22 ต.ค 42

เดินทางจาก กรุงเทพ ไปบ้านที่ เพชรบูรณ์ พร้อมเพื่อนรุ่นน้องอีกหนึ่งคน เรานัดกับน้องชายไว้
คราวนี้จะขึ้นทุ่งโนนสนกัน มีสมาชิกคือเพื่อนน้องชาย อีกหนื่งสาว มาจากอุทัยธานี ที่จะร่วมเดินป่าด้วยกัน
น้องชายเตรียมอุปกรณ์เดินป่าไว้พร้อม กะกันว่าเราจะนอนบนทุ่งโนนสน หนึ่งคืน กระติกน้ำคนละ 2 ใบ
ถุงนอนคนละหนึ่ง เต๊นท์ 2 หลัง เป้หลังคนละใบ หม้อหุงข้าวทหาร 2 ใบ ไข่ต้ม ไข่ดิบ ข้าวสาร
ปลาเค็ม หมูทอด
อันนี้แม่ช่วยเตรียม (กลัวลูกต้องไปกินข้าวลิงกลางป่า 55555) พ่อช่วยดูแลเรื่อง
ความพร้อมของอุปกรณ์ มีดเดินป่า ผ้ากันฝน เรียบร้อย ตกเย็นออกไปหาซื้อเครื่องกระป๋องเพิ่ม
สำหรับ 2 วัน 1 คืน กลางป่า ไม่พ้นเมนูหรู ปลากระป๋อง ม่าม่า ยำยำ ไวไว น้ำพริก ขนมปัง กาแฟ
คืนนั้นเข้านอนพร้อมความมุ่งมั่น เรา สี่สหายเตรียมลุย !!!! (ก็ไม่ได้เดินทางไกลเข้าป่า มานานเต็มที่แล้ว
หลังไปภูกระดึง ประมาณปี 39)

สายวันรุ่งขึ้น (23 ต.ค 2542) 

อากาศเป็นใจดีเหลือเกิน สามสาว หนึ่งหนุ่ม (เข้าใจว่าวัยพวกเราประมาณนั้น น่ะนะ) นั่งปิคอัพขึ้น
เขาค้อกัน ประมาณ 30 นาที่ จากบ้าน น้องบอกเดี้ยวเราไปเก็บ ฟักแม้ว ที่บ้านเพื่อนกันก่อน กะไปผัดกิน
กันไง ได้มาหลายลูกอยู่ นั่งรถมาแวะที่หมู่บ้านหนองแม่นา เพื่อรับลูกหาบ 1 คน (300 บาท/คน/คืน -
ที่หมู่บ้านจะมีชาวบ้านไว้นักท่องเที่ยวติดต่อได้โดยตรง หรือไปที่ ทำการก็จะมีลูกหาบคอยอยู่ ทั้งหมดผ่าน
การอบรมจาก จนท. เรื่องการดูแลนักท่องเที่ยวด้วย) 

จากนั้นมุ่งตรงไป ทุ่งแสลงหลวง ติดต่อขอเข้าทุ่งโนนสน เส้นทางเข้าอุทยานทุ่งแสลงหลวง ในเดือนนี้
บางช่วงถนนมีน้ำขัง (น้องเตรียมโซ่ติดรถมาด้วย) ต้นไม้เขียว สายลมเย็น ป่าชุ่มชื้น เพราะยังไม่หมดฝนดีนัก
วันนั้นที่ทำการ หนองแม่นา มีนักท่องเที่ยว มาแบบทัวร์ ประมาณ 30 คน เรามาพบกับกลุ่ม เพื่อนของเพื่อน
อีกประมาณ 10 คน ที่ต้องการขึ้นทุ่งโนนสนเห็นว่ามาจาก กทม.แต่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นหลายกลุ่มที่พัก
ที่ทุ่งแสลงหลวง และที่น้ำตก บ้างก็มาขี่จักรยานเล่น บรรยากาศคึกคักดี จริงๆ น้องชายเข้าไปติดต่อ
เข้าทุ่งเพื่อยืนยันอีกครั้ง ปรากฏว่า จนท. บอก ตอนนี้ไม่เปิดให้ใครเดินขึ้นทุ่งโนนสน เพราะก่อนหน้า
2 วัน จนท. เข้าสำรวจเส้นทางพบต้นไม้ใหญ่ล้มหลายจุด เพราะพายุฝน รถวิ่งเข้าไปไม่ได้

