กอก้อยพาไปเดินป่า...ท้าแดดที่ภูวัวเจ้าค่ะ... ...
















































































"ภูวัว อยู่จังหวัดอะไรจ๊ะพี่?" เสียงเจื้อยแจ้วของสาวน้อยนักเดินป่าสมัครเล่นถามคำถามหลังจากได้รับคำเชื้อชวนจากหัวหน้ากลุ่มทัวร์เดินป่าเจ้าเก่า

"อยู่จังหวัดหนองคายครับ เราจะไปเดินป่ากันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว" หัวหน้ากลุ่มทัวร์ตอบคำถามสาวน้อย "เราจะไปกันอาทิตย์หน้า ไปมั๊ย ?"

ก่อนที่สาวน้อยจะตอบว่าไปชัวร์ คุณเธอก็ซักถามจนละเอียดยิบ พี่หัวหน้ากลุ่มทัวร์ก็ใจดี ช่างมีน้ำใจ ตอบคำถามไหนได้ก็ตอบให้หมดทุกคำถาม ไม่มีเบรคบ้างเลย

หลังจากหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป (เวลาช่างไวเหมือนโกหก) พวกเราออกเดินทางกันวันศุกร์ เวลา 20.00 น. ก็ได้ฤกษ์งามยามดี ยกพล ขนสัมภาระขึ้นรถตู้ รถเคลื่อนตัวมุ่งไปทางถนน บางนา-ตราด พลขับพามาทางนี้เพราะหลีกหนีรถที่จะพากันไปจอดไว้แถวถนนสายรังสิต(รถติดไงจ๊ะ) เดี๋ยวจะพาลช้าไปเปล่าๆ พวกเราเดินทางออกจากกรุงเทพ ไปเส้นทางฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา และไปสิ้นสุดที่หนองคาย

พวกเรามาถึงหนองคายในตอนเช้า รถตู้มาจอดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพี่ที่มาเที่ยวด้วยกัน พวกเรามารับอาหารที่นี่ โทรสั่งทางไกลจากกรุงเทพเชียวนะ พวกเราจัดการเกี่ยวกับกิจวัตรประจำตอนเช้า และนำอาหารเช้าเข้าปากกันที่นี่ด้วย คุณพี่เจ้าบ้านต้อนรับเราดีมาก

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปที่ หน่วยถ้ำฝุ่น เมื่อมาถึงหน่วย พวกเราก็นำสัมภาระทั้งหลายลงจากรถ และมาจัดแบ่งอาหารใส่เป้แต่ละคน งานนี้พวกเราได้รวบรวมเสื้อผ้ามาบริจาคให้ชาวบ้านแถวนี้ด้วย เมื่อทุกคนพร้อมกันหมดแล้วก็กระโดดขึ้นไปนั่งบนกระบะท้ายรถปิคอัพที่ค่อนข้างชราสักหน่อย รถชราพาพวกเราไปตามทางที่สมบุกสมบัน จนถึงปากทางเข้าป่าพวกเราต้องลงเดิน ต่อจากนี้ใช้เท้าแล้วนะ

พวกเรามีคนนำทางสามคน ซึ่งสามคนนี้จะพาพวกเราเดินไปในป่าภูวัว อากาศที่นี่ช่างร้อนจริงๆ ทั้งๆที่ในกรุงเทพ ที่เราจากมาฝนยังตกอยู่เลย คนนำทางบอกว่าฝนไม่ตกมาหลายวันแล้ว และป่าแถบนี้สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินลูกรัง สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น เมื่อฝนไม่ตกมาหลายวัน ทำให้ป่าแถบนี้แห้งแล้งเร็ว

พวกเรามาถึงบริเวณถ้ำฝุ่นเป็นสถานที่แห่งแรก บริเวณนี้มีน้ำตกถ้ำฝุ่น แต่น้ำช่างน้อยจริงๆ กลายเป็นน้ำไหลซะแล้ว และยังมีเพิงถ้ำหินทราย ซึ่งมีพระพุทธรูปอยู่ พวกเราจึงพากันไปกราบไหว้ เพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทาง

จากนั้นพวกเราก็นั่งพักทานอาหารกลางวันกันใต้ร่มไม้ เวลาประมาณบ่ายสองโมงแล้ว มิน่าล่ะท้องถึงได้ร้องจ๊อกๆ เมื่อทานอาหารกันเสร็จก็นอนพักกันตามอัธยาศัย นอนกันได้หลายตื่นเชียวล่ะกว่าที่พวกเราจะออกเดินทางต่อ

