ยอดเขาหลวง  

เขาหลวงอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร
เขาหลวงนี้ประกอบไปด้วย ยอดเขาถึง 4 ยอดด้วยกัน 
คือ ยอดเขาพระนารายณ์ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,160
เมตร ยอดเขาพระแม่ย่า สูง จากระดับน้ำทะเล 1,200
เมตร ยอดเขาภูกา สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร
และ ยอดเขาพระเจดีย์ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,185
เมตร ดังนั้นเมื่อมองจากยอดเขาเหล่านี้ลงไปจึง
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่ งดงาม เช่น ทำนบกั้นน้ำ
ที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยที่เรียกกันว่า "สรีดภงค์" 
และตัวจังหวัดสุโขทัยได้อย่างชัดเจน 


ภาพยอดเขาหลวงและ ผานารายณ์ 
เมื่อมองจากที่ทำการด้านล่าง + ภาพขยาย 20 X 

เป็นเวลา บ่าย 2 โมงพอดี รวมเวลาที่พวกเราทั้งเดิน และ ตะกายขึ้นมากว่า 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว
กวาดสายตาไปทั่วๆบริเวณที่กางเต็นท์แล้วก็พบว่า มีนักท่องเที่ยวกางเต็นท์อยู่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น 
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เดินขึ้นเขาตามหลังพวกเรา ในช่วง 1 กิโลเมตร แรกของการเดินขึ้น เมื่อนับรวมกับกลุ่ม
ของพากเรา และ กลุ่มของเด็กวัยรุ่นที่ กำลังตามเรามา ก็เท่ากับว่าคึนนี้คงจะมี 3 กลุ่มเท่านั้นที่ขึ้น
พักแรมบนยอดเขาหลวงแห่งนี้ ยังมีเวลาเหลืออีก 3-4 ชั่งโมงจึงจะมืด แต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะเดินไปไหนอีก 

นอกจากวนเวียนดูนกในบริเวณใกล้ๆ ที่กางเต็นท์นั่นเอง และเริ่มหุงหา , อาบน้ำ และล้อมวงกินข้าว
แกล้มอาหารทะเล (กระป๋อง) กับท่ามกลางสายหมอก ... 

3 ทุ่ม ความรู้สึกเย็นผิดปรกติเกิดขึ้น เย็นอย่างนี้น่าจะ
เป็นน้ำมากกว่าอากาศ
แน่นอนครับน้ำไหลเข้าในเต็นท์
ผมเสียแล้วเนื่องจากลมที่พัดแรงทำเอาผ้าพลาสติกที่
คลุมเต็นท์กันฝนที่เราเตรียมคลุมเต็นท์ไว้ตั้งแต่หัวค่ำ
ปลิวเปิดไปมาอย่างไร้ทิศทาง หลังจากที่พยามยามซับ
น้ำภายในเต็นท์ และ ขึงตรึงผ้ากันฝนใหม่ก็ไม่ก่อให้
เกิดผลดีขึ้นแต่อย่างใด แต่ครั้งนี้ยังมีผู้ร่วมชะตากรรม
ครับ เต็นท์ของพี่ชนินทร์ หัวหน้าคณะของเรา ไม่มีน้ำ
ซึมเข้าแต่อย่างใด แต่ ภาพที่เห็นคือ เมื่อรูดซิบ
เปิดเต็นท์ มีน้ำไหลทะลัก (ขอเน้นว่า ทะลัก นะครับ)

ออกมานอกเต็นท์เลยทีเดียว สุดท้ายกรรมก็สนอง เพิ่งกินปลากระป๋อง ไปเมื่อตอนเย็น คืนนี้ต้องเป็นคน
อัดกระป๋อง
(เต็นท์พี่เหงียน) เสียแล้ว คืนนั้น จำต้องกึ่งนอนอัดแน่นอยู่ในเต็นท์ จนกระทั้งเช้า 

