***แผนที่***

เส้นทางสู่ภูสอยดาว

เป็นครั้งที่สองที่ตัดสินใจพิชิตภูสอยดาวยอดเขาแห่งความงาม
ของอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 149375 ไร่ครอบคลุม
อำเภอบ้านโคกอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์และอำเภอชาติตระการ
จังหวัดพิษณุโลกรวบ

รวมผองเพื่อนทั้งหน้าเดิมที่เคยร่วมทางและหน้าใหม่ที่มีใจในวัย
ทำงานหาเวลายากเต็มทนจนได้วันที่ลงตัว 24-26 กันยายน รวม 3 วัน
2 คืน 9 คน กับพาหนะ 2 คัน เป็น wagon 1 และ city 1 ออกเดินทาง
จากจังหวัดชลบุรีเวลา 21.00 ขับไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน เหนื่อยหรือเมื่อย
ก็เปลี่ยนกันขับแวะกินข้าวกันที่จังหวัดสระบุรี

หลังจากผ่านหล่มสักมาแล้ว 5.00 น แวะตลาดที่อ.ด่านซ้าย
ซื้อกับข้าวพร้อมกินเป็นอาหารเช้า เช่น ข้าวเหนียวไก่ย่างกับของ
ขบเคี้ยวนิดหน่อย ออกเดินทางต่อช่วงเวลาเช้าอย่างนี้เส้นทางสาย 
อ.ด่านซ้ายไปบ้านห้วยมุ่นเต็มไปด้วยไอหมอก ต้องให้ wagon
นำหน้าเพื่อเปิดไฟเหลืองตัดหมอกการขับขี่จะง่ายขึ้นถ้าหากมี
ไฟตัดหมอกช่วยในการเดินทางยามค่ำคืนบนถนนที่ตลบอบอวลไป
ด้วยไอหมอก

ถึงแม้ว่าจะมีไฟตัดหมอกช่วยแต่ระยะทางในการมองเห็นนั้นได้แค่ 10 เมตรเท่านั้น จึงต้อง
ระมัดระวังในการขับขี่เป็นอย่างมากดีที่ในช่วงเวลานี้ไม่มีรถสวนมาแม้แต่คันเดียว เส้นทางสายนี้
สามารถขับไปทะลุยังอุทยานแห่งชาติเทอดพระเกียรติ นาแห้วได้ลัดเลาะผ่านภูเขาสูงบ้างต่ำบ้าง
เส้นทางราดยางตลอดสายมีช่วงหนึ่งก่อนถึง อช.ภูสอยดาวปรากฏว่ามีดินถล่มทับเส้นทาง
แต่ทั้งสองคันก็สามารถผ่านไปได้ ต้องลุ้น city เล็กน้อย

7.15 ถึงที่ทำการแต่เจ้าหน้าที่ยังไม่มาทำงาน ต้องรอจน 8.00 แจ้งชื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบ
ทางคณะได้ส่งจดหมายมาก่อนหน้านี้แล้ว แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า 9.00 พร้อมออกเดินทาง ช่วงนี้
แต่ละคนต้องเสื้อผ้าเป็นชุดลุยและจัดการเป้ของตัวเอง

ก่อนจัดของลงเป้ได้บอกทุกคนว่าให้ใส่ของลงในถุงพลาสติกชั้นนึงก่อนแล้วค่อยใส่ลงเป้ เวลา
ฝนตกจะได้ไม่เปียกถึงข้างในชุดที่คิดว่าจะใช้เปลี่ยนตอนเดินทางกลับควรจะแยกออกจากเป้
ไม่ต้องนำไปให้หนัก อุปกรณ์ทำอาหาร,น้ำดื่มและถุงนอน รวบรวมให้เป็นหน้าที่ของพี่ลูกหาบ 2 คน 
ชั่งน้ำหนักได้ 50 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10 บาท

9.00 พี่บุญธรรมคนนำทางของคณะเราพาเดินลัดขึ้นไปตามตีนน้ำตกภูสอยดาว ทวนสายน้ำขึ้น
ไปยังน้ำตกด้านบนบางช่วงที่เป็นโขดหินยากต่อการปีนป่ายทางอุทยานได้ทำบันไดไม้ไว้ให้ขึ้นได้
สะดวกช่วงนี้ฝนเริ่มตกลงมาแต่ไม่หนักมากและไม่เป็นปัญหาสำหรับคณะเราเพราะแต่ละคนได้
เตรียมเสื้อกันฝนมาด้วย