ปกติเสันทางจากที่ทำการ รถยนต์ (4 x 4) สามารถวิ่งเข้าไปได้ (ระยะทางประมาณ 8 km.) จนถึง
ทางเดินเข้าทุ่งต้องเดินเท้าอีกประมาณ 16 km. เอาล่ะซิ .... ยังไงดี เพราะทุกคนกำลังมุ่งมั่นสุดสุด
วางแผนกันมา ฟิตร่างกายมา เตรียมเสบียงมา ถ้าไม่ได้เดินป่า อายเค้าแย่ (5555555) เลยกลับเข้าไปใหม่
" พี่คะ พี่ครับ ได้โปรด ขออนุญาต พวกเราจะรับผิดชอบ ดูแลตัวเองอย่างดี "
สรุปด้วยความตั้งใจแรงกล้า พวกเราได้รับอนุญาต แต่ต้องออกมาวางแผนกันใหม่ เราต้องค้างกลางป่าหนึ่งคืน
รุ่งเช้าอีกวันจึงจะเดินต่อเข้าทุ่งนอนที่ทุ่งโนนสนอีก 1 คีน แล้วจะกลับในวันที่ 3 ทั้งหมดต้องเดินเท้าเท่านั้น
พวกเราตกลงจ้างลูกหาบเพิ่มอีก 1 คน สำหรับเสบียงของกลุ่มเราที่มีนำดื่มเพิ่มอีกแกลลอน (ความจริง
พี่ลูกหาบเค้าบอกไม่ต้องแบกน้ำขึ้นไปหรอก ในป่ามีน้ำใช้หุงข้าวต้มแกงได้ แต่เรา ไม่กล้านี่ ...บอกพี่
ขอเถอะนะ.. ช่วยแบกให้หน่อย ) และต้องกลับไปซื้อเสบียงเพิ่มที่หมู่บ้าน สำหรับลูกหาบ และเผื่อ จนท.
ที่จะนำกลุ่มเราอีกหนึ่งคน และมื้อกลางวันสำหรับทุกคน

กลับไปที่ทำการอีกที จากนั้นลงชื่อ พร้อมเงินมัดจำ 1000 บาท ได้รับถุงดำ 2 ใบ เพื่อเก็บขยะ
ลงมาทิ้งที่ทำการข้างล่าง ที่สุดทุกอย่างก็พร้อม กลุ่มทัวร์ เห็นว่าจ้าง สองแถวมา ให้ขับขึ้นไปส่งปากทาง
เท่าที่รถจะพาขึ้นไปได้ นำพวกเราไปก่อน อีกกลุ่มยังไม่พร้อม พวกเรา สี่สหาย ลูกหาบ 2 จนท. 1
นั่งปิคอัพเข้าไปจอดรถที่น้ำตกแก่งวังน้ำเย็น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการนัก(เราต้องจอดรถทิ้งไว้ ที่น้ำตก 
2 คืน) จัดการแบ่งของอีกครั้ง ยกเป้ขึ้นหลังคล้องบ่า แบ่งกระติกน้ำกันคนละใบ สองใบ