  บนเส้นทางสู่ 4 ยอดเขาสูง  

วันใหม่เริ่มขึ้น หลังจากแต่ละคนปฏิบัติกิจวัตรส่วนตัว ร่วมถึงอาหารมื้อเช้าแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทาง
สู่ "ยอดเขาเจดีย์" เป็นอันดับแรก ยอดเขาเจดีย์มีลักษณะเป็น ทุ่งหญ้าสูงบนยอดเขาที่สูง 1,185 เมตร
จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนยอดเขา จะมีกองหินที่ก่อขึ้นคล้ายเจดีย์ว่ากันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ยังเป็นราชธานี ทุ่งหญ้ากว้างที่ไหวลู่เอนตามกระแสลมทำให้พวกเราหมดฟิล์มไปหลายรูป จากยอดเขาเจดีย์

เรามุ่งหน้าไปตามเส้นทางสู่ยอดเขาพระแม่ย่าแต่แยกออกซ้ายผ่านเข้าป่าดิบเขาช่วงระยะหนึ่ง ก่อนที่จะ
โผล่ออกพบทุ่งหญ้าเพื่อที่จะขึ้นสู่ "ยอดเขาภูกา" ที่อยู่เบื้องหน้า ยอดเขาภูกา เป็นยอดเขาสูง 1,200 เมตร
จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้ากว้าง สลับกับป่าดิบเขาที่สวยงามด้วย มอส และ เฟิร์น
ที่ปกคลุมอยู่ตามลำต้นของต้นไม้ทั่วๆไป บนยอดเขาด้านหนึ่ง จะเป็นหน้าผาสูง ที่ดูสวยงามทีเดียว 

พวกเราแวะจัดการย้ายน้ำหนักของอาหารจากกระเป๋าเข้าสู่ท้องที่นี่ หลังจากอิ่มหน่ำสำราญกัน ทั้ง 5 คน + 
1 ตัวแล้ว (1 ตัวที่ว่า คือ ไกด์นำทางของพวกเราครับ นำทางตั้งแต่เริ่มออกเดินจนกระทั้งกลับถึงที่พักเลย
แถมตอนกลางคืนยังปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้รักษาความปลอดภัย นอนหน้าเต็นท์ของสุภาพสตรีประจำคณะทั้งสอง
จนถึงเช้าอีกด้วย ไกด์ของเราชื่อ คุณแดงครับ) 

บรรยากาศส่วนหนึ่งบนยอดภูกาท่ามกลางกลุ่มหมอกหนา หลังจากอิ่มทั้งอาหารกาย และ อาหารตาจาก
บรรยากาศแล้วเราก็เดินย้อนกลับทางเดิม เพื่อไปยัง "ยอดเขาพระแม่ย่า" เป็นลำดับต่อไปบนยอดเขาพระแม่ย่า
ที่สูง 1,200 เมตร เท่ากับ ยอดภูกาจะมองเห็นเส้นทางเดิน ที่ผ่านมาและยอดเขาต่างๆ คือ ยอดเขาเจดีย์

ยอดเขาภูกา และ ยอดเขานารายณ์ ที่อยู่รอบๆได้อย่างชัดเจน ถ้าหมอกไม่ลงมากจนเกินไปนัก พากเราพัก
ที่นี่อยู่นานพอควรเพื่อได้สัมผัสกับลมและสายหมอกที่เย็นสบายให้เต็มที่ ก่อนที่จะลงจากเขาพระแม่ย่ามุ่งสู่
"ยอดเขานารายณ์" ต่อไป เส้นทางส่วนมากเป็นทางลงเขาที่แถมความลื่นให้พอประมาณ

เส้นทางผ่านเขาป่าโปร่งและปรงภูเขาข้างทางก่อนออกสู่ลานจอด เฮลิคอปเตอร์ ของสถานีสื่อสาร
โทรคมนาคมเมื่อเดินแยกออกทางซ้ายเลียบเลาะรั้วลวดหนามของสถานีฯไปจะพบหน้าผาและทิวทัศน์ที่สวยงาม
อีกด้านหนึ่งก่อนขึ้นสู่ผานารายณ์ การที่จะไปยังผานารายณ์จะต้องเดินผ่านหน้าสถานีไปแล้วแยกซ้ายขึ้นทางชัน
ช่วงสั้นๆ ก็จะพบกับ "ผานารายณ์" ที่สูงตระหง่านยื่นออกไปยังพื้นอากาศอันว่างเปล่าเบื้องล่างท่ามกลาง
สายหมอกหนาทึบในขณะนั้นจากผานารายณ์เราจะสามารถเก็บภาพทะเลหมอก ที่กว้างไกลได้อย่างจุใจ 

