|
|
||||||||||
|
กลับมาการผจญของผมต่อ
ผมเดินบนหินสลับดินขึ้นเขา
โดยเลาะป่าและลำคลองงูไปเรื่อยๆ
จนมาพบโพรง พี่เจ้าหน้าที่นั่งรออยู่
เพราะต่างคนต่างเดิน
ทำให้ทิ้งระยะกันพอสมควร
ขึ้นเขาเลยครับท่าน
เดินไปพักเหนื่อย จนมารวมตัวกันอีกครั้งก่อนเข้าถ้ำใหญ่
พี่ต้นบอกว่าให้วางของไว้ตรงนี้ได้เลย
เพราะลงไป
แล้วเดี๋ยวก็ขึ้นมา แต่ถ้าวางกล้อง ก็ไม่รู้เอามาทำไมนี่พี่ ผมนึกในใจก่อนไม่วางอะไรสักอย่างเดินตามพี่เขาไป ปากถ้ำคงกว้างไม่ต่ำกว่าร้อยเมตรได้
(ใหญ่สมชื่อ)
ส่วนความสูงกะได้ยากเพราะดินตั้งแต่ปากถ้ำจะเป็น
"ข้างในถ้ำ
หลังเหลี่ยมมุมข้างหน้า
จะเป็นสันทรายที่สูงมาก
และตรงนั้นจะเป็นห้องโถงที่ใหญ่กว่าปากถ้ำนี่ นอกจากนี้พี่หนุ่มยังบอกด้วยว่า
ถ้ำนี้เป็นที่รู้จักของชาวบ้านแถบนี้เป็นอย่างดี
และมีคนเดินทางผ่านถ้ำนี้ ที่นี่ก็มีพืชเรียงแสงเหมือนกัน
หมอหนิงหนึ่งในทีมบอกว่า
ไม่น่าใช่มอสเพราะไม่ใช่พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ผมก็ได้ ยืมชมความยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติแห่งสุดท้ายของวันจนพอมีแรงกลับคืน ก็ชักชวนกันเดินกลับรถ ลากสังขารอันอ่อนเปลี้ย ขึ้นจากถ้ำใหญ่ ไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดรอพลพรรคตรงจุดแรกที่เคยเป็นหน่วยเก่า "รู้รึเปล่า?
ว่าจุดนี้นะเป็นหลังคาของถ้ำใหญ่นะ"
พี่ต้นเอ่ยขึ้นมาเหมือนจะเป็นคำถาม หลังจากนับคนกัน
ปรากฏว่าหมอหนิงหายไปหนึ่งคน
ทำให้ต้องไล่เลียงกันยกใหญ่ว่าคลาดสายตากันไปตอน ไม่นานนักก็ทราบว่าหมอหนิงเดินตามพี่เจ้าหน้าที่อีกคนขึ้นมาตรงจุดนี้นานแล้ว
โดยไม่ได้แวะไปที่ถ้ำใหญ่ เดินกลับย้อนทางเดิมที่มาเมื่อเช้า
พอเริ่มหมดแรง (รอบที่เท่าไรก็ไม่รู้)
ก็ถึงรถพอดี
ได้เสบียงจากพี่ๆ ที่ นอกจากคนจะกินขนมและน้ำแล้ว ก็มียุงกับผึ้งมาผสมโรงด้วย ทำให้ต้องรีบออกรถกลับที่ทำการกันโดยเร็ว แต่ดูเหมือนเรื่องลำบากในวันนี้
ยังไม่หมดง่ายๆ
ยางหลังเส้นหนึ่งของรถ 4WD
เกิดอ่อนกว่าที่ควรขึ้นมาอีก มาถึงที่ทำการก็เกือบมืดแล้ว
สุขใจแต่เหนื่อยกาย
ก็กลับมานั่งคุยกับตามเคยก่อนหม่ำมื้อเย็นร้อนๆ ก่อนแยกกันไปพักผ่อน
