...คือเขาใหญ่...ถิ่นไพรพนา....

โดย...........พี่มนตรี


สงกรานต์ปี 43 นี้ ตอนแรกกะจะไปเกาะเสม็ด แต่ก็มาเปลี่ยนใจกระทันหัน เพราะท้องฟ้า ช่วงนี้มีแต่เมฆฝน เราไม่ได้เข้าป่ามานานหลายปีแล้ว ทำให้นึกถึงป่าเขา แต่เวลาเพียงน้อยนิดแค่นี้ เลยก็คิดว่าที่ๆเหมาะที่สุด ก็น่าจะเป็น เขาใหญ่

เราเริ่มตั้งหลักที่สถานีขนส่งหมอชิต เมื่อเช้าวันที่ 13 เมษา 43 วันนี้คนยังเยอะอยู่ ครับ …หน้าเทศกาลก็แบบนี้แหละ ไปตีตั๋ว กรุงเทพ - นครราชสีมา บอกลงที่ปากช่อง ที่ช่องขายตั๋ว ปอ.2 ราคา 74 บาท ไม่มีรถหรอกนะ…555 (หัวเราะ จ๊ะ หัวเราะ) เราต้องนั่งรถพัดลมแทนในราคารถแอร์…แถมยังยืนเบียดกันแน่นอีก ฮ่วย…ประเทศไทย…

4 ชั่วโมง ต่อมา เราก็ถึงปากช่อง ปากช่องเมื่อสิบปีที่แล้ว กะวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ก็น่าดีใจนะ เราทานอาหารเสร็จแล้วเหลือบดูนาฬิกาของชาวบ้านเค้า ตอนนี้เวลาประมาณ 4 โมงเย็นแล้ว รีบไปจับรถ (นั่ง..นั่นแหละ..) สองแถวสาย ปากช่อง - เขาใหญ่ ซึ่งคิวรถอยู่ใกล้สะพานลอยคนข้ามถนน (จริงๆน่าจะเรียกว่าสะพานลอยบังแดดคนข้ามถนนมากกว่า เน๊อะ..) ใช้เวลาไม่นานราวๆ ครึ่งชั่งโมงก็ถึงปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กับค่าโดยสารคนละ 15 บาท ถูกดี…

จากปากทางเข้า ณ จุดนี้ต้องนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 20 กว่ากิโล รถสองแถวก็มาส่งได้เพียงแค่นี้ ถ้าคนมีรถ ก็โอเคนะ เพราะขับเข้าไปได้เลย อย่างเราไม่มีรถมาเอง มีแค่ 2 เท้า กะเป้หลังใบโต 1 ใบ แถมมาคนเดียวซะอีกก็ ต้องเลือกเอาสามอย่างครับว่า เหมารถ เดิน โบกรถ ซึ่งถ้าเหมารถก็เที่ยวละ 300 บาท เราคงไม่มีปัญญาจ่ายเป็นแน่ เดินก็ไกลไปหน่อย เพราะเย็นมากแล้ว เราเลยเลือกอย่างหลังคือโบกรถ ไม่นานก็มีผู้อารีสงสารลูกหมาลูกแมวที่ยืนทำตาละห้อยอย่างเราให้ขึ้นรถมาด้วย…เฮ้อ..สบายไป ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้อารีต่อเพื่อนร่วมทางด้วยนะครับ

รถจะไปจอดกันที่หน้าที่ทำการผากล้วยไม้ ต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่นั่นก่อนนะครับ ว่าจะพักกี่คืน เค้าจะคิดคืนละ 10 บาท ต่อคืน ต่อคน ถ้าท่านไม่มีเต็นท์เค้าก็มีให้เช่า รู้สึกว่าเกือบๆ ร้อยแน๊ะต่อคืนต่อหลัง เราก็ไม่แน่ใจว่าราคาเท่าไหร่ กันแน่ เพราะเราไม่ได้เช่า มีเต็นท์มาเอง การก่อไฟ ห้ามก่อกองไฟนะครับ ต้องใช้เตาถ่าน ซึ่งเราเช่าได้ในราคา 10 บาท ถ่านถุงละ 10 บาท ผ้าห่ม 15 บาท น้ำดื่ม 10 ลิตร 20 บาท แต่ถ้ามีรถมาเองก็เอาเตาปิ๊กนิคมาเองดีกว่า ขนครัวมาให้เต็มที่ได้เลย

