แม่ฮ่องสอน หรือที่เรียกกันว่า "เมืองสามหมอก" ท่านคงอยากทราบว่าทำไมใครๆ ถึงได้เรียก 
จังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าเมืองสามหมอก จากที่ได้อ่านและได้ทราบมาเขาว่ากันว่าแม่ฮ่องสอนเป็นเมือง
ที่มีหมอกเกือบตลอดปี แต่แค่คำว่า "หมอก" มันก็อาจจะทำให้หลายๆ แล้วก็ต้องคิดเหมือนกันว่าจะ
ต้องเป็นเมืองที่มีบรรยากาศดีมากๆ และอยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศอย่างที่ชื่อบอก แต่ ย้ำว่าแต่
เพราะเมืองสามหมอกไม่ใช่เมืองที่เราทุกคนจะไปได้ง่ายดายอย่างที่ใจคิด ส่วนเหตุผลนั้นท่านจะได้
พบในบทความนี้ต่อไป 

แม่ฮ่องสอนนอกจากจะถูกเรียกว่าเมืองสามหมอกแล้ว เขามีฉายาอีกอย่างหนึ่งซึ่งถ้าใครได้ยิน
ก็ต้องรู้ว่าเป็นแม่ฮ่องสอนนั่นคือ "เมืองพันโค้ง" เขาว่ากันว่ามีถึงพันหกร้อยกว่าโค้งกันเลยทีเดียว
เอาล่ะถ้าท่านใดคิดที่จะไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนตอนนี้ละก็ให้คิดทบทวนใหม่อีกทีว่า ท่านจะขับรถ
ไปเองหรือจะเหมารถให้คนอื่นขับไป หรือถ้าท่านมีอันจะกินสักหน่อยก็นั่งเครื่องบินไป แต่สำหรับ
ผู้เขียนคงต้องบอกว่าถ้าจะให้สนุกและได้รสชาติก็ต้องขับรถไปเอง
แต่จะสนุกบนความเสี่ยงไป
หรือเปล่าก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน แต่เราก็ผ่านมันมาแล้ว และที่สำคัญเราได้เก็บเอาความ
ประทับใจมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ฟัง อยากรู้ว่าถ้าเพื่อนๆ ได้ฟังหรือได้อ่านกันแล้วจะอยากไปกัน
หรือเปล่า ก็ต้องลองอ่านดูกันว่าจะสนุกสนานและหวาดเสียวขนาดไหนกัน

สำหรับการท่องเที่ยวครั้งนี้เรามุ่งมั่นที่จะท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างเดียว อยากรู้นักว่า
เมืองแห่งสามหมอก หรือ เมืองแห่งขุนเขา หรือเมืองกระเหรี่ยงคอยาว หรือ เมืองพันโค้ง มันจะเป็น
ยังไงกัน ก็เพราะเราได้ฟังสมญานามของเมืองนี้มันช่างมากมายจนอยากจะไปให้เห็นกับตา จุดหมาย
ของเราก็เลยเป็นแม่ฮ่องสอนอย่างเดียว แต่ก็อีกนั่นแหละที่เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เมื่อเราเอ่ย
คำกับเพื่อนๆ ว่า "ปลายปีนี้เราจะไปเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวและจะไปดูหมอก ดูชาวเขากระเหรี่ยงคอยาว
...... ที่แม่ฮ่องสอน"
พอสิ้นสุดคำของเรา ก็มีเสียงแทรกออกมาทันทีว่า "แน่ใจแล้วเหรอ", "ตัดสินใจดี
แล้วเหรอ", "ดูดวงก่อนหรือยัง"
และอื่นๆ อีกมากมาย เรานึกใจว่ามันช่างเป็นคำอวยพรที่ดีเยี่ยมก่อน
การเดินทางเสียจริงๆ แต่เป็นเพราะเราเป็นคนชอบเที่ยวแบบลุยๆ จึงไม่เป็นปัญหา ไม่ว่าเพื่อนๆ จะ
บอกว่า "ขับรถไม่คล่องอย่าไปเลยมันโค้งเยอะมาก และเป็นโค้งที่อันตรายด้วย" หรือคำพูดที่บอกว่า 
"หน้าผาทั้งนั้นเลยนะ กล้าขับเหรอ นั่งเครื่องบินไปดีกว่า" แต่ในใจก็ค้านว่าถึงจะมีเงินมากมายเราก็
คงไม่นั่งเครื่องบินหรอกเพราะเราว่ามันสบายไปไม่สนุกแน่ ซึ่งบางคนก็อาจจะไม่คิดอยากที่เราคิด 
แต่เราคิดว่ามีหลายๆ คนที่คิดเหมือนเราอีกมาก หรืออาจจะเป็นคุณก็ได้