พี่ต้นมาเตือนว่า
พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล
และไม่อยากกลับมามืด
ดังนั้นจะออก รับทราบครับผม! เสาหินที่สูงที่สุดในโลก เมื่อคืนแสงจันทร์ส่องเต็มหน้า ตอนตื่นมาตบยุงที่รักเนื้อหวานๆ อีกตามเคย อากาศเย็นจนเกือบหนาว แต่เช้ามาก็ถือว่าขนาดนี้กำลังสบาย ตื่นมาเตรียมตัวแต่มืด เมื่อวานโดนขู่ไว้เยอะ เลยพร้อมไว้ก่อนเป็นดี อุปกรณ์ไม่ได้ลดลงสักอย่าง แถมต้องเพิ่มไฟฉายมาอีก เพราะถ้ำเสาหินไม่มีแสงจากภายนอกส่องถึง ทุกคนได้รับแจกข้าวเช้าและข้าวเที่ยง
แต่ด้วยความขยัน (เพราะขี้เกียจกินบนรถและขี้เกียจถือให้หนัก) วันนี้ออกแต่เช้า
อากาศสดชื่นดีมาก
หมอกยังโรยตัวอยู่ทั่วไปแม้จะไม่หนานักก็ตาม
ผมยังคงจองที่นั่งบน ยามเมื่อลมมาปะทะหน้าเวลารถวิ่ง
ผมถึงกับสั่นเพราะความเย็น
แต่ก็มีเรื่องให้หายสั่นจากการหันไปชมนก ตะขาบทุ่ง กะปูด
หัวขวาน แซงแซว
และอีกหลายตัวถูกว่าจ้างให้มาโชว์โฉมกันเต็มที่โดยเฉพาะชื่อแรกที่ นั่งโต้ลมมาเกือบชั่วโมง
ก็มาถึงบ้านพุเตย
ใครที่นั่งรถตู้ต้องย้ายก้นมานั่งรถอีแต๊ก
เพราะรถตู้คงไม่สามารถ
"รถอีแต๊ก"
เป็นชื่อเรียกพาหนะแบบภูมิปัญญาชาวบ้านแบบหนึ่งที่ใช้
เครื่องแบบคูโบต้าไถนาเป็นตัวขับ ก่อนจะออกจากหมู่บ้าน
ด้วยความตาไว (ไม่มากนัก)
หลายคนเห็นผลมะม่วงห้อยระย้าเต็มต้นทำให้เกิด ระหว่างนั่งชิมกัน
ขบวนรถอีแต๊ก ก็ แต็ก แต็ก
แต็ก แต็ก
ล่วงหน้าไปก่อน (ประชากรบน
4WD ยังห่วงกิน ออกจากหมู่บ้านได้นิดเดียว
รถอีแต๊กที่มีพวกของเรานั่งๆ
(น้อยกว่า) นอนๆ
ก็หักซ้ายเข้าทุ่ง
ทีแรกนึกว่า สองข้างทาง
เป็นสภาพทุ่งอะไรสักอย่างที่ร้างการเพาะปลูก
ดินสีแดงเห็นเป็นพื้นที่กว้าง
มีไม้สูงขึ้นเห็นอยู่ ชั่วครู่
ก็เห็นอีแต๊กตามมาอยู่ห่างๆ
แต่ทาง 4WD ก็ไม่ได้หยุดรอ
ยังคงมุ่งไปตามทางเรื่อยๆ
จนมาถึงเนิน ผมก็ลงมายืดเส้นยืดสายพร้อมกับคนอื่นๆ พร้อมสูดอากาศให้เต็มปอดพร้อมเดินทางต่อไป เมื่อเห็นหน้ากันครบ
4WD ก็นำไปเหมือนเคย
โดยมีพี่เจ้าหน้าที่หลายคนเดินไปเปิดทางก่อน
ทางตั้งแต่ แต่ก็มีบางตอน
ที่แม้พี่เจ้าหน้าที่จะฟันกิ่งไม้ให้แล้ว
แต่มันก็พอดี (หรือกะให้พอดีก็ไม่รู้)
