หลังจากเว้นว่างจากการเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง ก็ได้ข่าวคราวจากชมรมนักนิยมธรรมชาติที่เพื่อนช่วย
เอาชื่อไปเกี่ยวข้อง (ไปเป็นสมาชิกนั่นแหละ) ว่าจะมีการเดินทางครั้งใหม่ไปการเข้า "ถ้ำลำคลองงู"

ชื่อนี้เป็นที่คาใจมานานพอสมควร เพราะข้อมูลที่เคยทราบมาจากอนุสาร (ที่น่าจะเป็นนิตยสารได้นานแล้ว)
อสท. ได้กล่าวว่ามี "เสาหิน" ที่สูงที่สุดในโลก! อยู่

แรกทีเดียวก็ยังไม่ตกลงใจว่าจะร่วมเป็นหนึ่งในคณะเดินทางนี้ดีหรือไม่ เพราะงานยังไม่ลงตัวเสียที
ทำให้ไม่กล้าแหยมส่งรายนามของผมให้เขามาเก็บตังค์

จนเหลืออีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็ตกลงใจว่า "ไปดีกว่า" เพราะถ้าขืนยังรีรอมีหวังวืดแน่ ๆ

เลยส่งใบลาแบบแอบ ๆ (เพราะกลัวโดนหัวหน้าบ่น) ประกอบกับต้องใช้สิทธิ์ลากิจอีกก็วันลาพักร้อน
มันหมดแล้วนี่นา

"เอ.. ลาแบบนี้ มันมีอะไรแอบแฝงนี่นา ลา 1 วันได้หยุดตั้ง 4 วันติดกัน"
หัวหน้าบ่นเสียงไม่เบาแสดงอาการรู้ทัน แล้วถามต่อ "แล้ว คุณมีงานอะไรค้างอยู่รึเปล่าล่ะ?"
"ไม่มีครับพี่ ผม clear ได้ก่อนไปแน่ครับ" ผมรีบตอบก่อนที่พี่เขาจะเปลี่ยนใจ
"ตกลง งั้นอนุญาตก็แล้วกัน" พี่เขายอมให้ลาอย่างใจดี
"ขอบคุณครับพี่" หารู้ไม่ว่า นี่เป็นเพียงอุปสรรคแรกที่พ้นผ่านของการเดินทางครั้งนี้เท่านั้น....

หลังจากนั้นมาได้ระยะหนึ่ง ผมก็ได้ทราบความเป็นไปของสถานที่แห่งนั้นอีกครั้งจากเพื่อนที่ไปล่วงหน้า
กับอีกกลุ่มหนึ่ง

"หูย แก รู้ไหมสวยมากเลย แต่ลำบากชะมัดเลยว่ะ" เสียงเพื่อนโทรมาคุย ก้องอยู่ในหัวผ่านโทรศัพท์บนโต๊ะ
"ลำบากไงวะ อธิบายหน่อยสิ" ผมถามบ้าง
"ก็ต้องว่ายน้ำในถ้ำไป กว่าจะถึง แถมยังต้องปีนหินอีก" เพื่อนตอบมา...

ผมก็ได้แต่นึกในใจว่า จะสักแค่ไหนกัน แต่จริงแล้วก็ไม่ค่อยหวั่นเท่าไรนัก เพราะ "คิดว่า" เราเองก็ยัง
มีแรง คงไม่หนักมากมั้ง

จนก่อนเดินทางหนึ่งวัน ก็มีโทรศัพท์ดังอีกครั้ง

"เอ่อ. ขอสายคุณมโนครับ" ใครหว่า? ผมนึกในใจ เพราะเสียงไม่คุ้นเลย
"พูดสายอยู่ครับ" ผมตอบ

"ผม ธรรมรัตน์ จากชมรมนักนิยมธรรมชาตินะครับ ผมโทรมาเรื่องขอเลื่อนกำหนดการออกรถไปลำคลองงู
พรุ่งนี้น่ะครับ ตกลงเลื่อนเป็นแปดโมงถึงแปดโมงครึ่งนะครับ"
"ครับผม แล้วจะไปตามเวลานั้นครับ" ผมตอบอย่างดีใจนิด ๆ ก่อนวางสาย เพราะจะได้ไม่ต้องตื่นเช้า ก็ตามกำหนดการณ์เดิม ต้องไปเจอกันตั้งแต่เจ็ดโมงแน่ะ ได้เวลานอนเพิ่มตั้งชั่วโมง เย!