การเดินทางครั้งนี้ของเราก็เหมือนทุกครั้งที่จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องหาข้อมูลก็คงหนีไม่พ้น
อินเทอร์เน็ตและหนังสือ อสท.
ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว, สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
หรือแม้กระทั่งชักชวนเพื่อนซี้ในกลุ่มร่วมเดินทางไปด้วย แต่สุดท้ายเราก็ผิดหวังเมื่อรู้ว่าเพื่อนๆ 
ไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับเราได้ บางคนก็ติดงาน บางคนบอกว่าไม่ว่าง หรือบางคนบอกว่ามันเป็น
การท่องเที่ยวที่ไกลและใช้เวลานานเกินไปและที่สำคัญคืออันตราย หลากหลายเหตุผลของเพื่อนๆ 
แต่ด้วยความดื้อประกอบกับความอยากของเรา เราก็เลยชวนสามีสุดที่รัก ใครบางคนที่อ่านอาจจะ
อยากอาเจียน เอาเป็นว่าผลสุดท้ายเราก็ได้ฮันนีมูนกันสองคนที่แม่ฮ่องสอน เพราะเราไม่มีเพื่อนๆ 
ไปด้วยกับเราเลยจริงๆ แต่ผู้เขียนก็ขอบอกตรงๆ เหมือนกันว่าพอย้อนกลับไปคิดว่าไปได้ยังไงสองคน
ในสถานที่ที่ไม่รู้จักทั้งผู้คนและเส้นทาง แต่ถ้าใครอยากจะทำแบบเราก็ได้นะเพราะว่ามันเป็นความ
ประทับใจที่ไม่มีวันลืมเลย สำหรับการเดินทางในครั้งนี้

ไม่มีเพื่อนมากมาย แต่เราก็เตรียมตัวกันเยอะเหมือนกัน ที่สำคัญมากที่สุดคือแผนที่การเดินทาง
จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราใช้ปากกาสะท้อนแสงลากกันเป็นเส้นทาง และที่พักจุดเป็นวันต่อวันตั้งแต่วันแรก
จนถึงวันสุดท้ายเลยทีเดียว บางคนอาจจะคิดว่ามันโอเว่อร์ไปหรือเปล่า แต่เราขอบอกว่าการทำแบบนี้
ทำให้การเดินทางของเราสนุกขึ้นและปลอดภัย ไม่มีปัญหาใดๆ เลยไม่ว่าจะเรื่องหลงทาง หรือหาที่พัก
ไม่ได้ หรือเที่ยวได้ไม่ครบตามที่ได้วางแผนไว้ เราเดินทางด้วยรถส่วนตัว เป็นรถกระบะมีแค้ปและมี
หลังคา สำหรับคนสองคนเราสามารถที่จะใส่อะไรลงไปก็ได้แม้กระทั่งผ้านวม,ผ้าห่ม หรือเบาะบางๆ 
สำหรับรองนอนเพราะที่ที่เราจะไปจะใช้เต็นท์นอนกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องอาหารการกิน ก็คงต้อง
เป็นมาม่า ปลากระป๋อง อาหารแห้งต่างๆ รวมไปถึงเตาแก๊สปิกนิก เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าเราจะไป
เจออะไรบ้าง แผนการท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนคราวนี้เราตั้งเวลาไว้ ๓ คืน ๔ วัน สำหรับเราคนทำงาน
ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องท่องเที่ยวช่วงเทศกาล แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางเยอะดีไม่เหงา