กับตัวถังชนิด รถขับเร็วสลับช้าตามภูมิประเทศ
ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีจักจั่นมากมายจน
"เยี่ยวจักจั่น" ตกมาไม่ขาดระยะ "เยี่ยวจักจั่น"
จะเป็นของเหลวที่เป็นของเสียเหมือนชื่อหรือไม่นั้น
ผมไม่แน่ใจ
แต่เป็นสารเหลวที่ผลิต ทางข้างหน้าส่วนมากลาดลง
ดูแล้วหน้าฝนคงสนุกถึงสนุกมาก
เพราะดินแบบนี้เวลาเจอน้ำ
ผมว่า 4WD วนเวียนในป่าไผ่
โชคดีพอควรที่มากับ 4WD
คันหน้า
เพราะได้เห็นคู่ไก่ป่ามาอวดโฉม
เห็นแบบนี้แล้ว "เราจะเริ่มเดินกันตรงนี้แหละครับ" พี่หนุ่มประกาศ ทุกคนจึงจัดแจงขยับสัมภาระให้เข้าที่ รับชูชีพมาคนละอัน ได้เวลาหนัก+เกะกะแล้วครับ พอขบวนอีแต๊กโผล่มา
ไหงคนขับหน้าคุ้นๆ ไปได้ เมื่อพร้อม
ทุกคนก็เริ่มเดิน
ทางช่วงแรก ไม่มีทางตายตัว
นอกจากมุ่งเดินลงไปตามป่าไผ้เท่านั้น
พี่หนุ่ม น่าเสียดายแทนพี่อีกสามคนที่ไม่ได้ร่วมผจญนับแต่จอดรถในวันนี้พี่แก๋งนั้นสังขารไม่อำนวยและคิดว่าไม่อยาก ราวครึ่งชั่วโมง ก็มารวมพลหยุดกันเหนือทางน้ำตกที่ไร้น้ำ คิดในใจว่าจะให้เดินลงทางนี้หรือเปล่าหว่า? ยากนะ "พ้นทางลงตรงนี้ไปก็เรียกได้ว่าเกือบจะถึงแล้วล่ะครับ" พี่หนุ่มบอกเหมือนอ่านใจผมออก มองทางอีกที
แล้วก็ตอบตัวเองว่า
นี่มันต้องปีนลงไปชัดๆ
เลยนี่หว่า
ระดับความชันนั้นเปรียบง่ายๆ
ว่าที่เลาะ แต่ไม่ต้องคิดมาก พี่หนุ่มเดินตัวปลิวลงไปก่อนแล้ว (เจ้าถิ่นนี่เนอะ) เอ้า! ค่อยๆ ละกันเรา ผมเป็นคนที่สามหรือสี่ของชุด
กระเป๋ากล้องกับขาตั้งและชูชีพเป็นเครื่องทดสอบความพร้อมของร่างกายอีก ร่วมครึ่งชั่วโมงสำหรับการไต่น้ำตกอีกครั้ง ไม่ง่ายเลย ทางที่ไปนั้นใครสะดวกทางไหนก็เลือกกันตามสะดวก ไม่มีบังคับ (เพราะลำบากพอๆ กัน) พี่เขาเลาะหิน ผมก็ไปอีกทางบนท่อนไม้ อีกคนไปตามทางข้างๆ ก็ดูแปลกดี ในที่สุดก็มาจบคอร์ส
สิ่งที่รออยู่คือน้ำตกไหลแรง
พร้อมน้ำแอ่งกว้างสีเขียวสวยอันเป็นส่วนหนึ่งของลำคลองงู น้ำตกไม่สูงนัก
แต่ก็มีหลายระดับ
น้ำเย็นทีเดียว
ในแอ่งมีทั้งช่วงตื้นและลึกให้ลงไปแช่ได้
หลายคน (รวมทั้ง
เที่ยงพอดี แกะถุงข้าว เปิดถุงกับมาล้อมวงนั่งกินกัน พอข้าวเรียงเม็ด