จากนั้น 7 ชีวิต ก็ ออกเดินทาง ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเวลา 11.00 น. เส้นทางช่วงแรก เดินสบายเป็น
เส้นทางรถวิ่ง ป่างดงาม สดชื่นไปหมด ตอนนั้นน่ะนะ โอ้ย !! โลกช่างสวยงาม (กำลังคึกไง 555555 )
เดินไปคุยกันไป 
"เอ .. เราจะไปถึงกี่โมง นะ " จนท. บอก เราจะต้องไปถึงคลองน้ำก่อนมืดเพื่อกางเต๊นท์
เราก็เดิน กันไปเรื่อยสักพักเห็นอีกกลุ่มนั่งรถเข้าไป แต่สภาพถนนที่ไม่ดีนักถึงจุดหนึ่ง รถก็ต้องกลับไป
ปล่อยให้ทุกคนเดินต่อกันเอง เป็นอย่างที่ จนท. บอก ระยะทางก่อนเข้าเขตทุ่งโนนสน มีต้นไม้ล้มอยู่หลายจุด
เราแวะสำหรับมื้อกลางวันสักพัก จำได้เลย ผัดกระเพราไข่ดาว คนละกล่อง พอมีแรงเราก็เดินต่อ เรามาทัน
คนที่นั่งรถนำหน้าพวกเรามาก่อน พวกเราก็เกิดอาการคึกคัก กระดี๊กระด๊าว่าพบเพื่อนร่วมทางมากขึ้นอีก
พักใหญ่ มาถึงปากทางเข้าเขตทุ่งโนนสน มีป้ายบอก เห็นหลายคนนั่ง อ่อนละโหยโรยแรงกันอยู่
บอกว่ากลุ่มแรกเพิ่งเดินเข้าไปประมาณ 5 นาทีเอง

จากตรงนี้เข้าไป 16 km. จึงถึงทุ่งโนนสน สุดเขตทางรถแล้วจะเป็นเส้นทางเดินเข้าป่าแท้จริง
แต่ก็เป็นทางราบซะมาก พวกเราเดินเรียงเดี่ยว เข้าไปในป่า หลายช่วงเราเดินเข้าไปในซุ้มไม้ อากาศชื้น
ขาเริ่มอ่อนแรง ขึ้นเนินลงเนิน ไม่มากหรอก พอไหว แล้วก็มาถีงที่พักคือจุดชมวิวพอให้ร่างกาย ผ่อนคลาย
พวกเราก็เดินกันต่อ ยิ่งลึกเข้าไปเรายิ่งได้พบ ความสมบูรณ์ของป่าช่วงปลายฝน เห็นเห็ดสีสวย กิ้งกือตัวโตโต
(ขอย้ำ โต จริงจริงนะ) ไม้ใหญ่หลายคนโอบ เถาวัลย์ แล้วก็ดอกไม้ป่าที่ไม่รู้จักชื่อ ดอกหงอนนาคสีม่วง
กำลังออกดอกบาน สวยนัก ทั้งที่ เหงื่อโทรม แต่สาวสาว ก็ขอซะหน่อย แชะ แชะ แชะ แม้ดอกไม้งามขนาดนั้น
ขอสักสองสามภาพ เป็นที่ระลีกไง ......

เฮ้อ !! เมื่อไรจะถึงคลองน้ำนะ บ่ายมากแล้วใก้ลเย็นแล้ว
" ถึงแล้วครับ คลองน้ำ เราจะพักกางเต๊นท์ที่นี่ " ไหน ... คลอง อ้อ ! นั้นไง ...
ธารน้ำ ที่ไหลผ่านร่องหิน ลงมา มีไม้ไผ่ผ่าครึ่งรองรับน้ำระหว่างชั้นหิน ไว้ให้น้ำไหลเข้าแอ่งน่ารัก น่ารัก
(หลายถึงไม่ใหญ่มากน่ะ) เข้าในว่า จนท. ทำไว้ก่อนหน้าที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ตอนที่พวกเรามาถึง
มีกลุ่มทัวร์บางคนมาถึงก่อนแล้วกำลังปรับพื้นที่ เพื่อกางเต๊นท์ เป็นจุดที่ต้องกางเต๊นท์ที่นี่ทุกคน มีกองไฟเก่า
อยู่แถวนี้ พวกเราเลือกพื้นที่ห่างออกมานิดเก็บไม้เตรียมไว้ ก่อไฟ ต้มน้ำ มีไม้ใหญ่ แห้งบาง สดบ้าง ล้มอยู่แยะ
ก็เลยเสร็จพวกเรา ช่วยกันก่อไฟ (พี่ลูกหาบ เค้าทำซะ มากกว่า) พวกที่เหลือกางเต๊นท์ เตรียมอาหารมื้อเย็น
อากาศมืดลงมากขึ้น ทุกที ลมแรง พัดอยู่ยอดไม้ เหนือหัวเราขึ้นไป
" อือ... บรรยากาศ ... ดี "
ทายซิ ค่ำนี้ พวกเรามีอะไรเป็นมื้อค่ำ ข้างกองไฟ หน้าเต๊นท์ ท่ามกลางป่าไม้ สายลมแรง

