กลับมาการผจญของผมต่อ ผมเดินบนหินสลับดินขึ้นเขา โดยเลาะป่าและลำคลองงูไปเรื่อยๆ จนมาพบโพรง
สุดท้ายที่ลำคลองงูมุดหายไป อันถือเป็นจุดสิ้นสุดเขตของถ้ำนกนางแอ่น

พี่เจ้าหน้าที่นั่งรออยู่ เพราะต่างคนต่างเดิน ทำให้ทิ้งระยะกันพอสมควร ขึ้นเขาเลยครับท่าน เดินไปพักเหนื่อย
ไปเลยผม

จนมารวมตัวกันอีกครั้งก่อนเข้าถ้ำใหญ่ พี่ต้นบอกว่าให้วางของไว้ตรงนี้ได้เลย เพราะลงไป แล้วเดี๋ยวก็ขึ้นมา
ที่นี่ก่อนกลับไปที่รถ

แต่ถ้าวางกล้อง ก็ไม่รู้เอามาทำไมนี่พี่ ผมนึกในใจก่อนไม่วางอะไรสักอย่างเดินตามพี่เขาไป

ปากถ้ำคงกว้างไม่ต่ำกว่าร้อยเมตรได้ (ใหญ่สมชื่อ) ส่วนความสูงกะได้ยากเพราะดินตั้งแต่ปากถ้ำจะเป็น
slope ชันลงเข้าสู่ตัวถ้ำ ทำนองทางลงรถไฟใต้ดิน แต่คะเนก็ไม่น่าต่ำกว่ายี่สิบเมตร ส่วนจุดลึกสุดของส่วนที่
ลาดลงถึงเพดาน คงไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตรเห็นจะได้

"ข้างในถ้ำ หลังเหลี่ยมมุมข้างหน้า จะเป็นสันทรายที่สูงมาก และตรงนั้นจะเป็นห้องโถงที่ใหญ่กว่าปากถ้ำนี่
อีก เขาว่ากันว่าใครเข้าไปยืนตรงยอดสันทรายแล้วมองไปข้างหน้า จะรู้สึกเวิ้งว้างดุจอยู่ในอวกาศเพราะความ
ใหญ่โตของโถงแห่งนี้เลยทีเดียว" พี่ต้นบรรยาย แต่ไม่มีใครจะขยับตัว ก็เหนื่อยได้ที่แล้ว กระดิกไม่ค่อยออก
(หายซ่าส์) เลยได้แต่จินตนาการถึงความมโหฬารผ่านทางความคิดเท่านั้น

นอกจากนี้พี่หนุ่มยังบอกด้วยว่า ถ้ำนี้เป็นที่รู้จักของชาวบ้านแถบนี้เป็นอย่างดี และมีคนเดินทางผ่านถ้ำนี้
บ่อยกว่าถ้ำนกนางแอ่น (ตอนหลังจึงถึงบางอ้อ เพราะเดินอีกไม่นานก็มาถึงทางคนเดินได้ ทางไม่ลำบากนี่เอง)
เรียกได้ว่าถ้ำนี้เป็นจุดแวะเที่ยวอีกแห่งของแถบนี้ก็ว่าได้

ที่นี่ก็มีพืชเรียงแสงเหมือนกัน หมอหนิงหนึ่งในทีมบอกว่า ไม่น่าใช่มอสเพราะไม่ใช่พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ผมก็ได้
แต่ฟังเพราะข้าน้อยด้อยวิชาในเรื่องนี้

ยืมชมความยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติแห่งสุดท้ายของวันจนพอมีแรงกลับคืน ก็ชักชวนกันเดินกลับรถ

ลากสังขารอันอ่อนเปลี้ย ขึ้นจากถ้ำใหญ่ ไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดรอพลพรรคตรงจุดแรกที่เคยเป็นหน่วยเก่า

"รู้รึเปล่า? ว่าจุดนี้นะเป็นหลังคาของถ้ำใหญ่นะ" พี่ต้นเอ่ยขึ้นมาเหมือนจะเป็นคำถาม
"เขารู้ได้ยังไงน่ะพี่ สงสัยจัง" ผมถามบ้าง
"คณะที่เคยมาสำรวจใช้ระบบ GPS ตรวจสอบน่ะ" เป็นคำตอบที่ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว

หลังจากนับคนกัน ปรากฏว่าหมอหนิงหายไปหนึ่งคน ทำให้ต้องไล่เลียงกันยกใหญ่ว่าคลาดสายตากันไปตอน
ไหน ผมไม่ได้เป็นคนเห็นคนสุดท้าย แต่รู้ว่าพี่เขาเดินตามหลังผมมา ก็ช่วยกันคิดว่าน่าจะอยู่ที่ไหน แต่พี่หนุ่มสิ
ตกใจจนต้องรีบลงไปหาอีกรอบทันที

ไม่นานนักก็ทราบว่าหมอหนิงเดินตามพี่เจ้าหน้าที่อีกคนขึ้นมาตรงจุดนี้นานแล้ว โดยไม่ได้แวะไปที่ถ้ำใหญ่
ทำเอาทุกคนหายใจได้คล่องปอดเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยเฉพาะกับพี่หนุ่ม

เดินกลับย้อนทางเดิมที่มาเมื่อเช้า พอเริ่มหมดแรง (รอบที่เท่าไรก็ไม่รู้) ก็ถึงรถพอดี ได้เสบียงจากพี่ๆ ที่
เตรียมมาหน้าก็ใสขึ้นมาได้บ้าง

นอกจากคนจะกินขนมและน้ำแล้ว ก็มียุงกับผึ้งมาผสมโรงด้วย ทำให้ต้องรีบออกรถกลับที่ทำการกันโดยเร็ว

แต่ดูเหมือนเรื่องลำบากในวันนี้ ยังไม่หมดง่ายๆ ยางหลังเส้นหนึ่งของรถ 4WD เกิดอ่อนกว่าที่ควรขึ้นมาอีก
พี่หนุ่มเลยบอกว่าให้ย้ายบางส่วนไปอัดกันในรถตู้ก่อน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

มาถึงที่ทำการก็เกือบมืดแล้ว สุขใจแต่เหนื่อยกาย ก็กลับมานั่งคุยกับตามเคยก่อนหม่ำมื้อเย็นร้อนๆ
ที่แสนอร่อย

ก่อนแยกกันไปพักผ่อน พี่ต้นมาเตือนว่า พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล และไม่อยากกลับมามืด ดังนั้นจะออก
เดินทางไม่เกินหกโมงครึ่ง ขอให้ทุกคนพร้อมตามเวลาด้วย

รับทราบครับผม!

