สองข้างทางเส้นทางสวยมาก
แต่มีบางช่วงที่กำลังซ่อมแซมและขรุขระต้องขับด้วยความระมัดระวัง
และใช้ความเร็วได้น้อยมาก
เราเดินทางกันด้วยความไม่แน่ใจ
เพราะเหตุเกิดจากเราไม่รู้จักเส้นทางต้อง
กางแผนที่ตลอด และที่สำคัญ
ตัวเมืองหรือตัวอำเภออยู่ห่างกันมากจนบางครั้งเราสองคนมองหน้ากันด้วย
ความไม่แน่ใจว่าเรามาถูกทางหรือเปล่าเนี่ยแต่เมื่อเห็นป้ายก็ทำให้เรามั่นใจว่าเราได้มาถูกทางแล้ว
เราพักทานอาหารกลางวันที่อำเภอแม่สะเรียง
แล้วเดินทางต่อไปยังเป้าหมายของเรา
โดยใช้เส้นทาง
เดิมคือ ๑๐๕
ผ่านอำเภอแม่ลาน้อย อ.ขุนยวม
วันนี้เป็นวันของการเดินทางจริงๆ
ยอมรับว่าเหนื่อยมาก
เพราะทางเป็นถนนรถสวนกัน
เป็นทางโค้งและมีซ่อมแซมบางช่วงทำให้รู้สึกสงสารคนขับรถมาก
กว่าเราจะ
มาถึงอำเภอขุนยวมได้ก็เกือบ
บ่ายสี่โมงเย็น
อำเภอขุนยวมเป็นที่ตั้งของทุ่งดอกบัวตอง
ประมาณกิโลเมตร
ที่ ๒๐๕ จะมีทางแยกขวา
เส้นทาง ๑๐๖๓
ไปทุ่งดอกบัวตอง
ระหว่างทางเข้าเป็นเขาอันตรายพอสมควร
และที่สำคัญคือ
เป็นถนนดินลูกรัง
รถเราจากที่เคยเป็นสีเขียวขี้ม้ากลายเป็นสีเขียวอมแดงโดยอัตโนมัติ
รถเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ
ก็ไม่ต่างกันเท่าไร
มีทุ่งดอกบัวตองเต็มสองข้างทาง
เหมือนเป็นออเดิร์ฟให้เรา
อยากเห็นทุ่งดอกบัวตองมากยิ่งขึ้น
ไม่นานนักเราก็มาถึงทุ่งดอกบัวตอง
พร้อมกับผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก
และเต็นท์ก็มากพอๆ กัน
แต่เราสองคนแทบจะหายเหนื่อยเพราะทุ่งดอกบัวตองเป็นทุ่งที่สวยงามมากจริงๆ
มีดอกบัวตองบานสีเหลืองเต็มเขาไปหมด
สมกับความบอกเล่าจริงๆ
เพราะช่วงที่ไปเป็นช่วงที่ดอกบัวตอง
บางเต็มที่ประมาณเดือนพฤศจิกายน
เรายืนอยู่ที่ทุ่งดอกบัวตองขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ
๑๗.๓๐ น.
ซึ่งดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว
แต่แผนการท่องเที่ยวของเราจะต้องไปดูน้ำตกแม่สุรินทร์ให้ได้
ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงและสวยมากจากคำบอก
เล่าของคนที่ไปมาแล้ว
แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวจะค่ำมืดเกินกว่าที่เราจะหาที่กางเต็นท์ได้ที่ทุ่งดอกบัวตอง
ในที่สุดเราก็ออกรถมุ่งหน้าต่อไปที่น้ำตกแม่สุรินทร์ตามป้ายบอกอีกประมาณ
๑๑ กม. ระหว่างทางสู่น้ำตก
เราสองคนแทบจะถอดใจ
เพราะฟ้าเริ่มมืดที่สำคัญทางเป็นดินลูกรัง
และเป็นทางสวน
ข้างทางก็เห็นเหว
หากพลาดนิดเดียวมีหวังเราสองคนไม่ได้กลับมาทำงานกรุงเทพฯ
แน่นอน แต่ไหนๆ
ก็ต้องไปต่อเพราะเรา
เห็นเพื่อนร่วมทางตามหลังเรามาอีกเพียบ
ถึงน้ำตกแม่สุรินทร์
ยังสามารถที่จะมองเห็นสายน้ำตกที่ตกลงมา
จากเขาได้ชัดเจน
และสามารถถ่ายรูปตรงจุดชมวิว
เก็บเป็นที่ระลึกได้
เราเสียดายมากที่ไม่ได้เดินลงไปสัมผัสกับสายน้ำตกอย่างใกล้ชิด
