โดยคุณบีจาก WeekendHobby.com..


"อย่าไปเลย..น้ำตกคลิตี้..นะ…หน้านี้เข้าไม่ได้หรอกถึงไปก็ไม่รอด!" เจ้าหน้าที่อุทธยานน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นเตือนเราด้วยความหวังดีเมื่อรู้ว่าเราจะกำลังมุ่งสู่ผืนป่าตะวันตกด้านทุ่งใหญ่นเรศวร

"เอางัยกันดีพวกเรา" พวกเราคณะเดิมปรึกษาหารือกันในช่วงเก็บสำภาระหลังจากมาพักอยู่ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมาแล้วหนึ่งคืน

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่มาเยือนที่นี่ มีการจัดการหลายอย่างที่เปลี่ยนไปทางเชิงอนุรักษ์ที่มากขึ้นเช่น ช่วงหัวค่ำมีการฉายสไลด์ภาพชีวิตธรรมชาติที่พบในละแวกนั้น หรือการกำหนดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติตลอดจนห้องน้ำหรือสถานที่ก็มีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี..น่าชื่นชมครับที่นี่…

เชอโรกีคันเดิมและคันเดียวต้วมเตี้ยมเข้าสู่ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากทานอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว พวกเราใช้เส้นทางด้านทิศเหนือเจอทางแยกก็เลี้ยวซ้ายผ่านด่านแรกที่หน่วยดงใหญ่ประมาณกิโลเมตรที่ 20 จากที่ทำการก็ได้ข้อมูลมาอีกว่า มีรถทหารยังติดอยู่ด้านในน้ำตกคลิตี้ และให้คำแนะนำพวกเราว่าควรไปที่อื่นดีกว่าเช่นน้ำตก ผาสรรค์ หรือผาตาดก็ได้

“ไปน้ำตกผาสวรรค์ละกันนะเอาไว้คราวหน้าถ้ามากันหลายคันค่อยไปน้ำตกคลิตี้กัน” เพื่อนเราคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลใจในความหฤโหดของเส้นทางที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เลยมาอีกประมาณ 2 กิโลเมตรก็ผ่านด่านบ้านมอญ

โดยมีคนมอญของแท้เดินมาเปิดด่านพร้อมกับรอยยิ้ม พร้อมทั้งเสียงเตือนในความลำบากของเส้นทาง ข้างหน้า …. "เอ๊ะชักยังงัยกัน" มีแต่คนบอกว่าลำบากหรือไม่ก็ไม่อยากให้ไป…พวกเราดันเป็นพวกยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุซะด้วยซิ ….พวกเราผ่านลัดเลาะขอบป่าทุ่งใหญ่นเรศวรผ่านเหมืองเล็กๆ ที่ค้อนข้างจะเงียบและรกร้างดูแล้วเป็นบรรยากาศตะวันตกดีเหลือเกินจนมาโผล่แถวชุมชนเล็กๆ ที่ชื่อสะพานลาวที่มีสวนลำไยอยู่สองข้างทางโดยตลอดจนพวกเราอดไม่ได้ที่จะจอดแวะอุดหนุนจนได้ออกจากชุมชน ก็เลียวซ้ายเข้าทางป้ายน้ำตกผาสวรรค์

เส้นทางช่วงแรกดูเหมือนกับว่าพึ่งจะปรับหน้าดินโดยรถไถแต่ด้วยเพราะสายฝนที่ตกพรำๆ มาตั้งแต่เช้าทำให้การควบคุมรถทำได้ด้วยความลำบากมาก เชอโรกีคันเก่งเริ่มที่จะวิ่งส่ายไปส่ายมาตามช่องโคลนโดยที่สารถีของเราถึงกับเงียบไปทีเดียว เพราะต้องมุ่งมั่นสมาธิทั้งหมดกับ การควบคุมรถ

เข้ามาได้ประมาณ 4 กิโลเมตรก็เจอถนนที่เป็นปลักโคลนยาวประมาณ 15 เมตรเห็นจะได้.. "เฮ้ยลองเดินลงไปดูซิว่าลึกหรือปล่าว" ผมเดินลงไปวัดระดับความลึกของโคลนตามเสียงบอกซึงดูแล้วน่าจะผ่านได้เพราะลึกแค่หัวเข่าเอง….เสียงคำรามของเครื่องยนต์พาลำตัวอันอุ้ยอ้าย ด้วยสัมภาระผ่านรองโคลนมาอย่างช้าๆ จนเริ่มที่จะขึ้นจากปลักทันใดนั้นก็มีเสียง…ครืดดดดด…พวกเราพากันลงมาดูถึงได้รู้ว่าเพลาหลังของเราได้ติดแน่นกับเนิน กลางของ ปลักเข้าให้แล้ว