ที่นี่กฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวด เช่นห้ามเปิดวิทยุ ห้ามเล่นกีตาร์ ห้ามร้องเพลงเคาะขวด ก็ดีนะ ทำให้บรรยากาศเงียบขึ้นมาก ที่นี่มีร้านอาหารสวัสดิการ อาหารค่อนข้างถูกครับ ถูกกว่าปากซอยที่กรุงเทพซะอีก…เช่นข้าวผัดจานเบ้อเร้อแค่ 25 เอง แต่สำหรับเราแล้ว ริเป็นนักแค้มปิ้งต้องช่วยตัวเองให้มากที่สุด อาหารจะทำเอง ก็พกหม้อสนามใบเก่ามา ใบหนึ่งกะหม้อแบบมีด้ามจับเล็กๆอีกใบ ไว้เป็นทังหม้อ ทั้งกะทะ

อาหารง่ายๆที่เราอยากแนะนำให้ซื้อยัดใส่เป้ได้เลยก็เช่น หมูหยอง กุนเชียง น้ำพริกเทวดา (เบื่อนรกแล้ว..) แหนม ซุปก้อน หมูถ้าจะให้ดีก็รวนเค็มมาจากบ้าน เครื่องแกงเผ็ด กะปิ ระหว่างทางถ้าเจอผักก็หิ้วติดมือมาหน่อยก้อดีนะ จะได้ทำแกงกินเอง งัย…รับรองว่าอะหร่อยเชื่อเหอะ (ถึงแม้ว่าทำที่บ้านต้องเทยกหม้อ..5555) ส่วนปลากระป๋อง บิณฑบาตรเหอะโยม..อย่าเอาติดเป้มาเลย หนักไม่คุ้มหรอก….เอ..หรือจะแกงปลากระป๋องก็เข้าท่านะ 5555

เอ้า..นอกเรื่องมานานแล้ว ว่ากันต่อนะเราถึงที่กางเต็นท์ ตอนนั้นคาดว่าน่าจะ 5 โมงเย็นกว่าแล้วหละ (แบบไม่มีนาลิกากะเค้า งัย…) จัดการกางเต็นท์ (เพิ่งถอยมาใหม่เป็นเต็นท์โดม 2-3 คนราคา 1,150 บาทสีแดงแป๊ด หลังคาฟลายชีตเหลือง …เจ็บมั๊ย…) จัดการก่อไฟ หุงข้าว ส่วนกับข้าวยังไม่ทำ ควักจากในเป้มาใช้ได้เลย อากาศคืนนี้ดีมาก…เดือนแจ้งแต่ก็ยังเห็นดาวเต็มท้องฟ้า อ่อนล้ามาทั้งวันเลยต้องรีบมุดเต็นท์ กลางดึกค่อนข้างเย็น เลยยัดตัวเข้าถุงนอนซะเลย สบายไป นอนฟังเสียงน้ำค้างหยดยังกะเสียงฝน จนหลับไป……

เช้าวันที่ 14 เมษา 43........

เราตื่นขึ้นมาประมาณซัก 6 โมง ดีใจจังที่เห็นนกเงือก อยู่บนต้นไม้หน้าเต็นท์เราเอง…จากนั้นก็เข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว (ที่นี่มีห้องน้ำสะอาดดีครับ แยกเป็นสัดส่วนชาย หญิง ไม่ปะปนกัน ห้องอาบน้ำมีฝักบัวด้วย…น้ำก็ไหลแรงดีกว่าน้ำประปาบ้านเราซะอีก) จัดการติดเตา คราวนี้เลิกใช้ถ่านแล้วเพราะใช้ไม่ค่อยเป็น ถนัดกิ่งไม้มากกว่า เพราะเมื่อวานเย็นได้เก็บเศษกิ่งไม้แห้ง เก็บรวบรวมใส่ถุงกันเปียกไว้เรียบร้อยแล้ว ต้มน้ำร้อนชงกาแฟ นับว่าเป็นกาแฟที่อร่อย ในรอบหลายๆปีเลยหละ เพราะจิบกาแฟท่ามกลางขุนเขา แมกไม้ มีหมอกบางๆ บรรยากาศตอนเช้าสวยมาก เราบรรยายไม่ถูกนะว่าเลิดขนาดไหน เอาเป็นว่าถ้าอยากไปเที่ยวเมืองนอก แต่ไม่ค่อยมีกะตังอย่างเรา ก็มานี่เหอะ หมดไม่กี่ร้อยหรอก