เพราะขนาดเรามองจากไกลๆ
ยังเห็นน้ำตกเป็นสายใหญ่ขนาดนั้น
ถ้าเข้าไปใกล้คงใหญ่โตน่าดู
แต่ก็ต้องตัดใจมีเรื่องทำให้เราต้องตัดสินใจ
อีกแล้วเพราะที่ทำการน้ำตกแม่สุรินทร์มีที่ให้กางเต็นท์ได้ด้วย
ความคิดเราสองคนสับสนมากว่าจะไปพัก
ที่ทุ่งดอกบัวตองหรือพักเสียที่นี่ดี
ในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่ากลับไปพักทุ่งดอกบัวตองดีกว่าเพราะน่าจะได้
บรรยากาศที่แปลกกว่าที่เราเคยพักมาก
เราก็เลยต้องเดินทางจากน้ำตกมา
แต่เราตกลงทำสัญญากันไว้ว่า
เราจะต้องกลับมา
และจะต้องลงไปสัมผัสกับน้ำตกแม่สุรินทร์อย่างใกล้ชิดในวันข้างหน้าถ้ามีโอกาสให้ได้
เรากลับมาที่ดอยแม่อุคอหรือทุ่งดอกบัวตองด้วยความรีบร้อนเพราะท้องฟ้ามืดสนิท
จอดรถเรียบร้อยแล้ว
เราก็ขนข้าวของที่จะต้องใช้ขึ้นดอย
ลักษณะของดอยแม่อุคอจะเต็มไปด้วยดอกบัวตองถ้าเรามองจากด้านนอก
แต่ถ้าเราได้เข้าไปใกล้
เราจะเห็นว่าต้นดอกบัวตองจะมีลำต้นที่สูงท่วมหัว
และถ้าเดินขึ้นไปบนดอยจะเป็น
เหมือนขั้นบันได
ระหว่างขั้นบันไดจะเป็นพื้นราบเป็นช่องตรงกลาง
ข้างๆ
จะประกอบไปด้วยทุ่งดอกบัวตอง
ทั้งนั้น
ตรงส่วนนี้เราสามารถที่จะกางเต็นท์ได้
ยังไม่ทันที่เราจะไปถึงไหน
ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้า
มา ท่าทางเป็นมิตร
เสนอว่าจะหาฟืนมาให้และจะช่วยกางเต็นท์ก่อไฟให้
เพราะอากาศหนาวๆ
เราจำเป็นจะ
ต้องมีฟืนเพื่อให้ความอบอุ่นตอนนอน
เราตอบตกลงและก็ไม่ผิดหวังเขาช่วยเราทุกอย่างไม่ว่าจะกางเต็นท์
์ให้ด้วยความชำนาญ
เอาฟืนมาให้
ทุกอย่างเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที
เราให้เงินตอบแทนเขาไป ๒๐๐
บาท
โดยไม่แน่ใจว่าเพียงพอกับความช่วยเหลือและน้ำใจที่เขามีให้หรือเปล่า
กางเต็นท์เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็จัดแจงทำมาม่ากินกันโดยแกะมาม่าใส่กะละมัง
๔ ห่อ แล้วนำไปเติม
น้ำร้อนตรงที่ทำการซึ่งเขามีบริการฟรีอยู่ใกล้ๆ
กับจุดที่เราได้กางเต็นท์อยู่
บรรยากาศอยู่ท่ามกลางทุ่งดอก
บัวตอง
เรามีความรู้สึกว่ามาม่าวันนั้นเป็นอาหารที่แสนจะอร่อยมาก
หลังจากทานมาม่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เราก็จัดแจงไปอาบน้ำห้องน้ำที่นี่สะอาดมากและมีจำนวนมากพอเพียงกับนักท่องเที่ยว
หลังจากเสร็จกิจต่างๆ
แล้ว
เราก็เดินเที่ยวดูบรรยากาศตอนกลางคืนรอบๆ
ดอย
ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเยอะไปหน่อยแต่ก็ไม่ทำ
ให้ความสวยของทุ่งดอกบัวตองลดน้อยลงไปเลย
หลังจากชมบรรยากาศตอนกลางคืนโดยรอบแล้วเราก็กลับ
มาพักผ่อนเพื่อเก็บแรงที่จะไปเจอสิ่งที่สวยงามที่ธรรมชาติให้มาต่อในวันพรุ่งนี้
อากาศในคืนนี้ไม่หนาว
มากมายอย่างที่คิด
เราสันนิฐานว่าน่าจะเป็นเพราะนอนท่ามกลางทุ่งดอกบัวตอง
ซึ่งลมหนาวไม่สามารถจะ
มากล้ำกลายได้นั่นเอง
