พฤษภาคม กำลังจะมาถึง วันที่ 1 พฤษภาคมปีนี้ตรงกับวันจันทร์ เมื่อนับรวมกับเสาร์-อาทิตย์ก็จะได้ 3 วัน
พอดี นั่นแสดงว่าถึงเวลาเดินทางอีกครั้งแล้ว ว่าแล้วก็รวบรวมสมัครพรรคพวก (คือกลุ่มเดิมๆนั้นล่ะครับ)
นับรวมได้ 5 ชีวิต เราก็พร้อมที่จะเดินทาง อีกครั้ง ซึ่งเราจะนับว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทาง 
ประจำเดือนเมษายน 2543 ซึ่งในครั้งนี้เราเลือก (จำเป็น) ที่จะเดินทาง โดยรถโดยสารประจำทาง 
เนื่องจาก เหตุผล 2 ข้อด้วยกัน คือ หนึ่ง สถานที่ที่เราเลือกจะ ไปกันเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร
การขับรถไปเองย่อมสร้างความอ่อนล้าให้ผู้ขับได้อย่างมาก และ ไม่มีรถส่วนบุคคลที่จะพาพวกเราไป
เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญกว่าข้อแรก 

รู้สึกตัวอีกครั้ง พวกเราก็เดินวนไปวนมาอยู่ในสถานีขนส่งหมอชิตเสียแล้วครั้งนี้กลุ่มของเราประกอบด้วย
หัวหน้าคณะคือพี่ชนินทร์เช่นเคย พี่เหงียนหนึ่ง ตัวผมเองหนึ่ง และ สองสาวคู่ซี้ วันดี กับ วัลยา 5 คนไม่ขาด
ไม่เกิน (จะไปที่ไหนนะหรือครับ .... ไม่บอก) 

หลังจากซื้อตั๋วโดยสารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รถออกจากสถานีสี่ทุ่มครึ่งผ่านตำบล อำเภอ และ จังหวัดต่างๆ
ซึ่งผมก็จำไม่ได้หรอกครับว่าผ่านอะไรบ้างเนื่องจากหลับๆ ตื่นๆ ตามประสาคนนั่งรถประจำทางเป็น
ประจำเช่นผม

สุดท้ายปลายทางเราลงรถที่จังหวัดสุโขทัย ประมาณ ตีห้ากว่าๆ พวกเราเริ่มออกเดินสำรวจตลาดพร้อมกับ
ซื้ออาหาร , เครื่องประกอบอาหาร และ รองท้องในมื้อเช้าเรียบร้อย พี่เหงียนติดต่อเช่าเหมารถได้ 1 คัน
ในสนนราคา 300 บาท เพื่อที่จะพาพวกเราไปปล่อยป่า !!?!! หมายถึงไปส่งยังที่ทำการอุทยานฯ นั่นล่ะครับ 

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเช่าเหมารถ ก็สามารถไปยังอุทยานได้โดยการโดยสารรถสองแถวจากสุโขทัยไป 
อ.คีรีมาศ ลงรถที่ทางแยกก่อนเข้าคีรีมาศ โดยที่รถโดยสองแถวที่ว่าจะจอดรอผู้โดยสารอยู่ในตลาดนั่นเอง
หรือลงรถประจำทาง กรุงเทพฯ - สุโขทัยที่แยกคีรีมาศเลยก็ได้ในกรณีที่ไม่ต้องการเข้า ในตัวเมืองสุโขทัย จากนั้นต้องอาศัยความสามารถเฉพาะบุคคลโบกรถเข้าไปยังที่ทำการอุทยานฯ เป็นระยะทางประมาณ 
15 กิโลเมตร แต่ในกรณีที่เดินทางเป็นหมู่คณะอย่างพวกผม เหมารถเข้าก็สะดวกดีครับ จากตลาดสุโขทัย
ถึงที่ทำการอุทยานฯ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง 

ถึงที่ทำการอุทยานฯเวลาประมาณ 7.45 น.