พี่หนุ่มก็เร่งให้ออกเดินอีก จึงเก็บทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรไว้ มุ่งตามคนข้างหน้าไปอย่างใจมุ่งมั่น เสาหินจ๋า รอข้าก่อนนะ เดินสวนทิศทางไหลของน้ำ
ขึ้นไป
จนพบโพรงถ้ำดักหน้าอยู่
จุดนี้มีธารน้ำไหลออกมาด้วยนะ
ทั้งหมดจึงไม่สนใจจะมุดทวนน้ำเข้าไปให้เหนื่อย
เดินผ่านหน้าปากถ้ำนั้นแล้วก็ถึงเวลาปีนเขา
คราวนี้ปีน อึดกันหลายยก
แล้วก็มาถึง
ปากถ้ำเสาหินจุดที่จะเข้าไป
สูงทีเดียวนะ
แต่ไม่กว้างเท่าไร
หินงอกหินย้อยมี "จุดนี้แหละครับ
ที่เดิมเราจะมาตั้งเต๊นท์พักแรมกัน"
พี่ต้นเฉลย ดูไปแล้ว
พื้นที่ต่างระดับกันมากและก็มี "ถ้าเราจะมานอนกันตรงนี้
ง่ายที่สุด
คือนั่งเรือย้อนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์แล้วเข้าทางแพน้ำโจน
ซึ่งเป็นจุดที่ คราวนี้ก็ถึงเวลามาพิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เราไม่ต้องลำบากมานอนกันตรงนี้
พี่หินย้อยที่สลัดตัวอย่างไม่ไยดี พี่หนุ่มบอกว่า
เพิ่งเห็นหินร่วงก้อนนี้เมื่อคราวมาสำรวจครั้งล่าสุดประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เอง
ทำให้ต้อง สภาพแสงจากปากถ้ำ
บอกได้ทันทีว่า
ส่องลึกเข้าไปได้ไม่มากนักแน่นอน
งัดไฟฉายมาเตรียมใช้ให้สมกับ แต่ก่อนอื่น
ท่านควรมัดชูชีพให้แน่นก่อน
เจอน้ำก่อนเจอความมืดครับ
หากจะไปดูเสาหินโดยไม่เปียกน้ำ หลังจากมัดตราสังกระเป๋ากล้องเรียบร้อย ผมก็เดินอุ้มมันลงไปอย่างมั่นใจ (เมื่อวานลองมาแล้วนี่) ต๋อม! น้ำยังคงเย็นไม่ต่างกับเมื่อวาน
อาจเย็นกว่าด้วยซ้ำ
คว้าเชือกนำทางที่พี่เจ้าหน้าที่ขึงนำให้
แล้วก็ว่ายทวน ค่อนข้างลำบากทีเดียว
เพราะกระแสน้ำค่อนข้างแรง
ต้องพยายามไม่ปะทะกับน้ำตรงๆ
แสงเริ่มแปรผกผัน ในถ้ำเงียบอย่างวังเวง
มีแต่เสียงเฉพาะคณะเราเท่านั้น
(แหงล่ะ) ฟังเสียงน้ำไหลไป
ว่ายไป บวกกับใช้แรง หินในถ้ำที่นี่แปลก
ขอให้นึกสภาพของปะการังสมอง
(หรือสมองก็ได้น่า) ขอบหินยกตัวเรียงเป็นแผ่นแนว การเดินบนหินนี้จึงลำบากไม่แพ้ในน้ำ
ผมไม่สามารถใช้สายสะพายของกล้องได้
(เพราะลำบากในการมัด "หินรูปลายวงปีต้นไม้"
พี่คนเดินนำหน้าบอกพลางเอาไฟฉายส่องให้ดู