ออกเดินทาง "ต่อไปนี้เป็นข่าวเจ็ดโมงเช้า หัวข้อข่าวที่น่าสนใจในวันนี้มีดังนี้...."
เสียงวิทยุดังขึ้นตามเวลาที่ตั้ง ก็ผมใช้วิทยุเป็นนาฬิกาปลุกนี่ครับ

ฮ๊าว.. ยังง่วงอยู่เลยแฮะเรา เมื่อคืนไม่วายนอนดึกอีกแล้ว แต่ไม่เป็นไรมั้ง วันนี้วันเสาร์รถคงไม่ติดหรอกน่า
แต่คิดอีกที ลุกดีกว่าเรา ไม่อยากไปสายให้เด่นกว่าใคร

อาบน้ำล้างหน้าล้างตา กินขนมปังไปหนึ่งชิ้น กันพยาธิในกระเพาะบ่น หิ้วเป้ขึ้นหลัง สะพายกระเป๋ากล้อง แบกเต๊นท์กับขาตั้งกล้อง พอรุงรังได้ที่ ก็ก้าวออกจากที่พัก โบกแท็กซี่เพื่อไปยังจุดนัดพบ

"ถึงแล้วครับ" โชเฟอร์บอก
เร็วจัง ผมคิดในใจ อีกห้านาทีแปดโมง ว่าจะมาสักแปดสิบห้าเสียหน่อย แต่ก็ดี จะได้มีเวลาทำความรู้จัก
สมาชิกในการเดินทางครั้งนี้ก่อน

เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปเป็นกลุ่มโดยไม่มีใครที่รู้จักไปด้วยเลย!จริงอยู่ที่เดินทางคนเดียวมา
นับสิบครั้งเดินทางเป็นกลุ่มก็มากครั้ง แต่ทุกครั้งก็มีเพื่อนแบบที่ด่าแม่กันได้ไปด้วยทุกครั้ง ครั้งนี้จึงพก
ความรู้สึกแปลกๆ มาด้วยว่าเราจะเจอใครบ้างเนี่ย?

เคยมีคนบอกว่าหน้ารับแขก เลยยังพอนอนใจว่า คงทำความรู้จักกับคนอื่นได้ไม่ยากหรอก อย่างน้อยก็มี
จุดมุ่งหมายเดียวกันนี่นา

ลงไปแบบใจเต้นจังหวะรัวพอประมาณ อ้าว พี่แก๋ง มาด้วยนี่นา รู้จักหนึ่งคนแล้วสิ "พี่แก๋ง" เป็นหนึ่งในคณะ
เดินทางตอนไปภูเวียงราวปลายปีที่ผ่านมา

แต่ที่เหลือนี่เป็นคนหน้าแปลก เอ้ย! แปลกหน้าทั้งนั้นเลยวุ้ย

ไม่รู้จะเริ่มยังไง สงวนท่าทีไว้ก่อนดีไหมเรา

สักพักก็มีพี่ (ตีค่าหน้าตัวเองเด็กไว้ก่อน) ผู้ชายอีกคนเดินมาคุยด้วย บวกกับพี่ผู้ชายอีกคนเดินมาสมทบ
ก็เลยกลายเป็นสามหนุ่ม (กี่มุมไม่ได้นับ)

"ไปลำคลองงูด้วยกันใช่ไหมครับ" พี่ใส่แว่นเอ่ยขึ้นก่อน
"ครับพี่" ผมตอบรับ
"ผมก็ไปด้วยเหมือนกัน" พี่หุ่นสันทัดอีกคนพูดขึ้นบ้าง
"ผมชื่อมโนครับ"
"พี่ชื่อสมศักดิ์" พี่ใส่แว่นตอบก่อน
"ส่วนผมชื่อติ๊ดครับ" พี่อีกคนตอบบ้าง

หลังจากนั้นก็เลยคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อฆ่าเวลาดูเหมือนว่าจะมีให้ฆ่าไม่น้อย เพราะได้ยินแว่วๆ
ว่าคนนำ trip ยังไม่ตื่นเลย เอ.. แล้วจะได้ไปกี่โมงหว่า?

แต่ชั่วไม่นาน สมาชิกก็ครบถ้วน สามหนุ่มก็เลยย้ายร่างแต่ละคนไปแนะนำตัวให้รู้จักกันทั่วถึง

สมาชิกร่วมเดินทางในครั้งนี้ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้ 

ผม, พี่ติ๊ด หนุ่มใหญ่จาก Volvo, พี่สมศักดิ์ นักกายภาพบำบัดหุ่นผอมบาง, ป๊อป พยาบาลจากบ้านนา,
พี่หมอหนิง อาจารย์หมอจากศิริราช,พี่ต้น คนนำ trip จากการบินไทย, พี่ติ๋ว พยาบาลอีกคน, พี่เจี๊ยบ กับ พี่เปิ้ล
สองสาวออฟฟิศ, พี่เปี๊ยก หนุ่ม artist สูงยาว, พี่ได๋ ผู้มีกิจการส่วนตัว, พี่แก๋งผู้พาหุ่นที่ดูแล้วอุ่นใจว่าไม่อดแน่
ถ้าเธอไปด้วย, บอลกับต้น สองคู่หูวัยเดียวกับผม

"เดี๋ยวเราจะแวะรับสมาชิกอีกคนที่บ้านโป่ง แล้วพักกินข้าวเที่ยงที่เมืองกาญจน์กันนะครับ ตอนนี้ก็รู้จักกันหมดแล้ว ก็คุยกันไปก่อนนะครับ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็ขึ้นรถได้เลยครับ"
พี่ต้น (ธรรมรัตน์) กล่าวหลังจากแนะนำตัวของทุกคนจบลง