จากนั้นก็หุงข้าวต้ม อย่าว่าเราขยันทำอาหารน่ะ เพราะข้าวต้มได้มาจากข้าวเย็นที่เหลือเมื่อวาน งัย เอามาเติมน้ำร้อน แล้วตั้งไฟให้เดือด ถึงตอนนี้เรามีเพื่อนใหม่อีก 5 คนแน๊ะ …น่ารักดี คุยสนุกมาก มาจากกรุงเทพเหมือนกัน เลยชวนมาทานข้าวต้มด้วยกัน ครับมิตรภาพท่ามกลางขุนเขา….

9 โมงเช้า ตอนนี้เรา 6 คน เดินไปที่น้ำตกเหวสุวัต ระยะทางประมาณ 7 กิโลแม้ว ข้างทางยามเช้าสวยมาก นกเยอะแยะ (นึกแล้วอยากยืมกล้องส่องทางไกลของเพื่อนที่อยู่คอนโดมาด้วยจัง แต่คิดว่าเพื่อนมันคงไม่ให้ เพราะมันก็ชอบส่องนก นกที่อยู่คอนโดตรงข้ามมันทุกๆเช้าเหมือนกัน …55555 ) เดินมาซักพักก็เจอรถกระบะ สไตล์เดิมครับ คือโบก ..ครับก็ได้ท่านผู้ใจดีให้พวกเราขึ้นอีก…ซาบาย

ถึงน้ำตก เราก็เดินไปที่ตัวน้ำตกประมาณ 100 เมตร เท่านั้นก็สวยดีครับ รู้สึกว่าคุ้นๆ ว่าเป็นน้ำตกในทีวีโฆษณาลูกอม ที่มีกะทะทองแดงลอยในน้ำตก มีคนร้องกันชัยโยโห้หิ้ว ส่วนยมบาลนั่งหนาวปากสั่นจมน้ำครึ่งตัว น่านแหละครับ ครึ่งชั่วโมงต่อมาเราก็เดินกลับ แต่คราวนี้เราใช้เส้นทางเดินป่าแทนนั่งรถกลับ ระยะทางประมาณ 5 กิโล มีทางเดินอยู่ทางเดียว ไม่มีทางแยก รับรองไม่หลงทางเด็ดขาด เส้นทางก็ไม่ชันหรอกครับ ขึ้นๆลงๆ แต่ก็ทำให้คนใกล้ชราภาพอย่างเราหอบได้เหมือนกัน …5555

เส้นทางนี้ ช่วงนี้เป็นหน้าฝน นานๆมีคนเดินเข้ามา พวกเราทั้งหลายจึงต้องเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาเหล่า “ ทาก “ ทากนี้น้องๆหลายคนไม่รู้จักนึกว่าเป็นหอยทาก ไม่ใช่นะ ทากในที่นี้เป็นสัตว์ดูดเลือด ตัวเล็กขนาดก้านไม้ขีด แต่ถ้ามันดูดเลือดเราเต็มที่ตัวมันจะขยายใหญ่ขนาดนิ้วก้อย….!!! น้องๆบางคนโดนเกาะตั้ง 7-8 ตัว เห็นวิ่งกันใหญ่ เราก็อยากจะวิ่งแต่สังขารไม่ให้ กลัวชัก…เพราะหายใจม่ายทัน …5555 เหงื่อแตกกันทุกคน ก็มาถึงน้ำตกผากล้วยไม้ ถ้าริมทางเดินก็เป็นน้ำตกแบบธรรมดา มองไม่เห็นหน้าผา มองไม่เห็นกล้วยไม้ อย่ากระนั้นเลย..(ยี่เก..) พวกเราพวกบ้าๆทั้ง 6 เลยปีนน้ำตกออกนอกเส้นทาง

