|
|
||||||||||
|
หลังจากเว้นว่างจากการเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง
ก็ได้ข่าวคราวจากชมรมนักนิยมธรรมชาติที่เพื่อนช่วย ชื่อนี้เป็นที่คาใจมานานพอสมควร
เพราะข้อมูลที่เคยทราบมาจากอนุสาร
(ที่น่าจะเป็นนิตยสารได้นานแล้ว) แรกทีเดียวก็ยังไม่ตกลงใจว่าจะร่วมเป็นหนึ่งในคณะเดินทางนี้ดีหรือไม่
เพราะงานยังไม่ลงตัวเสียที จนเหลืออีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็ตกลงใจว่า "ไปดีกว่า" เพราะถ้าขืนยังรีรอมีหวังวืดแน่ ๆ เลยส่งใบลาแบบแอบ ๆ (เพราะกลัวโดนหัวหน้าบ่น)
ประกอบกับต้องใช้สิทธิ์ลากิจอีกก็วันลาพักร้อน "เอ.. ลาแบบนี้
มันมีอะไรแอบแฝงนี่นา ลา 1
วันได้หยุดตั้ง 4 วันติดกัน" หลังจากนั้นมาได้ระยะหนึ่ง
ผมก็ได้ทราบความเป็นไปของสถานที่แห่งนั้นอีกครั้งจากเพื่อนที่ไปล่วงหน้า "หูย แก
รู้ไหมสวยมากเลย
แต่ลำบากชะมัดเลยว่ะ"
เสียงเพื่อนโทรมาคุย
ก้องอยู่ในหัวผ่านโทรศัพท์บนโต๊ะ ผมก็ได้แต่นึกในใจว่า
จะสักแค่ไหนกัน
แต่จริงแล้วก็ไม่ค่อยหวั่นเท่าไรนัก
เพราะ "คิดว่า"
เราเองก็ยัง จนก่อนเดินทางหนึ่งวัน ก็มีโทรศัพท์ดังอีกครั้ง "เอ่อ.
ขอสายคุณมโนครับ" ใครหว่า?
ผมนึกในใจ
เพราะเสียงไม่คุ้นเลย "ผม ธรรมรัตน์
จากชมรมนักนิยมธรรมชาตินะครับ
ผมโทรมาเรื่องขอเลื่อนกำหนดการออกรถไปลำคลองงู ออกเดินทาง "ต่อไปนี้เป็นข่าวเจ็ดโมงเช้า
หัวข้อข่าวที่น่าสนใจในวันนี้มีดังนี้...." ฮ๊าว..
ยังง่วงอยู่เลยแฮะเรา
เมื่อคืนไม่วายนอนดึกอีกแล้ว
แต่ไม่เป็นไรมั้ง
วันนี้วันเสาร์รถคงไม่ติดหรอกน่า อาบน้ำล้างหน้าล้างตา
กินขนมปังไปหนึ่งชิ้น
กันพยาธิในกระเพาะบ่น
หิ้วเป้ขึ้นหลัง
สะพายกระเป๋ากล้อง
แบกเต๊นท์กับขาตั้งกล้อง
พอรุงรังได้ที่
ก็ก้าวออกจากที่พัก
โบกแท็กซี่เพื่อไปยังจุดนัดพบ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปเป็นกลุ่มโดยไม่มีใครที่รู้จักไปด้วยเลย!จริงอยู่ที่เดินทางคนเดียวมา เคยมีคนบอกว่าหน้ารับแขก
เลยยังพอนอนใจว่า
คงทำความรู้จักกับคนอื่นได้ไม่ยากหรอก
อย่างน้อยก็มี ลงไปแบบใจเต้นจังหวะรัวพอประมาณ
อ้าว พี่แก๋ง มาด้วยนี่นา
รู้จักหนึ่งคนแล้วสิ "พี่แก๋ง"
เป็นหนึ่งในคณะ แต่ที่เหลือนี่เป็นคนหน้าแปลก เอ้ย! แปลกหน้าทั้งนั้นเลยวุ้ย ไม่รู้จะเริ่มยังไง สงวนท่าทีไว้ก่อนดีไหมเรา สักพักก็มีพี่ (ตีค่าหน้าตัวเองเด็กไว้ก่อน)
ผู้ชายอีกคนเดินมาคุยด้วย
