"...23 กุมภาพันธ์ 2543 พร้อมลุย..."

ว่าสมาชิกจะพร้อมเดินทางสู่เมืองน่านก็เกือบเที่ยงคืน
วันนี้คณะเรามีสมาชิกใหม่ เพิ่มมา 1 คนคือน้านุ้ก
ซอย 6 การเดินทางไปเมืองน่านในครั้งนี้ได้แรง
บันดาลใจมาจากคำบอกเล่าถึงความสวยงามของ
ทะเลหมอก ที่ดอยภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

อากาศวันนี้ค่อนข้างเป็นใจคือไม่ร้อนและไม่หนาวจัด 

การเดินทางครั้งนี้ประมาณว่าต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมง ด้วยความตั้งใจที่ว่า เมื่อไปถึงจะได้
เที่ยวเมืองน่านเลย จึงทำให้ต้องรีบออกเดินทางในข่วงกลางคืน เพื่อให้ไปสว่างแถวๆ เขาหนึ่ง จอด
นอนพักสักครู่ ให้ทำธุระส่วนตัว ชมทะเลหมอกที่สวยงาม แล้วจึงไปทานอาหารเช้าแถวแพร่รถเริ่ม
เคลื่อนออกจากหมู่บ้านสุขใจเวลา 23.35 น. โดยมีลุงลภเพื่อนข้างบ้าน ยืนคอยเป็นกำลังใจ 

เส้นทางที่ใช้ คงหนีไม่พ้น พหลโยธิน เลี้ยวซ้ายเข้าสายเอเซียที่ตรงต่างระดับบางปะอินตรง
ไปยังนครสวรรค์ ใช้ทางหลวงสาย 11 เข้าพิษณุโลก แล้วตรงไปทางอุตรดิตถ์ แพร่ สุดท้ายที่น่าน 

ประมาณ 02.30 น. เราก็มาถึงนครสวรรค์ หยุดพักรถที่ปั๊มแห่งหนึ่งเพื่อเข้าห้องน้ำ สังเกตเห็นว่า
ล้อข้างหลังด้านซ้ายมีอาการเอียงแต่ก็ไม่ได้นึกอะไรเพราะคิดว่าพื้นที่ตรงที่เราจอดรถคงลาดเท
ทำให้รถเราดูเหมือนว่าเอียง ต่างคนขึ้นรถออกเดินทางต่อ ระหว่างทางประมาณว่าจากสามง่าม 
ไปทางพิษณุโลก ทางเขาขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ยังไม่เสร็จทีเดียว รถยังต้องวิ่งสลับไปมา 
แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้ว เมื่อครั้งมาไหว้หลวงพ่อใหญ่ เมื่อขับมาถึง ม. นเรศวร เราใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง
หมายเลข 12 เพื่อตรงไปอุตรดิตถ์ ทุกคนเริ่มหลับสบาย แต่คนที่กังวลมากที่สุดก็คือคนขับเพราะ
เหลือบสายตาไปดูน้ำมันปรากฏว่าเหลืออยู่ประมาณใกล้เส้นสุดท้ายแต่เส้นทางที่วิ่งไปดูช่างไม่มี
วี่แววว่าจะเจอปั๊มน้ำมันเลยสักแห่ง แล้วก็เส้นทางที่ใช้อยู่ขณะนี้ก็ไม่คุ้นไม่รู้ว่าจะไปบรรจบถนนใหญ่
ที่ไหน สองข้างทางมืดสนิท นานๆจะมีรถสวนมาสักคันหนึ่งสายตาจ้องมองปั๊มน้ำมันตลอดแต่ก็ไม่
เห็นมี ใจนึกภาวนาถึงหลวงพ่อใหญ่ ขอให้เจอปั๊มน้ำมันสักแห่ง ปั๊มใดก็ได้จะรีบเติมทันที ไม่เกี่ยง
ยี่ห้อแล้ว เพราะที่ผ่านมาเกี่ยงจะเติมแต่ตราดาวเท่านั้น นึกภาวนาได้ไม่ถึง 10 นาทีรถก็วิ่งมาถึง
สี่แยกใหญ่มีปั๊มน้ำมันเล็กๆ ของ ปตท เราเลยรีบเลี้ยวเข้าไปเติมเลย ปรากฏว่าเข็มน้ำมันหล่นมาถึง
ขีดสุดท้ายพอดี เดชะบุญที่ได้หลวงพ่อใหญ่ช่วยไว้ ไม่งั้นคงต้องรอให้ฟ้าสางก่อนจึงจะขอโบกรถ
ไปซื้อน้ำมันมาเติมต้องเสียเวลาอีกนาน จากที่เราเติมน้ำมันตรงนั้นเราก็วิ่งตรงไปยังเขาหนึ่ง
ทันทีเพื่อพักผ่อนเพราะเริ่มออกอาการง่วงนอนบ้างแล้ว
 


"...24 กุมภาพันธ์ 2543 ..."

