Refresh visit our sponsor


๑....จะแบกเป้ไปนอนป่า

เรื่องมันเริ่มที่ตรงไหนนะ บทสนทนาเล็กๆในเวปบอร์ด คุยกันอีท่าไหนไม่รู้จู่ๆมาจบลงตรง
ในป่า "ภูกระดึง" เป็นเป้าหมายแรกแต่มีปัญหาติดขัดเล็กน้อยเลยเปลี่ยนแผนไป "ภูผาจิต"ที่
อช.น้ำหนาวแทน " หนีเสือปะจระเข้ฉันใด หลบภูกระดึงได้ก็ไม่พ้นภูผาจิตฉันนั้น" ว่าไงว่าตามกัน 
วันเดินทางถูกกำหนด ๒๓-๒๕ กันยายน ๒๕๔๓ 

เดินทางครั้งนี้...ชายแปลกหน้าแต่ไม่แปลกใจที่พาไปคือ "คุณธรรมรัตน์ สุขพินิจ" แห่งชมรม
นักนิยมธรรมชาติ สมาชิกชมรมฯมาทั้งหมด ๖ คน และหนึ่งในนั้นมีนักเขียนสารคดีที่ฉันชื่นชอบ
มาด้วย โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับผีเสื้อ "คุณเกรียงไกร สุวรรณภักดิ์ " อดตื่นเต้นเล็กๆไม่ได้ 
ส่วนฉันมีเพื่อนรุ่นน้องไปด้วยอีก ๒ คน เราทั้งสามไม่ได้สังกัดชมรมใดเลย พรรคอิสระ (ตอนหลัง
เราเข้าสังกัดชมรมนักนิยมธรรมชาติ..) 

การเดินทางครั้งนี้คุณธรรมรัตน์ เป็นคนติดต่อกับทางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ฉันกับเพื่อน
เตรียมเพียงสัมภาระ กายและใจ..เท่านั้นเอง

ทางอุทยานฯจัดเจ้าหน้าที่นำทางและดูแลช่วยเหลือตลอดการเดินทางให้ ๕ คน รวมทั้งทีมมี 
๑๔ คน ชาย ๙ หญิง ๕

เช้าวันที่ ๒๓ กันยา 

พร้อมหน้าพร้อมตากันตอนเก้าโมง รถตู้พาเราบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๖๙ ส่งเราข้างทางบอกว่า
ถึงแล้ว "ตรงไหน ?" ฉันมองเห็นแต่ต้นไม้ขึ้นรกไปหมด เจ้าหน้าที่บอกว่าตรงทางรกๆนั่นแหละคือ
เส้นทางที่จะไป "ใครเปลี่ยนใจก็ขึ้นรถตู้กลับที่ทำการฯ" ใครบางคนพูดขึ้นลอยๆแต่สายตาปรายมา
ทางฉัน ฉันได้แต่หัวเราะแห้งๆ ถอยได้ไงมาแล้วนี่นา แอบสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดรวบรวมกำลังใจ
เล็กน้อยก่อนจะแบกเป้ขึ้นหลังเดินตามเจ้าหน้าที่...เข้าป่า

๒...ป่าไผ่และกระทือ

ป่าไผ่เป็นด่านแรกที่เราผ่าน เดินและเดินไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ เดินขึ้นๆลงๆ เส้นทางเดิน
ค่อนข้างสะดวกไม่ลำบากเท่าไรนัก แต่กระนั้นฉันก็อดที่จะเหนื่อยและหอบไม่ได้ เดินไปได้ทีละไม่
เท่าไหร่ก็หยุดพัก เป้บนหลังดูเหมือนว่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน เถาวัลย์
ทุกเส้นล้วนเป็นเพื่อนให้เกาะเกี่ยว เหนี่ยวโหนและอิงแอบยามอ่อนล้า 