เมื่อเดินทางกันได้สักหน่อย พวกเราก็หยุดพักกันอีก กระหายน้ำกันมาก เพราะเป็นป่าโปร่งและอากาศก็ร้อนสุดๆ แสงแดดแผดเผา แทบละลาย (เวอร์ไปหรือเปล่า) น้ำที่พวกเราพกพามาเริ่มหมดกันไปทีละขวดสองขวด ก็ดีเหมือนกัน บนแผ่นหลังน้อยๆ จะได้บรรทุกน้ำหนักน้อยลง พวกเราพักกันบ่อยและพักกันครั้งละนานๆ ก็ใครจะไหวล่ะ แดดร้อนออกอย่างนี้ ท้องฟ้าช่างปลอดโปร่งจริงๆ หาเมฆแทบจะไม่เจอเลย

เอาล่ะ! จะถึงหัวกำปั่นแล้ว เดินขึ้นเนินหินนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะถึง คนนำทางบอก แต่กว่าจะถึงหัวกำปั่นนี่ เฮือกสุดท้ายจริงๆ ต้องเดินขึ้นตลอด

เฮ่อ! ถึงเสียที มีความสุขจริง พวกเราผู้หญิงก็นั่งพักเหนื่อย ส่วนพวกผู้ชายแรงยังดีอยู่ก็เดินไปหาที่กางเต้นท์สำหรับพวกเราที่จะนอนพักแรมคืนนี้ คนนำทางจะให้พวกเรานอนบริเวณนี้ แต่พี่ๆ เค้าบอกว่าไม่เอา เพราะไม่ใกล้แหล่งน้ำ ดังนั้นพวกเราจึงย้ายกันลงมาข้างล่างซึ่งใกล้ๆ กับหัวกำปั่นนั่นแหละ ซึ่งใกล้แหล่งน้ำมากกว่า

เมื่อได้ที่ได้ทางเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ช่วยกันกางเต้นท์บ้าง หาฟืนบ้าง จัดเตรียมทำอาหารบ้าง แบ่งหน้าที่กันไป แล้วก็ทยอยกันไปอาบน้ำ พวกเราอาบน้ำกันโดยนำน้ำจากแอ่งน้ำตามแนวหิน และพวกเราจะแบ่งเป็นแอ่งน้ำนี้ใช้อานน้ำ แอ่งนี้ใช้สำหรับนำน้ำไปต้มดื่ม แอ่งนี้ล้างถ้วยชาม

พระอาทิตย์ที่ร้อนแรงกำลังจะตกลับเหลี่ยมเขาแล้ว ฉันไม่รีรอชักช้า นำกล้องตัวโปรดมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกเอาไว้ และเก็บบรรยากาศยามเย็นรอบกองไฟ อาหารมื้อเย็นนี้อร่อยมาก น้ำพริกกระปุก กุนเชียงปิ้ง แกงจืดผักกาดดอง (แม้จะมีแต่น้ำก็ตาม) และหมูแผ่น

หลังจากทานเสร็จก็แยกย้าย ใครจะนอนใคร่นอน ใครจะคุยใคร่คุย ซึ่งมื้อดึกพวกเรามีถั่วเขียวต้มน้ำตาลอีก แม้จะดึกดื่น เที่ยงคืนยังไงอากาศมันก็ไม่เย็นเอาซะเลย ลมก็พัดเอื่อยมาก ฉันต้องออกมานอนดูดาวนอกเต้นท์ซักพักแล้วค่อยเข้าไปนอน เพราะในเต้นท์ร้อน

อากาศยามเช้าช่างสดชื่นจริงๆ พวกเราเดินกันไปที่บริเวณหัวกำปั่นกันแต่เช้ามืด เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น และแล้วแสงเริ่มแดงจับขอบฟ้า สุริยาก็เริ่มโผล่มาจากแนวเขา ฝั่งประเทศลาวโน้นแน่ะ สุริยา แนวเขา ลำน้ำโขง ผสมกลมกลืนกันอย่างสวยงาม ในยามเช้ายามนี้

พวกเรารีบลงมาจากหัวกำปั่นหลังจากชมภาพพระอาทิตย์ขึ้นรับอรุณเบิกฟ้าใหม่ เพราะถ้าสายจะร้อนมาก ขนมปังทาแยมกับกาแฟ อาหารเช้ามื้อนี้ ได้เอาเข้าปากลงท้องอย่างรวดเร็ว เก็บเต้นท์ เก็บขยะ เคลียร์พื้นที่ เดินทางต่อได้ พวกเราเดินลัดเลาะไปตามทุ่งหญ้าโล่งบ้าง ป่าทึบบ้างสลับกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเดินไปตามทุ่งหญ้าโล่ง พวกเราแวะพักกันที่ริมธารน้ำตกเล็กๆ ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นจะได้เดินทางต่อ ทางที่พวกเราเดินนั้น บางครั้งต้องมีการข้ามลำธารน้ำ โดยการไต่ไปตามแนวไม้ล้มที่ขวางลำธารอยู่ ถ้าไม่มีไม้ล้มขวางลำธาร มีหวังได้เดินลุยเปียกทั้งตัวแน่