วันแรกของการเดินทางเราออกจาก กรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้า โดยใช้เส้นทางบางบัวทอง ใช้วงแหวน
ตะวันตกตามเส้นทางสาย ๓๒ สู่ภาคเหนือ ผ่าน จังหวัด อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ประมาณ
กิโลเมตรที่ ๒๕๐ เข้าสู่เส้นทางสาย ๑ ประมาณกิโลเมตรที่ ๔๑๕ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 
๑๐๕ มุ่งสู่ อ.แม่สอด ระหว่างทางประมาณกิโลเมตรที่ ๓๕ มีวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกลานสาง
เราก็ไม่พลาดที่จะต้องแวะเข้าไปดูสิว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง 

เราไปถึงวนอุทยานเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.ภายในวนอุทยานมีน้ำตกสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ แต่ใน
ขณะที่เราไปกันนั้นมีผู้คนมากพอสมควรจึงทำให้เราเดินชมได้ไม่สะดวก แต่เท่าที่เราเห็นก็มีแอ่งน้ำพอ
ให้ผู้คนที่มาเที่ยวชมได้เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สิ่งที่เราสองคนประทับมากที่วนอุทยานแห่งนี้คือ หน้า
อุทยานมีลิงตัวหนึ่ง เราคิดว่าคงเป็นลิงที่เจ้าหน้าที่อุทยานได้เลี้ยงเอาไว้เป็นลิงที่ขาด้วนทั้งสองข้างซึ่งน่า
สงสารมาก เห็นแล้วทำให้เราใจหายและคิดว่าคงมีใครไปทำร้ายมัน ใครนะช่างใจดำจริงๆ เราออกจาก
อุทยานเพื่อเดินทางต่อไปยังตัว อ.แม่สอดเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงกัน สำหรับอาหารเที่ยงมื้อนี้ เราไป
ทานกันที่ แม่น้ำเมย หรือที่เรียกกันว่าตลาดริมเมยซึ่งเป็นชายแดนติดกับพม่า เราถือโอกาสทานข้าวและ
เดินเที่ยวสักพักใหญ่

เนื่องจากว่าเราได้เคยไปมาแล้วเลย ทำให้เราใช้เวลากับตรงนี้ไม่นานนัก เราก็เดินทางต่อเพื่อจะเข้า
ไปยังตัวอำเภอจองโรงแรมพัก แล้วอุปสรรคแรกของเราก็มาถึงเมื่อเราหาโรงแรมที่เราได้รายชื่อมาไม่เจอ 
เราตั้งใจจะถามคนแถวนั้นเลยถือโอกาสเติมน้ำมันไปด้วยเลย เราได้แผนที่ของตัวอำเภอแม่สอดมาและ
โรงแรมที่เราไปพักก็เป็นโรงแรมแรกที่เราเจอ ชื่อโรงแรม First เป็นโรงแรมขนาดปานกลาง เราเข้าจอง
ห้องพักเวลาประมาณเกือบบ่ายสองโมง หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราก็ตั้งใจจะไประลึกความหลังกันที่
น้ำตกพาเจริญและถือโอกาสจะไปเล่นน้ำกันด้วย 