พี่เหงียนรับหน้าที่ติดต่อสอบถามและลงชื่อเข้าอุทยานฯเป็นที่เรียบร้อยจากนั้นพวกเราก็ เตรียมตัว 
เตรียมใจ และเตรียมอาหารเพิ่มเติม พร้อมขึ้นสู่ "ยอดเขาหลวง" อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวง)

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวง จังหวัดสุโขทัย) เป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์
แห่งแรกของเมืองไทยที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะ เป็นการอนุรักษ์ป่าที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
สมัยกรุงสุโขทัย ไว้พร้อมกับธรรมชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 341 ตารางกิโลเมตร หรือ 213,125 ไร่ 

ในสมัยก่อนเรียกป่านี้ว่า "ป่าเขาหลวง" แต่เมื่อทางการเข้ามาดำเนินการสงวนพื้นที่แห่งนี้ไว้ เพื่อประกาศ
ให้เป็นอุทยานแห่งชาตินั้น ได้ตั้งชื่อเสียใหม่ว่า "รามคำแหง" ซึ่งเป็นมงคลนาม เพราะมาจากพระนามของ
กษัตริย์อัจฉริยะของไทย คือ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ผู้ครองกรุงสุโขทัย เพราะชื่อเดิมนั้น (เขาหลวง) 
ซ้ำกับ "ป่าเขาหลวง" ซึ่งเป็นชื่อ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช 

อุทยานฯ แห่งนี้ประกอบด้วยขุนเขาที่เด่นเป็นสง่าท้าทายนักปีนเขาทั้งหลาย คือ ยอดเขาหลวง ซึ่งประกอบ
ด้วย ยอดเขาถึง 4 ยอดด้วยกัน มีหน้าผาสูงชัน ทิวทัศน์- สวยงามมากเมื่อมองลงมาจากยอดเขาเหล่านี้ มีสัตว์ป่านานาชนิด มีน้ำตกที่สวยงามและถ้ำต่างๆ  ทางประวัติศาสตร์สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมา
เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์สมัยก่อนจึงเหมาะ แก่การไปพักผ่อน และศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ 

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอบ้านด่านลานหอย อำเภอคีรีมาศ เมื่อวันที่ 
22 ตุลาคม 2518 กรมป่าไม้ได้เสนอ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ให้กำหนดพื้นที่ "ป่าเขาหลวง" 
ในท้องที่ตำบลบ้านด่าน ตำบลลานหอย อำเภอบ้านด่านลานหอย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง และตำบล
บ้านป้อม ตำบลคีรีมาศ อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัยเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกา
กำหนดบริเวณที่ดินดังกล่าวให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2523 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97
ตอนที่ 175 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2523 นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 18 ของประเทศไทย 


ตะเกียกตะกายสู่ยอดเขาหลวง 

ครั้งนี้ทุกคนในกลุ่มมา เขาหลวงเป็นครั้งแรก แต่ก็พอรู้กิติศัพท์ถึงระดับความยากของการเดินขึ้น
ยอดเขาหลวงมาบางพอสมควร ทั้งจากคำบอกเล่า , จากบทความในหนังสือต่างๆ และ จากเจ้าหน้าที่
ที่เพิ่งให้คำแนะนำเรามาเมื่อสักครู่นี้ 

8.35 น. พวกเรายืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นและอีกประมาณ
10 นาทีต่อมาเราก็ต้องหยุดพักเป็นครั้งแรกทั้งที่ เพิ่ง
ผ่านระยะทางมาได้ประมาณ 500 เมตร เท่านั้น เนื่อง
จากทางที่ค่อนข้างชันและมีลักษณะเป็นก้อนหิน เดิน
ลำบากพอสมควรบวกกับสัมภาระเครื่องหลังโดย
เฉพาะอย่างยิ่งกระเป๋ากล้อง ที่หนักพอควรเลยทีเดียว

สำหรับผม เมื่อพักกันพอหายเหนื่อยแล้ว เราก็ต้อง
เดินทางต่อไปเพื่อให้ถึงยอดเขาหลวงให้ได้ เราได้รู้
และเริ่มเข้าใจกันแล้วว่าข้อมูลที่เราได้กันมาว่าเส้นทาง

เดินที่ว่าชันนั้นมันเป็นอย่างไร และ จากข้อมูลยังบอกอีกว่า มันจะชันอย่างนี้เกือบตลอดเส้นทาง 3.7 กม.