23 ตุลาคม 2542 ใก้ลค่ำ

มื้อเย็น (จนหนาว) กลางป่าของพวกเรา คือ ข้าวสวยร้อนๆ ต้มยำปลากระป๋อง เครื่องปรุงครบสูตร 
หมูทอด ไข่ต้ม ส่วนปลาเค็มของแม่ จนท. บอกเก็บไว้ จะแกงป่าสูตรเด็ดให้ชิมพรุ่งนี้ เราแบ่งกับข้าว
เล็กน้อยชุดหนึ่ง บอกน้องชาย ยกไปใต้ไม้ใหญ่ สำหรับสิ่งที่มองไม่เห็น
(เรื่องแบบนี้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เนาะ !!) เมื่อทุกอย่างพร้อม... ลงมีอ ....พรึบ .... เอาสเต็ค มาแลก มิอาจยินยอม 

มืดมากแล้ว... ได้ยินเสียงเพลงเบา ๆ มาจากกลุ่มทัวร์ คีนนี้ลมแรงพอสมควร พวกเรานั่งคุยกันวางแผนว่า
พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมง เพื่อออกเดินทางต่อ อาหารที่จะต้องเตรียมสำหรับพรุ่งนี้ มื้อเช้า และมื้อกลางวัน
ต้องจัดสรรให้พอสำหรับทุกคนครบทุกมื้อ ที่พวกสาว ๆ ห่วงคือน้ำดื่ม สามสาวเอากระติกน้ำของทุกคนมา
กรอกน้ำ สำหรับวันรุ่งขึ้น แล้วแบ่งที่เหลือสำหรับวันเดินทางกลับ จนถูกลูกหาบแซวว่าคงกลัวต้องดื่มน้ำ
จากลำธาร ....พี่ลูกหาบช่วย เอาจานไปล้าง เศษอาหาร (ความจริง ลงไปอยู่ในกระเพาะเกือบหมดแล้วหล่ะ)
ทั้งหมดเราเก็บใส่ถุงดำเรียบร้อย

ก่อนเข้านอน พวกเราไดัอาศัย น้ำจากลำธารเล็กเล็กนั้น ลูบหน้าล้างตา แปรงฟัน อ๊ะ...ก่อนเข้านอนต้อง
แปรงฟัน ใช่ไหม คะ !!! (แต่ขอโทษ ไม่มีใครอาบน้ำ ซักคน 5555555) ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อย
สามสาวมุดเข้าเต๊นท์ ทายา นวดขา แล้วก็ มุดอีกที่ เข้าถุงนอน นโม สาาาา...ธุ

....ครอก ครอก ฟี้ !!!!!
...... ซู่ ซู่ ...

ชะโงกหน้าออกมาดูนอกเต๊นท์ เห็นแต่เงาไม้โยกไปมาหาจังหวะไม่เจอ เห็นพี่ลูกหาบ 2 คน นอนหน้ากองไฟ
คลุมโปงอยู่ จนท. ผูกเปลนอน อยู่ใกล้ ๆ น้องชาย นอนอยู่เต็นท์ถัดไป 
..... ซู่ ซู่ .... เสียงลม จ้า แต่มันเหมือนเสียงน้ำป่า นะ เหมือนไฟไหม้ป่า ก็เหมือนคงไม่มีอะไรหรอก นอนต่อเถอะเรา .......
.......ตื่น ตื่น .... อะไร เหรอ เพื่อนปวดท้อง สามสาว มุดออกไปออกเต๊นท์ พร้อมไฟฉาย หาที่เฉพาะตัว ท่ามกลางฟ้าขาว ของคืนข้างขึ้นใกล้ 15 ค่ำ ลมแรงจริงจริงนะ โชดดี ไม่เจอฝน กองไฟยังทำหน้าที่ได้ดี
เข้านอนต่อ ......
...... ปัง ปัง ..... ..... เสียงอะไรหว่า คราวนี้..
....... เงียบไปแล้ว ได้ยินเสียงผู้ชายคุยกันหลายเสียง เรื่องอะไรบ้างไม่รู้ โอ้ย.. หลับต่อดีกว่าเรา
ฟี้ !!!! ครอก ครอก ......