เราหยุดพักกันเป็นระยะ ที่พักนานหน่อยก็บริเวณเนินยุงหาม (ใครบางคนตั้งชื่อ เกือบเปลี่ยนชื่อ
เป็นเนินหามฉัน) ประมาณว่ายุงเยอะมาก ฉันคงดูแย่มากจนเพื่อนที่ไปด้วยหวั่นๆว่าจะเป็นลมเพราะ
หน้าซีดมาก ฉันต้องบอกว่า หน้าซีดน่ะปกติแต่ถ้าหน้าแดงน่ะผิดปกติ นั่งพักดื่มน้ำและพึ่ง "ท่านเจ้าคุณ"
สูดดมเฮือกใหญ่ๆ ให้พอมีแรงขึ้นมาบ้าง 

เมื่อทุกคนหายเหนื่อยก็ไปกันต่อ ฉันพึ่งท่านเจ้าคุณตลอดเส้นทางถึงแม้เส้นทางจะไต่ระดับขึ้น
เรื่อยๆ แม้จะเหนื่อยบ้างโดนยุงกัดบ้าง แต่ดอกไม้สีแดงสดข้างทางก็พอจะช่วยให้สดชื่นขึ้นได้บ้าง 
ดอกสีแดงสดที่ว่าคือ "ดอกกระทือ" อย่างน้อยๆ สีแดงของดอกกระทือก็ดูดีกว่าสีซีดๆที่อยู่บนใบหน้า
ของฉันล่ะ แม้จะเหนื่อย หนักและบ่นบ้าง แต่ไม่ท้อหรอก รู้สึกสนุกด้วยซ้ำ สนุกและเหนื่อย

๓...ห้วยตีนภู...ห้วยฟ้าผ่า

ห้วยตีนภูเป็นสายธารกลางป่าเขียว น้ำใสไหลเอื่อยๆเรื่อยๆจากภูสูง เราวางเป้ (บางคนทิ้งเป้) 
กระโดดเข้าใส่น้ำ ดีใจยังกะปลากระดี่ได้น้ำ คณะเราจะพักทานกลางวันกันที่นี่ เมฆฝนบนฟ้าดูครึ้ม
คลุมผืนป่า ส่งเสียงคำรามข่มขู่เป็นระยะ เราเร่งทานข้าวแต่ยังไม่ทันอิ่มดี ฝนก็ตกอย่างแรง ฟ้าแลบ
แปลบปลาบฟ้าผ่าเปรี้ยงแต่ไม่ใช่บริเวณที่เราพัก รอดตัวไป เสื้อกันฝนโดนงัดออกมาใส่แทบจะไม่ทัน
ฝนตกไม่นานนักก็หยุดและเราก็อิ่มพอดี 

เราเดินทางกันต่อหลังฝนหยุด เป้บนหลังของฉันเบาลงเล็กน้อยเนื่องจากสัมภาระบางส่วนถูกถ่าย
โอนจากเป้ลงสู่กระเพาะบ้างแล้ว มีการพูดคุยระหว่างทางเล็กน้อยว่ามีใครสาบานอะไรไว้ไหม ? จะได้
ขอร้องให้เดินไกลๆ เพื่อน (กลัวโดนลูกหลง ) ฉันเลยบอกว่า " สาบานได้ว่า ไม่ได้สาบาน "

เส้นทางเดินต่อค่อนข้างลื่น ข้ามลำห้วยเดินเข้าป่าอีกแล้ว แนวไผ่โดนหักเป็นช่วงๆ ขี้ช้างเป็น
กองๆ เราเดินย่ำตามรอยเท้าช้าง เดินลอดกิ่งไผ่ บางช่วงของเส้นทางมีบ้างที่ลื่นและล้ม ต้องคอยฉุด
และดึงกัน แน่นอน! กิจกรรมนี้ฉันไม่พลาดอยู่แล้ว..