ตื่นเช้าวันที่สามของการเดินทางท่ามกลางดอกบัวตอง
เดินชมบรรยากาศทุ่งดอกบัวตองในตอนเช้า
พร้อมกับถ่ายรูปเป็นที่ระลึกใช้เวลาประมาณ
๑
ชั่วโมงเราก็ต้องลาจากทุ่งดอกบัวตองอันแสนกว้างใหญ่นี้ไป
เพราะอีกนานกว่าเราจะได้กลับมาใหม่
อุปสรรคของเราคือเส้นทางที่จะมาชื่นชมมันช่างจะลำบากและแสน
ไกล
อาหารมื้อเช้าของเราวันนี้เราได้ร่วมวงกับเต็นท์ข้างๆ
เพราะเขามากันเป็นครอบครัวเขาเห็นเรามากัน
แค่สองคนเขาก็เลยชวนให้รับประทานด้วยกัน
เราซึ้งในน้ำใจของเพื่อนร่วมทางกลุ่มนี้มากมีความเป็นกันเอง
และชอบเที่ยวแบบเดียวกัน
เลยคุยกันถูกคอ
เราจากเพื่อนร่วมเดินทางกลุ่มนี้มาพร้อมกับคำขอบคุณที่อาจจะ
ไม่มากพอกับอาหารเช้ามื้อนี้
จัดแจงเก็บข้าวของ, เต็นท์
เรียบร้อยพร้อมจะเดินทางต่อไป
วันนี้จุดหมายปลาย
ทางของเราอยู่ที่
เมืองเชียงใหม่
เดินทางออกจากทุ่งดอกบัวตองพร้อมกับท้องที่อิ่มจากน้ำใจเพื่อนร่วมทางเราเดินทางออกมาสู่เส้นทาง
๑๐๕ เดินทางล่องขึ้นไปที่
ตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ซึ่งใช้เวลาไม่นานเท่าใดนักเราก็มาถึง
เมืองแม่ฮ่องสอน
ขับรถวนเที่ยวในเมือง
แต่ไม่ใช่จุดหมายที่เราจะไป
จุดหมายที่จะไปคือ
วัดพระธาตุดอยกองมู
หรือวัดปลาย
ดอน เป็นปูชนียสถาน
คู่บ้านคู่เมือง
ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
อยู่บนยอดดอยกองมู
ทางตอนใต้ ของตัวเมือง
ทางขึ้นพระธาตุจะชันมาก
ต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง
บริเวณลานจอดรถมีของที่ระลึกขาย
เราเลยซื้อ
ตุ๊กตากระเหรี่ยงคอยาวซึ่งแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของแม่ฮ่องสอน
ไปฝากเพื่อนๆ
เราจุดธูปไหว้พระประจำวัน
กัน และเดินเที่ยวรอบๆ
พระธาตุ
ถ้าเรามองจากตรงพระธาตุลงมาเราจะเห็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอนอย่างชัดเจน
เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานพอสมควรทั้งถ่ายรูปและไหว้พระ
เราก็เดินทางต่อไปดูตัวจริงเสียที
อยากรู้เหมือนกัน
ว่าตัวจริงจะเหมือนกันตุ๊กตาที่เราซื้อมาหรือเปล่า
นั่นคือ
ชาวกระเหรี่ยงคอยาวนั่นเอง
เราออกเดินทางโดยใช้เส้นทางสายเดิมมุ่งหน้าไปสู่
บ.ในสอย
จากข้อมูลที่เราทราบมาเป็นหมู่บ้าน
กระเหรี่ยงคอยาวที่เดินทางสะดวกที่สุด
แต่ไม่เป็นที่นิยม
เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้จักว่าชาวกระเหรี่ยงคอยาว
จะพบได้ที่หมู่บ้านน้ำเพียงดินเท่านั้น
แต่จริงๆแล้วเราสามารถที่จะเยี่ยมชมชาวเขาเผ่านี้ได้โดยเดินทางมา
ที่บ้านในสอยนี้เราก็จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกระเหรี่ยงคอยาวได้เหมือนกัน
ตามเส้นทางจะมีแยก
เลี้ยวซ้ายไป บ.ในสอย
ซึ่งระหว่างทางเข้าหมู่บ้านจะเป็นทางที่แคบและทุรกันดานมาก
บางช่วงของทางรถสอง
คนไม่สามารถวิ่งสวนทางกันได้