...เขาหนึ่ง…เมืองน่าน กับความทรงจำ...

เรามาถึงเขาหนึ่งประมาณ 06.20 น. อากาศยังคงมืดอยู่ เมื่อรถจอดสนิท ต่างคนก็ลงจากรถ
เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า คุณบุญยืน แกสังเกตเห็นล้อด้านหลังซ้ายแบนลงมากกว่าเดิม เราเอง 
(คนขับรถ) ก็ไม่ชำนาญในการเปลี่ยนยางอะไหล่ จึงลงความเห็นกันว่า ให้ขับต่อไปให้ถึงเด่นชัย 
แล้วลองหาปั๊มเปลี่ยนให้ ต่างคนต่างก็ใจไม่ดี เพราะเกรงว่าจะเกิดอะไรหรือเปล่าระหว่างทางที่จะวิ่งไป
เด่นชัย เราใช้ความเร็วไม่มากนัก เพราะคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นคงยั้งไว้ได้ เรามาถึงเด่นชัยประมาณ
06.45 น. พอดีมีร้านที่เปิดซ่อมยาง 24 ชั่วโมง จึงแวะไปให้เขาตรวจดู ปรากฏว่าล้อแมกซ์ร้าว
ไม่สามารถซ่อมได้จึงต้องเปลี่ยนเป็นล้ออะไหล่แทนแล้วยกล้อแมกซ์ไว้บนหลังคารถยึดไว้แน่นหนา
ด้วยเชือกที่เตรียมไปจากบ้าน เขาคิดค่าบริการเราแค่ 30 บาท จากเด่นชัย เราเริ่มมีความมั่นใจขึ้น
มาหน่อย เพราะทุกอย่างถูกเปลี่ยนไปในทางที่ดี
เราวิ่งผ่านเมืองแพร่โดยที่เราไม่ได้แวะเข้าไปทาน
อาหารเช้าอย่างที่เราคิด จนกระทั่งถึง อ. ร้องกวาง ความง่วงเริ่มมีมากขึ้น ประกอบกับสายมากแล้ว
จึงได้หยุดเพื่อมองหาอาหารรับประทาน เราได้ร้านข้าวผัดตรงข้ามกับ ร.ร. แห่งหนึ่งของอำเภอ
ร้องกวาง เป็นอำเภอที่ค่อนข้างเงียบ มีถนนสายเดียวตัดผ่านตัวอำเภอ ตลาดสดมี 2 แห่ง แห่งแรก
ที่เราเข้าไป ตลาดเริ่มวายแล้ว มีแม่ค้าที่ขายของแห้ง เช่น พริกแห้ง หอม กระเทียม อยู่ไม่กี่ร้าน 
ตลาดที่สอง ที่เราแวะไปซื้อผลไม้ ก็เช่นเดียวกัน ผู้คนออกมาซื้อของใช้บางตามาก เราจาก 
อ. ร้องกวางเมื่อเวลา 08.55 น. แต่คนขับก็ยังไม่ได้งีบสมความตั้งใจ นึกในใจว่าขับไปหลับไป
ก็ได้ เผอิญน้านุ้กแกคงได้ยินที่เราคิดเลยชวนเราคุยเสียจนลืมความง่วงนอน 

เส้นทางจากร้องกวางไปยังเมืองน่านดีตลอด มีต้นไม้ร่มครึ้มเป็นบางที่ แม้จะต้องขึ้นเขา
บ้างแต่ก็ไม่น่ากลัว ในที่สุดเราก็มาถึงทางแยกเข้าเมืองน่านกับไป อ. นาน้อย เพื่อดูเสาดินฮ่อมจอม
 ที่ อ. เวียงสา
เราเลือกที่จะไปดูเสาดินที่ อ. นาน้อยก่อน เส้นทางไป อ.นาน้อย เป็นเส้นทางขึ้นเขา
เสียส่วนใหญ่ สมชื่อ อ. นาน้อย เพราะไม่มีที่จะทำนานั่นเอง การไปเสาดินไม่ลำบาก มีป้ายบอกทาง
ให้สังเกตตลอด เสาดินนี้อยู่ในเขตอุทยานศรีน่าน จากตัวอำเภอ แยกซ้ายเข้าไปประมาณ 6 ก.ม.
ก็จะถึงบริเวณเสาดิน มีเจ้าหน้าที่อุทยานคอยบริการตลอดเวลา เมื่อแรกเห็นชื่ออุทยานศรีน่าน ทำให้
นึกถึงผาชู้ ขึ้นมาทันที มีคำบอกเล่าและภาพประกอบจากใน "web tourthai" ว่า ทะเลหมอกที่ผาชู้
สวยงามมาก ประกอบกับคำชักชวนของเจ้าหน้าที่อุทยานให้ค้างคืนที่ผาชู้จึงทำให้คณะของเราต้อง
เปลี่ยนใจจากการมุ่งหน้าสู่ดอยภูคามาค้างคืนที่ผาชู้แทน.