ระหว่างทางเดินสู่ยอดเขาแม่ย่า หากเราหันกลับไปจะเห็นยอดเขาเจดีย์และเส้นทางเดินที่เราผ่านมาได้อย่าง
ชัดเจน และหากเดินทางขึ้นถึงยอดแม่ย่าแล้ว หันมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะมองเห็นยอดภูกา
ได้อย่างเด่นชัดเช่นกัน 

ผานารายณ์ ในวันที่หมอกลงจัด จนมองไม่เห็นพื้นที่ด้านล่าง ส่วนในวันที่ไม่มีหมอกบดบัง จะมองเห็นทิวทัศน์
เบื้องล่างกว้างไกลสุดตา 

วันนี้หลังจากเก็บเอาทิวทัศน์และบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่และสวยงามกันมาจนเต็มหัวใจและเต็มฟิล์มไปหลาย
ม้วน พวกเราก็กลับมายังที่พักเพื่อเตรียมอาหารมื้อเย็นโดยพ่อครัวและแม่ครัวมือหนึ่งของคณะ 

  แสงสียามเช้าบนผานารายณ์  

คืนนี้หมอกลงจัดมากขนาดเดินส่องไฟฉายยังมองเห็นรอบตัวในระยะไม่เกิน 1 เมตร หลังจากร่วมกินอาหาร
ที่ปิดท้ายด้วย เครื่องดื่ม L.ก.ฮ. ในขณะที่ สองสาวแข่งกันเขียนจดหมายบรรยายเรื่องราวความรู้สึกของการ
เดินทางเพื่อที่จะส่งในวันรุ่งขึ้นแล้วกลับไปไปรอรับจดหมาย ฉบับนั้นที่บ้าน !!?!!

...เราเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเช่นเคยด้วยความมั่นใจใน

การป้องกันฝนที่มากกว่าคืนวาน แต่คืนนี้ฝนไม่ตก
ครับ 
...เช้า  6 โมงผมเปิดเต็นท์ออกมาพบกับแสงของ
วันใหม่ที่สว่างใสเนื่องจากไม่มีหมอกบดบังเหมือน
เช้าที่ผ่านมานึกได้ว่าเมื่อคืนฝน ไม่ตกลงมาอย่าง
เคยก็เลยทำให้วันนี้สามารถเห็น พระอาทิตย์ขึ้น
ได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีหมอกมาบดบัง จึงจัดการ
ล้างหน้าแปรงฟันโดยเร็วแล้วรีบคว้ากล้องและขาตั้ง

กึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศของเช้าวันนี้ ที่ผานารายณ์ ระยะทาง 400 เมตรลาดชันไม่มากนัก
แต่ลื่นเอาการวิ่งบ้าง เดินบ้าง พร้อมกับหยุดถ่ายภาพ เป็นระยะๆ ตลอดทาง ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ผมและ
เจ้าแดงก็ยืนอยู่ที่ผานารายณ์ด้วยอาการหายใจทางปาก พร้อมกับฟิล์มที่เหลือไม่ถึง 10 รูป

 ด้วยความรีบร้อนจึงไม่ได้เตรียมฟิล์มมาเพิ่ม จำเป็นต้องใช้ 10 รูปที่เหลืออย่างคุ้มค่าที่สุด สักครู่เจ้าแดง
หายไปและขึ้นมาใหม่พร้อมกัน พี่ชนินทร์ และ พี่เหงียน พร้อมกล้องกับฟิล์มอีกประมาณครึ่งม้วน เจ้าแดง
ลงไปรอรับสองสาวประจำคณะของเราขึ้นมาเป็นรอบที่สาม บนผานารายณ์เช้านี้ไม่มีหมอกเหมือนเมื่อเย็น
วานนี้ ทำให้มองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง คือ เมืองสุโขทัย ตัวอำเภอคีรีมาศ และที่ทำการอุทยานฯ ที่อยู่เชิงเขา
ได้อย่างชัดเจนและสวยงามด้วยแสงสะท้อนจากพื่นที่ที่เป็นน้ำเบื้องล่าง ฟิล์มของเราหมดลงอย่างน่าเสียดาย
จึงได้แต่เก็บความสวยงามในขณะนั้นใว้ด้วยการมองและจดจำ 