24 ต.ค 42

เช้ามืด ท่ามกลางสายลมเย็น ได้ยินพี่ลูกหาบตื่นก่อนแล้ว ต้มน้ำไว้เรียบร้อย มื้อเช้าของเราทุกคน คือ
กาแฟ ขนมปัง รอบตัวเรายังไม่สว่างดีนัก พวกเราเตรียมเดินทางต่อ ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชม. จึงจะถึง
ทุ่งโนนสน กลุ่มเพื่อนของเพื่อนที่กางเต๊นท์ ใกล้กับพวกเรา เห็นว่ามีบางคนไปต่อไม่ไหว ทั้งหมดเปลี่ยนแผน
กลับในเช้านี้เลย น่าเสียดายมาก กลุ่มทัวร์ เริ่มออกเดินนำเราก่อน สักพักหลังเก็บสัมภาระเสร็จ พวกเรา
ก็เริ่มออกเดินทางบ้าง ตกลง วันนี้มีกลุ่มเรา 7 ชีวิต และกลุ่มทัวท์ ประมาณ 30 ที่จะนอนบนทุ่งโนนสน
ฟ้าเริ่มขาว ดูท่าจะไม่พบแสงแดดแน่แน่ ป่าชุ่มชื้นดีเหลือเกิน จนท. แวะเก็บดอกดีกั้ง ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่ง
คล้าย ต้นข่า ส่วนดอกสีออกม่วงขาว เคี้ยวดูรสออกมันมัน บอกว่าจะไปแกงให้ชิมกัน  

ที่สุดเรามาถึงจุดหนึ่ง จนท. บอกว่าที่นี่ คือ ทุ่งไชโย (พวกเราก็เลยได้โอกาส ไช ไช ไช โย โย โย
เบื้องหน้าเราไม่ไกลนัก จนท. บอกเราจะกางเต๊นท์ ที่นั่นลูกหาบไปถึงก่อนพวกเรา ทางเดินจากทุ่งไชโยเข้าไป
เราเริ่มพบ ดอกไม้มากขึ้น เรื่อย ๆ จะถ่ายรูป จนท. บอก "ข้างในสวยกว่านี้อีกครับ " โอ้ย !! อะไรจะดีอย่างนี้นะ
ถึงที่กางเต๊นท์พวกเราได้พักกันเต็มที่ นึกในใจว่า ถ้าได้เห็นดอกไม้ขณะมีหยดน้ำ คงงามที่สุด เหมือนฟ้า
เป็นใจ ฝนโปรยลงมา กลางป่ากว้าง เงียบสงบ พวกเรานั่งคุยกัน พี่ลูกหาบ เอาสิ่งหนึ่งให้ดู เจอระหว่างทาง
คือกระรอกเผือกตัวกำลังน่ารักเลย ถูกยิง ขาขาดเสียชีวิตไม่นานนัก ( น่าเศร้าจัง... ) พวกเราคุยกันว่า
น่าจะตอนที่ได้ยินเสียง ปัง กลางดึก แน่แน่ 