บวกกับพี่ผู้ชายอีกคนเดินมาสมทบ "ไปลำคลองงูด้วยกันใช่ไหมครับ"
พี่ใส่แว่นเอ่ยขึ้นก่อน หลังจากนั้นก็เลยคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว
เพื่อฆ่าเวลาดูเหมือนว่าจะมีให้ฆ่าไม่น้อย
เพราะได้ยินแว่วๆ แต่ชั่วไม่นาน สมาชิกก็ครบถ้วน สามหนุ่มก็เลยย้ายร่างแต่ละคนไปแนะนำตัวให้รู้จักกันทั่วถึง สมาชิกร่วมเดินทางในครั้งนี้ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
ผม, พี่ติ๊ด หนุ่มใหญ่จาก
Volvo,
พี่สมศักดิ์
นักกายภาพบำบัดหุ่นผอมบาง,
ป๊อป พยาบาลจากบ้านนา, "เดี๋ยวเราจะแวะรับสมาชิกอีกคนที่บ้านโป่ง
แล้วพักกินข้าวเที่ยงที่เมืองกาญจน์กันนะครับ
ตอนนี้ก็รู้จักกันหมดแล้ว
ก็คุยกันไปก่อนนะครับ
ถ้าไม่มีปัญหาอะไร
ก็ขึ้นรถได้เลยครับ" และแล้วก็ได้ฤกษ์ล้อหมุนเสียที เหลือบมองหน้าปัด เก้าโมงแล้ว กว่าจะได้ออกเดินทาง นานจัง ผมนั่งเป็นหนึ่งในคู่หลังสุดของรถตู้คันหนึ่ง
ก็นั่งคุยกันไป
สลับกับหลับ
สักพักก็มาถึงบ้านโป่ง
รถตู้อีกคัน เมื่อมาถึงตัวเมืองกาญจน์
ก็แวะเข้าปั๊มน้ำมัน
ไปกินน้ำปัสสาวะกันตามสะดวก
พักเหยียดแข้งขากันด้วยแหละ ออกจากปั๊มก็ไปกินข้าวกันแถวสะพานข้ามแม่น้ำแคว
ร้อนเอาเรื่องเลย
สงสัยเพราะตอนเที่ยงด้วยพอดีกระมัง หลังจากอิ่มไปอีกมื้อแล้ว
ทางคณะ staff ของ trip
ก็ไปจ่ายตลาดกัน
ส่วนที่เหลือก็นั่งแลกเปลี่ยนความเห็นกัน รอ ร้อ รอ กว่าชั่วโมง
ก็ยังจ่ายตลาดจนไม่เสร็จ (สงสัยแงะเงินในกระเป๋าตังค์ไม่ออกแหงเลย)
นั่งรอจนจะ คราวนี้ก็เลยได้ฤกษ์หลับอีกรอบตามระเบียบ ครอกกกกก...z z z z z z z z z z z ตื่นมาอีกที
ถึงทองผาภูมิแล้วนี่
ผมพอจำได้เพราะเพิ่งมาเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว
ก็แวะ (อีกแล้ว)ซื้อผลไม้ แตงโม มะละกอ สับปะรด ทั้งหมดคือเสบียงผลไม้ของทั้งคณะที่ได้เพิ่มมาจากตลาดทองผาภูมิ รถออกจากทองผาภูมิก็เลี้ยวไปทางสังขละบุรี
ต่อไปเรื่อยตามเส้นทาง (mazda)
323 พักไม่นานก็มาถึง คราวนี้ถึงคราวย่อยอาหารแล้วสิ
เพราะเป็นทางลูกรังดินแดงเชียวทางนี้สามารถเข้าไปถึงเขตรักษาพันธุ์ ดูเหมือนว่าทางราชการกำลังทำถนนใหม่อยู่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเสร็จเมื่อไร ยังไงก็อย่าเร็วนัก และอย่าดีนักนะ กลัวว่าจะเป็นทางลำเลียงสิ่งที่ไม่อยากให้ลำเลียงออกจากป่าอย่างสะดวกดายน่ะสิ น่าแปลกที่เห็นเมฆฝนก่อตัวอยู่ข้างหน้าทั้งที่ตัวเมืองที่ผ่านมาแดดร้อนและฟ้าใส
