Refresh visit our sponsor

สู่ยอดดอยลังกาหลวง..ยอดดอยที่สูงที่สุดในผืนป่าของอุทยานแห่งชาติขุนแจ....โดย คุณธี...
































































































เช้าวันที่ฟ้าไม่ค่อยใสนักในตัวเมืองเชียงใหม่พวกเราซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกหน้าเดิมๆของกลุ่ม พวกเราได้เดินทางโดยรถสองแถวสายที่วิ่งไปอำเภอเวียงป่าเป้าเพื่อที่จะไปยอดดอยลังกาหลวงในเขตของอุทยานแห่งชาติขุนแจ พวกเรากระจายกันไปซื้อเสบียงที่บริเวณตลาดใหม่ใกล้กับคิวรถเราเลือกซื้ออาหารมีทั้งอาหารสดและแห้ง

ไม่นานเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางอำเภอดอยสะเก็ด เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวตามไหล่เขามีทิวทัศน์ที่สวยงามประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งรถก็มาส่งที่หน้าอุทยานแห่งชาติขุนแจ เราเดินต่อไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ที่จะนำพวกเราขึ้นไปพร้อมทั้งจัดเตรียมสัมภาระให้พร้อม

เจ้าหน้าที่ที่ติดต่อมาก่อนวันนี้ไม่ว่างที่จะนำพวกเราเลยให้พี่บรรจบเป็นคนนำแทนและยังมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ทำวิจัยอยู่ ซึ่งเป็นรุ่นน้องผมชื่อศักดิ์ติดตามไปด้วย เราเลยเดินเที่ยวรอบๆอุทยานตามเส้นทางสำรวจธรรมชาติกันก่อนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่จะคอยช่วยบรรยายสภาพของป่าแถวนี้ให้เราฟังก่อนที่จะเริ่มออกเดินทาง

เกือบเที่ยงวันรถที่นัดไว้ก็มารับเราทั้งเจ็ดคนไปยังสถานีเรดาห์ซึ่งเป็นที่เริ่มเดิน เจ้าหน้าที่เลือกเดินในเส้นทางนี้แสดงว่าต้องเดินผ่านผาโง้ม ดอยลังกาหลวงและปิดท้ายด้วยดอยลังกาน้อยซึ่งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ก่อนออกมาทางบ้านแม่ตอน หรือบางคนอาจเดินย้อนทางกลับก็ได้ รถมาถึงที่สถานีเรดาห์พวกเราลงรถและเดินข้ามรั้วกั้นขอบทางเพื่อเดินไปสู่ผาโง้มในวันนี้

เราเริ่มเดินเรียงแถวกันผ่านเข้าไปในป่าหญ้าที่สูงท่วมหัวไม่นานเนินที่สูงและชันก็ออกมาต้อนรับพวกเราเดินอยู่บนสันเขาที่กว้างไม่มากนักและสันเขานี้เองเป็นตัวแบ่งเขตของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายออกจากกันเรียกกันว่าดอยสันยาว มันมีความยาวและขึ้นลงตลอดทางแทบจะไม่มีทางราบเรียบให้เดินตลอดเส้นทางตามพื้นเราสามารถพบเห็ดชนิดต่างๆมากมายหลายสายพันธุ์ และตามต้นไม้ใหญ่จะพบเห็นพวกกล้วยไม้และเฟินเกาะติดอยู่พร้อมกับพวกมอสและไลเคนส์ที่แสดงถึงความสมบูรณ์และความชื้นของป่า

เราหยุดพักกันที่บนยอดเขาลูกแรกซึ่งสามารถสังเกตุเห็นสถานีเรดาห์ได้อย่างชัดเจน พี่บรรจบบอกว่าต่อไปเส้นทางจะเริ่มลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆเตรียมตัวให้พร้อม เราออกเดินอีกครั้งพร้อมกับใบหน้าที่ขาวซีดเหมือนทาแป้งกันมา เสียงหัวใจที่เริ่มเต้นดังขึ้นเรื่อยๆบ่งบอกถึงความเหนื่อยได้