"ลื่น ล้ม ล่มและเละ อาจมีเจ็บตัวบ้างเล็กๆ เป็นเรื่องธรรมดา ขอเพียงเงยหน้าขึ้นเท่านั้น 
จะพบว่าไม่เดียวดาย
มือข้างหนึ่งของเพื่อนร่วมทางจะยื่นมาให้เสมอ ไม่เคยโดดเดี่ยว 
ไม่เคยเหงา แม้จะเจ็บตัวบ้างแต่..ไม่เจ็บใจ"

๔...ก้มหัวหลบกิ่งไผ่

อ่อนน้อมเสมอท่ามกลางป่า คุ้มงออย่างคารวะต่อความยิ่งใหญ่เดินกันได้หนึ่งหอบของลมหายใจ 
เสียงธารน้ำไหล เอื่อยเฉื่อยอย่างเกียจคร้าน ผ่านป่าเขา ดิน หิน ก้อนแล้วก้อนเล่า ไหลลงเบื้องล่าง 
เรามาถึงจุดตั้งแคมป์สำหรับคืนนี้  "ห้วยปูตาล" ฉันกระโดดกระย่องกระแย่งข้ามลำธาร...เงยหน้าขึ้น
ก็ต้องตกตะลึงเล็กๆ "สวย สวยจริงๆ สวย" นึกออกอยู่แค่นี้ในตอนนั้น

ผืนป่าข้างหน้าเขียวครึ้ม ต้นไม้ใหญ่ยืนตระหง่านอวดรูปทรง ก้อนหินใหญ่หลายก้อนมีมอสและ
เฟิร์นอาศัยคล้ายปูพรมสีเขียวสด มีแสงแดดส่องลอดใบไม้ลงมาแต่เพียงเบาบาง เหตุจากฝนตก ฟ้า
จึงดูมืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่ายสามโมง ทุกคนต่างหาทำเลกางเต๊นท์ ผูกเปลฉันกางเต๊นท์ออกแล้ว
ยืนจดๆ จ้องๆ ก่อนแจกจ่ายเสาให้สมาชิกที่จะอาศัยเต๊นท์ เรากางเต๊นท์ค่อนข้างทุลักทุเลและทุ-เร-ศะ

เดือดร้อนถึงคุณต้น-ธรรมรัตน์ที่ผูกเปลอยู่ข้างๆ ทนดูไม่ได้ต้องลงมือช่วยอีกแรงจึงสำเร็จฝนลงเม็ด
พอข่มขู่ แล้วจางหาย ยุงก็เริ่มแห่กันมาห้อมล้อม แทะเล็ม สงสัยไม่เคยเห็นคน เลยชวนกันมายกใหญ่
กองไฟถูกก่อขึ้นโชนแสง กิจกรรมการดำรงชีพกำลังเริ่ม น้ำในลำธารที่เราจะใช้ประกอบอาหารเป็น
สีส้มเหตุจากฝนตก 

คุณต้นกับพี่เกรียง ต้องขุดหลุมข้างๆลำธารเพื่อให้น้ำค่อยๆ ซึมผ่านชั้นดินเพื่อเป็นการกรองน้ำ 
และเราก็ได้น้ำที่ใสขึ้นมาใช้ประกอบอาหาร รายการอาหารเย็นวันนี้ ฟักแม้วผัดไข่ ต้มจืดฟักแม้ว 
ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิของหวานคือ มันต้มน้ำตาล ดินเนอร์กลางป่า ท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไร 
ฉันไม่รู้ว่าอร่อยหรือหิวแต่เผลอเติมข้าวตั้งสามครั้ง...

ความมืดโรยตัวโอบกอดค่ำคืน ผืนป่าที่ครึ้มดูน่ากลัว นกและแมลงกลางคืนส่งเสียงตามสายลม
บทสนทนาข้างกองไฟ เบาลง..เบาลง ฉันซุกตัวภายใต้ถุงนอน อบอุ่นกลางลำเนาไพร หลับใหล
กลางผืนป่า.....