และแล้วก็ได้ฤกษ์ล้อหมุนเสียที เหลือบมองหน้าปัด เก้าโมงแล้ว กว่าจะได้ออกเดินทาง นานจัง

ผมนั่งเป็นหนึ่งในคู่หลังสุดของรถตู้คันหนึ่ง ก็นั่งคุยกันไป สลับกับหลับ สักพักก็มาถึงบ้านโป่ง รถตู้อีกคัน
แวะรับหมุก หนุ่มอีกคนของคณะเราแป๊บหนึ่ง แล้วก็ไปกันต่อ

เมื่อมาถึงตัวเมืองกาญจน์ ก็แวะเข้าปั๊มน้ำมัน ไปกินน้ำปัสสาวะกันตามสะดวก พักเหยียดแข้งขากันด้วยแหละ
อากาศร้อนเอาเรื่องเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ พร้อมกับนึกว่า แล้วที่ที่เราจะไป จะร้อนยังงี้หรือเปล่าเนี่ย?

ออกจากปั๊มก็ไปกินข้าวกันแถวสะพานข้ามแม่น้ำแคว ร้อนเอาเรื่องเลย สงสัยเพราะตอนเที่ยงด้วยพอดีกระมัง
คนก็ไม่แยะนัก ก็น่าจะเหตุมาจากอากาศร้อนนี่แหละ

หลังจากอิ่มไปอีกมื้อแล้ว ทางคณะ staff ของ trip ก็ไปจ่ายตลาดกัน ส่วนที่เหลือก็นั่งแลกเปลี่ยนความเห็นกัน
ทำให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

รอ ร้อ รอ กว่าชั่วโมง ก็ยังจ่ายตลาดจนไม่เสร็จ (สงสัยแงะเงินในกระเป๋าตังค์ไม่ออกแหงเลย) นั่งรอจนจะ
เปลี่ยนเป็นนอนรอ ก็พอดีกลับมากันเสียก่อน ก็เลยรีบกลับไปสิงในรถ รับไอเย็นจากแอร์ ก่อนที่จะสุก เพราะ
อากาศที่ไม่ปรานีคนมาไกลกันบ้างเลย

คราวนี้ก็เลยได้ฤกษ์หลับอีกรอบตามระเบียบ ครอกกกกก...z z z z z z z z z z z

ตื่นมาอีกที ถึงทองผาภูมิแล้วนี่ ผมพอจำได้เพราะเพิ่งมาเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ก็แวะ (อีกแล้ว)ซื้อผลไม้
กัน ผมก็ลงไปสำรวจด้วย แต่ไม่ได้คาดว่าจะได้อะไรติดมือ เพราะมีแต่แป้งพม่า ผมไม่คิดจะซื้อใช้เอง
(หรือฝากใคร) อยู่แล้ว เดินให้มันร้อนเล่น ๆ สักพัก ก็หลบมาอืดในรถต่อดีก่า

แตงโม มะละกอ สับปะรด ทั้งหมดคือเสบียงผลไม้ของทั้งคณะที่ได้เพิ่มมาจากตลาดทองผาภูมิ

รถออกจากทองผาภูมิก็เลี้ยวไปทางสังขละบุรี ต่อไปเรื่อยตามเส้นทาง (mazda) 323 พักไม่นานก็มาถึง
แยกเข้าบ้านห้วยเสือขวามือ ที่มีจุดสังเกตเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาว

คราวนี้ถึงคราวย่อยอาหารแล้วสิ เพราะเป็นทางลูกรังดินแดงเชียวทางนี้สามารถเข้าไปถึงเขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรได้ด้วยนะ

ดูเหมือนว่าทางราชการกำลังทำถนนใหม่อยู่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเสร็จเมื่อไร ยังไงก็อย่าเร็วนัก และอย่าดีนักนะ กลัวว่าจะเป็นทางลำเลียงสิ่งที่ไม่อยากให้ลำเลียงออกจากป่าอย่างสะดวกดายน่ะสิ

น่าแปลกที่เห็นเมฆฝนก่อตัวอยู่ข้างหน้าทั้งที่ตัวเมืองที่ผ่านมาแดดร้อนและฟ้าใส แต่คิดได้สองแง่
ว่าอาจเป็นผลจากฝนเทียมหรือไม่ก็จากสภาพป่าที่กำลังจะไปถึงก็เป็นได้แต่ที่อยากให้เป็นก็ขอให้เกิด
จากเหตุแรกมากกว่า เพราะคงไม่มีใครอยากลุยฝนแน่ ๆ

ไม่ช้าไม่นาน หยดน้ำก็หลั่งมาจากฟ้า คลายอุณหภูมิให้เย็นลงจนผมเกรงว่าคืนนี้จะหนาวไหมน้อ?