หมอกที่ถูกลมพัดพามาโดนตัวเราทำให้พวกเรารู้สึกเย็นสดชื่นขึ้นได้บ้าง เราเดินทางมาได้สองกิโลโดยใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงบอกให้รู้ถึงความชันของเส้นทางที่มุ่งหน้าจะไปผาโง้ม ทางเดินตอนแรกๆเราไม่สามารถที่จะมองเห็นผาโง้มได้ต้องเดินทางต่อไปอีก ระหว่างทางจะมีเฟินตีนตุ๊กแก เฟินนาคราช และสภาพป่าจะเป็นป่าโปร่งสลับกับป่าสนสามใบตามการขึ้นลงของการเดินนั่นเอง

เราเห็นดอกไม้สีขาวที่อยู่ตามข้างทางซึ่งเป็นดอกกุหลาบสายพันธุ์นมวัวดอยมีลักษณะดอกสีขาวและมีสีชมพูอ่อนๆแซม สามารถพบเห็นในช่วงหน้าหนาว ตอนนี้ทิวทัศน์ตามข้างทางถูกปกคลุมไปด้วยหมอกจนไม่สามารถจะมองเห็นทิวเขารอบๆได้ แต่ก็ยังคงเดินทางมุ่งไปยังจุดกางเต้นท์ในคืนแรกตามโปรแกรม

โอ้โฮ.....เสียงร้องของพวกเราที่เห็นเงาดำทะมึนอยู่ด้านหลังสายหมอกที่กำลังไหลผ่านพี่บรรจบพูด"นี่หละผาโง้มที่พรุ่งนี้เราต้องเดินข้ามไปเพื่อที่จะไปยอดลังกาหลวงกันไง" ไม่นานสายหมอกก็เริ่มถูกลมพัดพาไปเปิดทางให้เราเห็นผาโง้มที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าเรามันช่างยิ่งใหญ่และสวยงามเหลือเกิน เราคาดว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกกันบนยอดในช่วงเย็นแต่ตอนนี้พวกเราต้องไปตั้งแคมป์ก่อนที่ฟ้าจะมืด

เราก่อไฟหุงหาอาหารเย็นและลงไปเติมน้ำกันบริเวณลำห้วยที่อยู่ข้างล่างไม่ไกลจากที่พัก ผมและพี่ยุ้ยได้อาสาสมัครลงไปเอาน้ำขึ้นมาใช้ปรากฏว่าไม่ได้นำน้ำขึ้มมาอย่างเดียวยังเอาทากตองซึ่งเป็นทากที่ชอบอยู่ตามใบไม้ตัวเป็นสีน้ำตาลและมีลายสีเขียวตามยาวขึ้นมาฝากเล่นเอาได้รับเสียงกรี๊ดจากสาวๆได้เหมือนกัน

ไม่นานสายหมอกและเมฆฝนก็มาปกคลุมบริเวณที่เราพักและไม่สามารถที่จะเห็นผาโง้มได้แล้ว เรารีบกินอาหารเย็นที่เตรียมไว้ และคุยถึงการเดินทางในวันต่อไป หนึ่งทุ่มสายฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาทำให้เราต้องเข้านอนกันเร็วกว่ากำหนดพวกเรานอนฟังเสียงฝนที่ตกจนเผลอหลับกันไปฝนที่ตกอยู่ก็เริ่มหนาเม็ดขึ้นจนเต็นท์สามเหลี่ยมที่ผมอยู่เริ่มมีน้ำซึมเข้ามาส่วนเต้นท์โดมที่สาวๆนอนอยู่ไม่มีปัญหา

น้ำเริ่มหยดลงใส่หน้าเป็นการปลุกให้เราตื่นเราทั้งสามคนและรู้สึกเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่เปียกมากขึ้น ไฟฉายถูกใช้งานและฉายดูพื้นที่นอนพบว่ามีน้ำไหลเข้ามามากในเต้นท์แล้ว ผ้าขาวม้าถูกนำออกมาใช้ซับน้ำออกจากเต้นท์ น้ำจะไหลเป็นทางตามลักษณะของความลาดเอียงของพื้นดิน