เราใช้เวลาไม่มากที่บริเวณเสาดินเพราะ
อากาศค่อนข้างร้อน และเมื่อเช้าก็ไม่ได้อาบน้ำ
จึงทำให้ไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรนัก เราปล่อยให้ 
น้านุ้ก ลูกชาย และคุณบุญยืน ไปชมเสาดินกัน ส่วนเราก็ของีบเอาแรงสักพักหนึ่ง แม้จะมีลมโชย
มาบ้าง แต่ก็เป็นลมร้อน จึงนอนไม่หลับ ลูกชาย
สนุกกับการถ่ายภาพ
มากเราออกเดินทางจาก
เสาดินเมื่อเวลาใกล้เที่ยง เพื่อไปรับประทาน

อาหารกลางวันที่หมู่บ้านประมงปากนาย เราแวะซื้อน้ำแข็งที่ตัวอำเภอ ขณะที่สองแม่ลูกและน้านุ้ก
กำลังเพลินกับการดื่มน้ำแก้กระหาย เราก็ได้กลิ่นน้ำมันก๊าด เป็นน้ำมันก๊าดที่เตรียมมาจากบ้าน
มาใส่ตะเกียงรั้ว
ใส่มาในขวดน้ำดื่ม SPRINKLE ทีแรกนึกว่ามันหกจึงบอกให้คุณบุญยืนดูให้
หน่อย คุณบุญยืนแกเถียงว่าไม่มี เราก็บอกแกว่าอยู่ที่พื้นหลังรถไง ดูให้ดีๆ แกก็ยังเถียงว่าไม่มีอีก
เลยต้องอธิบายกันยาวว่าอยู่ในขวดน้ำ มีตรากระโหลกกับกระดูกไขว้ ติดไว้ เท่านั้นแหละจึงถึงบางอ้อ
เพราะลูกชายมองเห็นว่าอยู่ที่ขาของคุณแม่ และที่ร้ายก็คือรินใส่แก้วให้ลูกชาย เพื่อจะดื่มดับกระหาย
เดชะบุญที่ลูกชายยังมีน้ำแข็งเต็มปากจึงยังไม่ได้ดื่ม เป็นโชคดีของลูกชายไป 

จาก อ.นาน้อยมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านประมงปากนายไม่ไกลมากนักเส้นทางจะแคบและขึ้นลงเขา
ตลอด
ไม่ค่อยมีรถวิ่งไปมามากนัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงหมู่บ้านประมงปากนายเป็น
บริเวณเหนือเขื่อนสิริกิตต์ ในจังหวัดอุตรดิตต์ มีอาชีพเลี้ยงปลา โดยปลาที่เลี้ยงจะเลี้ยงไว้ในกะชัง
ห่างจากฝั่งไกลมาก ที่บริเวณนี้จะมีบ้านตั้งอยู่ไม่เกิน 10 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่จะสร้างเป็นแพ
ขายอาหารและที่พักให้นักท่องเที่ยว
วันที่เราไปนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนักเราเลือกแพขาย
อาหารแพหนึ่งเป็นสถานที่รับประทานอาหารกลางวัน ที่ข้างๆแพจะมีปลาตะเพียนหางแดงมากมาย
อาหารกลางวันเราจึงเลือกรับประทานแต่ประเภทปลา ขากลับจากปากนาย เราแวะตลาดเพื่อซื้อกับข้าว
ไว้ปรุงอาหารมื้อเย็น แล้วตรงดิ่งไปยังผาชู้ทันทีไม่ได้แวะที่ไหนอีกเนื่องจากไม่ต้องการไปถึงที่หมาย
มืดเกินไป