***น้ำตกภูสอยดาว***

เสื้อกันฝนที่อยากแนะนำสำหรับการเดินป่าควรเป็นแบบชุดคลุมทั้งตัวซึ่งสวมใส่ได้ง่ายและเสื้อ
สามารถคลุมได้ถึงเป้หลังที่สะพาย
อยู่เสื้อประเภทนี้เรียกว่า "ปันโจ" มีจำหน่ายตามร้านขายอุปกรณ์
สนามทั่วไปทางเดินบางช่วงจะต้องเดินข้ามลำธาร โดยมีต้นไม้ล้มขนาดใหญ่พาดอยู่ทำให้ไม่ต้อง
ลุยน้ำข้ามลำธาร ถึงเวลานี้คณะเริ่มแบ่งเป็นสองชุด ชุดแรกจะเป็นพวกที่มีพละกำลังดีประมาณ 
5 คนเดินนำหน้า ชุดที่เหลือก็กำลังดีแต่น้อยหน่อยและต้องคอยระวังหลังให้กับชุดหน้าด้วย ทั้งที่
จริงก็ไม่มีอะไรให้ต้องระวังถึงแล้วเนินรับญาติ (ตอนกลับจะเรียกว่าเนินส่งญาติ) ระยะทางประมาณ 
1.2 กม. เป็นเนินสูงมีป่าไผ่ขึ้นปกคลุม ทุกคนในคณะเริ่มหายใจแรงเสียงพูดคุยเงียบไปนานแล้ว
ฝนที่ตกลงมาทำให้ทางค่อนข้างลื่นแต่ไม่มากยังตะกายขึ้นไปได้ไม่ยากเย็นอะไร

ขณะที่เดินขึ้นก็ได้เดินสวนทางกับคณะอื่นที่เดินลงมาเขาทักว่า “คิดดีแล้วหรือที่แบกเป้ขึ้นมาเอง”
คณะเราก็เลยตอบว่า “มาครั้งแรกยังแบกเองได้ มาคราวนี้ก็จะลองดูว่ายังไหวอยู่หรือเปล่า”
เนินต่อไปชื่อว่าเนินปราบเซียน ระยะทาง 500 เมตร ความชันก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเนินรับญาติเลย
ต่อมาเป็นเนินป่าก่อระยะทาง 2 กม. ไม่ชันมากนักแต่ต้องเดินผ่านทุ่งหญ้าสูงท่วมหัว ถัดมาเป็น
เนินเสือโคร่งระยะทางประมาณ 700 เมตร และสุดท้ายเป็นเนินมรณะ อีก 300 เมตร ก็สมกับชื่อ
ที่ตั้งไว้ สูงชันประมาณ 45 องศาเห็นจะได้เป็นเฮือกสุดท้ายของคณะเราต้องช่วยกันกระตุ้นบอกว่า
จะถึงแล้วแต่ก็ไม่มีเสียงบ่นออกจากปากใครเลยและก็ไม่มีใครท้อ แต่ถ้ามองไปที่พื้นดินเราก็จะเห็นว่า
มีไส้เดือนตัวเท่านิ้วก้อยทั้งใหญ่และยาวเดินร่วมทางกับพวกคณะเราด้วย

การเดินขึ้นเขาไม่ควรเร่งจังหวะหรือคิดจะตามชุดที่อยู่ข้างหน้าให้ทัน เพราะจะทำให้เราเหนื่อย
และหมดแรงเร็วขึ้น ไม่ต้องกลัวหลง เส้นทางที่ใช้เดินอยู่ชัดเจนมากไม่มีทางเดินหลงไปทางอื่นได้
และอีกอย่างหนึ่งถึงเราจะอยู่ชุดสุดท้ายแต่จะมีพี่ลูกหาบอยู่หลังเราอีกที

13.30 

พิชิตภูสอยดาวสำเร็จ ชุดที่เดินนำหน้ามานั่งพักรออยู่ก่อนแล้ว ช็อกโกแลตและเกลือแร่
แบบซองควรมีนำติดตัวไปด้วยเมื่อต้องเดินป่า ช็อกโกแลตจะช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่า เกลือแร่
จะช่วยชดเชยเหงื่อที่เสียไป 