แต่ที่โชคร้ายคือมันไหลตะแคงขวางทำให้เราไม่สามารถนอนได้พี่ยุ้ยและผมจึงบอกกันว่าเรานั่งเอาหลังพิงกันหลับดีกว่าไม่นานก็จะสว่างแล้วจริงเปล่า เออตอนนี้กี่โมงแล้วว๊ะ ไฟฉายก็ส่องมาที่นาฬิกาพี่โจ้ พี่แกตอบว่า สามทุ่มหวะเสียงแห่งความเซ็งถูกเปล่งออกมาทันทีเพราะรู้ว่าต้องทนอีกนานกว่าจะเช้าพวกเราจึงหาวิธีกันแต่สุดท้ายก็นอนหลับในชุดที่เปียกน้ำเพราะความอ่อนเพลียอยู่ดี

เช้าตรู่ท้องฟ้ามีหมอกบางๆเราทำอาหารและเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางกันต่อไป วันนี้ฟ้าก็ยังไม่เปิดให้เราเห็นวิวทิวทัศน์ หนึ่งในกลุ่มของเราเกิดอาการกินลูกท้อมากเกินไปเลยบอกว่าไปไม่ไหวแล้วเป็นโรคโฮมซิกขึ้นมากระทันหัน ตอนที่กินเบรคฟาสเราตัดสินใจกันว่าจะไปตั้งแคมป์ที่อีกด้านหนึ่งของผาโง้มแล้วจะเดินตัวเปล่าไปยังยอดลังกาหลวงแต่ก่อนหน้านั้นต้องเดินผ่านผาโง้มที่รออยู่เบื้องหน้าของเราก่อน

เอ้า.....อึ๊บ....อือ

สัมภาระยังเต็มไปด้วยเสบียงถูกยกนำขึ้นสู่บ่าอีกครั้งพร้อมกับความท้าทายที่จะเดินข้ามผาโง้มที่ตั้งตระง่านอยู่ตรงหน้า เราเริ่มเดินกันโดยเดินทิ้งระยะพอสมควร เส้นทางที่ขึ้นผาโง้มมีลักษณะชันมากกว่าหกสิบองศาและเป็นป่าสนตลอด กล้ามเนื้อขาที่เมื่อยล้ามาจากเมื่อวานเริ่มปวดมากขึ้น ตะคริวก็เริ่มถามหา

มีการหยุดเดินกันทุกๆไม่กี่ย่างก้าวที่เดิน เสียงโอดครวญเพราะความเมื่อยดังมาตลอด ใครที่หาไม้ยาวๆได้ก็ทำเป็นไม้เท้าช่วยค้ำขึ้นไป กว่าจะถึงยอดผาโง้มได้ก็เสียเหงื่อยไปมากพอควรเราหยุดพักเหนื่อยกันนั่งตากลมเย็นสบายกันได้ไม่นาน ฟ้าก็ไม่เป็นใจอีกแล้วพัดเอาหมอกหนามาปิดบังความงามที่เราควรจะได้รับเป็นรางวัลในการที่พิชิตได้ไปซะอีก พวกเราเลยเดินต่อไปเพื่อจะไปตั้งแคมป์ที่อีกฝั่งหนึ่งของผาซึ่งสามารถมองเห็นยอดดอยลังกาหลวงได้ชัดเจน

หลังอาหารมื้อเที่ยงพวกเราออกเดินทางโดยทิ้งสัมภาระไว้และเดินไปตัวเปล่าเพื่อที่จะไปพิชิตยอดดอยลังกาหลวง ยอดดอยที่สูงอันดับที่ห้าของประเทศ แต่สูงที่สุดในผืนป่านี้ พี่บรรจบพาเดินสลับกับวิ่ง (หยุดไม่อยู่) ตัดลงยังหุบเบื้องล่าง เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นผาโง้มในอีกมุมหนึ่งซึ่งถ้ามองดีๆจะเห็นผาโง้มเหนือซึ่งมีชื่อเหมือนกันอยู่ไกลๆ