เสาหินที่สูงที่สุดในโลก

เมื่อคืนแสงจันทร์ส่องเต็มหน้า ตอนตื่นมาตบยุงที่รักเนื้อหวานๆ อีกตามเคย อากาศเย็นจนเกือบหนาว แต่เช้ามาก็ถือว่าขนาดนี้กำลังสบาย

ตื่นมาเตรียมตัวแต่มืด เมื่อวานโดนขู่ไว้เยอะ เลยพร้อมไว้ก่อนเป็นดี

อุปกรณ์ไม่ได้ลดลงสักอย่าง แถมต้องเพิ่มไฟฉายมาอีก เพราะถ้ำเสาหินไม่มีแสงจากภายนอกส่องถึง

ทุกคนได้รับแจกข้าวเช้าและข้าวเที่ยง แต่ด้วยความขยัน (เพราะขี้เกียจกินบนรถและขี้เกียจถือให้หนัก)
เลยอ้ำมื้อแรกของวันหมดแบบทันใจในห้านาที สบายท้องไปหนึ่งมื้อก่อนใคร

วันนี้ออกแต่เช้า อากาศสดชื่นดีมาก หมอกยังโรยตัวอยู่ทั่วไปแม้จะไม่หนานักก็ตาม ผมยังคงจองที่นั่งบน
4WD เช่นเดิม

ยามเมื่อลมมาปะทะหน้าเวลารถวิ่ง ผมถึงกับสั่นเพราะความเย็น แต่ก็มีเรื่องให้หายสั่นจากการหันไปชมนก
(ไม้ก็ชม) จากหลายผู้รู้ที่อยู่ร่วมกระบะเดียวกัน

ตะขาบทุ่ง กะปูด หัวขวาน แซงแซว และอีกหลายตัวถูกว่าจ้างให้มาโชว์โฉมกันเต็มที่โดยเฉพาะชื่อแรกที่
ปรากฏตัวบ่อยจนผมจับคู่ชื่อและตัวได้แม่นไปอีกนาน

นั่งโต้ลมมาเกือบชั่วโมง ก็มาถึงบ้านพุเตย ใครที่นั่งรถตู้ต้องย้ายก้นมานั่งรถอีแต๊ก เพราะรถตู้คงไม่สามารถ
ไปต่อในเส้นทางวันนี้ได้แน่ๆ

"รถอีแต๊ก" เป็นชื่อเรียกพาหนะแบบภูมิปัญญาชาวบ้านแบบหนึ่งที่ใช้ เครื่องแบบคูโบต้าไถนาเป็นตัวขับ
เคลื่อน โดยมีการต่อกระบะหลังสองล้อพ่วงเข้ามา ให้เป็นที่ให้ได้ขนสัมภาระหรือพืชผลกัน (แต่พวกผมเอามา
นั่งกับนอนแทน)

ก่อนจะออกจากหมู่บ้าน ด้วยความตาไว (ไม่มากนัก) หลายคนเห็นผลมะม่วงห้อยระย้าเต็มต้นทำให้เกิด
อาการอยากกินขึ้นมาติดหมัด เลยไม่ช้าที่จะเอ่ยขอกับเจ้าของบ้าน
"ขอมะม่วงมาชิมหน่อยได้ไหมครับพี่"
"เอาสิ สอยเลย"
เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจผู้ให้ พวกเราก็เลยรับมะม่วงที่ปอกแล้วพร้อมพริกกะเกลือมาอยู่กลางวงล้อมอย่างรวดเร็ว
"มันไหม" คนที่ไม่ได้กินคนแรกถาม
"มันสิ ลองดู เอ้า!" ผู้ถูกถามรีบตอบ
ผมก็เลยลองมั่ง มันจริงๆ มันจนตาปิดเลยครับ แต่พอเอามาจิ้มพริกกะเกลือแล้ว แซ่บหลาย!
เปรี้ยวก็แสนเปรี้ยวแต่พอมีรสเค็มบวกหวานปะแล่มของเครื่องจิ้มแล้ว มันก็ได้รสดีไม่หยอกเลยเชียว

ระหว่างนั่งชิมกัน ขบวนรถอีแต๊ก ก็ แต็ก แต็ก แต็ก แต็ก… ล่วงหน้าไปก่อน (ประชากรบน 4WD ยังห่วงกิน
อยู่) คนที่นั่งบนรถตู้เกือบทั้งหมดเริ่มลับหายไปตามทางถนนกับพาหนะชนิดใหม่ จนพอทุกคนเริ่มรู้รสอันแสน
มันกันครบ ก็ได้ฤกษ์ตามไปอย่างไม่เร่งรีบ

ออกจากหมู่บ้านได้นิดเดียว รถอีแต๊กที่มีพวกของเรานั่งๆ (น้อยกว่า) นอนๆ ก็หักซ้ายเข้าทุ่ง ทีแรกนึกว่า
4WD จะตามไป กลับตรงต่อไปอีก เป็นเพราะว่าความเร็วของอีแต๊กประมาณว่าเด็กวิ่งชนะน่ะครับ พี่คนขับ
เลยตัดไปข้างหน้าแล้วค่อยวกกลับเข้ามา เพราะง่ายกว่าไปแซงบนถนนแคบๆ

สองข้างทาง เป็นสภาพทุ่งอะไรสักอย่างที่ร้างการเพาะปลูก ดินสีแดงเห็นเป็นพื้นที่กว้าง มีไม้สูงขึ้นเห็นอยู่
เป็นระยะๆ

ชั่วครู่ ก็เห็นอีแต๊กตามมาอยู่ห่างๆ แต่ทาง 4WD ก็ไม่ได้หยุดรอ ยังคงมุ่งไปตามทางเรื่อยๆ จนมาถึงเนิน
ก่อน "ลุย" กันเต็มตัว ถึงได้ดับเครื่อง พักรอให้พร้อมหน้าก่อนไปต่อ