เราขึ้นไปอยู่กันบนหน้าผา เบื้องหน้าโน้นจะเป็นหุบเหว มองเห็นทิวเขาอยู่เบื้องหน้า ป่าสวยมาก เราเคยเที่ยวป่ามาเกือบทั้งประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่หน้าผาแห่งนี้ ไม่แพ้ที่ใด ในเมืองไทย สวยมาก เราแทบไม่เชื่อว่ามีป่าที่สวยขนาดนี้อยู่ห่างกรุงเทพแค่ 200 กิโล กว่าๆ ครับ ตรงหน้าผาจะมีกลุ่มต้นกล้วยไม้ ดอกสีแดงกำลังบานเต็มผา ตรงจุดนี้สะอาดมากครับ ไม่มีเศษขยะแม้แต่นิดเดียว นักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ถึง เพราะทางอุทยานคงไม่อยากให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ณ จุดนี้ โดยเฉพาะกล้วยไม้สวยมาก ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามา เชื่อเหอะหมดหน้าผาไปในวันเดียว ครับ

เราชื่นชมกับธรรมชาติที่ริมผากล้วยไม้ ประมาณ 2 ชั่วโมงจึงเดินกลับแค้มป์ มาถึงแค้มป์ราวๆบ่ายโมง เที่ยวนี้ขอฝากท้องกับร้านอาหาร ซึ่งมีอยู่ร้านเดียว ทานข้าวผัดพริกหยวก จานเบ้อเร้อ 25 เอง อร่อยดีด้วย ตอนนี้เริ่มมีฝนตกปรอยๆ เข้าเต็นท์ ทั้งเหนื่อย ทั้งอิ่ม…อ้าว ….นอนดิ นั่งอยู่ทำไม …5555 มาพักผ่อนนี่ 4 โมงเย็น ตอนนี้เราทั้ง 6 ก็มาช่วยกันทำอาหาร ว่าเรื่องอาหารต่ออีกนิดนะ อย่าเพิ่งเบื่อซะละ เพราะการมาเที่ยวแบบแค้มปิ้งนั้น จะเป็นการช่วยตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วสักระยะหนึ่งความชำนาญจะค่อยเพิ่มขึ้นมาเอง ถ้าอยากอร่อยต้องทำแกงเป็นครับ ง่ายๆ เช่นซื้อเครื่องแกงมาแล้วจากตลาด มีกะปิ มีเกลือ น้ำตาล ก็พอแล้ว เริ่มจาก เหยาะน้ำมันลงไปในหม้อนิด ใส่เครื่องแกงลงไปผัดให้หอม (จนจามกันทั่วทั้งวง เป็นใช้ได้) แล้วเติมน้ำตามต้องการ ใส่กะปิ รอให้น้ำเดือดแล้วใส่ผักลงไปตามต้องการ อาจจะเป็นหน่อไม้สดที่ซื้อมาจากตลาด (ก่อนมา) ก็ได้ เติมปลา (เช่นปลาช่อนตากแห้งเค็ม หรือปลาสลิดตากแห้ง หรือหมู เนื้อแดดเดียว) ใส่น้ำตาลนิดนึง เกลือหน่อย แค่นี้ก็แย่งกันหมดหม้อแล้วละ…5555 ไม่เชื่อ ลองดูได้

หรืออาจจะทำน้ำซุปแบบเผ็ดๆก็ได้ ต้มน้ำในหม้อใส่ซุปไก่ก้อน แบบต้มยำนะ ทุบหลัง …เอ้ย..ทุบหัวหอมซัก 4-5 หัว ตะไคร้ ซัก 2-3 ต้น พริกขี้หนูถ้าทานเผ็ดก็ใส่ลงไปซัก 4-5 กำมือก็พอ…5555 ( เผื่อได้เป็นมังกรพ่นไฟได้งัย…) เติมเกลือตามชอบ น้ำปลาไม่ต้องก็ได้ เข้าป่าเกลือมีความจำเป็นมากกว่า แค่นี้ก็แซบแล้วหละครับ ท่าน

หรืออาจจะทำไข่ทอด ก็แนะนำให้เอาไข่ (ไก่)มาจากบ้านได้ แต่อย่าเอามาทั้งเปลือกนะ…งง งง งง….คือตอกก่อนแล้วใส่ถุงๆหนึ่งซัก 3 ฟองก็พอ มัดให้แน่น ใส่กล่องมาได้เลย สะดวกดีออก เพราะจะไม่มีการแตก จะเอามาทำไข่เจียว ไข่ดาว ไข่น้ำ หรือไข่หวานไว้ต้มกินกลางคืนหนาวๆ ก็เข้าท่า แบบต้มน้ำขิงกลางคืนงัย…. ถ้าทานกาแฟก็ซื้อแบบซองสำเร็จรูปนะครับ