แต่คิดได้สองแง่ ไม่ช้าไม่นาน หยดน้ำก็หลั่งมาจากฟ้า คลายอุณหภูมิให้เย็นลงจนผมเกรงว่าคืนนี้จะหนาวไหมน้อ? "ถึงแล้ว" "ตกลงเราจะพักกันที่นี่ทุกคืนนะครับ
ต้องเปลี่ยนจากแผนเดิมที่จะไปพักแค้มป์ที่หน้าถ้ำเสาหิน
เพราะมีหิน แม้สายฝนจะขาดเม็ดแล้ว
แต่ผมสมัครใจนอนในห้องโถงดีกว่า
เพราะขี้เกียจเก็บเต๊นท์วันกลับ
พอยึดได้ เดินสำรวจสถานที่ ดูแผนที่ของทางอุทยาน และถามพี่เจ้าหน้าที่ + พี่ staff เรื่องสถานที่ที่จะไป ได้ความว่า
พรุ่งนี้จะไปถ้ำนกนางแอ่น
ใช้เวลาน่าจะเกือบทั้งวัน
ถ้ามีเวลาเหลือจะแวะถ้ำใหญ่ก่อนกลับ ดูจากแผนที่แล้ว
การเดินทางมาชมถ้ำที่นี่
ทำได้สองทาง
นอกจากทางที่คณะเราเดินทางมาแล้วยังสามารถ และทราบต่อมาว่า
ที่นี่เป็นเพียง "ว่าที่"
อุทยานแห่งชาติเท่านั้น
ยังไม่ได้ประกาศ
ทำให้อาจทำให้อุปกรณ์ ป่าในอุทยานนี้ จัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่กินอาณาบริเวณมหึมา จากจังหวัดเชียงใหม่ ตาก อุทัยธานี กำแพงเพชร นครสวรรค์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี มีทั้งส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร เขตห้ามล่าฯ และอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดก็คือป่าตะวันตกผืนเดียวกัน ต่างกันแค่การกำหนดจากทางราชการเท่านั้นเอง นอกจากถ้ำเสาหิน ถ้ำนกนางแอ่น และถ้ำใหญ่แล้ว ในแผนที่ของทางอุทยาน ยังปรากฏถ้ำอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำน้ำตก ถ้ำค้างคาว และอื่นๆ (จำชื่อไม่ได้ฮับ) ชั่วข้าวสุก เราทั้งหมดก็ได้กินข้าวมื้อเย็นกันในบรรยากาศยาม (อากาศ) เย็น ดูเหมือนว่าทุกคนจะ "รัก" ในการท่องเที่ยวแบบนี้ดี ไม่มีใครบ่นถึงสภาพเส้นทาง หรือสภาพอากาศเลย จากนั้น
ก็ผลัดกันอาบน้ำในห้องน้ำของทางอุทยาน
น้ำเย็นดี
คงเป็นน้ำจากลำธารแน่นอน
สังเกตจากสบู่ พอได้เวลา พี่หนุ่ม เจ้าหน้าที่คนเก่งของทางอุทยาน ก็นำสไลด์มาฉายให้ทุกคนดูกัน สไลด์ที่ได้ดู
นับเป็นภาพชั้นเยี่ยมทีเดียว
เพราะจากคำบรรยายประกอบ
กว่าจะถ่ายมาได้แต่ละรูปต้องลุย พอได้ชมภาพ
ทุกคนก็เกิดอาการ "อยากไปมั่ง"
รวมถึงผมด้วย
แต่พี่หนุ่มก็อธิบายอย่างใจเย็นว่า ดูได้สักพักก็มีเพื่อนมาดูด้วย
แต่เล่นเอาคนดูก่อนแตกตื่น
ก็มาแบบจิ้งจกขยายขนาดแถมลายสีสวยบนตัว ดูสไลด์สลับกับดูตุ๊กแก กลัวมันมาดูข้าง ๆ เหมือนกัน ภาพที่เห็นต่อไปเป็นหินงอกรูปถ้วยเวิร์ลคัพ
ขนาดเบ้อเริ่มเลย