ระยะทางจากถนนเข้าไปประมาณ
๑๐
กิโลเมตรแต่ด้วยเหตุที่เส้นทางขรุขระ
มากทำให้เราเสียเวลากับการเดินทางพอสมควร
เราไปถึงตรงจุดจอดรถ
แทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีนักท่องเที่ยวเยอะแยะขนาดนี้
ทั้งคนต่างชาติและ
คนไหน ตรงลานจอดรถเราพยายามมองหากระเหรี่ยงคอยาวแต่ไม่เจอแม้แต่คนเดียวยังคิดว่าเรามาถูก
หรือเปล่าแต่ค่อนข้างมั่นใจ
เพราะมองจากจำนวนรถที่จอดของนักท่องเที่ยว
เราก็พอจะเดาออกว่าเรามา
ไม่ผิดทาง
ลงจากรถเราก็เดินไปตามทางที่เขียนป้ายบอกเราสักประมาณไม่ถึง
๑ กิโลเมตร เราก็จะเห็น
หมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงคอยาว
ลักษณะเหมือนกระท่อมเล็กๆ
ติดกันบ้างห่างกันบ้าง
ส่วนใหญ่จะมีของที่ระลึก
วางขายและมีชาวกระเหรี่ยงคอยาวมานั่งขาย
หรือ
บางคนก็ถ่ายรูปกับนั่งท่องเที่ยวอยู่
เราพยายามจะนั่งคุย
กับเขา
แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควรเพราะด้วยภาษาที่สื่อกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
เราเดินดูชีวิตความเป็นอยู่ของ
ชาวกระเหรี่ยงคอยาว
ด้วยความตื่นตาตื่นใจที่ใช้คำนี้
เพราะเป็นการใช้ชีวิตที่แปลกและไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว
และที่สำคัญคือห่วงที่คอของกระเหรี่ยงผู้หญิงทุกคน
น้อยบ้างมากบ้าง เราได้แอบ
ถ่ายรูปไว้ด้วย
ที่ต้องแอบถ่ายไม่ใช่เพราะว่าเรางกหรอกนะแต่เราอยากถ่ายเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวจะดูเป็น
ธรรมชาติดีกว่า
เราแอบถ่ายรูปไว้เยอะพอสมควร
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า
รูปที่เราถ่ายไว้เสียทั้งม้วน
ยังดีที่เหลือไว้ให้เราชื่นชมรูปหนึ่ง
ก็ถือว่าโขคดีไป
เราใช้เวลาอยู่ที่หมูบ้านชาวเขานี้นานพอสมควรแล้ว
ก็ต้องเดินทางต่อ
จุดหมายปลายทางจุดต่อไปของเราคือ
วนอุทยานถ้ำปลา
เราขับรถมาตามเส้นทางเดิมอีกไม่นานนักเราก็มาเจอแยกซ้ายไปวนอุทยานถ้ำปลา
ผู้คนก็เยอะอีก
เหมือนเคยเดินไปไม่ไกลนักเราก็ได้ทราบคำตอบว่าทำไมถึงชื่อว่าถ้ำปลาเพราะปลายทางที่เราเดินไปกัน
นั้นเป็นถ้ำซึ่งถ้ามองลงไปจะเห็นว่าเป็นถ้ำสำหรับเป็นที่อยู่ของปลาตัวใหญ่
มากมายดูแล้วน่ากลัวมากเพราะ
มันเยอะเหลือเกินถึงแม้ว่าจะมีจุดเดียวที่เราชมได้แต่สองข้างทางระหว่างเดินไปดูร่มรื่นและระหว่างทาง
ก็จะมีลำธารที่มีปลาสวยงามน่าดูมาก
เราขึ้นรถเพื่อที่จะเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่ใครๆ
เรียกกันว่า
"เส้นทางพันโค้ง"
ในที่สุดเส้นทางพันโค้งที่เราเจอช่างเป็นเส้นทางที่โค้งและหักศอก
ที่เรียกว่าไม่เกรงใจคนขับรถเลย
ทีเดียวนอกจากคนขับจะต้องหมุนพวงมาลัยเพื่อหักโค้งแบบสุดๆ
แล้ว
จะต้องเหยียบคันเร่งอย่างสุดๆ
เพื่อ
ขึ้นเขาที่รออยู่ข้างหน้า
ถึงตอนนี้เรายิ่งสงสารคนขับรถเข้าไปอีก