มีโอกาสหน้า เราจะเขียนถึงเทคนิคการ “ หุงข้าว “ หุงแบบในป่านะครับ ว่ากันตั้งแต่ก่อกองไฟ การใส่ข้าวลงในหม้อสนามซักเท่าไร ใส่น้ำเท่าไร แล้วตั้งไฟแบบไหน ที่ข้าวจะสุกทั่วทั้งหม้อ แบบไม่ใช่ว่าก้นหม้อเป็นข้าวไหม้ กลางเป็นข้าวสุก บนสุดเป็นข้าวเปียก 5555…การหุงในป่าจะไม่มีการรินน้ำข้าว นะจ๊ะ หม้อสนาม 1 ใบนี้ตักข้าวได้ประมาณ 8 จาน ก็พอสำหรับ 4-5 คน ซื้อเก็บไว้เหอะ คงมีโอกาสได้ใช้ซักวันแหละน่า อ้อ…ลืมไปนิดตอนเย็นอย่าลืมเดินเก็บกิ่งไม้แห้งไว้เยอะๆนะครับ ใส่ถุงมัดให้เรียบร้อย อย่าให้โดนน้ำค้าง เพื่อตอนเช้าอากาศชื้นหนาว จะได้ติดไฟได้ง่าย

คืนนี้เดือนแจ้ง ไม่มีเมฆฝน ท้องฟ้าเปิดมองเห็นดาว อากาศเย็นกำลังดี เราขอแจมกะคนอื่น คือเค้ามีการออกส่องสัตว์ ซึ่งจัดโดยเจ้าหน้าที่อุทยานเท่านั้น ชาวบ้านห้ามเอารถไปส่องสัตว์เป็นอันขาด ซึ่งต้องติดต่อล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ เค้าคิดเหมาคันละ 300 บาท เป็นรถปิกอัพ วิ่งรอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เค้าจะวิ่งคืนละ 2 รอบ ( คือถ้าวิ่งมากกว่านี้ กวางจะแต่งตัวไม่ทัน ..55555 เอ…กวางที่ว่าสงสัยจาเป็นน้องกวางที่คอนโดแล้วละมั้งง..) เค้าจะวิ่งรอบแรกประมาณ 1 ทุ่ม รอบต่อไปประมาณ 2 ทุ่ม ก็นับว่าโชคดีที่มีคนให้เราร่วมแชร์ด้วย เจ้าหน้าที่เค้าจะใช้สปอร์ตไลท์คอยส่องสัตว์ในป่า เราจะเห็น กวาง ตอนแรกเห็นตัวสองตัว พอสักพักพอเริ่มเข้าป่าลึกที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างๆ จะเริ่มเห็นกวางเป็นฝูง บางฝูงมีกว่า 20 ตัว ก็ตื่นเต้นดีครับ น้องกวาง…เอ้ย…กวางเค้าจะไม่หนีไฟ เพราะเค้ารู้ว่าไม่มีใครทำอันตรายเค้า แต่บางครั้งอาจจะโชคดี คือได้เห็นช้างป่า ( แต่ถ้าวิ่งมากระทืบเราแบนแต๊ดแต๋ก้อคง ไม่โชคดีนะ แบบตัวใครตัวมัน ..5555)

ครบรอบรถมาส่งที่แค้มป์ เรานอนนับดาวได้ซักพักหนึ่งตาก็เริ่มปรือ ก็เลยเข้าเต็นท์นอน อากาศกลางดึกอาจจะหนาวซักหน่อย สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นกับป่า อยากแนะนำให้เตรียมถุงนอนมาดีกว่า ซื้อเหอะสี่ห้าร้อยเอง ลงทุนหน่อย….

เช้าวันที่ 15 เมษา 43....