คนถ่ายเขาฉลาดที่ถ่ายเอาคนเข้าไป จากนั้นก็เป็นภาพประติมากรรมหินธรรมชาติอีกมากมาย
รวมทั้งเสาหินที่สูงที่สุดในโลกด้วย
ดูแล้วอลังการ พอจบสไลด์ก็มีคำถามมากมาย
พี่หนุ่มก็ตอบทุกคำถามอย่างเต็มใจ
คำถามก็เกี่ยวกับสภาพถ้ำ
การเตรียม คิดง่าย ๆ มาถึงนี่แล้ว ทนแบกเข้าไปเหอะ ไม่งั้นจะเอามาทำไมให้หนักตั้งแต่แรก จบสไลด์ ก็แยกย้ายกันไปพัก เตรียมร่างกายและจิตใจไว้ลุยกับสภาพต่อไปในวันรุ่ง อากาศเย็นกว่าที่คิด
จนทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก
คว้าเสื้อกันหนาวมาประทังร่วมกับถุงเท้า
อ้อ ที่นี่ก็มี ถ้ำนกนางแอ่น
กับถ้ำใหญ่
แค่สองของความมหึมาของที่นี่
ตื่นอีกครั้ง
เปิดไฟมองนาฬิกา
เกือบหกโมงแล้ว พอเสร็จกิจ
ก็ออกมานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์
หมอกลงจัดทีเดียว
เมื่อคืนฝนก็ยังตกลงมาอีก
แม้จะไม่ถึงกับหนัก มื้อเช้าก็หมดลงในเวลาอันรวดเร็ว
(กินเก่งๆ กันทั้งนั้น)พร้อมกับทุกคนได้ข้าวถุงรวมกับข้าวเป็นเสบียง แบ่งสมาชิกออกเป็นสอง
กลุ่มหนึ่งขึ้น 4WD
ของทางอุทยาน
ส่วนที่เหลือก็นั่งรถตู้ไป
เก้าโมงเป็นวันที่สอง อากาศยังชุ่มฝนอยู่มาก
ทางลูกรังไม่ลำบากมากนักสำหรับรถตู้
รอบข้างเป็นสภาพไร่ที่ถูกเผา
(ไม่แน่ใจว่า ผ่านป้ายทางเข้าทุ่งใหญ่นเรศวรอีกครั้ง
บอกระยะทางว่าไปอีก 60 กม.
ก็เลี้ยวขวา แล่นกันมาได้พักใหญ่ เห็นป้ายทางเข้าหน่วยย่อยอุทยานซ้ายมือ
จอดปรึกษากันก่อนว่ารถตู้เข้าได้ไหม
ลุงอนันต์คนขับใจถึง บอก เลยไม่ต้องขยับขยายที่นั่งใด
ๆ บน 4WD ตะลุยกันได้เลย
และทางก็ไม่โหดอย่างที่คาด
มีตอนเดียว
มาจอดกันตรงจุดหนึ่ง
จริงแล้ว 4WD ยังไปต่อได้
แต่ด้วยความไม่ประมาทของพี่ๆ เจ้าหน้าที่
จึงลงไป "เดินกันไหวไหมครับ ที่จริงแล้วถึงใช้ 4WD ก็ไปได้ไม่ไกลครับ สักกิโลเองมั้ง" พี่หนุ่มแห่งลำคลองงูถามความเห็นสมาชิกทุกคน ไม่มีใครปฏิเสธ ทั้งหมดจึงคว้าชูชีพกันคนละตัวก่อนเดินลงเนินตามพี่หนุ่มไป เป็นครั้งแรก (และอาจเป็นครั้งเดียว
รวมถึงครั้งสุดท้ายไหมหนอ)
ที่ "ต้อง"
ใช้ชูชีพในการเดินทางเข้าถ้ำ ลงไปได้พักเดียว พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ตาไว คว้าปูสีสดใสมาเข้ากล้องได้อีก
พี่เขาบอกว่า
ปูตัวดำระยางส้มสดพันธุ์นี้อาจเป็นพันธุ์ใหม่ของโลกก็ได้
(แต่ความเห็นผม
คล้ายปูน้ำตกจัง) เพื่อความมั่นใจ
เลยแว่บไปหาข้อมูลหลังจากกลับมาแล้ว
(จากแสตมป์ที่มี) เจอแล้ว!