และแล้วความสดชื่นก็เริ่มเบ่งบาน เมื่อพวกเราเจอกลุ่มกอของดอกดุสิตา กระดุมเงิน ซึ่งขึ้นแซมกันเป็นสีสันสวยงาม เขียว ขาว ม่วง กลมกลืนกันตามธรรมชาติของมัน พวกเรากดชัดเตอร์ถ่ายภาพกันไปกลายภาพทีเดียว

พวกเราเดินทางต่อจนมาถึงด่านช้าง ซึ่งกว่าจะถึงก็ได้แผลและก้นเขียวกันคนละนิดละหน่อย เพราะต้องปีนลงมาตามทางสูงชัน บริเวณด่านช้างนี้ มีน้ำตกเล็กๆ ที่สวยงาม ให้เรานั่งชมเชย พร้อมกับอาหารกลางวันที่ถูกเปิบกันที่นี่ แมลงหวี่ค่อนข้างเยอะ และเจอขี่ช้างบางกองด้วย ดีนะที่ตอนพวกเราอยู่ไม่เจอโขลงช้างป่าลงมากินน้ำ ถ้าเจอ ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

น้ำตกชะแนน คือ จุดหมายต่อไป น้ำตกนี้มีน้ำค่อนข้างมากไหลตกลงไปตามแนวหินผา พวกเราเล่นน้ำกันที่แอ่งน้ำตกแห่งนี้ น้ำเย็นกายสดชื่น ล้างเหงื่อไคลไปได้เยอะทีดียว เล่นน้ำตกกันอยู่ซะนาน จนคนนำทางบอกว่า ต้องรีบออกจากป่าเดี๋ยวจะค่ำมืดซะก่อน

พวกเราเร่งเดินออกจากป่า เพื่อจะได้ไปถึงหน่วยชะแนนก่อนค่ำ เมื่อไปถึงที่หมาย พวกเราก็จัดเตรียมอาหารมื้อเย็น โดยยืมครัวทางหน่วย และอานน้ำกันอีกหนึ่งรอบบริเวณสะพานหินซึ่งมีความยายประมาณ 100 เมตร เป็นสะพานหินตามธรรมชาติ มีน้ำลอดใต้สะพาน สะพานหินนี้คนอิสานเขาเรียกกันว่า "ขัวหิน" คืนนี้พวกเรานอนกันที่บ้านพักที่ทำการหน่วย อากาศในคืนนี้เริ่มเย็น และยุงค่อนข้างเยอะ ต้องควักเอายากันยุงขึ้นมาทา

เช้านี้แล้วสินะที่พวกเราจะต้องกลับ ตื่นกันแต่เช้า หม่ำมาม่าต้มยำอันแสนอร่อย จากนั้นก็เก็บของเคลียร์พื้นที่ และบอกลาทางเจ้าหน้าที่หน่วยชะแนน ซึ่งดูแลและอำนวยความสะดวกให้เราอย่างดี พวกเราต้องเดินเท้ากันอีก โดยเดินไปตามเส้นทางรถ แต่รถเข้ามารับพวกเราไม่ได้ เพราะทางนั้นสุดแสนจะบรรยาย เราคงต้องช่วยกันเข็นแล้วเข็น รถอาจติดหล่ม หลุมบ่อเยอะมาก แต่เดินกันสบายหน่อย เพราะไม่ต้องแบกเป้ไว้บนหลัง พวกเราฝากเป้ไปกับรถนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่ง เขาเอารถเข้าไปได้เพราะเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ก็ไม่พ้นต้องลงมาเข็นหรือขึ้นไปขย่มอยู่บนรถ แถมยังต้องใช้อุปกรณ์ปรับแต่งทางถนนอีก พวกเราลุ้นกันอยู่ตั้งนาน และแล้วรถเขาก็ผ่านไปได้

เมื่อมาถึงปากทางเข้าหน่วย ซึ่งรถปิคอัพคันเดิมหรือรถชรา มารอรับพวกเราก็จอดรออยู่ พวกเราขอบอกขอบใจผู้ใจดี ที่ขนกระเป๋ามาให้ จากนั้นก็เดินทางต่อไปสู่ภูทอก ที่เที่ยวที่สุดท้ายของพวกเรา ชื่อภูทอกนี้ ในภาษาอิสานเขาแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ที่นี่ต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้นเชียวล่ะ บนภูท่อกมีวัดภูท่อกซึ่งเป็นที่บำเพ็ญเพียร และทางวัดได้ทำสะพานไม้ไว้รอบภูเขา เพื่อให้นักท่องเที่ยว เที่ยวชมวิวรอบๆ ภู