๕...เช้าวันที่๒๔ กันยา

เสียงนาฬิกาไพรปลุกแต่เช้า เช้านี้ไม่มีเสียงรถ ไม่ได้ยินเสียงที่คุ้นหู มีแต่เสียงของป่า เสียงที่
คนเดินป่าเท่านั้นจะได้ยินเสียงน้ำในลำธารรินไหลเอื่อยๆทั้งคืน ฉันลุกออกมาแอบสูดอากาศและ
กลิ่นป่าไว้เต็มปอดตุนไว้เป็นพลังสำหรับวันนี้ กองไฟที่ลาเปลวเมื่อตอนเช้ามืดถูกเติมเชื้อเพลิงและ
ลุกโชนอีกครั้ง

พ่อครัวและแม่ครัวเริ่มบรรเลงเพลงตะหลิว น้ำร้อนถูกต้มก่อนอย่างอื่น กลิ่นกาแฟหอมลอยล่อง 
บทสนทนาตอนเช้าว่าด้วยเรื่องของความฝัน สุขภาพและบทขู่เล็กๆจากเจ้าหน้าที่ว่า  "วันนี้โหด ...." 
ฉันเผลอร้องเพลง "กลับตัวก็ไม่ได้จะเดินต่อไปก็คงไม่ถึง "

สัมภาระถูกเก็บ กองไว้เพื่อรอการเคลื่อนย้าย หลังทานข้าว บางคนก็ถ่ายรูป บางคนวาดรูป บางคน
เขียนโปสการ์ด บางคนเดินชมนก บางคนเข้าห้องน้ำ และเมื่อทุกคนพร้อมเราก็ออกเดินทางกันต่อเมื่อ 
๘.๓๐ น. อ้อ!มีการวิทยุลงไปที่ที่ทำการฯเพื่อถามว่าสมรักษ์ชกชนะหรือแพ้

... เช้านี้ไม่มีคนแปลกหน้า...เสียงพูดคุย ซักถาม สนทนาดูเหมือนจะมีมากกว่าเมื่อวาน รอยยิ้ม
เสียงหัวเราะมีมาเป็นระยะ ต้นไม้ใบหญ้าข้างทางได้รับความสนใจมากขึ้น "เห็ดอะไรคะ?" "กินได้มั้ย?" 
"เห็ดรวมญาติครับกินได้ครั้งเดียวเดี๋ยวญาติแห่กันมาตรึม" (ฮา) 

บันทึกของวันนี้ยังคงมีคำว่า เดิน เดิน เดิน ปีน ปีน ปีน ยิ่งสูงขึ้น เส้นทางก็ยากลำบากขึ้น ไต่น้ำตก 
ปีนก้อนหิน โหนเถาวัลย์ เราต้องปีนมุมฉาก ( ไม่ใช่ของปราบดา หยุ่น ) ๔-๕ มุมฉาก ต้องเพิ่มความ
ระมัดระวังมากขึ้น 

บางช่วงค่อนข้างลื่น บางช่วงต้องส่งเป้ขึ้นก่อน ส่วนคนปีนตามทีหลัง บางครั้งมือซ้ายหรือมือขวาต้อง
ฝากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยดึงขึ้น บางช่วงต้องดันก้นหรือเหยียบเท้ากันขึ้น ตื่นเต้น เหนื่อยและสนุก ความ
สัมพันธ์ความเป็นมิตรและน้ำใจได้ก่อกำเนิดขึ้น...