"ถึงแล้ว"
รถชะลอตัว ก่อนจะปีนไปตามทางที่จัดไว้สู่ที่จอดรถของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู

"ตกลงเราจะพักกันที่นี่ทุกคืนนะครับ ต้องเปลี่ยนจากแผนเดิมที่จะไปพักแค้มป์ที่หน้าถ้ำเสาหิน เพราะมีหิน
ถล่มลงมาตรงที่บริเวณที่เราจะไปตั้งแคมป์
พี่เจ้าหน้าที่กลัวว่าหากไปพักจะอันตราย ใครอยากนอนเต๊นท์ 
ผูกเปล หรือนอนในห้องโถงของอุทยานก็ตามสะดวกนะครับ เดี๋ยวเราจะทานข้าวเย็นกันก่อน แล้วจะดูสไลด์
ของทางอุทยาน" พี่ต้นประกาศโปรแกรมตามหน้าที่ผู้นำ trip ที่ดี

แม้สายฝนจะขาดเม็ดแล้ว แต่ผมสมัครใจนอนในห้องโถงดีกว่า เพราะขี้เกียจเก็บเต๊นท์วันกลับ พอยึดได้
มุมเหมาะ ก็วางของจองที่ซะ

เดินสำรวจสถานที่ ดูแผนที่ของทางอุทยาน และถามพี่เจ้าหน้าที่ + พี่ staff เรื่องสถานที่ที่จะไป

ได้ความว่า พรุ่งนี้จะไปถ้ำนกนางแอ่น ใช้เวลาน่าจะเกือบทั้งวัน ถ้ามีเวลาเหลือจะแวะถ้ำใหญ่ก่อนกลับ
 ส่วนมะรืนจะไปถ้ำเสาหิน ส่วนวันสุดท้าย ถ้าอยากไป จะแวะที่น้ำตกทุ่งนางครวญที่อยู่ใกล้ ๆ

ดูจากแผนที่แล้ว การเดินทางมาชมถ้ำที่นี่ ทำได้สองทาง นอกจากทางที่คณะเราเดินทางมาแล้วยังสามารถ
เดินทางจากเขื่อนศรีนครินทร์ ย้อนขึ้นมาทางต้นน้ำ แวะที่แพน้ำโจน ก่อนเดินทางราบอีกประมาณ 6 กิโลเมตร
ก็จะถึงถ้ำเสาหิน (ซึ่งจริงแล้ว คณะเราจะมาทางนี้ แต่ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวจึงเปลี่ยนมาพักที่นี่แทน)

และทราบต่อมาว่า ที่นี่เป็นเพียง "ว่าที่" อุทยานแห่งชาติเท่านั้น ยังไม่ได้ประกาศ ทำให้อาจทำให้อุปกรณ์
หลายอย่างไม่สมบูรณ์นัก (จริงแล้ว ถึงเป็นอุทยานแห่งชาติ ก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์เมื่อไหร่)

ป่าในอุทยานนี้ จัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกที่กินอาณาบริเวณมหึมา จากจังหวัดเชียงใหม่ ตาก อุทัยธานี กำแพงเพชร นครสวรรค์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี มีทั้งส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร เขตห้ามล่าฯ และอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง

แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดก็คือป่าตะวันตกผืนเดียวกัน ต่างกันแค่การกำหนดจากทางราชการเท่านั้นเอง

นอกจากถ้ำเสาหิน ถ้ำนกนางแอ่น และถ้ำใหญ่แล้ว ในแผนที่ของทางอุทยาน ยังปรากฏถ้ำอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำน้ำตก ถ้ำค้างคาว และอื่นๆ (จำชื่อไม่ได้ฮับ)

ชั่วข้าวสุก เราทั้งหมดก็ได้กินข้าวมื้อเย็นกันในบรรยากาศยาม (อากาศ) เย็น ดูเหมือนว่าทุกคนจะ "รัก" ในการท่องเที่ยวแบบนี้ดี ไม่มีใครบ่นถึงสภาพเส้นทาง หรือสภาพอากาศเลย

จากนั้น ก็ผลัดกันอาบน้ำในห้องน้ำของทางอุทยาน น้ำเย็นดี คงเป็นน้ำจากลำธารแน่นอน สังเกตจากสบู่
ฟองหดก็เลยเดาได้ไม่ยาก สดชื่นดีเหมือนกันแหละ

พอได้เวลา พี่หนุ่ม เจ้าหน้าที่คนเก่งของทางอุทยาน ก็นำสไลด์มาฉายให้ทุกคนดูกัน

สไลด์ที่ได้ดู นับเป็นภาพชั้นเยี่ยมทีเดียว เพราะจากคำบรรยายประกอบ กว่าจะถ่ายมาได้แต่ละรูปต้องลุย
กันสุดฤทธิ์
อย่างภาพจากถ้ำน้ำตก บางตอนของถ้ำต้องคลานไป เพราะเพดานถ้ำสูงไม่เกินครึ่งเมตรและพื้นถ้ำ
บางช่วงก็เป็นธารน้ำ รวมถึงเป็นน้ำตกในถ้ำที่สูงกว่า 5 เมตร เวลาเข้าไปต้องเอาอุปกรณ์ปีนเขาเข้าไปด้วย
คิดดูก็แล้วกัน แต่หินงอกก็สวยประหลาดมาก เพราะเป็นเหมือน "โปเต้" เลย แบบว่างอกจากเพดานถ้ำแบบ
ตีเกลียวให้เลย