ผมก็ลงมายืดเส้นยืดสายพร้อมกับคนอื่นๆ พร้อมสูดอากาศให้เต็มปอดพร้อมเดินทางต่อไป

เมื่อเห็นหน้ากันครบ 4WD ก็นำไปเหมือนเคย โดยมีพี่เจ้าหน้าที่หลายคนเดินไปเปิดทางก่อน ทางตั้งแต่
จุดนี้ เป็นป่าไผ่ที่น้อยคนนักจะนำรถเข้ามา กิ่งไผ่ระทางตลอด คราวนี้ผมก็เลยได้สวมวิญญาณลูกพระพาย
นั่งโยกตัวฟุตเวิร์กหลบกิ่งไม้ที่เหมือนเป้าล่ออย่างสนุกเล็กๆ เพราะพ้นบ้างไม่พ้นบ้าง นอกจากนี้ยังต้องหลบ
ฟุตเวิร์กของพี่ที่นั่งข้างๆ ด้วย แต่ยังไม่วายโดนไหล่ขวาคนข้างๆ ฮุกเข้าเต็มแก้ม เล่นเอาพูดไม่ออกไปหลาย
วินาที

แต่ก็มีบางตอน ที่แม้พี่เจ้าหน้าที่จะฟันกิ่งไม้ให้แล้ว แต่มันก็พอดี (หรือกะให้พอดีก็ไม่รู้) กับตัวถังชนิด
ลากมากับหลังคาห้องโดยสารข้างหน้า อ้อ ผมลืมบอกไปว่ารถ 4WD คนนี้มีที่นั่ง VIP ซึ่งเป็นแผ่นไม้พาด
คร่อมระหว่างขอบกระบะซ้ายขวา ดังนั้นจึงสามารถนั่งหันหน้าไปชมวิวแบบห้อยขาได้ (และผมก็นั่งตรงนี้ด้วย)
ทีนี้หากพี่เขาเปิดทางให้พอดีส่วนสูงสุดของรถ 4WD หมายถึงหัวผมลอยเกินอยู่ จึงไม่มีทางเลือกสำหรับกรณี
แบบนี้นอกจากสละที่นั่งมุดลงนอนทับคนนั่งในตัวกระบะ ว่าไปแล้วก็สนุกดี แต่เหนื่อยเหมือนกัน เพราะมัน
หลายรอบเหลือเกิน

รถขับเร็วสลับช้าตามภูมิประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีจักจั่นมากมายจน "เยี่ยวจักจั่น" ตกมาไม่ขาดระยะ
ราวกับฝนก็ไม่ปาน แถมยังมีบินตัดหน้ากันให้ว่อน และแน่นอนเสียงกรีดร้องของแมลงที่หาดูตัวจริงได้ยากนี้
ก็ระงมจนเรียกได้ว่าหนวกหูทีเดียว

"เยี่ยวจักจั่น" จะเป็นของเหลวที่เป็นของเสียเหมือนชื่อหรือไม่นั้น ผมไม่แน่ใจ แต่เป็นสารเหลวที่ผลิต
จากตัวจักจั่นแน่นอน ถ้าเข้าไปในป่าไหนแล้วรู้สึกเหมือนมีละอองน้ำโปรยมา โดยไม่มีเค้าฝนพร้อมได้ยิน
เสียงจักจั่นล่ะก็ นั่นแหละครับ คุณเจอเข้าแล้ว
ความรู้ใหม่นี้แต่มาจากใครสักคนในกระบะ 4WD นี่แหละ
(แบบว่าจำชื่อพี่เขาไม่ได้อีกเป็นปกติ)

ทางข้างหน้าส่วนมากลาดลง ดูแล้วหน้าฝนคงสนุกถึงสนุกมาก เพราะดินแบบนี้เวลาเจอน้ำ ผมว่า 4WD
ก็มีสิทธิ์เอาตัวไม่รอดได้ นอกจากนี้ร่องทางที่มีไว้ให้ล้อไป ก็ลึกขนาดคะเนด้วยสายตาน่าจะเกือบฟุตเห็นจะได้
รถกระบะยกสูงกับอีแต๊กเท่านั้นที่น่าจะไม่ยั่นต่อหนทางแบบนี้ ดูๆ ไปก็กลัวล้อติดร่องเหมือนกัน

วนเวียนในป่าไผ่ โชคดีพอควรที่มากับ 4WD คันหน้า เพราะได้เห็นคู่ไก่ป่ามาอวดโฉม เห็นแบบนี้แล้ว
รู้สึกดีจริงๆ เลย ผ่านทางแยกจนมาถึงเนินก่อนพบทางลาด รถก็หยุดจอดใต้ร่มเงาไผ่และเสียงบรรเลง
เพลงไพรของบรรดาแมลง

"เราจะเริ่มเดินกันตรงนี้แหละครับ" พี่หนุ่มประกาศ

ทุกคนจึงจัดแจงขยับสัมภาระให้เข้าที่ รับชูชีพมาคนละอัน ได้เวลาหนัก+เกะกะแล้วครับ

พอขบวนอีแต๊กโผล่มา ไหงคนขับหน้าคุ้นๆ ไปได้
"อ้าว พี่ติ๊ด หันมาลองขับรถแบบใหม่แทนเครื่องบินแล้วหรือครับ?" ผมทักพี่ที่มีงานอดิเรกเป็นการขับเครื่องบิน
"พวงมาลัยหนักชะมัดเลย" พี่ติ๊ดตอบแบบอารมณ์ดี
"นั่งสบายดีเหมือนกัน นอนร้องเพลงกันมาตลอดเลย คนขับยังร้องด้วยเลย รู้หรือเปล่า?" พี่ติ๊ดทักมาอีก
ผมก็รับฟังแบบชักเริ่มอยากนั่งมั่ง

เมื่อพร้อม ทุกคนก็เริ่มเดิน ทางช่วงแรก ไม่มีทางตายตัว นอกจากมุ่งเดินลงไปตามป่าไผ้เท่านั้น พี่หนุ่ม
บอกว่าอย่าเดินให้หลุดระยะสายตา เพราะมีโอกาสพลัดหลงกันสูง ทางในป่าไผ่ไม่มีตายตัว เกือบทุกก้าวที่ย่างไป
ระดับต่ำกว่าก้าวเดิมที่ยืนอยู่เกือบทุกก้าว คิดถึงตอนเดินขึ้น (ทางลาดขึ้น) แล้วเริ่มหนักใจ เพราะรู้ว่ากำลังวังชา
ต้องน้อยกว่าตอนนี้แน่ แต่ถึงตอนนี้แล้ว คำว่าถอยเป็นไม่มี