เดิน ปีน โหน ไต่ คลาน เลียบหน้าผา ไต่ก้อนหิน ปีนต้นไม้ ลอดกิ่งไผ่ หลบเถาวัลย์ เงยหน้าขึ้นอีกที
เจอทุ่งหญ้า ท้องฟ้าและป่าสน "ไชโย...เราขึ้นมาถึงแล้ว เราทำสำเร็จแล้ว" ทุ่งหญ้าสีเขียว สวนสน
สูงใหญ่เอื้องนวลจันทร์สีเหลืองชูช่อกระจาย ดอกยี่โถปีนังสีขาวอมชมพูอวดโฉม ท้องฟ้าที่มองเห็น
ไกลๆ มีเมฆลอยบางๆ มองไปไกลตาเห็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ลิบๆ เผลอตัวหอบเป้วิ่งไปบนทุ่งหญ้า
..ลืมเหนื่อย 

พวกเราทุกคนดูร่าเริง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งห้ามีรอยยิ้มระบายบางๆ บนใบหน้าเป็นเวลาบ่ายสามโมง
ที่เราขึ้นมาถึง เราหาทำเลกางเต๊นท์ ผูกเปลและหลังจากนั้นก็ทานอาหารกลางวันกัน ขอย้ำ อาหาร
กลางวัน บนยอดภูผาจิต เวลาบ่ายสามโมง

๖...มอส สปอร์และเด็ก (แก่)

บนยอดภูผาจิตหาแหล่งน้ำค่อยข้างยาก เจ้าหน้าที่ต้องเดินไปไกลเพื่อไปขนน้ำมาดื่มและทำอาหาร
ส่วนน้ำใช้มีเพียงแอ่งน้ำเล็กๆที่มีน้ำอยู่น้อยนิดแต่พอเพียงสำหรับการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้สบายขึ้นแสง
แดดที่เราไม่ค่อยได้เจอนักเริ่มส่องลอดก้อนเมฆก่อเกิดประกายสีทอง คล้ายแสงในตอนเช้า

พระอาทิตย์ยามเย็นบนนี้ช่างสวยงามนัก กว้างกว่ากว้างกว้างไกล แผ่นผืนใหญ่ผืนแผ่นฟ้า ทิวแถว
แนวลับสลับริ้วที่ปลายตา สุริยาทาทองส่องประกาย...ฉายแสงฉาบเงาทาบ อิ่มเอิบอาบอบอุ่นไอ 
"ความรัก"แผ่กระจาย รายรอบร่ายมนต์ตรา...

ใครบางคนสองคนยกก้อนหินที่มีมอสขึ้นปกคลุม สปอร์ของมอสชูช่อเป็นกระเปาะเล็กๆ สีเขียวสีแดง 
เมื่อต้องประกายสีทองจากดวงอาทิตย์ก่อเกิดเป็นภาพมายา วาววับ มีรายการตั้งกล้องเลนส์มาโครเพื่อ
โคลสอัพใกล้ๆ มอสและสปอร์เล็กๆ ถูกขยายผ่านกล้องให้ความรู้สึกประหลาด มหัศจรรย์ คุณต้นให้ใช้
กล้องส่องทางไกล แต่ส่องกลับด้านดูใกล้ๆ ภาพที่เห็นคล้ายๆ สปอร์จะแทงทะลุผ่านเลนส์ ฉันค่อนข้าง
ตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ทำให้ใครต่อใครเข้ามารุมล้อมส่องดูกันใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ วนเวียน
รายรอบ รอยยิ้มเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยก้องลานสน (ดีนะที่มีเพียงกลุ่มเรา) ฉันมองเห็นเด็กในร่าง
ของผู้ใหญ่ ตื่นเต้นกับของเล่นใหม่ ใคร่รู้ ซักถามมีกระแสของความสุขวิ่งวนรายรอบ กระจายโอบกอด
พวกเราไว้

๗...บทเพลงใต้ดวงดาว

เย็นนี้เราตั้งลานดินเนอร์กันตอนหกโมงเย็น กับข้าวรสเลิศฝีมือคุณราชพรและพี่แอ๊ดแห่งชมรมฯ 
อร่อยมากหลังอาหารเย็นลานหินข้างเต๊นท์ของฉันกลายเป็นลานปาถกว่าด้วยเรื่องของดวงดาว
โดยคุณต้น-ธรรมรัตน์ ทางช้างเผือกของโกโบริ ดาวแมงป่อง ดาวประจำราศีเกิด... 