พอได้ชมภาพ ทุกคนก็เกิดอาการ "อยากไปมั่ง" รวมถึงผมด้วย แต่พี่หนุ่มก็อธิบายอย่างใจเย็นว่า
ในครั้งนี้คงไปไม่ได้ เพราะอุปกรณ์คงไม่พร้อม และทางที่ดี พี่เขาก็อยากทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย
ก่อนนำไปด้วย เล่นเอาเสียงเงียบไปเลย

ดูได้สักพักก็มีเพื่อนมาดูด้วย แต่เล่นเอาคนดูก่อนแตกตื่น ก็มาแบบจิ้งจกขยายขนาดแถมลายสีสวยบนตัว
เห็นแล้วอยากเอามาปิ้งกิน (แต่ผมไม่กินนา) ตั๊บ-แก แน่ะ ร้องอีกแล้ว

ดูสไลด์สลับกับดูตุ๊กแก กลัวมันมาดูข้าง ๆ เหมือนกัน

ภาพที่เห็นต่อไปเป็นหินงอกรูปถ้วยเวิร์ลคัพ ขนาดเบ้อเริ่มเลย คนถ่ายเขาฉลาดที่ถ่ายเอาคนเข้าไป
ในภาพด้วย เลยนึกขนาดออกได้ไม่ยาก เห็นทางสไลด์แล้วก็อยากไปดูด้วยตาอีก แต่พอพี่หนุ่มบอกว่า
ต้องล่องผ่านน้ำในถ้ำไปสามกิโลเมตรจากปากถ้ำนกนางแอ่นก็ทำเอาคิดหนักเหมือนกัน

จากนั้นก็เป็นภาพประติมากรรมหินธรรมชาติอีกมากมาย รวมทั้งเสาหินที่สูงที่สุดในโลกด้วย ดูแล้วอลังการ
จริงๆ
(แต่คงเทียบกับดูด้วยตาตัวเองไม่ได้) ดูแล้วก็อยากไปเห็นเร็ว ๆ จัง

พอจบสไลด์ก็มีคำถามมากมาย พี่หนุ่มก็ตอบทุกคำถามอย่างเต็มใจ คำถามก็เกี่ยวกับสภาพถ้ำ การเตรียม
ตัว สภาพแสง ฟังแล้วก็หนักใจเหมือนกัน ถ้ำนกนางแอ่น มีแสงจากภายนอกเข้าไปได้ แต่ถ้ำเสาหินมืดสนิท
ทั้งสองถ้ำ มีตอนต้องว่ายน้ำ และปีนเขา ผมฟังแล้วก็คิดถึงกล้องขึ้นมาจับใจ แล้วกูจะเอาเข้าไปดีไหมเนี่ย?

คิดง่าย ๆ มาถึงนี่แล้ว ทนแบกเข้าไปเหอะ ไม่งั้นจะเอามาทำไมให้หนักตั้งแต่แรก

จบสไลด์ ก็แยกย้ายกันไปพัก เตรียมร่างกายและจิตใจไว้ลุยกับสภาพต่อไปในวันรุ่ง

อากาศเย็นกว่าที่คิด จนทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก คว้าเสื้อกันหนาวมาประทังร่วมกับถุงเท้า อ้อ ที่นี่ก็มี
ยุงกวนนะครับ เนื้อหอมไม่วายเลยนะเรา...

ถ้ำนกนางแอ่น กับถ้ำใหญ่ แค่สองของความมหึมาของที่นี่ ตื่นอีกครั้ง เปิดไฟมองนาฬิกา เกือบหกโมงแล้ว
ลุกมาทำธุระส่วนตัวก็คงดี (เพราะปลอดคน) ว่าแล้วก็ลุกเลย

พอเสร็จกิจ ก็ออกมานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์ หมอกลงจัดทีเดียว เมื่อคืนฝนก็ยังตกลงมาอีก แม้จะไม่ถึงกับหนัก
ก็ตาม หลายคนเริ่มทยอยตื่น ผมคว้าโอวัลตินที่ชงเอง แล้วก็มานั่งคุยกับสมาชิกท่านอื่น รอเวลาหม่ำมื้อเช้า

มื้อเช้าก็หมดลงในเวลาอันรวดเร็ว (กินเก่งๆ กันทั้งนั้น)พร้อมกับทุกคนได้ข้าวถุงรวมกับข้าวเป็นเสบียง
มื้อเที่ยงก่อนออกตะลุย

แบ่งสมาชิกออกเป็นสอง กลุ่มหนึ่งขึ้น 4WD ของทางอุทยาน ส่วนที่เหลือก็นั่งรถตู้ไป เก้าโมงเป็นวันที่สอง
อีกแล้ว (สายไปนิด) มีพี่เจ้าหน้าที่อีกสามคนมาเป็นสมาชิกร่วมเดินทางเพิ่ม

อากาศยังชุ่มฝนอยู่มาก ทางลูกรังไม่ลำบากมากนักสำหรับรถตู้ รอบข้างเป็นสภาพไร่ที่ถูกเผา (ไม่แน่ใจว่า
เกิดจากมือชาวบ้านหรือไฟป่า) ดูเวิ้งว้างชอบกล นาน ๆ จะเห็นบ้านสักหลังเด่นขึ้นมาจากสภาพดินแดงปนคำ