เสียม จอบ หรือ แม่แรงถูกเอาออกมาใช้งานอย่างเต็มความสามารถของมัน บางครั้งก็ต้องขึ้นไปขย่มรถกันเผื่อจะได้เคลื่อนตัวได้บ้าง ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างพวกเรา เวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมงก็ยังเอารถออกไม่ได้….ทันใดนั้นก็มีเสียงเครื่องยนต์อีกคันหนึ่งมาจอดต่อปลักโคลน ผมหันไปเห็นว่ามีผู้ชายลงมาสองคนพร้อมทั้งถามว่า "ไปไม่ได้หรือพี่ …ลึกมั๊ย"
 รถปิคอัพคันนั้นไม่ได้มีอุปกรณช่วยเหลือพวกเราแต่อย่างใด ผมเห็นพวกเขาปรึกษาหารือกันและในที่สุดก็หันหัวกลับพร้อมทั้งบอกว่าจะบอกคนให้มาช่วยพวกเรา……

แสงแดดเริ่มเหลือน้อยลงพร้อมๆกับเสียงหัวเราะหรือเสียงหยอกล้อก็หายไปด้วยเหมือนกันจนป่านนี้จนเย็นแล้วยังไม่มีใครมาช่วยเราเลย พวกเราทุกคนเริ่มจะแสดงสีหน้ากังวลจนเห็นได้ชัด…บริเวณนี้ไม่มีร่องรอยของชาวบ้านหรือคนเดินทางผ่านมาให้เห็นเลย…ที่ แห้งๆ ที่จะกางเต็นท์ก็ไม่มี รอบตัวมีแต่โคลน กับ โคลน เท่านั้นจะมีก็เพียงแต่สายน้ำเล็กๆ "ที่ไหลรินอยู่ข้างทาง…...” หุงข้าวกินกันเถอะพวกเรา…เดี๋ยวมืดแล้วจะลำบาก" เสียงพี่หนุ่ยเอ่ยอย่างเครียดๆ ในชะตากรรมที่กำลังประสบอยู่

ข้าวของเริ่มขนทยอยลงมาจากหลังรถโดยยึดเอาที่ว่างริมลำธารเพียง 2 ถึง 3 ตารางฟุตเป็นที่หุงหาอาหารกัน…และแล้วความมืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามาพร้อมกับเสียงแมลงที่เริ่มร้องระงมกันไปทั้งป่า… แสงสว่างจากตะเกียงแก๊ส ช่วยพวกเราได้มากในเวลานี้ พวกเราปรึกษาว่าพร่งนี้เช้าเราคงต้องมีคนซัก 2 คนเดินเท้าออกไปตามหาชาวบ้านให้มาช่วยพวกเรา….

เวลาล่วงเลยมาประมาณ 3 ทุ่มป่าตอนนี้เงียบสงัดไปหมดนานๆ จะมีเสียงเคลื่อนไหวของอะไรก็ไม่รู้ตามราวป่าที่ทำให้พวกเราเปลี่ยนใจเข้าไปนั่งในรถแทน เพราะเริ่มที่จะกลัวเจ้าของเสียง เหล่านั้นกระจกถูกเลื่อนมาปิดเกือบหมด เหลือเพียงแค่ช่องเพียงเล็กน้อยให้พอหายใจได้… เสียงใครบางคนเสนอให้ปิดไฟเพื่อ ประหยัดพลังงาน แต่แล้วก็ต้องเปิดขึนมาเหมือนเดิม เพราะความกลัวในความมืดของป่าในตอนนั้น… ผมเริ่มคิดออกว่าการติดป่า เนี่ยมันน่ากลัวขนาดไหนก็ตอนนี้นี่เอง….

ผมเริ่มตื่นจากภวังค์เพราะความร้อนอบอ้าวในตอนนั้นดูเหมือนว่าฝนกำลังจะเทลงมาอีก….” กี่โมงแล้ววะ..หนอน ” ผมถามเวลาเพื่อนพร้อมกับเสียงตอบกลับมาว่าพึงจะเที่ยงคืนเอง…..พวกเราติดอยู่ที่นี่มา 9 ชั่งโมงแล้ว !!!! ผมเปิดหน้าต่างรถเพื่อที่จะสำผัสอากาศภายนอกพร้อมทั้งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย… ทันใดนั้น ก็มีเสียงเครื่องยนต์คำรามมาพร้อมกับแสงไฟที่ส่อง สว่างมาตามราวป่า…เฮ้ยยยยยยย…มีรถมาโว๊ย…เปิดไฟฉุกเฉินเร็ว…ท่ามกลางแสงไฟสปอร์ตไลท์ทีส่องสว่างจ้ามาจาก หลังคารถมีเสียงตะโกนออกมาว่า "รถติดหล่มหรือครับ….ท้ายรถมีหูลากมั๊ย…ผมมีวินซ์จะลากออกมาให้" สักอึดใจก็มีเสียงสวบสาบลุยบ่อโคลนของชายแปลกหน้าสองคนที่มาเหมือนกับพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยพวกเรา….ถึงตอนนี้ กำลังใจที่เหือดแห้งไปก็กลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราะโดยทันทีทันใดเหมือนกัน…