มีใครบางคนตะโกนถามว่า "แล้วดาวลูกไก่ล่ะอยู่ไหน?" 
คนตอบไม่ใช่คุณต้นแต่เป็น คุณพี่เกรียงแห่ง young traveller "อยู่ในกำมือ ดาวลูกไก่อยู่ในกำมือ"..
" อื้ม! " อึ้งครับอึ้งคิดได้ไง...

หลังดาวตกไปหลายดวง ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ของหวานสำหรับเย็นนี้ก็สุก สนุกสนานกับการกิน อากาศ
เริ่มเย็นเล็กๆ แต่ไม่ถึงกับหนาว เย็นสบาย ... ถั่วเขียวต้มน้ำตาลถูกจัดการหมด บทเพลงแสนไพเราะ
ถูกขับขานผ่านคุณราชพร มีรายการขอเพลงยาวเหยียด เสียงปรบมือเป็นกำลังใจมีให้เป็นระยะ
น้ำมะนาวถูกคั้นให้เป็นพิเศษ เอาใจสุดๆ บางคนนอนฟังในเปล บางคนนอนฟังในเต๊นท์ บางคนนั่งให้
กำลังใจใกล้ๆ ดาวตกไปหลายดวง คนหลับไปหลายคน นักร้องก็เริ่มเสียงหาย ต่างสลายตัวเพื่อพักผ่อน

วันนี้...นอนหลับบนยอดเขา ภายใต้แสงแห่งดวงดาว สายลมหนาวพัดมาเป็นระยะ เสียงลมต้องสน
ขับกล่อมบรรเลง เผลอหลับไป...ใต้แสงแห่งดาว

๘....เช้าวันที่ ๒๕ กันยา

ตื่นแต่เช้า เช้ามากๆ ( ประมาณตีสาม ) เพราะลมพัดเต๊นท์เสียงดังมาก หวั่นๆว่าเต๊นท์จะปลิว 
(แต่ก็ไม่ปลิว) ออกนอกเต๊นท์เจอหมอกขาวโพลน ลมที่พัดรุนแรงทำเอาออกอาการหนาวเย็นหน่อยๆ
กองไฟถูกก่อขึ้นแต่เช้า  น้ำร้อนถูกต้มก่อนอย่างอื่น อากาศที่เย็นทำให้เช้านี้ บทสนทนาเริ่มที่ข้าง
กองไฟ

กาแฟถูกชงโชยกลิ่นหอมเย้ายวน ควันกาแฟและสายหมอกจูงมือลอยล่องขึ้นบนท้องฟ้า เช้านี้ช่าง
รื่นรมย์ ที่นอนถูกเก็บ ทุกอย่างถูกเคลียร์ คนชอบถ่ายรูปยังคงเดินหาเป้าหมาย ก้อนมอสก้อนเดิมถูก
นำมาพิจารณาอีกครั้ง  ดอกไม้ ใบหญ้า ตัวหนอน ก้อนเมฆ ถูกเก็บลงบนแผ่นฟิล์ม ทานข้าวเช้า
และรวมกลุ่มถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

วันนี้ยังคงมีรอยยิ้ม ถ่ายรูปแต่พอดี ชื่นชมความงามจนอิ่มใจ แบกเป้ขึ้นหลังไหล่ เตรียมตัวไต่ลงเขา 
ฉันออกอาการหวาดหวั่นและเสียวเล็กๆ ตอนขึ้นว่ายาก ตอนลงก็ใช่ว่าจะง่าย ท่านเจ้าคุณถูกควักออกมา
ดมแต่เช้า.. หน้าของฉันคงดูแย่อีกแน่ๆใครต่อใครคอยถามว่าเป็นไงบ้าง ฉันแอบยักไหล่สบายมาก
เหมือนเดินในห้างเลย (ฮา) การลงแต่ละครั้งต้องบอกกันต่อว่าทำยังไง จับตรงไหน เหยียบตรงไหน
หันหลังหรือเดินหน้า ถัดก้นสไลเดอร์ โหนเถาวัลย์ โอ๊ย! อยากเป็นเจนให้ทาร์ซานพาลง พอพ้นช่วง
หน้าผา เมืองมุมฉาก ๔-๕ มุม เราก็เดินลงกันได้เรื่อยๆ แม้ไม่จัดว่าสบายแต่ก็ไม่ลำบาก ต้นไม้
ใบหญ้า นกและผีเสื้อเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเสียงหอบหายใจยังคงดัง
ผสมผสาน วันนี้...มีแต่พี่และน้อง คนแปลกหน้า หายไปไหน...