สวยดีครับ
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง เดินแบบเลียงผาตาบอด (ถ้ำมันมืดนี่)
จนเริ่มเบื่อ
ก็มาสนุกอีกครั้งด้วยการลงน้ำ ขึ้นจากน้ำ
ไปแสดงกายกรรมบนหินอีกครั้ง
พอว่ายมาติดๆ กันหลายๆ
คนก็มีการจราจรติดขัดบ้างเพราะ ขึ้นบกอีกหน เดินปีนหินลัดเลาะกันไป พี่ต้นบอกมาจากข้างหน้าว่า "ถึงแล้ว เสาหิน" เร็วกว่าที่คิด ยังงงอยู่นิดๆ
แบบว่าเลยครึ่งชั่วโมงเองไปนิดหน่อยเลยที่ลอยคอมาสลับกับปีนหิน
แต่ก็ดี ตั้งขาตั้งกล้อง บอกตรงๆ เลย
เมื่อวานตอนหอบอุปกรณ์ถ่ายภาพตะเลงๆ
บุกป่าฝ่าน้ำ
ก็ท้ออยู่เหมือนกัน
ยิ่งรู้ว่าวันนี้ พี่ต้นเตรียมมาถ่ายเสาหินเต็มที่ทีเดียว
ทั้งเลนส์ 20-40mm ทั้งไฟฉาย spotlight
กันน้ำ กล้องสองตัว จัดเสร็จ
ก็กดชัตเตอร์พร้อมกัน
ช่วยกันฉายแสงทั้งหมดที่มีไปที่เสาหิน
ทั้งแสงแฟลช, spotlight, ไฟฉาย ระหว่างสองหนุ่มเก็บภาพ สมาชิกที่เหลือก็ว่ายไปชมเสาหินใกล้ๆ หรือไม่ก็สำรวจพื้นที่รอบๆ กระจายๆ กันไป
เสาหิน (column)
ที่ตระหง่านตรงหน้า
เท่าที่วัดความสูงกันได้
สูงประมาณ 62 เมตรกว่าๆ จากการวัด ว่าไปแล้ว เสาหินก็คือหินงอกที่เกิดมาชนกับหินย้อยนั่นแหละ
เพียงแต่โอกาสเกิดให้ชนกันพอดีหลอม พี่หนุ่มบอกว่า
เท่าที่มีบันทึกกัน
มีเสาหินที่จีนสูงประมาณสามสิบเมตรเป็นสถิติโลกอยู่
ถ้าเทียบกับที่นี่ เห็นๆ ผมวางกล้องกับอุปกรณ์หลบมุมไว้ แล้วก็ว่ายไปใกล้ๆ เพื่อมองเสาหินให้เต็มตา อลังการครับ คงต้องใช้คำนี้ ยิ่งนอนลอยน้ำส่องไฟดู ยิ่งได้บรรยากาศ เสาหินหากดูมุมไกลจะดูเหมือนมีเพียงเสาเดียว
แต่เมื่อผมเข้าไปใกล้ๆ
จึงเห็นว่ามีหินงอกขนาดใหญ่อีก แฮรี่แมรี่ เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างหายาก
แต่แปลกว่าที่นี่กลับพบได้ง่ายๆ
แถวเสาหินนี่แหละลักษณะ ตอนเริ่มเข้าถ้ำนี้
ผมพบคราบซากของแฮรี่แมรี่ในใยแมงมุมมาแล้วหนึ่งรอบ
แต่ไม่สะใจ
สู้เห็นตอนดิ้นได้ แว๊บจริงๆ
ใจหายแว๊บเลย
เพราะที่เจอคือ แมงป่องถ้ำครับ
ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า
รีบเดินหลบกันทั้งหมด รวมเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงที่ได้ชมเสาหินกันแบบเต็มๆ