สายวินซ์ที่ถูกนำมาเกี่ยวกับแหนบหลังเริ่มกว้านรถของเราออกจากปลักพร้อมกับเสียงไชโยลั่นป่าของพี่หนุ่ย…. "เอางัยจะไปกับผมต่อหรือจะถอยกลับ" เสียงพี่เอ๋กับพี่ทุมที่พวกเรามารู้ชื่อตอนหลังถามพวกเราหลังจากช่วยพวกเราขึ้นมาได้… พวกเราตกลงไปกันต่อเพราะกลัวว่ากลางดึกอย่างนี้จะไปติดที่ไหนอีกเพราะสายฝนเริ่มหนักขึ้นมาทุกที… ตกลงพวกเราเริ่มเคลื่อนขบวนกันต่อไปลึกเข้าไปในป่าอีกโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่น้ำตกผาสวรรค์ที่มีเสียง ร่ำลือว่ายิ่งใหญ่และสวยงามมาก

เวลาล่วงเลยมาตี 3 แล้วพวกเรายังคืบหน้ามาได้เพียง 2 – 3 กิโลเมตรจากจุดที่เราติดอยู่เส้นทางช่วงนี้ขึ้นเขาชันมากบวกกับดินโคลนที่โดนสายฝนกระหน่ำอยู่ทำให้รถของพวกเราส่ายไป ส่ายมาจนต้องคอยประคองและพลักดันไม่ให้ตกร่องน้ำข้างทางจนเวลาล่วงมาตี 4 แล้วพวกเราทำระยะทางได้แค้ 3 กิโลเมตรต่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ถอยเถอะวะ…คราวหน้าค่อยมาใหม่" พี่เอ๋กับพี่ทุมกล่าวสรุปอย่างหมดหวังกับการที่จะเอาชนะธรรมชาติให้ได้… พวกเราใช้เส้นทางเดิมย้อนกลับออกมาแต่คราวนี้ยากกว่าขามา เพราะสายฝนที่ตกหนักอยู่ทำให้เกิดเส้นทางสายน้ำใหม่มากมายระหว่างทาง การควบคุมรถเป็นไปอย่างลำบากมากกว่าเดิม…ถึงตอนนี้ผมรับหน้าที่เป็นพลขับ เบรกถูกยกเลิกใช้งานด้วยสาเหตุที่เส้นทางลื่นเกินไปที่จะใช้เบรกเส้นทางลงเขานี้จำเป็นต้องให้เกียร์ต่ำทดเอาอย่างเดียว ความรวดเร็วขณะลงเขาทำให้รถเสียหลักไปฟาดกับคันดินข้างทางดังโครมใหญ่สร้างความเสียหายเล็กน้อยกับท้ายรถด้านซ้าย ของเรา

พวกเราออกมาจากป่าได้เกือบเช้าถึงพากันมาพักแรมริมสายน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเขาแหลม อำเภอ ทองผาภูมิ เต็นท์ถูกกางออกอย่างรวดเร็วแข่งกันสายฝนที่โปรยปรายอย่างไม่ขาดระยะ…

ผมหลับไปในช่วงเวลาไม่ถึง 5 นาทีหลังจากกางเต็นท์เสร็จด้วยความเหน็ดเหนื่อยกับเมื่อคืนหฤโหดที่ผ่านมา

"เฮ้ยยย..ตื่นเร็ว…น้ำขึ้นมาแล้ว" เสียงปลุกนี้ทำให้ผมกระโจนขึ้นด้วยความตกใจเพราะเส้นทางเบื้องหน้าที่เราผ่านมาเมื่อคืนตอนที่ผมเห็นตอนนี้คือเป็นลำธาร สายเชี่ยวของน้ำป่าที่ไหลด้วยความเชี่ยวกรากและดูท่าทางจะลึกไม่น้อยนั่นคือตอนนี้พวกเรา ….ติดเกาะ….อยู่กลางสายธารอันเชี่ยวกราก

พวกเรารีบเก็บของกันแข่งกับเวลาและสายน้ำก่อนที่จะลึกไปกว่านี้แล้วจะข้ามไม่ได้… ในที่สุดพวกเราก็ข้ามลำธารนั้นมาได้ด้วยความลึกขนาดเอวของคนที่สูง 180 ซม อย่างผม เราผ่านช่วงเวลาอันตื่นเต้นนี้ด้วยความสนุกสนานกัน ไม่เหมือนช่วงเวลาที่ติดอยู่ในป่าเมื่อคืนที่ค้อนข้างตื่นตระหนกและหวาดกลัวกว่านี้ พวกเราแวะทานข้าวแกง 19 หม้อบริเวณเหนือเขื่อนเขาแหลมพร้อมทั้งแลกเบอร์โทรศัพท์กันโดยมีคำมั่นสัญญาว่าจะกลับกันมาอีก

เส้นทาง 323 ขากลับไม่ค่อยมีรถมากนักทำให้พวกเรายกเว้นคนขับต่างหลับใหลกันหมดด้วยความอ่อนเพลีย กับเส้นทางหฤโหดที่ผ่านมาคงจะพอเท่านี้สำหรับทริปนี้แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าครับ…..



800x600

เชิญส่งเรื่องราวท่องเที่ยวและเดินป่ามาเล่าสู่กันฟังกับ trekkingthai.com  ครับ

Page by : กระดานดำออนไลน์