คิดได้เราก็ออกจากโรงแรมเตรียมผ้าขนหนู และเสื้อผ้าไปเพื่อเล่นน้ำที่น้ำตกพาเจริญ ซึ่งต้องเดินทาง
ย้อนกลับมาทางเดิม แต่ไม่ไกลมากนักโดยใช้เส้นทางที่มุ่งสู่ อ.อุ้งผาง นั่นเอง เราเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
จนกระทั่งประมาณเกือบห้าโมงเย็นเราก็ออกจากน้ำตกพาเจริญพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ กลับเข้าโรงแรม 
แต่ก็อีกนั่นแหละอยากจะท่องราตรีเมืองแม่สอดขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่เราไม่ไปกางเต็นท์พักที่น้ำตกพาเจริญ
เราออกจากโรงแรมอีกครั้งเพื่อรับประทานอาหารเย็นและถือโอกาสเที่ยวตัวอำเภอในบรรยากาศตอนกลางคืน 
อาหารเย็นของเราวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ อร่อยมากแต่น่าเสียดายที่เราจำไม่ได้ว่าอยู่ตรงส่วนไหนของ
อำเภอ เราจะได้บอกต่อว่าอร่อยจริงๆ เพราะเขาจะใส่กากหมูกรอบๆ ให้เยอะมาก 

ทานอาหารกันอิ่มท้องแล้วเราสองคนก็ขับรถเที่ยวเมืองกัน เป็นโอกาสและโชคดีของเรามากที่พอดีวันนั้น
มีงานวัดซึ่งเขาจัดใหญ่มาก บรรยากาศก็เหมือนกันงานวัดต่างจังหวัดทั่วๆ ไป มีขายของใช้ ของกิน, เล่นเกม
สอยกัลปพฤกษ์ แต่ที่พิเศษกว่านั้นงานนี้เราได้เห็นชาวพม่าเยอะมากเกือบจะเท่าๆ กับคนไทยที่มาเที่ยวงาน 
ทุกคนประแป้ง แต่งตัว ซึ่งบ่งบอกได้ว่าเป็นชาวพม่านอกจากภาษาที่แตกต่างจากคนไทยแล้วเราก็รู้ได้ทันทีว่า
เป็นชาวพม่า เราสอยกัลปพฤกษ์เพื่อความสนุกสนาน ได้มาม่าคนละห่อ เราสรุปกันว่าเขาคงรู้ว่าเราเป็น
นักท่องเที่ยวเลยแจกมาม่ามาให้กินกันระหว่างการเดินทาง

เราเที่ยวในงานวัดกันจนทั่วงานโดยไม่มีความเหน็ดเหนื่อย เพราะนอกจากเราได้เห็นสิ่งของที่วางขาย
แปลกตาแล้วก็ยังได้เห็นชีวิตวัฒนธรรมของคนอำเภอเมืองแม่สอดไปด้วย มันก็สนุกไปอีกแบบ นับว่าคุ้มค่า
แล้วสำหรับเราสองคนในการมาเยี่ยมเยือนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากในครั้งนี้ ซึ่งครั้งแรกเราตั้งใจว่าจะเป็น
เพียงแค่สถานที่พักค้างคืนก่อนที่จะตะลุยเที่ยวตามเส้นทางพันโค้งต่อไปในวันพรุ่งนี้เท่านั้น แต่กลับเป็นที่ที่
เราประทับใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนกลับเข้าที่พักเราตัดสินใจแวะซื้อผ้านวมผืนใหญ่มาหนึ่งผืน เพราะคิด
กันว่าพรุ่งนี้จะต้องเป็นอะไรที่หนาวมากเพราะเราจะต้องตะลุยต่อไปยังทุ่งดอกบัวทอง ดอยแม่อุคอ หลังจากซื้อ
ผ้านวมในราคาที่ถูกแสนจะถูกแล้วเราก็กลับเข้าที่พักนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ วาดภาพดอกบัวตองที่เต็มทุ่ง
อย่างที่เราเห็นในรูปภาพใน อสท. และในอินเทอร์เน็ต ในวันพรุ่งนี้อย่างสุขใจลืมเล่าไปว่าอากาศในฤดูหนาว
ของที่นี่ดีมากเลยโดยเฉพาะตอนกลางคืน