  เส้นทางไปยังผาชู้ ใช้เส้นทางเดียวกับที่ไปเสาดิน แต่ไม่ต้องเลี้ยวขวาไปทางเสาดิน ให้วิ่งตรง
ไปเลย บางช่วงกำลังปรับปรุงเป็นลาดยาง แต่โดยรวมแล้วดีตลอด เมื่อไปถึงที่ด่าน เราจอดรถถามทาง
เจ้าหน้าที่ที่ด่าน เจ้าหน้าที่ใจดีมาก ยังไม่ทันได้เปิดประตูลงไป เจ้าหน้าที่ก็วิ่งมาหาเราเลย อธิบาย
เส้นทางให้อย่างละเอียด เป็นความประทับใจที่น้านุ้ก ไม่ลืมเลย จากด่านเราต้องวิ่งรถมาอีกไกลมาก
จึงจะถึงทางเข้าบริเวณอุทยาน จะมีป้ายบอกทางเข้าชัดเจน เรามาถึงที่อุทยานในราว 16.30 น.
เห็นบริเวณกางเต็นท์ ที่ทางอุทยานจัดไว้ให้ก็ดีใจรีบจอดรถทันที ลูกชายกับน้านุ้กรับหน้าที่กาง
เต็นท์ ส่วนคุณบุญยืนเธอกำลังเตรียม ตะเกียงรั้วอยู่ เจ้าหน้าที่ของอุทยานท่านหนึ่งกำลังจะกลับไป
ที่พัก เห็นเรากำลังกางเต็นท์อยู่ เลยแวะมาบอกเราให้ย้ายไปกางที่แห่งใหม่เนื่องจากที่แห่งใหม่
สะดวกกว่า มีน้ำและไฟฟ้า ห้องสุขา พร้อม และใกล้กับที่ทำการอุทยานไม่น่ากลัวหากมีเพียง
เต็นท์เดียว เราจึงรีบย้ายไปทันที ขณะที่เราไปมีเพียงคณะเราคณะเดียว จึงได้ที่กางเต็นท์ใกล้กับ
ที่ทำการอุทยาน และมีไฟฟ้าให้ความสว่างตลอดคืน ตะเกียงรั้วจึงไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไร 
ลูกชายกับน้านุ้กรับหน้าที่เดิม ส่วนคุณบุญยืน ก็รีบประกอบอาหารทันที ข้าวร้อนๆ กับข้าวอร่อยๆ
ทำให้เจริญอาหารดีนัก แถมมีทิวทัศน์เป็นทิวเขาที่เป็นธรรมชาติจริงๆ อากาศเริ่มเย็นลงนิดๆ
เหมาะแก่การร่ำสุรายิ่งนัก
สักพักหนึ่งก็มีคณะที่ 2 ขึ้นมากางเต็นท์เป็นเพื่อน ห้องน้ำที่อุทยาน
แห่งนี้สะอาดมาก ห้องอาบน้ำก็ยังใช้การได้ดี เสียแต่ว่าน้ำเย็นไปหน่อย น่าจะมีเครื่องทำน้ำอุ่น
ไว้บริการด้วย ประมาณ 2 ทุ่มก็เข้าเต็นท์กันแล้วเนื่องจากลมที่พัดมาแรงขึ้นและพัดเอาความเย็น
มาด้วย ผมหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่ามาตื่นอีกทีตอน 6 โมงเช้าวันใหม่เลย


"...25 ก.พ. 2543..."

...ตัวเมืองน่าน….ถึงดอยภูคา (ลำบาก..จริงๆ)...

เมื่อคืนหลับสบายจริงๆ เพราะอดนอนมาตั้งแต่คืนวันที่ 23 แล้วก็วันที่ 24 อีกทั้งวัน
เลยหลับได้สนิทดีจริงๆ กลิ่นข้าวต้มลอยมาเตะจมูก ทำให้อดทนนอนอยู่ไม่ไหวแล้วจึงรีบกระวี
กระวาดออกมาสูดอากาศยามเช้าที่ค่อนข้างมัวด้วยเมฆฝน อากาศค่อนข้างเย็นอยู่ อาหารเช้า
ร้อนๆ
อีกแล้วมีทั้งไข่เค็ม ผักกระป๋อง เต้าหู้ยี้ เหมือนกินอยู่ที่บ้านเลย ตอนเช้าเจ้าหน้าที่เค้าน่า
จะเบาแอร์ลงหน่อยนะ มันเย็นจริงๆ เราลาผาชู้เมื่อตอน 9 โมงเช้า วันนี้เราต้องขึ้นดอยภูคา 