หลังจากต้มน้ำ ดื่มน้ำร่วมสาบาน …เอ๊ย..ดื่มกาแฟ ต้มข้าวต้ม เสร็จแล้วท่ามกลางสายฝนปรอยๆ บรรยากาศเป็นหมอกบางๆ สวยมาก ค่อนข้างเย็นสบาย เราเริ่มเก็บสัมภาระอย่างอ้อยอิ่ง แบบไม่อยากกลับ แต่ขากลับเราไม่เดียวดายอีกแล้ว เพราะมีเพื่อนใหม่ 6 ชีวิตที่ค่อนข้างบ้าๆเหมือนเรา (ยังมีสาวๆ บางคนบ้ากว่าเราอีก….) ร่วมกลับกรุงเทพด้วยกัน ก็ขอโบกรถเค้ากลับไปลงหน้าทางเข้าอุทยาน ไม่ยากครับการโบกรถ กล้าๆหน่อย อย่างรถปิ๊กอัพแบบเปิดท้ายด้านหลังส่วนมาก 99 % จะให้ขึ้น ส่วนรถเก๋ง 99 % เหมือนกันที่จะไม่ให้ขึ้น …5555

เมื่อมาถึงปากทางเข้าอุทยานก็ต้องรอรถสองแถวเพื่อเข้าตัวเมืองปากช่อง ก็คนละ 15 บาท ครึ่งชั่วโมงก็ถึง จากนั้นไปตั้งหลักกันที่ท่ารถ บ.ข.ส. เพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพ แต่วันนี้รู้สึกว่าคนเยอะเลยต้องนั่งรถตู้ก็สบายนะครับ เร็วดีด้วย ชั่วโมงครึ่งก็ถึงเซ็นทรัล ลาดพร้าว กะค่ารถคนละ 150

เราถามความรู้สึกของน้องๆทุกคน ว่าเห็นตึกศูนย์การค้าใหญ่ๆโตๆ แล้วมีความรู้สึกยังงัยบ้าง ทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวว่า น่าเบื่อ…. ครับ เรื่องนี้น้องๆต้องเข้าป่าเองแล้วมาเจอความศิวิไลซ์แบบป่า ๆ ดูนะ แล้วจะรู้…

เราสัญญากะตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสหยุดซัก 3 วัน เราจะขึ้นเขาใหญ่...... อีกครั้ง...

หมายเหตุ ที่เราเขียนมานี้เป็นโปรแกรม 3 วัน 2 คืน ถ้ามีเต็นท์ ถุงนอน หม้อสนาม หม้อเล็ก ช้อน จาน ข้าวสารถุงเล็กๆ อาหารแห้ง ค่าใช้จ่ายก็ไม่มีอะไรนอกจากค่ารถอย่างเดียว หรือมีรายทางนิดหน่อยพวกขนมนมเนย.. รวมๆแล้วไม่น่าเกินคนละ 500 สวัสดี…….มีโอกาสจะเขียนมาใหม่..

(ถ้าทางเวปเค้าให้ลงนะ…555)

..........................
เรื่องน่ารู้...

* อช. เขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย และเป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน

** ปีพ.ศ.2535 มีการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์กลางป่าเขาใหญ่บนก้อนหินใหญ่ริมน้ำ ใกล้น้ำตกวังเหว ลักษณะเป็นรอยพิมพ์นูนมีสามนิ้ว รอยที่พบมีสองขนาด สัณนิษฐานว่าเป็นพวกเทอโรพอดกินเนื้อและออร์นิโธพอด

*** อช. เขาใหญ่เป็นแหล่งที่พบนกได้มากกว่า 340 ชนิด จึงเป็นแหล่งดูนกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

**** เมื่อท่านท่องเที่ยว โปรดอย่าจับ อย่าทำร้าย อย่าให้อาหารสัตว์ป่า ทุกชีวิตในป่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศและมีวิถีชีวิตของมันเอง.....


E-mail ผู้เขียนเพื่อสอบถามข้อมูล :
พี่มนตรี... ถ้าน้องๆ อยากคุยกะเราเรื่องเขาใหญ่ก็เมล์มาได้นะครับ ที่ himontree@hotmail.com เราจะตอบทุกฉบับ

อช.แห่งชาติเขาใหญ่ เบอร์โทร (037)31-9002

หน่วยพิทักษ์ ขญ. 12 (เนินหอม) โทร 01-218-0521




รางวัลท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดีเด่นจาก ททท. 1996 ...Hot line นักเดินป่า:(02)983-4254


** นำลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทยเมื่อ ..10 ส.ค. 2543 **