น่าเสียดายแทนพี่อีกสามคนที่ไม่ได้ร่วมผจญนับแต่จอดรถในวันนี้พี่แก๋งนั้นสังขารไม่อำนวยและคิดว่าไม่อยาก
ให้เป็นภาระคนอื่นนั้นน่าเห็นใจ แต่พี่ได๋ที่เมื่อวานเอาเท้าขวาเหยียบเท้าซ้ายโดยมีหินอยู่ระหว่างกลางนั้นน่าเห็น
ใจกว่า แต่ที่น่าเห็นใจที่สุดน่าจะเป็นพี่เปี๊ยก นอกจากเมื่อวานจะทำไฟฉายกันน้ำใหม่เอี่ยมถอดด้ามจมหายใน
ลำคลองงูแล้ว ยังพลาดเท้าพลิกที่ทำการอุทยานตอนเย็นอีก เรียกว่าเดินทั้งวันไม่เป็นอะไร มาตกม้าตายแบบไม่
คาดคิดง่ายๆ นี่เอง

ราวครึ่งชั่วโมง ก็มารวมพลหยุดกันเหนือทางน้ำตกที่ไร้น้ำ คิดในใจว่าจะให้เดินลงทางนี้หรือเปล่าหว่า? ยากนะ

"พ้นทางลงตรงนี้ไปก็เรียกได้ว่าเกือบจะถึงแล้วล่ะครับ" พี่หนุ่มบอกเหมือนอ่านใจผมออก

มองทางอีกที แล้วก็ตอบตัวเองว่า นี่มันต้องปีนลงไปชัดๆ เลยนี่หว่า ระดับความชันนั้นเปรียบง่ายๆ ว่าที่เลาะ
ป่าไผ่มาน่ะคนละเรื่องเลย ชันกว่าแยะ

แต่ไม่ต้องคิดมาก พี่หนุ่มเดินตัวปลิวลงไปก่อนแล้ว (เจ้าถิ่นนี่เนอะ) เอ้า! ค่อยๆ ละกันเรา

ผมเป็นคนที่สามหรือสี่ของชุด กระเป๋ากล้องกับขาตั้งและชูชีพเป็นเครื่องทดสอบความพร้อมของร่างกายอีก
ครั้ง ดูเหมือน 2WD จะไม่พอ ผมก็เปลี่ยนมาใช้ 4WD ทันที แต่ในที่สุดมันก็สุดที่ 5WD (เท้าสอง, มือสอง, ก้นอีกหนึ่ง) จนได้

ร่วมครึ่งชั่วโมงสำหรับการไต่น้ำตกอีกครั้ง ไม่ง่ายเลย ทางที่ไปนั้นใครสะดวกทางไหนก็เลือกกันตามสะดวก ไม่มีบังคับ (เพราะลำบากพอๆ กัน) พี่เขาเลาะหิน ผมก็ไปอีกทางบนท่อนไม้ อีกคนไปตามทางข้างๆ ก็ดูแปลกดี

ในที่สุดก็มาจบคอร์ส สิ่งที่รออยู่คือน้ำตกไหลแรง พร้อมน้ำแอ่งกว้างสีเขียวสวยอันเป็นส่วนหนึ่งของลำคลองงู
มองเห็นมุมเก็บภาพ (เป็นสิ่งที่ต้องทำไปแล้วอ่ะ) ก็น่าจะงาม เอ้า ตั้งขา

น้ำตกไม่สูงนัก แต่ก็มีหลายระดับ น้ำเย็นทีเดียว ในแอ่งมีทั้งช่วงตื้นและลึกให้ลงไปแช่ได้ หลายคน (รวมทั้ง
ผม) คลายร้อนและหาความสดชื่นให้ตัวเองด้วยการกระโจนตูมลงไป เก็บความสดใสคืนมาสู่ตัวก่อนกินข้าวเที่ยง

เที่ยงพอดี แกะถุงข้าว เปิดถุงกับมาล้อมวงนั่งกินกัน

พอข้าวเรียงเม็ด พี่หนุ่มก็เร่งให้ออกเดินอีก
"รีบไปกันดีกว่าครับ เราอาจต้องอยู่ในถ้ำกันอีกนาน ช้าเดี๋ยวอาจค่ำตอนเดินทางได้" พี่หนุ่มพูดเตือนทุกคน

จึงเก็บทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรไว้ มุ่งตามคนข้างหน้าไปอย่างใจมุ่งมั่น เสาหินจ๋า รอข้าก่อนนะ

เดินสวนทิศทางไหลของน้ำ ขึ้นไป จนพบโพรงถ้ำดักหน้าอยู่ จุดนี้มีธารน้ำไหลออกมาด้วยนะ
"นี่ก็คือปากถ้ำส่วนสุดท้ายของถ้ำเสาหิน เราจะไม่เข้าไปทางนี้ให้ลำบาก ปีนไปข้างบนจะมีทางเข้าอีกทางที่ใกล้เสาหินมากกว่าจุดนี้"
พี่ต้นทำหน้าที่ของ staff และผู้ที่เคยมาแล้วอย่างที่ควรทำ

ทั้งหมดจึงไม่สนใจจะมุดทวนน้ำเข้าไปให้เหนื่อย เดินผ่านหน้าปากถ้ำนั้นแล้วก็ถึงเวลาปีนเขา คราวนี้ปีน
จริงๆ ครับ มีสองหรือสามครั้งที่ชันเกือบเก้าสิบองศา ดีที่ไม่สูงนัก (ประมาณสองถึงสามเมตร) และพอหาไม้หรือ
ร่องหินให้พาตัวเองขึ้นไปได้ตลอด แต่ก็ทำเอาต้องขุดวิญญาณตุ๊กแกมาใช้กันหลายคน

อึดกันหลายยก แล้วก็มาถึง ปากถ้ำเสาหินจุดที่จะเข้าไป สูงทีเดียวนะ แต่ไม่กว้างเท่าไร หินงอกหินย้อยมี
ประดับประดาไปทั่วทั้งปากถ้ำ