...จาก นาน้อย เราวิ่งรถย้อนกลับมาทาง อ. เวียงสา เลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่
ตัวเมืองน่าน ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองน่านเราเห็นป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวว่า
เป็นวัดพระธาตุเขาน้อย และวัดพญาวัด เราเลยถือโอกาสแวะชมเสีย
ก่อนจากถนนใหญ่ เราจะผ่านวัดพญาวัดก่อน วัดพระธาตุเขาน้อย
ตั้งอยู่บนเนินเขาน้อย มีเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากด้านหน้า
วัดจะสามารถมองเห็นตัวเมืองน่านได้ดี
บริเวณวัดเงียบสงบ มีถนนขึ้น
ถึงบริเวณวัด หรือถ้ายังเป็นหนุ่มสาว ก็จะจอดรถไว้ด้านหน้าแล้วเดิน
ขึ้นก็ได้ มีให้เลือก 2 ทาง แต่เราเลือกทางแรกดีกว่าโดยการขับรถขึ้นไป
ถึงที่วัด จากวัดพระธาตุเขาน้อย ก็แวะลงมาชมวัดพญาวัด ที่วัดนี้ไม่
ค่อยมีอะไรให้ชมมากเนื่องจากพระวิหารปิด นอกจากเจดีย์จามเทวี
ซึ่งเป็นศิลปะระหว่าง ล้านนา ล้านช้าง และศิลปะน่าน
 เราใช้เวลาที่นี่
ไม่นานก็ตรงดิ่งไปที่ศูนย์ ISUZU เพื่อขอให้ซ่อมล้อที่ร้าวบนหลังคา 
เนื่องจากไม่ต้องการแบกล้อไปขึ้นเขา แต่ก็ผิดหวัง เพราะเขาไม่มีบริการ จึงได้แต่ซื้อหลอดไฟในเก๋ง
มาเปลี่ยนจากศูนย์เราวนหาที่กินข้าวกลางวันตามคำบอกของเจ้าหน้าที่ของศูนย์ แต่ก็ผิดหวังอีก 
เพราะร้านปิดไม่ขาย มาได้ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งตรงหน้าวิทยาลัยเทคนิคน่าน อร่อยมาก ราคาก็
พอประมาณ ไม่มีชื่อร้าน หลังอาหารกลางวันเราตั้งใจว่าจะไปวัดภูมินทร์ วัดช้างค้ำ และ พิพิธภัณฑ์ 
ก่อน ขึ้นดอยภูคา แต่ปรากฏว่าหลงทาง เราเลยตัดใจขึ้นดอยภูคาเลย 