ป่าแถวนี้ ยังคงมีผู้ที่ลักลอบขึ้นมาล่าสัตว์กันอยู่ฝนหาย จนท. นำพวกเราเข้าไปชมดอกไม้ เดินผ่าน 
ทุ่งหญ้า ลานหิน ไปพบธารน้ำ มีน้ำมากหน่อย สามารถอาบได้สบาย แต่พวกเรา ขอบาย น้ำเย็นเหลือเกิน
มีขอนไม้ใหญ่ ล้มพาดอยู่ เหนือธารน้ำ ปลายด้านหนึ่ง มีต้นกุหลาบพันปี ดอกกำลังบานสีส้ม สวยเหลือเกิน
(พวกลิง อย่างเรา ไต่ขอนไม้ เข้าไปใกล้ซุ้มกุหลาบที่สุด แล้วก็ แชะ แชะ แชะ แหม !!! มุมเด็ด ขนาดนั้น
พลาดได้ไง นิ) อยากให้หลายคนได้เห็นจริงจริง ตอนนั้น นะ ป่ากว้าง ฟ้าโล่ง ลมเย็น ทั้งป่า มีแต่ ดุสิตา เอนอ้า
เอื้องม้าวิ่ง เอื้องนวลจันทร์ กระดุมเงิน กระดุมทอง (ทั้งใหญ่ ทั้งจิ้ว) หยาดน้ำค้าง แล้วก็ดอกอี่นๆ อีกมากมาย
เหมือนเค้าแข่งกันบาน ฝนเพิ่งหยุดโปรย ดอกไม้ก็เลยงดงามนัก ไม่รู้จะบรรยายยังไง มีสนเป็นฉากหลัง
ด้านหน้า คือทุ่งดอกไม้ สีเหลือง ม่วง ชมพู ขาว ไกลสุดสายตา คือ ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้ พวกเราชื่นชม
มีความสุข เก็บความประทับใจไว้มากมาย
แล้วก็มาพบกับน้ำตกปางหวาย นั่งเล่นสักพัก ฝนโปรยมาอีก
ใก้ลเย็นแล้ว 

เดินออกจากดงดอกไม้ แวะเก็บ ดีกั้งได้อีก มานั่งล้อมวง คุยกัน เตรียมอาหารเย็น มื้อเย็นวันนี้
เรามีพ่อครัวหัวป่า 3 คน พี่ลูกหาบแกงป่า สูตรเค้าใส่ใบสะเน้า ( แวะเก็บกลางป่าแหละ) ใบคล้ายผักหวาน
ก็ไม่เชิงหรอก รสแปลกๆ จนท. แกงป่าดีกั้ง น้องชายผัดฟักแม้ว ข้าวร้อนๆ (แหมอร่อย... เกินบรรยาย)
นับว่าอาหารมื้อนี้ เหมาะกับบรรยายกาศ ขนาดเด้อ ....ตบท้ายด้วย กาแฟ โอริโอ ขนม 

ชีวิต... อะไรจะสุขปานนี้ ฟ้ามืดแล้ว ลมเย็นจนหนาว พระจันทร์ดวงโต กลมมมมมม... เชียว
รอบกองไฟ จนท. และลูกหาบจากกลุ่มทัวร์ มานั่งคุยกับพวกเรา หลายเรื่องที่เรา รู้สึกขอบคุณพวกเค้าในใจ
น้ำใจที่ให้กับพวกเราที่เป็นผู้เดินทาง เข้ามาเยี่ยมชม เก็บเกี่ยวความงามจากธรรมชาติ ไม่ดึกนัก เข้านอน
หลับสบายไปเลย

25 ต.ค 42

ตี 4 ...โอ ...ขอนอนต่ออีกหน่อยละกัน
ตี 4.30 " ตื่นได้แล้ว นะครับ... " เสียงพี่ลูกหาบเรียกอยู่หน้าเต๊นท์ พวกเรา ต้องทำเวลาวันนี่เดินทางกลับแล้ว
มึ้อเช้า (มากมาก) ง่ายๅ กาแฟ ขนมปัง พร้อมทั้งหุ่งข้าว ผัดม่าม่า สำหรับมึ้อกลางวันกลางป่าของพวกเรา
เก็บของ เคลียพึ้นที่ ดับไฟ