"จุดนี้แหละครับ ที่เดิมเราจะมาตั้งเต๊นท์พักแรมกัน" พี่ต้นเฉลย ดูไปแล้ว พื้นที่ต่างระดับกันมากและก็มี
บริเวณแคบๆ น่าจะกางเต๊นท์ลำบาก พอพูดไป พี่ต้นก็บอกว่า 
"ก็ต้องเบียดๆ กัน แล้วก็ออกไปหาที่กางที่อื่นบ้างถ้าไม่พอจริงๆ"

"ถ้าเราจะมานอนกันตรงนี้ ง่ายที่สุด คือนั่งเรือย้อนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์แล้วเข้าทางแพน้ำโจน ซึ่งเป็นจุดที่
ลำคลองงูบรรจบกับทะเลสาบหลังเขื่อน แล้วเดินทางราบเลียบลำธารมาก็จะมาเจอน้ำตกข้างล่างที่เราผ่านมา"

คราวนี้ก็ถึงเวลามาพิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เราไม่ต้องลำบากมานอนกันตรงนี้ พี่หินย้อยที่สลัดตัวอย่างไม่ไยดี
จากส่วนผนัง - เพดานถ้ำยังคงสงบนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน เพราะขนาดของเธอย่อมมาก ขนาดประมาณ
รถตู้ตั้งขึ้นเท่านั้นเอง (ถ้าตกมาเวลานอน บรื๋อ ขี้เกียจคิดฮับ) แต่ที่ยังอยู่ ขนาดก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านี้นะครับ

พี่หนุ่มบอกว่า เพิ่งเห็นหินร่วงก้อนนี้เมื่อคราวมาสำรวจครั้งล่าสุดประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เอง ทำให้ต้อง
เปลี่ยนกำหนดการณ์ที่พักเป็นที่ทำการอุทยานแทน ปลอดภัยไว้ก่อนครับ

สภาพแสงจากปากถ้ำ บอกได้ทันทีว่า ส่องลึกเข้าไปได้ไม่มากนักแน่นอน งัดไฟฉายมาเตรียมใช้ให้สมกับ
ที่แบกมากันได้แล้วครับทุกคน

แต่ก่อนอื่น ท่านควรมัดชูชีพให้แน่นก่อน เจอน้ำก่อนเจอความมืดครับ หากจะไปดูเสาหินโดยไม่เปียกน้ำ
กรุณาเป็นค้างคาวหรือตุ๊กแกนะครับ (อ้อ จิ้งจกก็ได้ครับ ถ้าไม่กลัวตกรูหิน) ถ้าเป็นคนก็เปียกแน่นอนกว่า
จะได้เห็น

หลังจากมัดตราสังกระเป๋ากล้องเรียบร้อย ผมก็เดินอุ้มมันลงไปอย่างมั่นใจ (เมื่อวานลองมาแล้วนี่) ต๋อม!

น้ำยังคงเย็นไม่ต่างกับเมื่อวาน อาจเย็นกว่าด้วยซ้ำ คว้าเชือกนำทางที่พี่เจ้าหน้าที่ขึงนำให้ แล้วก็ว่ายทวน
ในท่าสุดสวย ลูกหมาตกน้ำครับ

ค่อนข้างลำบากทีเดียว เพราะกระแสน้ำค่อนข้างแรง ต้องพยายามไม่ปะทะกับน้ำตรงๆ แสงเริ่มแปรผกผัน
กับระยะทางที่คืบไปจนมืดสนิทในที่สุด
ไฟฉายทุกกระบอกทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ และหวังว่า
มันคงไม่ทรยศใครก่อนเวลาอันควรเพราะน้ำนะ แน่นอนว่าไฟฉายทุกกระบอกไม่กันน้ำ ของผมก็เช่นกัน
(ไม่มีตังค์ซื้อ มันแพง) ทำให้นอกจากจะต้องคอยระวังกล้องแล้ว ผมต้องชูไฟฉายไว้เหนือน้ำอีก ฮ่วย ลำบากจริง
(นี่ยังดีนะ ที่หมุก-มือวางอันดับหนึ่ง เอาขาตั้งกล้องไปช่วยถือแล้ว)

ในถ้ำเงียบอย่างวังเวง มีแต่เสียงเฉพาะคณะเราเท่านั้น (แหงล่ะ) ฟังเสียงน้ำไหลไป ว่ายไป บวกกับใช้แรง
แขนเหนี่ยวเชือกช่วย ไม่นานก็ขึ้นจากน้ำมาเจอหิน

หินในถ้ำที่นี่แปลก ขอให้นึกสภาพของปะการังสมอง (หรือสมองก็ได้น่า) ขอบหินยกตัวเรียงเป็นแผ่นแนว
ตั้งคดโค้ง ทำให้เหมือนมีรูอยู่ทั่วบนแผ่นหิน
แม้ไม่กว้างใหญ่จนเท้าหลุดลงไปได้ก็ตาม แต่หากใครพื้นรองเท้า
ไม่หนาพอ เป็นต้องเจ็บเท้าเพราะน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาแน่ แต่กลับเป็นข้อดีที่ง่ายในการหาที่ยึดเหนี่ยว
ช่วยด้วยมือ แค่ระวังเจ็บมือหน่อยก็พอ

การเดินบนหินนี้จึงลำบากไม่แพ้ในน้ำ ผมไม่สามารถใช้สายสะพายของกล้องได้ (เพราะลำบากในการมัด
กันน้ำใหม่) ทำให้ต้องอุ้มไป ไฟฉายก็ต้องส่องทาง ทางก็ไม่ใช่ทางราบ ต้องเลาะไปตามขอบผนังถ้ำ เชื่อไหม
ครับ ว่าบางช่วงต้องส่องกันนานเลยกว่าจะหาที่วางเท้าเพื่อก้าวต่อไปเจอ เพราะมันเหยียบได้แทบไม่เต็มเท้า
น่ะครับ

"หินรูปลายวงปีต้นไม้" พี่คนเดินนำหน้าบอกพลางเอาไฟฉายส่องให้ดู สวยดีครับ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
เท่าๆ กับจานกินข้าวที่ใหญ่กว่าฝ่ามือไม่มากนัก เมื่อคนต่อไปเดินมาใกล้ ก็บอกเขาให้ดูบ้าง ของสวยๆ
อย่างนี้ควรแบ่งกันดูครับ ของจริงสวยกว่าสไลด์ที่ดูวันแรกเยอะเอาการ