จากตัวเมืองน่านเราวิ่งออกไปทาง อ. ปัว ประมาณ 60 ก.ม. แล้วเลี้ยวขวาไปทาง อ, บ่อเกลือ ทางขึ้นดอยค่อนข้างโหด เป็นทางชันโค้งหักศอกหลายแห่ง บางแห่งเป็นทางบนสันเขา ซ้ายก็เหว ขวาก็เหว แต่ถนนเป็นทางลาดยางเลยไม่ค่อยน่ากลัว เรามาถึงศูนย์บริการของอุทยานประมาณ 14.45 น. อากาศบนดอยค่อนข้างเย็นเจ้าหน้าที่บอกเราว่าห้องพักเต็มแล้ว แนะนำให้เราไปพักที่
ลานดูดาว เพราะสามารถกางเต็นท์ได้และสวยกว่าที่บริเวณบ้านพักเราเชื่อตามคำแนะนำ แต่ก็ขอไป
ชมบริเวณบ้านพักสักหน่อยเผื่อมีที่ทางกางเต็นท์ จะได้ไม่ต้องวิ่งรถไปไกล บริเวณบ้านพักของอุทยาน
กำลังปรับปรุงทางเดินรถ เมื่อเราขึ้นไปถึงที่กางเต็นท์ เราพบชาวต่างชาติ 3 คน มาพักก่อนหน้าเรา
ทุกคนยิ้มให้และทักทายเราด้วยอัธยาศัยที่ดีเราวนรถหาที่จอดพักค้างคืนบริเวณนั้น แต่ยังไม่ถูกใจ
เลยตกลงกันว่าจะลองไปที่บริเวณ ลานดูดาวกัน ซึ่งห่างออกไปอีก 7 ก.ม. บริเวณลานดูดาว อยู่ทาง
ซ้ายมือของเส้นทางที่จะวิ่งไปอำเภอบ่อเกลือ มีที่จอดรถกว้างมากจากที่จอดรถ เราจะต้องแบกสัมภาระ
ไปอีกประมาณ 300 เมตร จึงจะถึงบริเวณกางเต็นท์ เมื่อเราไปถึงเป็นจังหวะที่ เจ้าหน้าที่อุทยานกำลัง
เอารถเข้ามาขนสิ่งของบางอย่างจึงขออนุญาตนำรถเข้าไป ยังที่บริเวณกางเต็นท์เลย เจ้าหน้าที่เขาใจดี
แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อขนเสร็จจะต้องนำรถออกมาจอดยัง ที่จอดรถตามเดิมเรามาถึงยังที่ลานดูดาวประมาณ
16.40 น. น้านุ้ก กับลูกชายรับหน้าที่กางเต็นท์ คุณบุญยืน รับหน้าที่แม่ครัวส่วนผมเป็นผู้ประสาน
งาน เมื่อเต็นท์กางเสร็จ ผมลูกชาย และน้านุ้ก ก็ถือโอกาสเก็บภาพพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขามาดูเป็น
ที่ระลึก ระหว่างทำอาหารก็มีคณะใหญ่จากกรุงเทพ มาชมพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาเช่นเดียวกัน
สอบถามได้ความว่าเป็นชาวบรรณารักษ์จากม. รามคำแหง ทำงานเหมือนคุณบุญยืนพระอาทิตย์วันนี้
ดูจะไม่เป็นใจกับการให้ถ่ายรูปเท่าไหร่ ดูไม่สวยงามอย่างที่คิด อาหารเย็นของเราวันนี้มี ผัดผักแขนง
คะน้า ต้มจืดเต้าหู้ขาวกับหมูทอดหมูที่ทอดเป็นหมูที่สะอาดที่สุดในเมืองน่าน เพราะเจ้าของร้านเค้า
ติดแอร์ และมีกระจกกั้นมิดชิดกันแมงวันเข้าไปภายในร้านราคาอาหารที่ตลาดแห่งนี้ไม่แพงอย่างที่
คิด อย่างเช่น แขนง คะน้า 3 ขีด 5 บาท หมู ก.ก.ละ 60 บาทไส้กรอกไก่ก็ไม่แพงอาหารค่ำมื้อนั้นเลย
อร่อยท่ามกลางความหนาวเย็นชนิดที่ไม่ต้องเรียกหาเครื่องปรับอากาศเลย อากาศเริ่มเย็นลง ไฟฟ้าที่
ต้องอาศัยเครื่องก็ไม่มี เนื่องจากเจ้าหน้าที่เขาเพิ่งมายกไปเมื่อตอนเย็นเพื่อไว้อำนวยความสะดวก
ให้กับคณะที่มาจาก กทม. (เราเพิ่งมารู้เอาตอนหลัง) บรรยากาศดูน่ากลัว เราเลยพร้อมใจกัน
ไม่อาบน้ำ รถที่จอดไว้ที่ลานจอดรถก็นำมาไว้ใกล้กับที่พัก เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ลมเริ่มทวี
ความแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเรานั่งอยู่นอกเต็นท์ไม่ไหว จึงย้ายกันเข้ามานอนคุยกันในเต็นท์ใช้ตะเกียงรั้ว
จุดเอาไว้นอกเต็นท์ เผื่อจะมีใครออกมาทำธุระส่วนตัวจะได้หยิบไปใช้ ลมแรงมากพัดเอาความเย็น
ชนิดที่เราไม่เคยพบในเมืองกรุงมาปะทะเต็นท์ให้เรานอนไม่หลับ สักประมาณ 21.00 น.เราได้ยิน
เสียงปืนดังขึ้นมา 1 นัด
คงเป็นเสียงของพรานล่าสัตว์แน่นอน เราหลับๆ ตื่นๆเพราะความหนาวและ
อีกหลายเหตุผล


"...26 กุมภาพันธ์  2543..."

...เกลียดภูเขาไปอีกนาน...

เราลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความเพลียเพราะนอนหลับๆตื่นๆเมื่อเวลา
ประมาณ 05.30 น.จัดแจงหุงหาอาหารเช้า ทำธุระส่วนตัวหลังอาหาร
เช้าเราเปลี่ยนแปลงโปรแกรมกันนิดหน่อยจากการที่เราจะเดินป่าชม
ธรรมชาติไปชมตลาดการค้าชายแดนี่ห้วยโกร๋น เนื่องจากเราทราบ
ข้อมูลมาว่าจากที่เราพักสามารถที่จะเดินทางไป อ. บ่อเกลือ และ
ห้วยโกร๋นได้ 

08.30 น. เราก็อำลาลานดูดาวมุ่งหน้าสู่ อ. บ่อเกลืออากาศวันนี้
มัวๆ มีหมอกมาก เส้นทางไปสู่ อ. บ่อเกลือ เป็นทางลัดเลาะไปตาม
ภูเขา มี 2 เลน วิ่งสวนกัน จากลานดูดาวประมาณ 500 ม. ก็จะถึงศาล
เจ้าพ่อภูคาและจุดชมต้นชมพูภูคา ต้นไม้ที่มีต้นเดียวในประเทศ
ไทย ยืนต้นสูงมาก
กำลังออกดอกสีชมพูเต็มต้นเราใช้เวลาเล็กน้อย
ในการชมต้นชมพูภูคาแล้วเลยมานมัสการเจ้าพ่อภูคาเพื่อความเป็น