ตามข้างทางที่เดินจะมีเห็ดแดงซึ่งเป็นเห็ดที่ชาวบ้านแถวนี้นิยมนำมารับประทานกันขึ้นอยู่มากมาย ไม่นานเราก็พ้นจากทางราบในหุบเปลี่ยนมาเป็นทางชันที่เราต้องปีนป่ายเพื่อผ่านไป ระหว่างทางที่เราหยุดพักเพื่อหลบฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เห็นไร่ฝิ่นร้างที่ในอดีตชาวเขาเคยแอบมาปลูกไว้และใกล้ๆกันจะเป็นดงกุหลาบขาวถ้ามาถูกช่วงมันคงบานเต็มยอดดอย ทางเดินต่อไปจะเป็นเส้นทางดินแคบๆที่มีเศษใบไม้แห้งทับถมกันอยู่รู้ได้ทันทีว่าทางข้างหน้าจะมีแขกชูหัวต้อนรับตลอดทางแน่นอนและทางซ้ายมือยังเป็นหน้าผาตัดถ้าล่วงไม่ต้องพูดถึงทำให้พวกเราต้องเดินอย่างระมัดระวังพวกเราพูดกันว่าถ้ามีของมาด้วยสงสัยจะแย่แน่ งานนี้เกียร์ 4x4

เท้าของแต่ละคนเริ่มนำออกมาใช้หลังจากทางที่ลื่นมากทั้งดึงหญ้าที่ขึ้นข้างทางดันกันแล้วทุลักทุเลกว่าจะผ่านแต่ละช่วงได้เราผ่านเนินลูกแล้วลูกเล่าก็ยังไม่ถึงลังกาหลวงซักทีฝนที่เทลงมาอย่างไม่ขาดสายทำให้เราไม่เห็นยอดต่างๆรอบๆตัวได้ จนในที่สุดเราก็สามารถเดินขึ้นมาถึงเนินที่จะเดินไปยอดลังกาหลวง

ตามทางจะพบเศษอลูมิเนียมตกเต็มทางพี่เค้าบอกว่าเป็นเศษซากของเฮลิคอปเตอร์ที่บินชนยอดเขาเมื่อหลายปีก่อนแล้วชาวบ้านมาเก็บเศษนำไปขายกัน ตรงบริเวณจุดที่ ฮ. ตกยังสามารถเห็นรอยไหม้ของดินได้อยู่ เดินต่อไปอีกจนสุดผาก็จะเป็นรอยต่อของสามจังหวัดคือ เชียงราย เชียงใหม่และก็ลำปาง เราเลี้ยวกลับเพื่อไปสู่ยอดดอยลังกา

บนยอดพวกเราขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาเปิดฟ้าให้เราสามารถเห็นวิวรอบๆตัวบ้าง ไม่นานคำขอก็เป็นจริงสายหมอกเปิดตัวออกให้เห็นยอดลังกาน้อยอยู่ลิบๆแล้วก็ปิดหายไป ไม่เห็นอะไรรอบๆตัวอีกแล้ว สายฝนก็ยังตกตลอดพวกเราตัวเปียกชุ่มประกอบกับมีลมพัดเย็นตลอดทำให้เรารู้สึกหนาวมากๆก็เลยขอที่จะเดินกลับไปยังผาโง้มอย่างน่าผิดหวัง เจ้าป่าเจ้าเขาเหมือนไม่เต็มใจเราให้เรามาเที่ยว

พอเราเดินกลับได้ไม่นานฝนก็หยุดตกแสงแดดก็สาดลงมาท้องฟ้าที่มืดก็กลับสว่างขึ้นทันตาเห็น พวกเรารู้สึกท้อที่ถูกกลั่นแกล้งแต่ไม่เป็นไรโอกาสหน้าถ้าฟ้ายังคงเป็นสีฟ้าคงได้มาขึ้นยอดนี้อีกแต่ตอนนี้ต้องรีบกลับไปยังที่พักเพื่อทำอาหารเย็นก่อน เราเร่งฝีเท้าเผื่อ โชคดีฟ้าอาจได้เห็นพระอาทิตย์ตกจากยอดผาโง้มก็ได้ แต่เหมือนจะถูกธรรมชาติกลั่นแกล้งอุตสาห์รีบที่จะเดินมาเผื่อจะเห็นแสงสุดท้ายแต่เมฆฝนกลับลอยมาแทนบดบังทิวทัศน์รอบๆตัวเราอีกครั้ง เรารีบทำตัวให้แห้งและทำอาหาร