เดินแบบเลียงผาตาบอด (ถ้ำมันมืดนี่) จนเริ่มเบื่อ ก็มาสนุกอีกครั้งด้วยการลงน้ำ
"ว่ายชิดขวาไว้" พี่เจ้าหน้าที่ที่ว่ายนำไปรอก่อนล่วงหน้าตะโกนบอกต้องว่ายทวนน้ำอีกครั้ง แต่จะไม่หนักมาก
หากชิดขวาตามที่พี่เขาบอก เพราะทางน้ำจะแรงหากไปทางซ้าย บวกกับชูชีพที่มี ว่ายสบายขึ้นเยอะเลย

ขึ้นจากน้ำ ไปแสดงกายกรรมบนหินอีกครั้ง พอว่ายมาติดๆ กันหลายๆ คนก็มีการจราจรติดขัดบ้างเพราะ
คนหน้าหาทางสะดวกไม่เจอ แต่ก็ค่อยๆ ทยอยกันไปได้ในเวลาต่อมา

ขึ้นบกอีกหน เดินปีนหินลัดเลาะกันไป พี่ต้นบอกมาจากข้างหน้าว่า "ถึงแล้ว เสาหิน" เร็วกว่าที่คิด

ยังงงอยู่นิดๆ แบบว่าเลยครึ่งชั่วโมงเองไปนิดหน่อยเลยที่ลอยคอมาสลับกับปีนหิน แต่ก็ดี ตั้งขาตั้งกล้อง
เตรียมชักภาพได้แล้ว

บอกตรงๆ เลย เมื่อวานตอนหอบอุปกรณ์ถ่ายภาพตะเลงๆ บุกป่าฝ่าน้ำ ก็ท้ออยู่เหมือนกัน ยิ่งรู้ว่าวันนี้
ต้องบุกถ้ำมืดๆ อีก เกือบไม่เอากล้องเข้ามาแล้วล่ะ ดีที่มีพี่ต้นแบกกล้องเข้ามาเป็นเพื่อน ก็เลยคิดในใจว่า
โอกาสจะเอาเข้ามาโดยมีกล้องในมือคงไม่เกินหนึ่งครั้งแน่ ดังนั้นก็ต้องเต็มที่ (บวกเต็มฟัด) กันหน่อย

พี่ต้นเตรียมมาถ่ายเสาหินเต็มที่ทีเดียว ทั้งเลนส์ 20-40mm ทั้งไฟฉาย spotlight กันน้ำ กล้องสองตัว
พร้อมแฟลช+ขาตั้ง+สายลั่นชัตเตอร์
พี่เขาบอกว่าถ่ายไปคราวก่อนดูไม่ได้เลยสักรูป ส่วนผมมีแค่กล้อง+เลนส์
+ขาตั้งคู่ใจ
(มีชุดเดียวฮับ) ไฟฉายก็ยังคู่ใจอีก ได้เปรียบอย่างเดียวเรื่องนาฬิกาจับเวลาเท่านั้น

จัดเสร็จ ก็กดชัตเตอร์พร้อมกัน ช่วยกันฉายแสงทั้งหมดที่มีไปที่เสาหิน ทั้งแสงแฟลช, spotlight, ไฟฉาย
สามภาพ 1 นาที, 2 นาที และ 4 นาที (ผมแอบมั่วด้วย -2, -3 และ -1 สต็อปด้วยแหละ) ล้างเสร็จคงได้รู้ว่าหมู่
หรือจ่า หวังก่อนเลยว่าการกดค้างชัตเตอร์ตลอดเวลาที่กำหนดนั้น อย่าทำให้ภาพไหวก่อนล่ะ โหมดชัตเตอร์ B
ของกล้องผมต้องกดค้างตลอด เมื่อยนิ้วเอาการ

ระหว่างสองหนุ่มเก็บภาพ สมาชิกที่เหลือก็ว่ายไปชมเสาหินใกล้ๆ หรือไม่ก็สำรวจพื้นที่รอบๆ กระจายๆ กันไป

เสาหิน (column) ที่ตระหง่านตรงหน้า เท่าที่วัดความสูงกันได้ สูงประมาณ 62 เมตรกว่าๆ จากการวัด
ครั้งที่สองด้วยเชือกผูกกับลูกโป่ง
หลังจากวัดครั้งแรกทางตรีโกณได้ประมาณ 60 เมตร พี่หนุ่มบอกว่าความสูง
จริงน่าจะสูงกว่านี้อีก เพราะการวัดด้วยลูกโป่งน้ำหนักเชือกมากเกินไปจึงยังไม่สามารถวัดจุดสูงสุดได้

ว่าไปแล้ว เสาหินก็คือหินงอกที่เกิดมาชนกับหินย้อยนั่นแหละ เพียงแต่โอกาสเกิดให้ชนกันพอดีหลอม
เป็นเสามีไม่มากนัก และยังสูงใหญ่ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณแปดเมตร) จากพื้นจรดเพดานถ้ำได้ขนาดนี้
ไม่น่าแปลกใจที่ว่า นี่คือปฏิมากรรมธรรมชาติที่ติดอันดับโลกชิ้นหนึ่งที่มี คนในโลกมาเห็นด้วยตาตัวเอง
ไม่เกินสองร้อยคน! คงไม่ต้องบอกนะว่าทำไมจึงมีจำนวนแค่นี้

พี่หนุ่มบอกว่า เท่าที่มีบันทึกกัน มีเสาหินที่จีนสูงประมาณสามสิบเมตรเป็นสถิติโลกอยู่ ถ้าเทียบกับที่นี่ เห็นๆ
กันอยู่ว่าใครใหญ่ เพราะโอกาสเสาหินจะล้มก็มีได้ทุกเวลา จากแผ่นดินไหว หรือแรงน้ำซัด หรือการพังจากภัย
อื่นๆ โชคดีทีเดียวที่เสาหินนี้อยู่ในถ้ำนี้ที่ยากแก่การเข้าถึง และเมืองไทยไม่อยู่ในแนวแผ่นดินไหว