เมื่อรอกันจนครบ 9 คนแล้วก็ออกหาทำเลผูกเปลนอนได้ทำเลใกล้กับบ้านพักชั่วคราวของเจ้าหน้าที่
เดินข้ามลำธารไปนิดเดียว การผูกเปลนอนจะผูกเป็นสองชั้นจะได้อยู่กันเป็นกลุ่มใครจะจับคู่กับใคร
ใครจะผูกข้างบนหรือจะอยู่ข้างล่างก็ตกลงกันเอาเอง ตอนนี้อยู่ในช่วงทำธุระส่วนตัวและส่วนรวม 
แบ่งงานกันทำ กบ,พี่เสริมกับพี่บุญธรรมไปหาเศษไม้ที่หล่นมาทำเชื้อเพลิงประกอบอาหาร
(จากข้อความที่เล่ามาข้างต้นขณะที่เดินขึ้นมานั้นมีฝนตกจึงทำเศษไม้และฝืนที่นำมาใช้หุงอาหาร
นั้นเปียกแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการก่อไฟเพราะเศษฝืนนั้นเป็นไม้สนซึ่งมียางไม้ช่วยให้ก่อไฟติดได้ง่าย)

 

รสชาติของแคมป์ปิ้ง

เอก,อ๊อด,เป็ด ผูกเปลนอนพร้อมกับกางฟลายชีทคลุมเปลเพื่อกันฝนและน้ำค้างพร้อมกางฟลายชีท
ผืนใหญ่ที่สั่งทำเพื่อใช้เป็นห้องพักผ่อนและห้องอาหาร พี่แอน,อุ้ย,ปู,ติ๋ม เตรียมอาหารเย็น การเตรียม
อาหารสำหรับการเที่ยวป่าควรเป็นอาหารแห้งๆ ปรุงง่ายเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและสะดวก การกำหนด
ปริมาณอาหารสำหรับสมาชิกนั้นควรเผื่อไว้ให้คนนำทางด้วย อาหารมื้อเย็นวันนี้เป็นกุนเชียงทอด,
ปลาสลิดทอด,ไข่เค็ม,น้ำพริกนรก,หมูหวานและมื้ออื่นๆก็เหมือนกันอย่างนี้เพื่อเป็นการง่ายในการกำหนด
ปริมาณตอนซื้อ

หลังอาหารเย็นพวกเรานั่งคุยกันใต้ฟลายชีทผืนใหญ่ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่เป็นห้องนั่งเล่นแทน
ห้องอาหารเมื่อสักครู่นี้

บางคนก็นั่งรับไออุ่นจากกองไฟซึ่งจะขาดไม่ได้สำหรับการแค้มปิ้ง ดีที่คืนนี้ฝนไม่ตกลงมาแต่ก็
ไม่มีดาวให้นั่งดูได้ยินเสียงพูดคุยของชุดที่มากับทัวร์คนชุดดำอีกด้านหนึ่งของลานสน 

20.20 

แยกย้ายกันเข้านอน อากาศไม่หนาวจนเกินไป กบ,เป็ดเข้านอนทีหลัง เรากำลังจะเคลิ้มหลับ
ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากในบ้านพักของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้กับเปลนอนเราแค่สิบก้าวเดิน
พยายามเงี่ยหูฟังเสียงว่าเกิดอะไรขึ้น กบเดินมาบอกว่า
“เจ้าหน้าที่นำทางที่พาคณะทัวร์ขึ้นมา เป็นอะไรก็ไม่รู้ต้องหามมาที่บ้านพัก เดี๋ยวจะขึ้นไปดูบนบ้าน
ขอยืมไฟฉายหน่อย”

เราเองก็ไม่ได้ถามอะไรต่อแล้วล้วงไฟฉายในกระเป๋าเสื้อส่งให้ในใจได้แต่หวังว่าคงไม่มีเหตุการณ์อะไร
ร้ายแรง นอนหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในเปล ได้ยินเสียงคนนับ 1 2 3 45……1 2 3 4 5……. 1 2 3 4 5 อยู่บนบ้านพัก

5.30 ของเช้าวันใหม่

 

บรรยากาศยามเช้า

ตื่นขึ้นไปปลุกกบแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ กบบอกว่า “เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่หายใจ ตัวซีด
ต้องช่วยกันผายปอดตลอดคืนพอดีในคณะทัวร์ของคนชุดดำมีพยาบาลมาด้วยกบเป็นคนเป่าปาก
เป็ดเป็นคนกดหน้าอกจนตีสองก็ไม่สามารถช่วยอะไรเจ้าหน้าที่คนนั้นไว้ได้เจ้าหน้าที่คนอื่นต้อง
ทำเปลหามเคลื่อนย้ายลงไปในตอนใกล้ตีสาม” 