ยังนึกแบบเล่นๆ ว่า
ถ้าจะถอยหลังก็สุดแสน
จะลำบาก
จะไปข้างหน้าก็ต้องเจออีกเป็นพันกว่าโค้ง
แล้วจะทำยังไง
หรือจะต้องจอดรถอยู่ที่แม่ฮ่องสอน
แล้วนั่งเครื่องบินกลับกันดี
ถ้าเป็นคุณคุณจะทำยังไง
แต่สำหรับเราล่ะก็พันกว่าโค้งนั่นแหละคือสิ่งที่ท้าทาย
อย่างหนึ่งที่เราอยากจะลองดูระหว่างทางที่แสนจะคดเคี้ยวเลี้ยวโค้งแบบไม่ได้หายใจอยู่นั้น
เราเห็นรถตู้ที่อยู่
ข้างหน้ามีสติกเกอร์แปะอยู่เขียนว่าเราคือผู้พิชิต
๑๖๔๘ โค้ง (ถ้าจำไม่ผิด
หรืออาจจะประมาณนี้)
เราก็พา
กันขำแต่ก็นึกในใจว่า "จะไหวหรือนี่"
แต่ก็ไม่พูดให้คนขับถอดใจอย่างแน่นอนเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราคง
ต้องลำบากแน่
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราจะมาถึง
อ.ปายได้
จุดมุ่งหมายของเราคือ จังหวัดเชียงใหม่
แต่อีกนั่นแหละว่าเราขับรถได้เต็มที่แค่
๕๐ กม./ชม.
เวลาก็เร็วเสียเหลือเกินสำหรับฤดูหนาว
เราผ่าน
ตรงปากทางเข้า
วนอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
เกือบห้าโมงเย็นเราสองจิตสองใจว่าจะเข้าไปพักที่ห้วยน้ำดัง
ดีหรือเปล่าแต่ก็เปลี่ยนใจเพราะว่าเรารู้ว่าคนขับเหนื่อยมาทั้งวัน
ได้เวลาแล้วที่คนขับจะต้องได้พักผ่อนอย่าง
สบายๆ
ไม่ใช่จะต้องนอนเต็นท์อีก
เลยต้องฝ่าโค้งไปอีกจนในที่สุดเราก็แทบจะวิ่งไปขอสติกเกอร์เหมือนรถ
ตู้คันนั้นมาติด
เพราะความภูมิใจอย่างสุดๆ
จากเขตอำเภอแม่แตงเราสามารถเลี้ยวขวาลงมายังจังหวัด
เชียงใหม่ได้
เรามาถึงตัวเมืองเชียงใหม่ในเวลาประมาณเกือบ
๑ ทุ่ม
พักโรงแรมใกล้คูเมืองเชียงใหม่
อาบน้ำแต่งตัว
เสร็จเรียบร้อยเราก็ไม่วายต้องออกมาท่องราตรีเมืองเชียงใหม่
จุดที่เราอยากไปมากที่สุดคือไนค์บาร์ซาร์
แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่มีแผนที่ตัวเมืองเชียงใหม่ทำเอาเราหลงกันจนงงไปหมด
สุดท้ายก็ต้องถาม
และเราก็หาเจอจนได้
แต่ไม่ได้ดังใจคิดเราหาที่จอดรถไม่ได้เลย
และคิดว่าไม่เป็นไรเพราะไม่ต่างจาก
กทม.เราเท่าไหร่นัก
เราเลยหันหลังให้ไนท์บาร์ซาร์
แล้วมาหาอาหารเย็นหรือแทบจะดึกที่ใกล้ๆ
โรงแรม
หลังจากทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็กลับเข้าโรงแรมนอนพักผ่อนด้วยความอ่อนล้า
ตื่นเช้าจากเชียงใหม่เราก็เดินทางกลับกทม.
โดยใช้เส้นทาง สาย ๑๑
และบรรจบกับสาย ๑
สายเส้นทาง
เดิมกลับสู่ กทม.ด้วยความประทับใจและเหนื่อยล้า
แม่ฮ่องสอนจึงเป็นจังหวัดที่เราสองคนไม่ลืมจนทุกวันนี้เพราะถ้าจะให้เราไปอีกเราก็คงคิดหนักมาก
แต่บางอย่างหรือบางที่ทำให้เราอยากจะกลับไปแต่เราเชื่อว่าธรรมชาติและความสวยงามของเมืองนี้เรา
จะต้องไปอีกครั้ง
เพราะแม่ฮ่องสอนเป็นเมือง
"หมอกสามฤดู
กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี
ผู้คนดี
ประเพณีงามลือนามถิ่นบัวตอง"
ประทับใจจริงๆ.
|