ผมวางกล้องกับอุปกรณ์หลบมุมไว้ แล้วก็ว่ายไปใกล้ๆ เพื่อมองเสาหินให้เต็มตา

อลังการครับ คงต้องใช้คำนี้ ยิ่งนอนลอยน้ำส่องไฟดู ยิ่งได้บรรยากาศ

เสาหินหากดูมุมไกลจะดูเหมือนมีเพียงเสาเดียว แต่เมื่อผมเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่ามีหินงอกขนาดใหญ่อีก
สองตั้งเคียงอยู่ หนึ่งในนั้นล้มไปแล้ว แต่อีกหนึ่งตั้งอยู่ข้างๆ รอวันเติบโตเป็นเหมือนอย่างพี่เบิ้มข้างๆ พอดูจน
อิ่มตา ก็เกิดอาการอยากเห็นแฮรี่แมรี่ขึ้นมาอีก ลำบากพี่หนุ่มนิดนะครับ

แฮรี่แมรี่ เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างหายาก แต่แปลกว่าที่นี่กลับพบได้ง่ายๆ แถวเสาหินนี่แหละลักษณะ
ลำตัวทั่วไปคล้ายตะขาบ แต่มีขาแค่ 24 ขา ฝั่งละโหลเป็นเอกลักษณ์ และช่วงขายาวหยักเหมือนขาคู่หลังของ
ตั๊กแตน ที่สำคัญไม่มีพิษนะจ๊ะ

ตอนเริ่มเข้าถ้ำนี้ ผมพบคราบซากของแฮรี่แมรี่ในใยแมงมุมมาแล้วหนึ่งรอบ แต่ไม่สะใจ สู้เห็นตอนดิ้นได้
คงดีกว่าแน่ พี่หนุ่มก็ดีใจหาย ช่วยส่องไฟหาร่วมกับผมและพี่อีกคน ฮั่นแน่ อะไรแว๊บๆ

แว๊บจริงๆ ใจหายแว๊บเลย เพราะที่เจอคือ แมงป่องถ้ำครับ ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า รีบเดินหลบกันทั้งหมด
ไปหาที่อื่นกันแทน ส่องไปส่องมาก็เจอจิ้งหรีดอีกกลุ่มใหญ่ จนในที่สุดก็เจอจนได้ พี่หนุ่มเป็นคนเจอก่อน
แล้วส่องให้พี่อีกคนดู วิ่งหนีแสงไฟไวชะมัด ผมเลยไม่ทันได้เห็นในทีแรกนี้ แต่ก็ไม่พ้นความพยายาม
คราวนี้ส่องเจอเองเลย นับเป็นโชคของผมที่ส่องเจอในหลุมหิน มันเลยไม่วิ่งหนีไปไหน โชว์ตัวให้ผมและคนอื่นๆ
ส่องดูได้นานพอควร

รวมเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงที่ได้ชมเสาหินกันแบบเต็มๆ พี่หนุ่มก็เรียกรวมตัวเพื่อกลับออกจากถ้ำกัน 
ก็ค่อยๆ ย้อนกลับมาทางเดิม มีช่วงหนึ่งตอนล่องน้ำกลับมา หินย้อยที่ผนังมีลักษณะเงาแวววาวเป็นสีเงิน ดูลึกลับสวยงามแปลกๆ พี่ต้นบอกว่า ดูๆ ไปเหมือนเหล็กไหลดี ยิ่งในบรรยากาศมืดๆ ในน้ำแบบนี้ด้วย มันน่าเชื่อจริงๆ ครับ แต่หมอหนิงบอกว่าคงเป็นออกไซด์บางอย่างในน้ำที่มาเคลือบหินมากกว่าล่ะมั้ง

ขากลับออกมาก็ยังคงความลำบากไม่ยิ่งหย่อนกว่าขาเข้ามา (ก็มันทางเดิมนี่) เพียงแต่คุ้นเคยและทำใจ
ได้มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อสองขากลับมายืนอยู่บริเวณปากถ้ำโดยตัวพ้นจากน้ำ และมีแสงจากอาทิตย์ส่องมาถึงตัวรู้สึกเหมือนว่า
คณะของเราผ่านพ้นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งไปแล้ว ประมาณนั้นได้

หลังจากเติมพลังจากเสบียงกันจนท้องหายว่าง ก็ยกพวกเดิน เดิน เดิน (ที่จริงมีปีนด้วย) ย้อนรอยลงมายัง
จุดน้ำตกข้างล่างที่พักทานข้าวกันเมื่อเที่ยง เมื่อมาถึงก็พักเหนื่อยเอาแรง ผมไม่รอช้า ขอโดดน้ำอีกรอบ
แม้พี่เขาจะบอกว่า น้ำลำคลองงูนี้ไหลมาจากใจกลางทุ่งใหญ่นเรศวรที่มีเหมืองแร่ตั้งอยู่ก็ตาม หลายคนก็
ร่วมวงกับผมด้วย เย็นสบายดีจัง

เกือบสามโมงเย็น รวบรวมพลัง ปีนน้ำตกกลับครับ กว่าจะตะกาย (คำนี้เหมาะที่สุด) มาถึงต้นทางก็เล่น
เอาเหงื่อโชกราวกับอาบน้ำมาเลยทีเดียว

พอพ้นทางโหดตรงนี้มาได้ ก็นั่งพักกันก่อนแหละ ก่อนเดินบ้างพักบ้าง ไต่ทางตามป่าไผ่ที่ค่อยๆ ชันขึ้นทีละ
นิดๆ ที่นี่พบคราบจักจั่นเยอะจริงๆ เรียกได้ว่าเจอซ้อนกันสามชั้น หรือเก้าตัวรอบปล้องไผ่เดียวกันก็ไม่ใช่
เรื่องหายาก
จนกระทั่งมาถึงรถ พบกับพี่ๆ ที่นั่งๆ นอนๆ รออยู่พร้อมเสบียง เพื่อไม่ให้เสียศรัทธา ทุกคนก็
ช่วยกันทำให้มันเข้าท้องของตัวเองโดยไม่ต้องรอใครเสก

ขึ้นรถประจำตำแหน่งเดิม แล้วล้อก็หมุน เดินทางออกจากป่าไผ่ภายใต้เงาเมฆครึ้ม ถ้าฝน(ที่ไม่ใช่เยี่ยว
จักจั่น)  เทลงมาก่อนออกจากป่าไผ่ไปได้ คงลำบากแน่ รถ 4WD นำหน้าออกมาก่อน ตามด้วยอีแต๊กที่ส่งเสียง
ตามชื่อแล่นออกมาแบบห่างๆ

