สิริมงคลในการเดินทางเพราะทางที่เราจะไปต่อไปนี้มีแต่ขึ้นเขาและหมอกก็กำลังโรยตัวหนาขึ้นทุกที
จากศาลเจ้าพ่อภูคาเราใช้ความเร็วได้ไม่มากนักเพราะสภาพอากาศที่ค่อนข้างอันตรายเพราะทัศนวิสัย
ไม่ชัดเจนเนื่องจากหมอกลงจัด
ถนนบางช่วงก็เป็นโค้งหักข้อศอก มองแทบไม่เห็น
กว่าจะคลานมาถึง อ. บ่อเกลือได้ก็ประมาณ 09.15 น.
บ้านเรือนตั้งอยู่ตามไหล่เขา มีถนนเล็กๆ
พาเราเข้าสู่หมู่บ้าน จากถนนหลัก เราเลี้ยวขวาไปสัก
1 ก.ม. ก็จะถึงบริเวณทำเกลือภูเขา
ที่เราเห็นก็มีเพียงบ่อน้ำ
1 บ่อ กับโรงต้มน้ำเกลืออีก 1 หลัง
คนต้มเกลือบอกว่าบ่อน้ำนี้เป็นสมบัติสาธารณะเฉพาะชาวบ้านบริเวณนี้
เท่านั้น
ใครอยากได้เกลือก็มาตักน้ำไปต้ม ต้มได้ก็เอาไปขาย หรือ
เก็บไว้ใช้ในครัวเรือน
ชาวบ้าน
หมู่อื่นไม่สามารถมาใช้บ่อนน้ำนี้ได้
เราแวะเข้าไปดูการทำเกลือภูเขาที่เพิ่งเสร็จหมาดๆ
แล้วก็
อุดหนุนเขามา 20
กิโลกรัมในราคา ก.ก. ละ 5 บาท
จากหมู่บ้านที่ทำเกลือ เราวิ่งรถย้อนกลับทางเดิม
มาถึงถนนหลักให้เลี้ยวขวา
วิ่งรถต่อไป
ประมาณ 500 ม.
ก็จะถึงสามแยกถ้าเลี้ยวขวาก็จะลงไป อ. สันติสุข
แล้วกลับเข้าเมืองน่าน
ชาวบ้าน
บอกว่าทางดี
แต่อ้อมหน่อยถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปทาง อ.
เฉลิมพระเกียรติ เส้นทางสู่ห้วยโกร๋น
เราตัดสิน
ใจเลี้ยวซ้ายตามที่เราตั้งใจไว้ ป้ายบอกระยะทางแค่ 79 ก.ม.
เท่านั้นเอง ถ้าวิ่งกันจริงๆคงไม่น่าจะเกิน
ชั่วโมงครึ่งแต่ความเป็นจริงเราใช้เวลาถึง 2
ชั่วโมง
ถนนที่วิ่งไปเป็นถนนที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา วกวนมากข้ามเขาเป็นลูกๆ
สองข้างทางเป็นหน้าผากับหุบเหว นานๆจึงจะพบหมู่บ้านสักแห่ง
แต่หมู่บ้านที่นี่เขามีจานรับสัญญาณดาวเทียมด้วยแหละ อิจฉาจัง
ทางบางแห่งก็ชันต้องลากเกียร์ 1
ถึง
จะมีแรงวิ่งขึ้น
กว่าจะหลุดพ้นถนนเลียบเขาก็ 11.00 น.