ผ่านป้ายทางเข้าทุ่งใหญ่นเรศวรอีกครั้ง บอกระยะทางว่าไปอีก 60 กม. ก็เลี้ยวขวา แล่นกันมาได้พักใหญ่
ก็เข้าเขตหมู่บ้านเขาพระอินทร์

เห็นป้ายทางเข้าหน่วยย่อยอุทยานซ้ายมือ จอดปรึกษากันก่อนว่ารถตู้เข้าได้ไหม ลุงอนันต์คนขับใจถึง บอก
"ต้องลองดู"

เลยไม่ต้องขยับขยายที่นั่งใด ๆ บน 4WD ตะลุยกันได้เลย และทางก็ไม่โหดอย่างที่คาด มีตอนเดียว
เท่านั้นที่ต้องลงมาหาขอนไม้ถมร่อง เลยได้ของฝากเป็นดอกไม้ริมทางสีขาวสะอาดมาหนึ่งดอกประดับฟิล์ม

มาจอดกันตรงจุดหนึ่ง จริงแล้ว 4WD ยังไปต่อได้ แต่ด้วยความไม่ประมาทของพี่ๆ เจ้าหน้าที่ จึงลงไป
สำรวจทางกันดูก่อน แล้วก็เจอไม้ล้มขวางทางอยู่

"เดินกันไหวไหมครับ ที่จริงแล้วถึงใช้ 4WD ก็ไปได้ไม่ไกลครับ สักกิโลเองมั้ง" พี่หนุ่มแห่งลำคลองงูถามความเห็นสมาชิกทุกคน

ไม่มีใครปฏิเสธ ทั้งหมดจึงคว้าชูชีพกันคนละตัวก่อนเดินลงเนินตามพี่หนุ่มไป

เป็นครั้งแรก (และอาจเป็นครั้งเดียว รวมถึงครั้งสุดท้ายไหมหนอ) ที่ "ต้อง" ใช้ชูชีพในการเดินทางเข้าถ้ำ
เพราะถ้ำที่นี่มีธารน้ำไหลผ่าน และระดับน้ำก็ลึกเกินกว่าเท้าหยั่งถึง

ลงไปได้พักเดียว พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ตาไว คว้าปูสีสดใสมาเข้ากล้องได้อีก

พี่เขาบอกว่า ปูตัวดำระยางส้มสดพันธุ์นี้อาจเป็นพันธุ์ใหม่ของโลกก็ได้ (แต่ความเห็นผม คล้ายปูน้ำตกจัง)
กำลังให้นักวิจัยไปค้นคว้าอยู่

เพื่อความมั่นใจ เลยแว่บไปหาข้อมูลหลังจากกลับมาแล้ว (จากแสตมป์ที่มี) เจอแล้ว! เป็นปูทูลกระหม่อม
Thaipolamon Chulabhorn Naiyanetr นี่เอง ก็เป็นพันธุ์ใหม่ของโลกจริงๆ แหละ
ถ้าเป็นเมื่อหกปีที่แล้วนะ
เพราะเพิ่งค้นพบเจอเมื่อปี ค.ศ. 1993

เดินชม (เสียง) นกชมไม้กันพอเริ่มเหงื่อซึม ก็มาถึงสุดทางรถที่ 4WD มาถึงได้ (หากจะลุย)

มีส่วนหลงเหลือของที่ทำการหน่วยย่อยเก่าให้เห็น ทั้งหมดก็นั่งพักเหนื่อยกัน

"ตรงนี้คือบริเวณ karst window หนึ่งของถ้ำนกนางแอ่นครับ" พี่หนุ่มบอกให้ทุกคนทราบ

karst window เป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์อย่างหนึ่ง อธิบายง่ายๆ ว่า เป็นเพดานถ้ำที่ถล่มลงมา โดย
ต้องมีธารน้ำไหลผ่านพื้นถ้ำบริเวณนั้นด้วย ถ้ำนกนางแอ่นมีลักษณะของ karst window ถึง 6 แห่ง และหนึ่ง
ในนั้น
(จำไม่ได้ว่าอันไหน) อาจเป็น karst window ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย (ขณะนี้ karst window ที่ใหญ่
ที่สุดในโลกอยู่ที่อเมริกาใต้ แต่ที่นี่อาจใหญ่กว่า กำลังรอการยืนยันจากนักวิชาการ)

แต่จุดนี้มองไม่เห็นตัวลำน้ำลำคลองงูเพราะป่าค่อนข้างทึบ และความใหญ่ของ karst window พี่หนุ่มบอกว่า
เดินไปสักพักก็คงเห็นตัวลำน้ำเอง

จากนี้แหละ ถึงเป็นจุดที่ "ต้อง" เดินกันอย่างจริงจัง เรียงเดี่ยวตามกันไปทีเดียว เพราะเดินเลาะไปตาม
ขอบเขา ทั้งปีนป่าย กลั้นหายใจ (เพราะบางตอนทางแคบขนาดต้องเบี่ยงตัวถึงไปได้) ขวามือคือภูเขา ซ้ายมือ
คือทางลาดลง บางตอนก็ต้องลอดหินธรรมชาติที่ขวางอยู่ เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน

นานทีเดียวกว่าจะมาถึงบริเวณภาพเขียนโบราณที่เมื่อวานเห็นจากสไลด์ ภาพไม่ใหญ่เลย สักราวๆ หนึ่ง
ตารางฟุตได้ มีหลายภาพในบริเวณใกล้ ๆ กัน และบางภาพเส้นที่เขียนก็จางจนต้องเพ่งมองถึงจะสังเกตได้

พอครบคนก็เดินกันต่อ คราวนี้มาถึงช่วงสุดท้ายก่อนถึงปากถ้ำตอนหนึ่งของถ้ำนกนางแอ่น มีทางเลือก
ให้สองทาง ทางหนึ่งมุดโพรงเข้าไป ส่วนอีกทางเดินเลาะหินลงไปข้างล่าง ผมเลือกทางแรกกับพี่อีกสองสามคน
ก็งัดไฟฉายที่พกมาลองความสว่างกำลังไฟ แม้จะไม่มืดนัก แต่ถ้ามองไม่ชัดก็อาจเอาร่างกายไปปะทะกับหิน
ได้ไม่ยาก ไม่เกินห้านาที เราก็พบปากถ้ำอยู่ต่อหน้ากับสองตาของเรา

ปากถ้ำใหญ่มากจริงๆ คะเนด้วยสายตาน่าจะสูงกว่า 50 เมตร กว้างไม่ต่ำกว่า 20 เมตรได้กลิ่นมูล
นกนางแอ่นโชยมาจางๆ สมกับได้ชื่อนี้ และมีนกนางแอ่นบินเข้าออกเกือบตลอดเวลา

ยืนชมความยิ่งใหญ่ของถ้ำจนพี่ ๆ อีกกลุ่มที่เดินลงไปเรียก ก็เลยค่อย ๆ ปีน+ตะกายกันลงมาทีละคน
ทางไปแต่ละคนไม่มีซ้ำ เพราะชำนาญทางไหน หรือเห็นทางไหนดีก็เดินเลาะหินกันไป ลำบากดี และอันตราย
พอควร

ธารน้ำซึ่งไหลผ่านทางซ้ายมือของผม ดูเย็นน่าเล่นดีเหมือนกันแต่กล้องในกระเป๋าที่สะพายอยู่คงไม่ชอบ
แน่เลย เย็นไว้ก่อนโยม

รวมทีมกันริมฝั่งลำธารลำคลองงู เที่ยงพอดี กินข้าว ๆ หิวแล้ว

กินกันไป คุยกันไป ดูเหมือนฟ้าอยากจะคุยด้วยมั้ง เมฆดำก่อตัวขึ้นก้อนไม่เล็ก แต่ก็ยังดีที่พวกเราคุยกัน
ดังกว่า เม็ดฝนเลยยังไม่หยดมาเป็นเพื่อน

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาลอยคอเข้าถ้ำกัน ผมจัดการเอาลูกใส่ถุงพลาสติกใส ก่อนใส่ในกระเป๋าใบเก่ง (มีใบเดียว
แหละ) แล้วมัดตราสังด้วยถุงพลาสติกอีกสองชั้น ลองดู มันจะไหวมั้ยกับสถานการณ์วันนี้

คราวนี้มันก็สะพายไม่ได้แล้ว ก็อุ้มไปสิครับ เทินหัวบ้างตามอารมณ์ พอมองชาวบ้านที่ไม่มีกล้องแล้ว ก็ชัก
อยากเดินสบาย ๆ ตัวกับเขาเหมือนกัน

"เอาละ ถึงเวลาต้องลงน้ำแล้ว pack ของให้ดีนะครับ น้ำบางช่วงลึกจนหยั่งไม่ถึงนะครับ ระวังด้วย" พี่หนุ่มและพี่ต้นย้ำก่อนเจอสถานการณ์จริง

เย็นจังเลย เป็นความรู้สึกเมื่อทั้งตัวลงไปในน้ำ มือหนึ่งประคองตัว อีกมือประคองถุง (ไม่ใช่กระเป๋าแล้ว) กล้อง ยังดีที่ได้หมุกมาช่วยเอาขาตั้งกล้องไปช่วยถือ ทำให้ไม่ทุลักทุเลมากเท่าไหร่

การลอยคอช่วงนี้ระยะทางไม่ยาวนัก ไม่ถึงสิบนาที ผมก็พาตัวผ่านปากถ้ำเข้าไปยืนยังตลิ่งหินได้

"เจอแล้ว นี่ไงมอสเรืองแสง" ใครคนหนึ่งร้องบอกขึ้นมา

จากข้อมูลที่ทราบ มอสเรืองแสงเป็นพืชประหลาดที่จะสะท้อนแสงจนเป็นสีเขียวสดสว่างได้ แต่ก็เพียง
มุมเดียวเท่านั้น หากมองไม่ตรงกับมุมนี้ จะมองเห็นเป็นสีเขียวธรรมดา ไม่สดสว่างสวยงามเลย