ตื่นเช้าวันใหม่วันที่สองของการเดินทางท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนโปรแกรมสำหรับวันนี้จุดหมายปลายทางของ
เราอยู่ที่ดอยแม่อุคอ
หรือที่ใครๆ รู้จักกันในชื่อของทุ่งดอกบัวตอง เราสองคนเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม First
ประมาณ ๘.๐๐ น. ออกจากตัวอำเภอแม่สอดโดยใช้เส้นทางสาย ๑๐๕ เราตั้งใจว่าจะแวะเที่ยวถ้ำอุสุซึ่งเป็นทาง
ผ่าน เราขับมาได้ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร ก็มีแยกทางด้านขวามือบอกป้ายถ้ำอุสุ เราเลี้ยวเข้าไปชมถ้ำ ถึงถ้ำ
จอดรถเรียบร้อยแล้ว เราเห็นคนยืนอยู่ปากถ้ำเต็มไปหมด เราเพิ่งจะรู้เมื่อไปถึงว่าเขาไม่สามารถที่จะเดินไป
ชมถ้ำเองได้เพราะภายในถ้ำไม่มีไฟฟ้าจะมืดมากต้องเป็นคนที่มีไฟฉายและชำนาญทางเท่านั้นถึงจะเข้าไปได้
ดังนั้นเราเลยต้องจ้างเด็ก ๒ คนซึ่งยืนรอบริการอยู่บริเวณนั้นนำทางให้เรา ตรงปากถ้ำอุสุนั้นจะเป็นน้ำ น้องเค้า
บอกเราว่าถ้าตอนกลางคืนเราไม่สามารถที่จะเข้าไปในถ้ำได้ เพราะน้ำจะปิดปากถ้ำ เราต้องเดินฝ่าน้ำเข้าไป
แต่ก็ไม่ลึกมาก

ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามตระกานตา และเป็นธรรมชาติมาก มีหินย้อยมรกต ซึ่งเมื่อเอาไฟฉาย
ส่องไปจะเห็นเป็นประกายแวววาวสวยงามมาก เสียดายที่เราไม่ได้นำกล้องไปถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะเราไม่คิด
ว่าจะเจอถ้ำที่เป็นธรรมชาติเหลืออยู่มากมายขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าการเดินชมถ้ำเป็นเรื่องที่ลำบาก
สำหรับนักท่องเที่ยวและไม่มีไฟฟ้าภายในถ้ำทำให้ถ้ำยังคงเป็นธรรมชาติอยู่มาก เราใช้เวลาอยู่ภายในถ้ำ
นานพอสมควร แล้วก็ขึ้นรถเดินทางต่อกลับมาสู่เส้นทางเดิมคือเส้นทางสาย ๑๐๕ ผ่านอำเภอแม่ระมาด 
อ.ท่าสองยาง เส้นทางเส้นนี้เป็นเส้นทางที่ติดริมชายแดนพม่ามากเราสามารถมองเห็นฝั่งซ้ายมือเป็นฝั่ง
ของประเทศพม่า เส้นทางบางช่วงแทบจะข้ามฝั่งเดินไปพม่าได้เลยทีเดียว บางช่วงก็จะเจอหมู่บ้านชาวเขา 
ดูแปลกตาและเป็นธรรมชาติมากๆ ระหว่างการเดินทางเราเจอขบวนรถฮาร์เล่ย์ คาดว่าคงจะเดินทางไป
แม่ฮ่องสอนเหมือนกันเรา 

อ่านต่อค่ะ*** อ่านหน้าต่อไปค่ะ ***

เพื่อความสะดวกในการอ่านโปรดตั้งค่าหน้าจอเป็น 800x600
และดูด้วยโปรแกรม Internet Explorer ครับ