6.30 กล่าวลา (ในใจ) กับ ทุ่งแห่งความงาม พวกเราออกเดินทางเป็นกลุ่มแรก ได้ยินว่า มีคนหนึ่งใน
กลุ่มทัวร์ถูกน้ำร้อนลอก แต่ไม่เป็นไรมาก อากาศนิ่งดีจริงจริง .... ออกมาฟ้ายังไม่สว่างดีนัก เราใช้เวลาเดิน
ประมาณ 2 ชม. เท่าขามา ถึงคลองน้ำ ลูบหน้าล้างตา พอสดชึ่น เดินทางต่อ วันนี้ร่างกาย ออกอาการชัดมากขึ้น
สงสารสองขาเป็นที่สุด

เฮ้อ... ถึงซะที จุดชมวิว ได้เวลาเติมพลังแล้ว เวลาหิว นี่นะ ผัดม่าม่าเย็นๆ ยังอร่อยเลยเนาะออกเดินต่อ
เพื่อให้ถึงที่ทำการไวหน่อย ช่วงหนึ่ง เห็นพี่ลูกหาบ ยืนรออยู่ข้างหน้า เราก็คิดว่า ใกล้ถึงแล้วมัง ปกติพี่เค้าจะ
เดินนำเราจนไกลลิบ เค้าชี้ให้ดู รอยเท้าสัตว์ชนิดหนึ่ง ยังใหม่มาก ....ที่เค้ารอพวกเราน่ะ หาเพื่อน
(55555555) รอยเท้า ใหญ่มากนะ มีทั้งรอยลื่นไถลของเค้า เห็นแล้วก็ขำ กลัวด้วยหล่ะ กลัวเจอ เท้าขนาดนั้น
ตัวจะขนาดไหน ไม่อยากนึกเลย
....เจ้าของรอยเท้า เดินอยู่เส้นทางเดียวกับพวกเรา เป็นระยะทางไกลพอควร
ที่ต้องลุ้นระทึก ตอนนั้น ความเจ็บ ความปวด หาย.....ไปไหนหมด ไม่รู้

7 คน เดินเกาะกลุ่มกันไป ดูรอยเท้ากันไป ถึงจุดหนึ่ง รอยเท้าหายไป เห็นต้นไม้ถูกแหวกเป็นช่อง
พวกเราค่อยหายใจสะดวกขึ้น ....เค้าเข้าป่า ไปแล้ว เลยได้มีเรื่องคุยกันสนุก ลืมเหนื่อยไปเลย ขากลับออกมา
วันนี้เราพบต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางมากกว่าเดิม เมึ่อคีนคงมีพายุฝนหนัก โชคดีเหลือเกิน ที่ที่เรานอนไม่มีฝน
บ่ายแล้ว นั่งพักกันกลางป่า กินข้าว ค่อยมีแรงหน่อย ไปต่อเถอะ...ที่สุดพวกเรามาถึงหน้าน้ำตกแก่งวังน้ำเย็น
ประมาณบ่าย 2 ขับรถไปที่ทำการ จนท. ว. ถึงกันใหญ่ ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มแรก เดินทางถึงแล้ว แม้ได้รับ
คำชมมากมาย ว่าพวกเราเดินเก่ง ทำเวลาได้ดี

ร่ำลา จนท. เรียบร้อย ขับรถออกมาส่งพี่ลูกหาบที่หมู่บ้าน พี่เค้าให้จอดแวะไร่เค้า เก็บลูกกระทกรกฝรั่ง
ให้ไปชิมกันด้วย สี่สหาย เดินทางกลับบ้าน ด้วยห้วใจพองโต พอพอกับ แข้งขาแวะเอารูปไปล้าง ก่อนไปสั่ง
ไอติม แล้วก็โทรขอเมนู สำหรับมื้อเย็นของพวกเรากับแม่ แล้วก็โม้กัน เรื่อง ทุ่งโนนสนต่อที่ร้าน 3 วัน
กับระยะทาง ที่พวกเราลุยไปด้วยกัน ประมาณ 50 กว่ากิโล กลางดึกคืนนั้น เรากับรุ่นน้องเดินทางกลับ
กรุงเทพ เพื่อมาทำงานต่อ

