็ขว้างยาเส้นไปให้ม้วนนึง ( เส้นจริง ๆ ) เรือเลยไม่ต้องเทียบฝั่งพม่า เฮ้อ! รอดไป
เรือวิ่งทวนกระแสน้ำ
และแก่งหินไปทางเหนือนานพอสมควรสองฟากฝั่งถูกขนาบด้วยขุนเขาสูงตระหง่าน ทะมึนด้วยสีเข้มของแมกไม้ใหญ่
ทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เป็นภาพน้ำสวยงามจริง ๆ ชายฝั่งบางส่วนเป็นเนินทราย คล้าย ๆ ชายหาดเล็ก ๆ
บ้างก็ถูกน้ำเซาะเป็นชั้น ๆ เหมือนขั้นบันได
เรือเลี้ยวไปได้หลายโค้งน้ำเหมือนกันก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ
พอลงเรือได้ก็รีบขึ้นไปที่ทำการฯ เพื่อหา ออแป้นกับเสือก้อยที่ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว แต่ไม่มี ! ถามคนที่นั่นว่ามี
ผู้หญิงผมยาว ตัวเท่าเนี๊ยมาหรือยัง เขาก็บอกว่ามีมาแล้วอยู่ข้างนอก เราก็ออกไปหาที่หาดทรายด้านนอก ไปเห็น
ผู้หญิงกับผู้ชายอาบน้ำกันอยู่ ตายห่า เสือก้อยอาบน้ำกับชายแปลกหน้า พอเข้าไปดูใกล้ ๆ เอ๊ะ ! ผู้หญิงผิวขาวไม่ใช่นี่หว่า
อ้าว ! ตายห่าแล้วเสือก้อยหายไปไหนล่ะ ก็ได้แต่รอ แล้วก็เลยไปอาบน้ำ น้ำสาละวินเย็นเจี๊ยบจริง ๆ พอเกือบค่ำออแป้น
กับเสือก้อยก็นั่งเรือควายกลับมา ค่อยสบายใจหน่อย กินข้าวแล้วก็เข้านอน ที่นี่ไม่ไม่ไฟฟ้า ตอนกลางคืนจะมืดสนิท
และเงียบสงบจริงๆ อยู่แล้วสบายใจ
เราตื่นเช้าทุกวันและจะมานั่งที่ระเบียงบ้านพัก มองทอดสายตาออกไป ปล่อยใจให้ล่องลอยไปไกล
จะว่าไปแล้ว จุดที่ที่ทำการอุทยานฯ
ตั้งอยู่เป็นจุดที่วิวสวยมาก ภาพของภูเขา หาดทราย สายน้ำ ทุกอย่างดูลงตัว งดงาม พอสาย ๆ หน่อยเราก็มักลงมาเดินเล่นแถวหน้าที่ทำการ
หน้าที่ทำการเป็นเนินทรายสูง เหมาะสำหรับกางเต็นท์นอน แถมยังมีเรือนแพเล็ก ๆ หลังนึงด้วย
|