จอดรถรอนานทีเดียวกว่ารถเจ้าถิ่นจะกลับมาถึงที่จอดรถตู้ในหมู่บ้านพุเตยได้ ดูเหมือนฟ้าจะครึ้มน้อยลง
ลมคงพาลมฝนไปตกที่อื่นแล้วกระมัง แต่เพื่อสวัสดิภาพของนักเดินทาง พอย้ายกลับมายังรถตู้ได้ 4WD
พี่คนขับก็ทำความเร็วเหมือนจะหนีฝนกลับที่ทำการอุทยานทันที

เปลี่ยนเส้นทางกลับนิดหน่อย เลาะเลียบไปข้างแอ่งน้ำใหญ่ในเวลาเข้าไต้เข้าไฟ หน้าตึงเพราะลมตีจนเกือบ
ชา อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็กลับมาถึงที่ทำการในเวลากว่าหนึ่งทุ่มก่อนรถตู้มาถึงเพียงนิดเดียว
วันนี้ใช้เวลากว่าสิบสองชั่วโมงเชียวนะเนี่ย เหนื่อยไม่ใช่เล่น

กินข้าว-อาบน้ำเสร็จ ยังตกลงโปรแกรมพรุ่งนี้ที่เหลืออีกวันไม่ได้ เอาเป็นว่านอนก่อนดีกว่า…

อำลา

ลืมตา มาดูเพดานที่พักในเวลาไม่สายเหมือนเคย ลุกมานั่งปล่อยอารมณ์ อากาศกำลังดี น่านอนต่อแต่ไม่
ดีกว่า  กลับไปนอนที่บ้านก็เหลือเฟือ

ทีแรกว่าจะแวะน้ำตกทุ่งนางครวญระหว่างทางกลับ แต่น่าจะต้องใช้ 4WD เลยไม่สะดวก เลยคิดว่าจะไป
สังขละบุรีแทน แต่หลายคนทำหน้าคิดถึงบ้าน บทสรุปเลยเป็นว่ากลับคืนสู่กรุง

ก่อนจาก น่าเสียดายที่พี่หนุ่มและพี่เจ้าหน้าที่หลายคนติดธุระออกไปจากที่ทำการตั้งแต่เมื่อคืน เลยไม่ได้
กล่าวคำอำลากับพี่เขา แต่ยังดีที่พอมีเจ้าหน้าที่เหลือ จึงรวบรวมเงินของชมรมจำนวนหนึ่งไว้ให้ ปิดท้าย
ด้วยแอคชันสุดเท่ห์กับป้าย (ว่าที่) อุทยาน

ข่าวล่าสุดเมื่อคืนนี้ มีรถหกล้อติดหล่มระหว่างทางจากถนนสาย 323 มาที่ทำการอุทยาน ทำให้ต้องเปลี่ยน
เส้นทางกลับไปเป็นทางใหม่ ผ่านเหมืองสองท่อ (มั้ง) มีที่กั้นทางด้วย ผลประโยชน์มันมี จึงไม่ใช่สิ่งแปลก
เท่าไรนัก ขับมาได้สักพักก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ทีแรกนึกว่าหินกระเด็นโดนบังโคลน แต่มันดังผิดปกติ ลุงอนันต์
สารถีจึงหยุดรถดู ผลปรากฏว่ายางฉีกเสียไม่มีดี คงเพราะหินบาดแน่เลย ก็เลยได้ออกแรงส่งท้ายกันอีกหน่อย หลังจากนั้นก็ผ่านอีกหลายชุมชน นั่งคุยสลับกับหลับตลอดทาง จนเมื่อหลุดมาถึงถนนสายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ
จึงแวะปั๊มน้ำมันเพื่อเหยียดแข้งขา และหาอะไรกิน แวะทานข้าวเที่ยงที่ตัวเมืองกาญจน์ ก่อนตียาวกลับ
กรุงเทพฯ

นับเป็นอีกครั้งที่ถึงกรุงเทพฯ ก่อนมืดพี่ติ๊ดใจดีมาส่งเพื่อนร่วมทางหลายคนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน
รวมทั้งผมด้วย เมื่อมาถึงที่พักก็แทบจะหลับในทันที..

การเดินทางครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีอะไรมากมายให้จดจำ ทั้งความประทับใจในเรื่องความรู้ที่ได้จาก
พี่เจ้าหน้าที่ มิตรภาพจากเพื่อนร่วมทาง และที่ลืมไม่ได้คือความลำบากและความมหัศจรรย์จาก
สภาพภูมิประเทศธรรมชาติที่ได้ผ่านไป แล้วใครจะลืมลง จริงไหมครับ?

ข้อมูลเพิ่มเติม

karst - พื้นที่หินปูนที่น้ำฝนน้ำท่าชะละลายหินออกไปจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ เต็มไปด้วยหลุม บ่อ ถ้ำและทางน้ำ
ใต้ดินที่น้ำละลายเอาเนื้อหินปูนแทรกซึมหายลงไปพื้นที่แบบนี้จึงมักเป็นที่แห้งแล้งและมีธารน้ำที่น้ำไหลลงที่ต่ำ
ในหน้าฝน แต่ตอนปลายธารน้ำมุดดินหายไปหมดคำนี้ได้ชื่อมาจากที่รายสูงใกล้ชายฝั่งทะเลอะเดรียติกใน
ประเทศสโลวาเนียในปัจจุบัน

-อ้างอิงจาก ปทานุกรมปฐพีวิทยา-

special thanks

  • สารคดี เล่มปกถ้ำลำคลองงู ปี 39 ของพี่แก๋ง

  • อสท. เล่มไหนไม่รู้ เอาเป็นว่ามีเรื่องลำคลองงูก็ละกัน

  • พี่ติ๊ด หนุ่มใหญ่ใจดี เพื่อนร่วมทางคนใหม่ผู้รอบรู้

  • หมุก สำหรับบุรุษผู้มีขาตั้งกล้อง (ของผม) เป็นที่กอดเวลาลอยคอ และเป็นสัมภารกเวลาเข้าถ้ำ

  • และอีกมากมายที่จำไม่ได้

อ่านหน้าแรก