สิริมงคลในการเดินทางเพราะทางที่เราจะไปต่อไปนี้มีแต่ขึ้นเขาและหมอกก็กำลังโรยตัวหนาขึ้นทุกที
จากศาลเจ้าพ่อภูคาเราใช้ความเร็วได้ไม่มากนักเพราะสภาพอากาศที่ค่อนข้างอันตรายเพราะทัศนวิสัย
ไม่ชัดเจนเนื่องจากหมอกลงจัด ถนนบางช่วงก็เป็นโค้งหักข้อศอก มองแทบไม่เห็น กว่าจะคลานมาถึง 
อ. บ่อเกลือได้ก็ประมาณ 09.15 น. บ้านเรือนตั้งอยู่ตามไหล่เขา มีถนนเล็กๆ พาเราเข้าสู่หมู่บ้าน 
จากถนนหลัก เราเลี้ยวขวาไปสัก 1 ก.ม. ก็จะถึงบริเวณทำเกลือภูเขา ที่เราเห็นก็มีเพียงบ่อน้ำ
1 บ่อ กับโรงต้มน้ำเกลืออีก 1 หลัง คนต้มเกลือบอกว่าบ่อน้ำนี้เป็นสมบัติสาธารณะเฉพาะชาวบ้านบริเวณนี้
เท่านั้น
ใครอยากได้เกลือก็มาตักน้ำไปต้ม ต้มได้ก็เอาไปขาย หรือ เก็บไว้ใช้ในครัวเรือน ชาวบ้าน
หมู่อื่นไม่สามารถมาใช้บ่อนน้ำนี้ได้ เราแวะเข้าไปดูการทำเกลือภูเขาที่เพิ่งเสร็จหมาดๆ แล้วก็
อุดหนุนเขามา 20 กิโลกรัมในราคา ก.ก. ละ 5 บาท 

จากหมู่บ้านที่ทำเกลือ เราวิ่งรถย้อนกลับทางเดิม มาถึงถนนหลักให้เลี้ยวขวา วิ่งรถต่อไป
ประมาณ 500 ม. ก็จะถึงสามแยกถ้าเลี้ยวขวาก็จะลงไป อ. สันติสุข แล้วกลับเข้าเมืองน่าน ชาวบ้าน
บอกว่าทางดี แต่อ้อมหน่อยถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปทาง อ. เฉลิมพระเกียรติ เส้นทางสู่ห้วยโกร๋น เราตัดสิน
ใจเลี้ยวซ้ายตามที่เราตั้งใจไว้ ป้ายบอกระยะทางแค่ 79 ก.ม. เท่านั้นเอง ถ้าวิ่งกันจริงๆคงไม่น่าจะเกิน
ชั่วโมงครึ่งแต่ความเป็นจริงเราใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง ถนนที่วิ่งไปเป็นถนนที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา 
วกวนมากข้ามเขาเป็นลูกๆ สองข้างทางเป็นหน้าผากับหุบเหว นานๆจึงจะพบหมู่บ้านสักแห่ง แต่หมู่บ้านที่นี่เขามีจานรับสัญญาณดาวเทียมด้วยแหละ อิจฉาจัง ทางบางแห่งก็ชันต้องลากเกียร์ 1 ถึง
จะมีแรงวิ่งขึ้น กว่าจะหลุดพ้นถนนเลียบเขาก็ 11.00 น. 

กว่าเรามาถึงที่ตลาดห้วยโกร๋นเอาตอนเที่ยงตลาดห้วยโกร๋นลักษณะคล้ายกับตลาดชายแดน
ทั่วไป มีสินค้าที่จำเป็นในการครองชีพ พวก เสื้อผ้า รองเท้า อาหารแห้ง ขนมปัง นอกนั้นก็สินค้า
จำพวกก่อสร้าง ตัวตลาดอยู่ห่างจากชายแดนไม่ไกล น้านุ้กตั้งใจจะเข้าไปถึงในประเทศลาว แต่เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ ต.ม.แล้ว ก็ต้องล้มเลิกความคิดเพราะเขาบอกว่าเข้าไปก็เสียเวลาเปล่า เพราะสินค้าที่ขายก็เหมือนกับที่ตรงนี้ ตัวตลาดก็ไม่ดีแถมต้องเสียค่าผ่านด่านอีก เราเลยหันหน้ากลับ อ. ปัว ดีกว่า ทางไป อ.ปัว ก็ต้องขึ้นเขา ลงเขาเหมือนกัน คราวนี้เราต้องทำเวลานิดหนึ่ง เพราะทุกคน
เริ่มหิวแล้ว ที่ปัวเราแวะทานอาหารที่ร้านบุญธรรมรสเลิศ หลังจากวนหาร้านอาหารมานาน ที่ร้าน
นี้จะมีอาหารขายสารพัด ตั้งแต่ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง อาหารตามสั่ง อาหารรสชาติเด็ด อร่อยมาก อาจจะเป็นเพราะเราหิวก็เป็นได้เลยเจริญอาหารได้ดี จากปัวเรา มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองน่าน เพื่อแวะชมพิพิธภัณฑ์ และไหว้พระธาตุแช่แห้ง ก่อนเข้าเมืองน่านเราเจอกับฝนกลุ่มเล็กๆ 