เราพักกันเป็นระยะๆ แทบจะทุกจุดที่มีที่ให้นั่งพัก (อุทยานฯ จะจัดที่พักเป็นลักษณะแคร่หรือโต๊ะไม้เอาไว้
ให้เป็นระยะๆ)
เส้นทางจะผ่านจุดสำคัญ 8 จุดด้วยกันคือ จากจุดเริ่มต้น 1 กิโลเมตรจะถึง "ประดู่ใหญ่"ที่มี
ความสูงกว่า 30 เมตร เส้นรอบวงประมาณครึ่งเมตร
จากนั้นอีก 400 เมตรถึง "มออีหก" ต่อไปอีก 200 
เมตรจะถึง "จุดชมวิว" ทางอุทยานฯจะทำ อัฒจันทร์ ไว้ให้ได้นั่งพักชมทัศนียภาพผืนป่าเบื้องล่างกัน
ซึ่งในจุดนี้ถ้าหมอกไม่ลงมากนักจะมองเห็น ที่ทำการอุทยานฯได้ชัดเจน  เส้นทางช่วงนี้ดูจะลาดชัน
มากที่สุด 

จากจุดชมวิวเดินต่อไปอีก 720 เมตร (จากการสังเกต ผมคิดว่าเส้นทางช่วงนี้จะลาดชันที่สุด) จะถึง 
"น้ำดิบผามะหาด" ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ จากยอดเขาหลวง โดยมีน้ำไหลตลอดปี สามารถดื่ม หรือ
ล้างหน้าคลายร้อนได้ ณ.จุดนี้เป็นจุดที่เราได้พักกันนานสักหน่อย เพื่อล้างหน้าล้างตา ดื่มและเติมน้ำกัน
จนเต็มกระติกน้ำ เราออกเดินต่อไปอีก 380 เมตร จะถึง "ชานเบิกภัย" เป็นดงเฟิร์นหนาทึบ เนื้อที่
ประมาณ 1 ไร่ (จากการสังเกตอีกเช่นเคย ผมคิดว่าเส้นทางช่วงนี้จะลาดชันน้อยที่สุด ) 

จากชานเบิกภัย ไป 300 เมตร จะถึง "ไทรงาม" ซึ่งเป็นต้นไทรขนาดใหญ่มากเป็นร่มเย็นให้ได้นั่ง
พักผ่อนกัน  ไทรงาม จาก ไทรงามไป 320 เมตร ก็จะถึง "ปล่องนางนาค" เป็นช่องหินลึกลงไปปากปล่อง
กว้างประมาณ เมตรครึ่งคูณครึ่งเมตร ในระหว่างไทรงาม ถึงปล่องนางนาคจะมีจุดท่องเที่ยวรายทางที่น่า
สนใจอีก 3 จุด ได้แก่ ถ้ำพระ ถ้ำพระนารายณ์ และ ถ้ำค้างคาวให้แวะชมกันอีกด้วยจากปล่องนางนาค
ไปตามเส้นทางที่ ลดระดับความลาดชันลงบ้าง เป็นระยะทาง 200 เมตรจะถึง "พระยาแล่นเรือ" ที่เป็นธารน้ำเล็กๆไหลลงมาจากยอดเขาหลวง 

และในที่สุดก็เหลือระยะทางอีกเพียง 200 เมตรเท่านั้น แต่เมื่อทุกคนแหงนหน้ามองไปยังเส้นทาง 
200 เมตรข้างหน้า อาการ "หมด" ก็เกิดขึ้น เนื่องจากทางข้างหน้าพวกเราในขณะนี้ เป็นทางที่ดูแล้ว
มีความชันน่าจะพอๆกับ เส้นทางจาก จุดชมวิว มายัง น้ำดิบผามะหาดเลยทีเดียว แถมยังลื่นอีกต่างหาก
ถึงแม้ระยะทางจะสั้นกว่ามาก แต่จากเส้นทางที่ผ่านมาลมยางของแต่ละคนก็เกือบจะหมดอยู่แล้ว เห็นที่
จะต้องใช้ล้อหน้าช่วยบ้างเสียแล้ว ถึงกระนั้นพวกเราก็ ตะกายกันมาจนถึง ยอดเขาหลวง อันเป็นจุดกางเต็นท์
นอนของเราในคืนนี้จนได้.

อ่านต่อครับ

เชิญส่งเรื่องราวการท่องเที่ยวของท่านมาเล่าสู่กันฟังกับ Trekkingthai ครับ