กว่าเรามาถึงที่ตลาดห้วยโกร๋นเอาตอนเที่ยงตลาดห้วยโกร๋นลักษณะคล้ายกับตลาดชายแดน
ทั่วไป
มีสินค้าที่จำเป็นในการครองชีพ พวก
เสื้อผ้า รองเท้า อาหารแห้ง ขนมปัง
นอกนั้นก็สินค้า
จำพวกก่อสร้าง
ตัวตลาดอยู่ห่างจากชายแดนไม่ไกล
น้านุ้กตั้งใจจะเข้าไปถึงในประเทศลาว แต่เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่
ต.ม.แล้ว
ก็ต้องล้มเลิกความคิดเพราะเขาบอกว่าเข้าไปก็เสียเวลาเปล่า
เพราะสินค้าที่ขายก็เหมือนกับที่ตรงนี้ ตัวตลาดก็ไม่ดีแถมต้องเสียค่าผ่านด่านอีก
เราเลยหันหน้ากลับ อ. ปัว ดีกว่า ทางไป อ.ปัว
ก็ต้องขึ้นเขา ลงเขาเหมือนกัน
คราวนี้เราต้องทำเวลานิดหนึ่ง
เพราะทุกคน
เริ่มหิวแล้ว ที่ปัวเราแวะทานอาหารที่ร้านบุญธรรมรสเลิศ
หลังจากวนหาร้านอาหารมานาน ที่ร้าน นี้จะมีอาหารขายสารพัด
ตั้งแต่ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง อาหารตามสั่ง
อาหารรสชาติเด็ด อร่อยมาก
อาจจะเป็นเพราะเราหิวก็เป็นได้เลยเจริญอาหารได้ดี
จากปัวเรา มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองน่าน เพื่อแวะชมพิพิธภัณฑ์
และไหว้พระธาตุแช่แห้ง
ก่อนเข้าเมืองน่านเราเจอกับฝนกลุ่มเล็กๆ
จุดแรกที่เราแวะไปชมก็คือพิพิธภัณฑ์
เพราะที่นี่เค้ามีงาช้างดำ
ซึ่งเป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่าน
เก็บไว้ในห้องแสดงที่แน่นหนา
นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเครื่องใช้สมัยเก่าที่ขุดพบที่เมืองน่าน
และ
วัฒนธรรมของชนกลุ่มต่างๆจัดไว้ให้ศึกษา เช่น
ผีตองเหลือง เป็นต้น เราจำเป็นต้องทำเวลาเร็วขึ้น
เพราะเรายังมีวัดอีก2-3 วัดที่เราต้องการไปชมจากพิพิธภัณฑ์เราเดินข้ามฝั่งมาอีกด้านก็จะพบ
วัดช้างค้ำวรวิหาร
ภายในวัดจะมีเจดีย์ที่สร้างขึ้นตามแบบทรงระฆังคว่ำ
ที่ใต้ฐานระฆังจะมีช้าง
ยืนแบกระฆังอยู่
ภายในวิหารจะมีพระพุทธรูปให้เราสักการะ จากวัดช้างค้ำ
เราเดินไปอีกประมาณ 500
เมตรก็จะพบกับวัดภูมินทร์
วัดแห่งนี้แปลกตรงที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานทั้ง 4 ด้านอยู่ตรงกลาง
วิหาร และ
ประตูวิหารแต่ละบานแกะสลักไว้สวยงามมาก
จากวัดภูมินทร์เรารีบตรงดิ่งไปยังวัดพระธาตุ
แช่แห้ง
เพราะขณะนั้นเวลาใกล้ 5 โมงเย็นแล้ว เรารีบนมัสการองค์พระธาตุ
แล้วออกมาเดินเล่นชิม
ไอศกรีมที่ด้านนอกองค์พระธาตุ
ผู้คนยังคงเดินทางนมัสการอยู่เรื่อยๆ
ไอศกรีมที่นี่อร่อยมาก
วันนั้น
เราสั่งให้ใส่ขนมปัง คนขายเขาหยิบขนมปังแผ่นขึ้นมา
แทนที่จะเป็นขนมปังกลมแบบฝรั่งเศส
เขาผ่าขนมปังไสลด์ ออกเป็น 2
ด้าน แล้วตักไอสกรีมใส่ลงตรงกลางพร้อมเครื่องเคียงเช่น
ข้าวเหนียว
ลูกชิด เป็นต้น เราคนเดียวทานเสีย 4 อัน
อร่อยจริงๆ
จากวัดพระธาตุแช่แห้งเราวนหาที่พักก่อน
เดินทางกลับเข้ากรุงเทพ
ในที่สุดเราก็ได้ที่พักที่ ริมสวน
เกสเฮ้าต์
เงียบสงบดี เป็นเกสเฮ้าต์เปิดใหม่
สนนราคาที่พักก็ถูก ราคา 300
บาท ห้องแอร์ด้วย เราใช้เวลาพักผ่อนที่นี่นานจนเกือบ 2
ทุ่ม
จึงได้ออกเดินทางกลับกรุงเทพ ก่อนกลับก็ลองชิมข้าวต้มที่น่านอีกครั้ง
ราวๆ 20.45 น. เราก็ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพ ตลอดเส้นทาง
เราพบกับด่านของตำรวจ หลายแห่ง
แต่ที่ทำให้เรารำคาญใจมากก็คือด่านที่เด่นชัย
ก่อนเข้าอุตรดิตถ์
เราก็เจอกับฝนตลอดทาง
|