  หมดเวลา  

วันนี้เราจะลงจากเขาหลวงกันแล้ว หลังจากจัดการกับอาหารเข้า และเก็บของเรียบร้อยเราก็พร้อมกล่าวลา
กับยอดเขาหลวงแห่งนี้ (เมื่อมีโอกาสเราจะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง) ไม่ลืมกับการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก อีกสักภาพ
เส้นทางเดินลงซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับทางขึ้นแต่ต่างกันที่วันนี้ เราจะมุ่งหน้าลงเราใช้เวลาน้อยกว่าเดิมมาก
แม้จะแวะถ่ายภาพระหว่างทาง หลายครั้ง มาถึงที่ทำการเป็นเวลาเที่ยงพอดี เราจึงแวะกินอาหารกลางวัน
ที่ร้านสวัสดิการพร้อมกับการติดต่อเช่าเหมารถเพื่อพาเรากลับสู่ตัวเมือง และขึ้นรถประจำทางกลับไปดำเนิน
ชีวิตอันวุ่นวายที่เมืองหลวงเช่นเดิม 

จากการสอบถามเจ้าของพื้นที่ได้ความว่า รถจากสุโขทัย เข้ากรุงเทพฯรอบเช้าหมดลงแล้ว จะเหลือก็แต่
รอบเย็น เวลา 2 ทุ่มเป็นเที่ยวแรกของรอบเย็น (ที่นี่ไม่มีรถเข้ากรุงเทพฯ รอบบ่ายนะครับ)โดยที่พวกเรา
สามารถเช่ารถของเจ้าหน้าที่ออกไปส่งที่สถานีขนส่งได้ โดยเราเลือกที่จะขึ้นรถที่สถานี คีรีมาศ และเนื่องจาก
ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาเที่ยงกว่าเท่านั้น พวกเราจึงเห็นตรงกันว่าจะใช้เวลาที่เหลือเดินชมธรรมชาติตามเส้นทางที่
อุทยานฯ จัดไว้ให้เป็นระยะทาง 1.2 กิโลเมตร และ 2 กิโลเมตร ตามลำดับ แต่ก็ไปได้ไม่กี่น้ำ ...ไม่ใช่ครับ ...ไปได้ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น เราก็เริ่มหันกลับทางเดิมเนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ถ้ายังขืนเดินฝ่าดงยุงต่อไป
คงได้เปียกฝนกันถ้วนหน้า เป็นแน่แท้ทีเดียวเชียว จึงรีบเดินกลับเพื่อติดต่อขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเราที่
สถานีก่อนเวลานัดไว้เดิม เนื่องจากเห็นว่าเมื่อฝนตก การที่พวกเราอยู่ที่สถานีแล้ว ย่อมดีกว่าการที่ยังคง
ติดค้างอยู่ที่อุทยานฯแน่นอน มาถึงสถานีขนส่ง คีรีมาศ 

ประมาณ 17.30 น.หลังจากกินอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้วเราจึงจำต้อง ใช้เวลาที่เหลือเดินเตร็ดเตร่ วนไป
วนมารอบแล้วรอบเล่า ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาตั้งแต่ประมาณ 18.00 น. และเพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ 
2 ทุ่มแล้ว ผู้โดยสารคนอื่นๆเริ่มทยอยมาที่สถานีขนส่ง จนกระทั่ง 2 ทุ่มพวกเราก็ได้ขึ้นรถเตรียมตัวกลับ
เมื่อรถออกผมก็หลับลงเช่นเคย ..... 

จนในที่สุดเราก็ตื่นขึ้นมาพบว่าทั้งหมดมัน เป็น ความ ฝัน !!?!! ... เอ้ย !!...ตื่นขึ้นมาพบว่าพวกเรากลับมาถึง
หมอชิตอย่างสวัสดิภาพ เรียบร้อยไปอีกหนึ่ง Trip ของพวกเรา.


เรื่อง : ธรกร หอมหวล 
ภาพ : ชนินทร์ สุภานันท์ และ ธรกร หอมหวล

ย้อนกลับ

เชิญส่งเรื่องราวการท่องเที่ยวของท่านมาเล่าสู่กันฟังกับ Trekkingthai ครับ