พวกเราทุกคนก็อยากรู้อยากเห็นว่าข้างบนภูนั้นมีอะไร และเนื่องด้วยเรี่ยวแรงของพวกเรายังเหลือพอที่จะปีนไต่บันไดขึ้นไป รู้สึกว่าเขาจะใช้เวลาสร้างถึง 5 ปี เชียวนะ พวกเราเริ่มเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างบันไดทางขึ้น เขาก็มีที่พักเอาไว้นั่งพักเหนื่อย ใครจะไม่ใช้บริการนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่พวกเราขอใช้บริการนี้หน่อยนะ เพราะว่าเดินขึ้นมาหลายขั้นแล้ว

เมื่อระยะทางเริ่มสูงขึ้น พวกเราก็สามารถมองเห็นวิวบริเวณรอบภูไปไกลสุดตาเชียวล่ะ อยากเห็นทุกมุมก็เดินวนรอบภูไปเรื่อยๆ เพราะเขาสร้างสะพานเวียนไว้รอบเขา พวกเราเดินมาจนถึงมุมหนึ่งก็ได้เห็นสิ่งประหลาด ทำไมเขาเอาก้อนหินก้อนใหญ่ขนาดนั้นไปวางไว้บนศาลา เอาไปวางไว้ได้อย่างไรกัน แปลกจริงๆ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ ก็จะรู้ว่า ก้อนหินก้อนนั้นนะ มันก็อยู่ของมันเฉยๆ เขาสร้างศาลาขึ้นมาทีหลังโดยสร้างหลังคาเอาไว้ตรงที่ก้อนหินมันคอดเข้าไป และเผอิญพวกเรามาอยู่ในมุมที่มองเห็นเป็นแบบนั้น

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินกันไปเรื่อยๆ ชมวิวไปเรื่อยๆ ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักได้ พวกเราได้มาหยุดตรงที่ศาลาหนึ่ง ด้านในมีพระพุทธรูปด้วย พวกเราจึงแวะเข้าไปกราบไหว้ และหยุดพักผ่อนไปด้วยในตัว นั่งพักตากลมเย็นๆ สักพักหนึ่งแล้ว พวกเราก็เดินลงบันไดมุ่งสู่เบื้องล่าง

เมื่อมาถึงด้านล่างแล้ว พวกเราก็ไม่รีรอชักช้า ที่จะหาน้ำ หาอาหาร เติมพลังงานหลังจากที่ได้ใช้ไปเยอะ และก็หาง่ายด้วย เพราะว่ามีร้านค้าตั้งหลายร้าน ทั้งร้านขายส้มตำ ขายผลไม้ ขายน้ำ และขายของที่ระลึก ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ซื้อกลับไปฝากคนทางบ้านไงจ๊ะ

พวกเราเดินทางกลับไปที่หน่วยถ้ำฝุ่นเพื่อนั่งรถตู้ เดินทางกลับกรุงเทพ ก่อนกลับพวกเราก็แวะทานข้าวเย็นกันริมฝั่งโขงที่ตัวอำเภอเมือง บรรยากาศดีเชียวล่ะ ทานอาหารไปก็นั่งชมพระอาทิตย์กำลังจะตกไปด้วย หลังจากทานอาหารเสร็จ พวกเราก็ซื้อแหนมเนืองกลับไปบ้านคนละกล่องใหญ่เชียวล่ะ แต่มันอดใจไม่ไหว ก็ขอแบ่งออกมาทานก่อนนะ แล้วจะเหลือเอากลับไปให้ เมื่อถึงกรุงเทพแล้วคนได้รับของฝากบอกว่าแหนมเนืองอร่อยดีนะ น่าจะซื้อมาเยอะกว่านี้ ฉันเลยบอกว่าเอาไว้คราวหน้าจะซื้อมาเยอะๆ เลยจ้า ......


เรื่องน่ารู้...

เรื่องน่ารู้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือสุดของภาค เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีอาณาเขต 2 ด้าน ขนานไปกับแม่น้ำโขงอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 150-300 เมตร สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่เป็นดินทราย และดินลูกรัง ทางด้านน้ำตกชะแนนมีพื้นที่บางส่วนเป็นดินเหนียวปนดินร่วน พื้นหลังภูและสันเขาส่วนใหญ่เป็นพื้นทรายและดินทราย สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น เกี่ยวกับจังหวัดหนองคาย

Link ไปที่ หนองคาย

E-mail address ของกอก้อย : siwachu@hotmail.com



Click here to visit our sponsor
Free Advertising from Click2Net!


นำลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทยเมื่อ 13 ก.ย. 2543