อยากถ่ายรูปใจจะขาด รีบแกะอาวุธออกจากหีบห่อ แต่ขาตั้งจ๋า ยังอยู่กับนายหมุกอยู่เลย แง แง

เลยต้องถ่ายมุมที่พอมีแสงรอขาตั้งไปก่อน เล็งไปยังมุมเบื้องหน้าที่จะมุ่งไป ถ้ำช่วงนี้มีระยะแค่ไม่เกินร้อย
เมตรเท่านั้น ช่วงกลาง ๆ ของถ้ำแสงจะต่ำ แต่ปากถ้ำทั้งสองด้านสูงมาก ทำให้แสงเข้ามาจนมองเห็นทางโดย
ไม่ต้องพึ่งไฟฉาย

ขาตั้งมาแล้ว แต่กว่าจะปรับถ่ายได้ เขาก็จะไปกันต่อแล้ว เลยได้มาแค่สามรูปสำหรับช่วงถ้ำนี้

ปีนกันอีกรอบ การมีกล้องนี่มีภาระจริงนะ (นึกในใจ ไม่กล้าบ่นออกไปจริง กลัวโดนตอกกลับว่าแล้วเอามา
ทำไม) ทางก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไร ก็ตะกายกันไป

ผ่านน้ำอีกหน คราวนี้พอพ้น ขาตั้งไม่ห่างเจ้าของเลยได้ชักภาพอย่างทันใจ เป็นส่วนของ dropery (หวังว่า
คงเขียนไม่ผิดนะ) ขนาดยักษ์ เห็นในรูปนะ ใครจะรู้ว่าทั้งแผ่นผนังถ้ำเลยนะ ใหญ่ขนาดสามสิบคูณยี่สิบเมตร
ได้มั้ง เบ้อเริ่มเลยหละ

เดินไต่เขามาจนเริ่มเหนื่อยอีกหนก็มาถึงช่วงสุดท้ายก่อนพ้นอาณาเขตถ้ำนกนางแอ่น มองทะลุจากช่อง
โพรงถ้ำสวยทีเดียว ได้รูปเพิ่มมาอีกหลาย

ลงน้ำอีกแล้ว ที่จริงช่วงสุดท้ายนี้ไม่ต้องลงน้ำก็ผ่านไปได้ แต่ควรมีสัญชาติญาณเลียงผามากๆ หน่อย
 เพราะทางเดินสูงจากพื้นน้ำที่ผมลอยคอไปน่าดู แถมทางเดินก็แคบๆ เล็กๆ อีก พี่เจ้าหน้าที่หลายคนก็ไป
ทางบก แต่ทุกคนที่มาใหม่ สมัครใจลงน้ำเรียบวุธทุกคน (สบายกว่ากันเยอะเลย)

ระยะประมาณร้อยเมตรสุดท้ายนี้ ผมนอนลอยตัวปล่อยไหลไปตามน้ำ ชมหินงอก (stalacmite), หินย้อย
(stalactite)
, หินไหล (flowstone) ที่วิจิตรพิสดารที่สรรค์สร้างมาโดยธรรมชาติอย่างสบายใจทีเดียว

พอขึ้นจากน้ำครั้งนี้แล้วก็เป็นอันจบวิบากกรรมการเปียกแต่เพียงเท่านี้ เพราะจากนี้ไปเราจะเลาะปีนเขา
เพื่อมุ่งสู่ถ้ำใหญ่ ถ้ำอีกแห่งที่น่าสนใจในอุทยานแห่งนี้

สรุปว่าถ้ำนกนางแอ่นนี้มีถึง 6 karst window คณะเราผ่านไปแค่เพียง 3 เท่านั้น แต่ก็พบสิ่งสวยงาม
ใหญ่โตไปโข หากใครจะเก็บให้ครบต้องทำใจ และกายให้พร้อมกว่านี้ เพราะบางตอนอาจต้องล่องน้ำใน
ถ้ำเป็นระยะทางกว่าสามกิโลเมตร คิดแล้วเอื๊อกครับผม

แต่ละ karst window คั่นด้วยถ้ำที่มีธารน้ำไหลผ่านทั้งหมด ระยะของถ้ำสั้นยาวแล้วแต่ช่วง ส่วนที่เหมาะ
กับนักท่องเที่ยวคือช่วงที่ผมผ่านเท่านั้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ไป เพราะโอกาสเกิดอันตราย
จากการไปมีสูง

น้ำในถ้ำลึกตื้นไม่เท่ากัน ส่วนมากไม่ลึกนัก คนพอหยั่งถึง แต่ควรสวมชูชีพเสมอเมื่อลงน้ำ เพราะน้ำเย็นมาก และควรสวมหุ้มส้น เพราะใต้น้ำคือส่วนมากเป็นหิน แต่เป็นเลนก็มีนะ

ไฟฉายไม่จำเป็นนัก เพราะทุกช่วงที่ผ่านแสงส่องถึงเกือบหมด เห็นทางเดินตลอด....

อ่านหน้าต่อไปครับ