พี่หนุ่มก็เรียกรวมตัวเพื่อกลับออกจากถ้ำกัน
ขากลับออกมาก็ยังคงความลำบากไม่ยิ่งหย่อนกว่าขาเข้ามา
(ก็มันทางเดิมนี่)
เพียงแต่คุ้นเคยและทำใจ เมื่อสองขากลับมายืนอยู่บริเวณปากถ้ำโดยตัวพ้นจากน้ำ
และมีแสงจากอาทิตย์ส่องมาถึงตัวรู้สึกเหมือนว่า หลังจากเติมพลังจากเสบียงกันจนท้องหายว่าง
ก็ยกพวกเดิน เดิน เดิน (ที่จริงมีปีนด้วย)
ย้อนรอยลงมายัง
เกือบสามโมงเย็น
รวบรวมพลัง
ปีนน้ำตกกลับครับ
กว่าจะตะกาย (คำนี้เหมาะที่สุด)
มาถึงต้นทางก็เล่น พอพ้นทางโหดตรงนี้มาได้
ก็นั่งพักกันก่อนแหละ
ก่อนเดินบ้างพักบ้าง
ไต่ทางตามป่าไผ่ที่ค่อยๆ
ชันขึ้นทีละ ขึ้นรถประจำตำแหน่งเดิม
แล้วล้อก็หมุน
เดินทางออกจากป่าไผ่ภายใต้เงาเมฆครึ้ม
ถ้าฝน(ที่ไม่ใช่เยี่ยว จอดรถรอนานทีเดียวกว่ารถเจ้าถิ่นจะกลับมาถึงที่จอดรถตู้ในหมู่บ้านพุเตยได้
ดูเหมือนฟ้าจะครึ้มน้อยลง เปลี่ยนเส้นทางกลับนิดหน่อย
เลาะเลียบไปข้างแอ่งน้ำใหญ่ในเวลาเข้าไต้เข้าไฟ
หน้าตึงเพราะลมตีจนเกือบ กินข้าว-อาบน้ำเสร็จ ยังตกลงโปรแกรมพรุ่งนี้ที่เหลืออีกวันไม่ได้ เอาเป็นว่านอนก่อนดีกว่า อำลา ลืมตา
มาดูเพดานที่พักในเวลาไม่สายเหมือนเคย
ลุกมานั่งปล่อยอารมณ์
อากาศกำลังดี
น่านอนต่อแต่ไม่ ทีแรกว่าจะแวะน้ำตกทุ่งนางครวญระหว่างทางกลับ
แต่น่าจะต้องใช้ 4WD
เลยไม่สะดวก เลยคิดว่าจะไป ก่อนจาก
น่าเสียดายที่พี่หนุ่มและพี่เจ้าหน้าที่หลายคนติดธุระออกไปจากที่ทำการตั้งแต่เมื่อคืน
เลยไม่ได้ ข่าวล่าสุดเมื่อคืนนี้
มีรถหกล้อติดหล่มระหว่างทางจากถนนสาย
323 มาที่ทำการอุทยาน
ทำให้ต้องเปลี่ยน นับเป็นอีกครั้งที่ถึงกรุงเทพฯ
ก่อนมืดพี่ติ๊ดใจดีมาส่งเพื่อนร่วมทางหลายคนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน การเดินทางครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีอะไรมากมายให้จดจำ
ทั้งความประทับใจในเรื่องความรู้ที่ได้จาก ข้อมูลเพิ่มเติม karst -
พื้นที่หินปูนที่น้ำฝนน้ำท่าชะละลายหินออกไปจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ
เต็มไปด้วยหลุม บ่อ
ถ้ำและทางน้ำ -อ้างอิงจาก ปทานุกรมปฐพีวิทยา- special thanks
|
||||||||||