จุดแรกที่เราแวะไปชมก็คือพิพิธภัณฑ์ เพราะที่นี่เค้ามีงาช้างดำ ซึ่งเป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่าน เก็บไว้ในห้องแสดงที่แน่นหนา นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเครื่องใช้สมัยเก่าที่ขุดพบที่เมืองน่าน และ
วัฒนธรรมของชนกลุ่มต่างๆจัดไว้ให้ศึกษา เช่น ผีตองเหลือง เป็นต้น เราจำเป็นต้องทำเวลาเร็วขึ้น
เพราะเรายังมีวัดอีก2-3 วัดที่เราต้องการไปชมจากพิพิธภัณฑ์เราเดินข้ามฝั่งมาอีกด้านก็จะพบ
วัดช้างค้ำวรวิหาร ภายในวัดจะมีเจดีย์ที่สร้างขึ้นตามแบบทรงระฆังคว่ำ ที่ใต้ฐานระฆังจะมีช้าง
ยืนแบกระฆังอยู่ ภายในวิหารจะมีพระพุทธรูปให้เราสักการะ จากวัดช้างค้ำ เราเดินไปอีกประมาณ 
500 เมตรก็จะพบกับวัดภูมินทร์ วัดแห่งนี้แปลกตรงที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานทั้ง 4 ด้านอยู่ตรงกลาง
วิหาร และ ประตูวิหารแต่ละบานแกะสลักไว้สวยงามมาก จากวัดภูมินทร์เรารีบตรงดิ่งไปยังวัดพระธาตุ
แช่แห้ง
เพราะขณะนั้นเวลาใกล้ 5 โมงเย็นแล้ว เรารีบนมัสการองค์พระธาตุ แล้วออกมาเดินเล่นชิม
ไอศกรีมที่ด้านนอกองค์พระธาตุ ผู้คนยังคงเดินทางนมัสการอยู่เรื่อยๆ ไอศกรีมที่นี่อร่อยมาก วันนั้น
เราสั่งให้ใส่ขนมปัง คนขายเขาหยิบขนมปังแผ่นขึ้นมา แทนที่จะเป็นขนมปังกลมแบบฝรั่งเศส
เขาผ่าขนมปังไสลด์ ออกเป็น 2 ด้าน แล้วตักไอสกรีมใส่ลงตรงกลางพร้อมเครื่องเคียงเช่น ข้าวเหนียว
ลูกชิด เป็นต้น เราคนเดียวทานเสีย 4 อัน อร่อยจริงๆ จากวัดพระธาตุแช่แห้งเราวนหาที่พักก่อน
เดินทางกลับเข้ากรุงเทพ ในที่สุดเราก็ได้ที่พักที่ ริมสวน เกสเฮ้าต์ เงียบสงบดี เป็นเกสเฮ้าต์เปิดใหม่
สนนราคาที่พักก็ถูก ราคา 300 บาท ห้องแอร์ด้วย เราใช้เวลาพักผ่อนที่นี่นานจนเกือบ 2 ทุ่ม
จึงได้ออกเดินทางกลับกรุงเทพ ก่อนกลับก็ลองชิมข้าวต้มที่น่านอีกครั้ง 

ราวๆ 20.45 น. เราก็ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพ ตลอดเส้นทาง เราพบกับด่านของตำรวจ
หลายแห่ง แต่ที่ทำให้เรารำคาญใจมากก็คือด่านที่เด่นชัย ก่อนเข้าอุตรดิตถ์ เราก็เจอกับฝนตลอดทาง


"...27 กุมภาพันธ์ 2543 ..."

...บ้านที่แสนสุข...

ประมาณ 04.25 น. เราก็มาถึงแถวๆ สิงห์บุรี จอดนอนที่นั่นสักพัก ก่อนออกเดินทางกลับ
กรุงเทพ เราเข้ามาถึงกรุงเทพเมื่อเวลา 07.00 น. ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน หลับสบายบนที่นอนนุ่มๆ น่าน..เมืองที่เราจะมาเยือนอีกครั้งหนาวหน้า ก่อนที่จะเลยไปหลวงพระบางและเมืองเงินในประเทศ
ลาว 

...แต่ตอนนี้ เราต้องหลับตาก่อนด้วยความเพลีย...


 This page created by "kradandum_online"

1