ยังไม่ทันที่จะเสร็จดีฝนก็เริ่มตกลงมาอีกเราตัดสินใจที่จะกินข้าวท่ามกลางสายฝนแล้วถึงหลบเข้าไปเต้นท์ ในคืนนี้ฝนไม่ตกหนักเหมือนคืนแรกแต่ลมซิพัดแรงมากจนเต้นท์แทบจะทานไม่อยู่ แต่ไม่ว่าจะลมหรือฝนพวกเราทุกคนก็หลับอย่างไม่สนใจดินฟ้าอากาศอีกแล้ว

เช้ามืดที่ลมยังแรงท้องฟ้าวันนี้เปิดเป็นวันแรกตั้งแต่ที่เรามาเหยียบที่นี่สายหมอกที่เคยพัดฟุ้งกระจายกลับกลายมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเห็นเป็นทะเลหมอกท่ามกลางภูเขาพวกเรารีบวิ่งไปดูทะเลหมอกบนผาโง้มมันช่างสวยงามและคุ้มค่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ต้องลำบากดั้งด้นมานี่หละคือรางวัลของชีวิตที่ต้องมาสัมผัสเองถึงจะรู้ สาวๆบ่นออกมาว่าถ้าฟ้าเปิดอย่างนี้ป่านนี้เราคงจะมีใจที่จะอยากลุยไปให้ไกลกว่าที่ที่กำลังยืนอยู่แน่นอน

ผมก็เลยพูดขึ้นมาว่า"ธรรมชาตินี่ยิ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับมนุษย์จงจำไว้ว่ามนุษย์ตัวเล็กๆไม่มีทางสามารถกำหนดหรือเอาชนะธรรมชาติได้หรอก"

หลังจากชื่นชมกับทะเลหมอกจนแสงของวันเริ่มสาดแรงขึ้นเราก็เก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับ ในขากลับวันนี้ท้องฟ้าเปิดตลอดทางทำให้เราสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลภูเขาและป่าไม้ที่ยังคงสมบูรณ์นับว่าธรรมชาติก็ไม่ใจร้ายต่อเรานักที่จะไม่ให้เห็นธรรมชาติที่งดงามในผืนป่าของอุทยานที่มีชื่อว่า."ขุนแจ"

โปรแกรมในการเดินทาง

ควรมีเวลาอย่างน้อย 4 วัน 3 คืน ในการจะเดินในเส้นทาง ผาโง้ม ดอยลังกาหลวง ดอยลังกาน้อย หรืออาจมีเส้นทางอื่นๆเช่นไปดอย(ห)มด, น้ำตกแม่โถ, น้ำตกขุนแจ, และเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติระยะทาง 2 กม.

หรือไปเที่ยวที่บ่อน้ำร้อนและนอนพักขาที่เมื่อยล้าที่หน่วยแม่ฉางข้าวซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำห่างอยู่ไม่ไกลมาก การเดินทางควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ

เนื่องจากอุทยานยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆทุกท่านต้องนำมาเองทุกอย่าง และต้องติดต่อก่อนล่วงหน้า 15 วันก่อนการเดินทาง ที่อุทยานมีบ้านพักรับรอง ห้องครัวและห้องสุขา ไว้คอยอำนวยความสะดวก

อัตราค่าเจ้าหน้าที่นำทางและค่าพาหนะที่ไปรับส่ง ตลอดจนถึงค่าที่พักไม่ได้แจ้งไว้ แต่อัตราค่าลูกหาบจะตกวันละ 250 บาทต่อคน

ที่อยู่ของอุทยาน อุทยานแห่งชาติขุนแจ ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 57260

การเดินทาง จากสถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ (อาเขต) สามารถเหมารถราคาประมาณ 500 บาท หรือ นั่งรถเมล์เขียว หรือนั่งรถสองแถวมาลงที่คิวรถไปเวียงป่าเป้า รถจะส่งถึงหน้าที่ทำการอุทยาน ใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง

หรือเดินทางจากจังหวัดเชียงรายก็ใช้บริการรถสายเวียงป่าเป้า เชียงใหม่ได้เหมือนกัน

ในการเดินทางครั้งนี้เราต้องขอขอบคุณ อุทยานแห่งชาติขุนแจ, พี่บรรจบ กุญชร, ศักดิ์, พี่ซุน, พี่เล็ก, พี่มิ้นท์, คนอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยนาม และขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี
นำลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทยเมื่อ 18 ส.ค. 2543