เช้าวันรุ่งขึ้น (26 ต.ค 42) 

มีสิ่งหนึ่งหายไป ตาตุ่ม ค้า.. คุณผู้ชม ตาตุ่ม หลบไปอยู่ไหนข้อเท้าบวม เล็บเท้า 3 เล็บ เป็นสีม่วง (ที่สุด
ถึงวันนี้ ได้เวอชั่นใหม่ คืนมาเรียบร้อย ทั้งสามเล็บ) แต่แม้ เทียบกับสิ่ง ดีดี (มากมาก) ที่ได้ไปพบเห็น
ก็คุ้มเหลือเกิน จนถึงวันนี้ ทุกอย่างยังคงชัดเจน มีความสุขเสมอ ทุกครั้งที่หยิบรูปมาดูแม้ขณะที่บันทึกอยู่นี้ ....
ขอบคุณ รักเมืองไทย ที่สุด 

ปล. รอยเท้าที่เห็น ช้าง จ้า รอยเท้าเค้าใหญ่มากมาก เลย มีโอกาสขึ้นไปลองถาม จนท. ชื่อ อู๊ด หรือลูกหาบที่ชื่อ แสวง หรือ นาก ดูนะ

บ๊ายบ๊าย

ข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้ค่ะ

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแค ตรง
กิโลเมตรที่ 125 แยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ต่อไปอีกประมาณ 221 กิโลเมตร ถึงจังหวัด
เพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ 346 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง

บริษัทขนส่ง จำกัด มีบริการเดินรถปรับอากาศ ชั้น 2 และรถธรรมดากรุงเทพฯ-เพชรบูรณ์-หล่มสัก
จากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ตั้งแต่เวลา 09.20-21.30 น. โทร. 936-3660, 936-3666
เพชรบูรณ์ โทร. (056) 721581 และมีบริษัทเอกชนบริการเดินรถปรับอากาศชั้น 1 ในเส้นทางเดียวกัน
ตั้งแต่เวลา 8.00- 23.30 ได้แก่ เพชรทัวร์ โทร. 936-3230 ที่เพชรบูรณ์ โทร. (056) 711195
และถิ่นสยามทัวร์ โทร. 513-9066, 513-9077 ที่เพชรบูรณ์ โทร. (056) 721913

การเดินทางไปทุ่งแสลงหลวง

ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านเพชรบูรณ์ ถึงอำเภอหล่มสัก แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 12 เพื่อไปเขาค้อ
ผ่านหน้าอำเภอเขาค้อ ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา ผ่านหน้าพระตำหนักเขาค้อ ตรงไปจนถึงบ้านทานตะวัน เลี้ยวขวา
เข้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (หนองแม่นา)

สภาพทั่วไป

ทุ่งโนนสน เป็นทุ่งหญ้าสะวันนา สลับกับป่าสน ช่วงปลายฝน ต้นหนาว บริเวณนั้นจะะกลายเป็นอาณาจักร
ดงดอกไม้ ทั้งกระดุมเงิน กระดุมทอง เอื้องม้าวิ่ง เอื้องนวลจันทร์ หงอนนาค หยาดน้ำค้าง ดุสิตา
เหมาะแก่การเดินป่าและพักแรม

 การเตรียมตัวเที่ยวทุ่งโนนสน

ปลายตุลาคมถึงต้นธันวาคม เหมาะที่สุด เดินป่าไม่ลำบากนัก ทางเดินเท้าส่วนใหญ่เป็นที่ราบตามสันเขา
เดินสบายๆ ผ่านป่าดงดิบ จุดชมวิว ผาไทร ทุ่งไชโย กางเต็นท์ที่จุดที่อุทยานจัดไว้ ชมทุ่งดอกไม้หลากหลาย
เพิงหิน น้ำตกปางหวาย น้ำตกกุหลาบแดง

 

เชิญส่งเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวของท่านมาเล่าสู่กันฟังที่
http://www.trekkingthai.com  ครับ