พอดีพี่บุญธรรมเดินมาพอดี บอกกับเราเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่คนนั้นได้เข้ารับการผ่าตัดสมอง
ก่อนหน้าที่จะขึ้นมาบนนี้เพียงไม่กี่วันได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอและสภาพร่างกายไม่พร้อม
เลยต้องมาจบชีวิตบนยอดภูแห่งนี้โดยที่พวกเราไม่สามารถช่วยอะไรได้

คณะของเราก็ได้แต่สงสารและหารือกันว่าจะรวบรวมเงินฝากให้กับครอบครัวเค้าเมื่อลงไปถึงข้างล่าง

หลังจากอาหารเช้าผ่านไปพี่บุญธรรมพาพวกเราเดินชมลานสนและทุ่งดอกหงอนนาค ซึ่งทางเดิน
บนนี้เดินได้สะดวกเป็นเนินสูงบ้างต่ำบ้างและเป็นลานสนขนาดใหญ่ ใครที่เคยไปเดินภูกระดึงคง
จะนึกภาพออก วันนี้อากาศเปิดไม่มีสายหมอกลงมาปกคลุมดอกหงอนนาค,ดอกสร้อยสุวรรณนา
บานเต็มทุ่งและมีดอกกระดุมเงินขึ้นกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ พี่บุญธรรมบอกว่าปีที่แล้ว
ทุ่งดอกหงอนนาคหนาแน่นกว่านี้อีก

 

ท่องธรรมชาติ

ดอกหงอนนาค

เราเดินวนออกทางซ้ายเส้นทางนี้จะเดินผ่านหน้าผาสามารถมองเห็นผืนป่าด้านล่าง มีหมอกลอย
อ้อยอิ่ง จุดนี้หมดไสลด์ไปหลายเฟรม สายลมเย็นพัดมา อากาศกำลังเย็นสบายแดดไม่ออกเลย
เราวนอ้อมกลับมาจนถึงแค้มป์ กินข้าวกลางวันกันโดยหุงไว้ตั้งแต่ตอนเช้า

เรา,กบ,เป็ด คุยกันว่าจะเดินไปดูน้ำตกสายทิพย์ คนอื่นๆบอกว่าเหนื่อยขอนั่งเล่นและเตรียมอาหาร
เย็นอยู่ที่แค้มป์ดีกว่า 

ทางเดินไปน้ำตกสายทิพย์ต้องเดินย้อนกลับไปตรงทางขึ้นลานสนจะมีทางแยกซ้ายมือลงไปลงหุบ
ด้านล่างทางนี้จะเดินลงเขาตลอดทางลงจะถูกเซาะเป็นขั้นๆ สำหรับสำหรับให้เดินได้ง่ายและไม่ลื่น

อำนวยความสะดวกดีเหมือนกันการเดินมาดูน้ำตกสายทิพย์นั้นใช้เวลาเดินมาจากแค้มป์แค่ 15 นาที 
เท่านั้นเราค่อนข้างเดินลำบากหน่อยเพราะใส่รองเท้าแตะเวลาเปียกน้ำบวกกับดินเละๆ ทำให้เดินแล้ว
ลื่นมากไม่ใช่เพราะความเท่อะไรหรอก เพราะรองเท้าประจำตำแหน่งเกิดพื้นหลุดขึ้นมา ก็ไอ้ยี่ห้อที่ขาย
กันเกร่อในบ้านเราแหละ ได้ยินเสียงน้ำตกอยู่ข้างหน้าคาดว่าอีกไม่กี่ก้าวก็คงจะถึง เราจะพบกับน้ำตก
สายทิพย์ชั้นที่ 5 ก่อน น้ำตกสายทิพย์ไม่ได้เป็นน้ำตกที่ใหญ่อะไรแต่ตัวน้ำตกจะถูกปกคลุมไปด้วยมอส
และตะไคร่น้ำเกาะเต็มไปหมด