เป็นปูทูลกระหม่อม เดินชม (เสียง) นกชมไม้กันพอเริ่มเหงื่อซึม ก็มาถึงสุดทางรถที่ 4WD มาถึงได้ (หากจะลุย) มีส่วนหลงเหลือของที่ทำการหน่วยย่อยเก่าให้เห็น ทั้งหมดก็นั่งพักเหนื่อยกัน
"ตรงนี้คือบริเวณ karst window หนึ่งของถ้ำนกนางแอ่นครับ" พี่หนุ่มบอกให้ทุกคนทราบ karst window
เป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์อย่างหนึ่ง
อธิบายง่ายๆ ว่า
เป็นเพดานถ้ำที่ถล่มลงมา
โดย
แต่จุดนี้มองไม่เห็นตัวลำน้ำลำคลองงูเพราะป่าค่อนข้างทึบ
และความใหญ่ของ karst window
พี่หนุ่มบอกว่า จากนี้แหละ
ถึงเป็นจุดที่ "ต้อง"
เดินกันอย่างจริงจัง
เรียงเดี่ยวตามกันไปทีเดียว
เพราะเดินเลาะไปตาม นานทีเดียวกว่าจะมาถึงบริเวณภาพเขียนโบราณที่เมื่อวานเห็นจากสไลด์
ภาพไม่ใหญ่เลย สักราวๆ
หนึ่ง พอครบคนก็เดินกันต่อ
คราวนี้มาถึงช่วงสุดท้ายก่อนถึงปากถ้ำตอนหนึ่งของถ้ำนกนางแอ่น
มีทางเลือก ปากถ้ำใหญ่มากจริงๆ
คะเนด้วยสายตาน่าจะสูงกว่า
50 เมตร กว้างไม่ต่ำกว่า 20
เมตรได้กลิ่นมูล ยืนชมความยิ่งใหญ่ของถ้ำจนพี่
ๆ
อีกกลุ่มที่เดินลงไปเรียก
ก็เลยค่อย ๆ ปีน+ตะกายกันลงมาทีละคน ธารน้ำซึ่งไหลผ่านทางซ้ายมือของผม
ดูเย็นน่าเล่นดีเหมือนกันแต่กล้องในกระเป๋าที่สะพายอยู่คงไม่ชอบ รวมทีมกันริมฝั่งลำธารลำคลองงู เที่ยงพอดี กินข้าว ๆ หิวแล้ว กินกันไป คุยกันไป
ดูเหมือนฟ้าอยากจะคุยด้วยมั้ง
เมฆดำก่อตัวขึ้นก้อนไม่เล็ก
แต่ก็ยังดีที่พวกเราคุยกัน อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาลอยคอเข้าถ้ำกัน
ผมจัดการเอาลูกใส่ถุงพลาสติกใส
ก่อนใส่ในกระเป๋าใบเก่ง (มีใบเดียว คราวนี้มันก็สะพายไม่ได้แล้ว
ก็อุ้มไปสิครับ
เทินหัวบ้างตามอารมณ์
พอมองชาวบ้านที่ไม่มีกล้องแล้ว
ก็ชัก "เอาละ ถึงเวลาต้องลงน้ำแล้ว pack ของให้ดีนะครับ น้ำบางช่วงลึกจนหยั่งไม่ถึงนะครับ ระวังด้วย" พี่หนุ่มและพี่ต้นย้ำก่อนเจอสถานการณ์จริง