เรากลับถึงที่ทำการฯประมาณบ่ายสามเกือบบ่ายสี่โมง ทุกคนต่างกระโจนสู่ห้องน้ำ น้ำที่น้ำหนาวยัง
คงหนาวเย็น...ร่วมดินเนอร์ที่ร้านพี่แดง ก่อนกล่าวคำอำลาอย่างอิดออด...

ชั่ว ๒ คืน ๓วัน มีความประทับใจมากมาย ฉันอดไม่ได้ที่จะบันทึก อดใจไม่ได้ที่จะถ่ายทอดและ
บอกเล่า แต่จงอย่าเชื่อที่ฉันเล่า ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง คุณนิรมล เมธีสุวกุลเขียนไว้ว่า
"ใจ..การเรียนรู้คือหัวใจของการเดินทาง ใจที่ว่างยิ่งเรียนรู้ได้มาก"
และคุณศุ บุญเลี้ยงก็เคยเขียนไว้ว่า "ไม่มีใครจะเที่ยวเผื่อกันได้"

ฉันอยากให้ใครที่ได้อ่านเรื่องราวจากฉันเปิดใจและออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวคุณเอง อย่างว่า
...ไม่มีใครเที่ยวเผื่อกันได้

ขอขอบคุณ

อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวทั้ง ๕ ท่าน ที่ให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก
พี่แป พี่อ้อน ปู่หนาน อ๋อย
น้องอุดมน้องอมรา น้องวิภา ที่ยอมไปเป็นเพื่อน
พี่ๆ จากชมรมนักนิยมธรรมชาติ พี่แอ๊ด พี่ก้อง พี่เกรียง พี่ไน้ คุณราชพร

และขอขอบคุณเป็นพิเศษ 

คุณธรรมรัตน์ สุขพินิจ ที่ทำให้มีวันเวลาที่ดีเช่นนี้ 
..................................................................................................
ข้อมูล 

ที่ตั้ง ภูผาจิตคือยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯน้ำหนาว มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าภูด่านอีปล้อง จุดเริ่มต้น
เดินเท้าอยู่ที่ กม.ที่ ๖๙ จุดเด่นของภูผาจิต คือ ทิวทัศน์บนภูเขายอดตัดก็คือตรงหน้าผาด้าน
ตะวันออกจะมองเห็นป่าภูเขียวของจังหวัดชัยภูมิและมองเห็นเขื่อนน้ำพรมจากป่าภูเขียว นอกจากนี้
ยังมองเห็นเทือกเขาเพชรบูรณ์ ภูหอและภูกระดึง เส้นทางเดินขึ้นนอกจากจะรกแล้ว ยังชันด้วยและ
แหล่งน้ำมีน้อย ถ้าเดินทางช่วงหน้าฝนจะลำบาก ปลายฝนต้นหนาวกำลังดี ระหว่างทางเดิน
ในป่าจะมีพืชพรรณหลากชนิดให้เรียนรู้ อย่างไรก็ตาม การเดินป่าขึ้นพิชิตภูผาจิตต้องได้รับอนุญาต
และต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง

สอบถามรายละเอียดได้ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว โทร. ๐๕๖ - ๗๒๙๐๐๒