สายน้ำตกเกิดจากลำธารข้างแค้มป์ที่พวกเราผูกเปลนอน
นั่นเอง ถ่ายรูปกันตามใจชอบจากชั้นที่ 5 ไล่ไปชั้นที่ 1ทางขึ้น
น้ำตกจะไปออกทางด้านหลังของห้องน้ำ พอเดินมาถึงที่พักฝน
ก็ตกลงมาพอดีพวกผู้หญิงที่อาสาเฝ้า camp ทำอาหารเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว เราและอ๊อดขอตัวไปอาบน้ำในลำธาร เพราะว่า
เมื่อวานก็ไม่ได้อาบเมื่อคืนนี้เราซึ่งนอนอยู่เปลชั้นล่างผูกเปลต่ำ
ไปหน่อยเวลาขึ้นไปนอนแล้ว เปลห้อยลงมาติดกับยอดหญ้า
มดดำก็เลยหนีน้ำขึ้นมานอนด้วยกันโดยไม่ได้รับเชิญโดนกัดซะ
หน้าแดงเลยเราหัวค่ำฝนตกลงมาอีกนิดหน่อยแต่ไฟในกองก็ไม่ดับ
พอฝนหยุดก็นั่งคุยกันต่อบางคนก็เอาผ้าเปียก มาอังไฟ 

22.00 เข้านอนคืนนี้นอนแบบหนาวใจยังไงบอกไม่ถูก

 

6.00 

ล้างหน้าแปรงฟันทำกับข้าวมื้อสุดท้าย มีกับข้าวอะไรที่ยังเหลือก็ทำซะให้หมด คณะเรานัด
ลูกหาบเอาไว้ตอนเก้าโมงแต่ลูกหาบขึ้นมาถึงตั้งแต่แปดโมงพวกเราเรียกพี่ลูกหาบกินข้าวด้วยแต่
พี่ลูกหาบบอกว่ามีเสบียงเตรียมมาด้วย

สรุปแล้วปริมาณอาหารที่ซื้อมาคราวนี้พอดีตามจำนวนคนและจำนวนมื้อเหลือข้าวสารอีกประมาณ
หนึ่งกิโลกรัมยกให้พี่บุญธรรมไป

หลังอาหารแยกย้ายกันเก็บของและที่จะลืมไม่ได้คือทำความสะอาดสถานที่ ทำให้เหมือนกับว่า
เราไม่ได้มาที่นี่และอย่าลืมกลบหลุมขุดที่เราขุดไว้ทิ้งเศษข้าวและเศษอาหารที่สามารถสลายได้
ตามธรรมชาติซะด้วย

ขยะจำพวกพลาสติกและกระป๋องรวบรวมใส่ถุงดำที่เจ้าหน้าที่ข้างล่างให้มาตั้งแต่ ตอนขึ้นเพื่อ
ให้เราใส่ขยะลงไปทิ้งข้างล่างจะได้ไม่เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยขจัดขยะพวกนี้

9.30 ได้เวลาอำลาจากภูสอยดาวแล้ว

 

ก่อนลงจากลานสนแวะถ่ายรูปกันที่ป้ายผู้พิชิตภูสอยดาวเราเองต้องจำใจใส่รองเท้าพื้นหลุด
โดยต้องเอาเชือกผูกรัดพื้นให้ติดกับตัวรองเท้าให้แน่นทั้งสองข้างผ่านเนินแต่ละเนินลงมาได้
ไม่เหนื่อยมากนัก พะวงก็แต่รองเท้ากลัวว่ามันจะไม่ถึงข้างล่างตอนเดินลงสวนทางกับนักท่องเที่ยว
กลุ่มอื่นคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ ก็คือ 
“ เหลืออีกไกลไหม”
“อีกนานไหมกว่าจะถึง” 

ก็ได้แต่บอกให้กำลังใจว่า “อีกไม่ไกลหรอกเดี๋ยวก็ถึง ข้างบนสวยมากๆ ไปแล้วคุ้ม”

พอถึงเนินส่งญาติเท่านั้น พื้นรองเท้าหลุดทั้งสองข้างต้องหยุดและผูกเชือกใหม่ ของอุ้ยพื้น
ก็หลุดเหมือนกัน เดินมาถึงที่ทำการเวลา 12.30 ใช้เวลาเดินลง 3 ชั่วโมง ลงมาถึงพี่ลูกหาบเดิน
ตามมาติดๆ ชั่งของและจ่ายเงินช่วงนี้ฝนตกลงมาอีกตกแรงซะด้วย 