เย็นจังเลย เป็นความรู้สึกเมื่อทั้งตัวลงไปในน้ำ มือหนึ่งประคองตัว อีกมือประคองถุง (ไม่ใช่กระเป๋าแล้ว) กล้อง ยังดีที่ได้หมุกมาช่วยเอาขาตั้งกล้องไปช่วยถือ ทำให้ไม่ทุลักทุเลมากเท่าไหร่ การลอยคอช่วงนี้ระยะทางไม่ยาวนัก ไม่ถึงสิบนาที ผมก็พาตัวผ่านปากถ้ำเข้าไปยืนยังตลิ่งหินได้ "เจอแล้ว นี่ไงมอสเรืองแสง" ใครคนหนึ่งร้องบอกขึ้นมา จากข้อมูลที่ทราบ
มอสเรืองแสงเป็นพืชประหลาดที่จะสะท้อนแสงจนเป็นสีเขียวสดสว่างได้
แต่ก็เพียง อยากถ่ายรูปใจจะขาด รีบแกะอาวุธออกจากหีบห่อ แต่ขาตั้งจ๋า ยังอยู่กับนายหมุกอยู่เลย แง แง เลยต้องถ่ายมุมที่พอมีแสงรอขาตั้งไปก่อน
เล็งไปยังมุมเบื้องหน้าที่จะมุ่งไป
ถ้ำช่วงนี้มีระยะแค่ไม่เกินร้อย ขาตั้งมาแล้ว แต่กว่าจะปรับถ่ายได้ เขาก็จะไปกันต่อแล้ว เลยได้มาแค่สามรูปสำหรับช่วงถ้ำนี้ ปีนกันอีกรอบ
การมีกล้องนี่มีภาระจริงนะ
(นึกในใจ
ไม่กล้าบ่นออกไปจริง
กลัวโดนตอกกลับว่าแล้วเอามา ผ่านน้ำอีกหน
คราวนี้พอพ้น
ขาตั้งไม่ห่างเจ้าของเลยได้ชักภาพอย่างทันใจ
เป็นส่วนของ dropery (หวังว่า เดินไต่เขามาจนเริ่มเหนื่อยอีกหนก็มาถึงช่วงสุดท้ายก่อนพ้นอาณาเขตถ้ำนกนางแอ่น
มองทะลุจากช่อง
ลงน้ำอีกแล้ว
ที่จริงช่วงสุดท้ายนี้ไม่ต้องลงน้ำก็ผ่านไปได้
แต่ควรมีสัญชาติญาณเลียงผามากๆ หน่อย ระยะประมาณร้อยเมตรสุดท้ายนี้
ผมนอนลอยตัวปล่อยไหลไปตามน้ำ
ชมหินงอก (stalacmite), หินย้อย พอขึ้นจากน้ำครั้งนี้แล้วก็เป็นอันจบวิบากกรรมการเปียกแต่เพียงเท่านี้
เพราะจากนี้ไปเราจะเลาะปีนเขา สรุปว่าถ้ำนกนางแอ่นนี้มีถึง
6 karst window
คณะเราผ่านไปแค่เพียง 3
เท่านั้น
แต่ก็พบสิ่งสวยงาม แต่ละ karst window
คั่นด้วยถ้ำที่มีธารน้ำไหลผ่านทั้งหมด
ระยะของถ้ำสั้นยาวแล้วแต่ช่วง
ส่วนที่เหมาะ น้ำในถ้ำลึกตื้นไม่เท่ากัน ส่วนมากไม่ลึกนัก คนพอหยั่งถึง แต่ควรสวมชูชีพเสมอเมื่อลงน้ำ เพราะน้ำเย็นมาก และควรสวมหุ้มส้น เพราะใต้น้ำคือส่วนมากเป็นหิน แต่เป็นเลนก็มีนะ ไฟฉายไม่จำเป็นนัก
เพราะทุกช่วงที่ผ่านแสงส่องถึงเกือบหมด
เห็นทางเดินตลอด.... |
||||||||||