เราได้รวบรวมเงินฝากให้เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตไว้กับเจ้าหน้าที่ของอุทยานอย่างน้อยก็พอจะช่วย
เหลือครอบครัวของเขาได้ไม่มากก็น้อย

หลังจากแยกของจากพี่ลูกหาบ แล้วก็ยกขบวนไปอาบน้ำกันที่น้ำตกภูสอยดาวอาบที่นี่สบายกว่า
อาบในห้องน้ำ ซึ่งน้ำตกไหลแรงมากเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นก็ทักทายถามไถ่กัน บางกลุ่มเพิ่ง
จะเดินทางมาถึงก็สอบถามข้อมูลกัน อาบน้ำกันเสร็จแวะกินอาหารกันที่ร้านเดิมช่วยอุดหนุนคน
ท้องถิ่นออกเดินทางกลับ 13.00 ขับรถออกทางสาย วัดโบสถ์-พิษณุโลก-นครสวรรค์ ถึงชลบุรี
ถิ่นฐาน 00.00 โดยสวัสดิภาพ

สถานที่เดิม ต่างที่เวลาและผู้คน ความรู้สึกย่อมแตกต่าง

การเตรียมตัว

  1. เต๊นท์หรือเปลนอน

  2. ฟลายชีทกันฝน

  3. อุปกรณ์กันหนาว

  4. เสื้อกันฝน

  5. ไฟฉาย

  6. ยาประจำตัว

  7. ถุงนอน

บนภูสอยดาวมีพื้นที่ให้สำหรับกางเต๊นท์ได้สะดวกแต่ถ้าไม่อยากหนัก นอนเปลจะสะดวกกว่า
และห้องน้ำมีไว้ให้ใช้เฉพาะปลดทุกข์เท่านั้นยังไม่มีไว้ให้อาบน้ำ ถ้าจะอาบก็ต้องอาบที่ลำธาร
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการท่องเที่ยวบนภูสอยดาวอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์ เพราะ
ดอกหงอนนาคจะบานเต็มทุ่งช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม

ดอกไม้บนลานสน

จุดเด่นที่น่าสนใจ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตกที่สวยงามอยู่ติดกับทางหลวงหมายเลข 1268
ติดกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว น้ำตกสายทิพย์ อยู่บนลานสนภูสอยดาว มีทั้งหมดห้าชั้น ใช้เวลา
เดินจากแค้มป์ 15 นาที

การเดินทาง สามารถใช้ได้สองเส้นทาง 

1. กรุงเทพ-อุตรดิตถ์ เมื่อถึงอุตรดิตถ์เดินทางต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 1047
ระยะทาง 68 กิโลเมตร ถึงอำเภอน้ำปาดแล้วเลี้ยวขวาบริเวณโรงพยาบาลน้ำปาดตามทางหลวง
หมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตร จะพบสามแยกไปบ้านห้วยมุ่น ให้ตรงไปตามทางหลวง
หมายเลข 1268 อีก 18 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

2. กรุงเทพ-พิษณุโลก จากพิษณุโลก เดินทางต่อไปยังอำเภอนครไทยและจากอำเภอนครไทย
เลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 1143 ระยะทาง 31 กิโลเมตร ถึงอำเภอชาติตระการ
แล้วเดินทางต่อไปอีก 73 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

รายการอาหารสำหรับ 9 คน 5 มื้อ 

  1. ข้าวสาร 5 กก.

  2. ปลาสลิดตากแห้ง 2 กก.

  3. ไข่เค็ม 21 ฟอง

  4. หมูหวาน 0.5 กก.

  5. มาม่า 1 โหล

  6. น้ำพริกกระปุกเล็ก 6 กระปุก

  7. ทูน่า ซีเล็ค 10 กระป๋อง

 

ค่าใช้จ่าย

อาหาร

 3,400 บาท

น้ำมันรถ 2 คัน

 2,320 บาท

ลูกหาบ

 820 บาท

คนนำทาง

 500 บาท

เบ็ดเตล็ด

 1,300 บาท

รวม

 8,340 บาท

เฉลี่ยคนละ

 900 บาท

ที่อยู่

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 53110

สุดท้ายอย่าลืมรักษาสภาพแวดล้อมของผืนป่าให้ดีดังเดิมด้วยครับ

ด้วยความขอบคุณจาก ทีมงานชลบุรี

เชิญส่งเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวของท่านมาเล่าสู่กันฟังที่
http://www.trekkingthai.com  ครับ