ทุ่งดอกกระเจียว
Refresh
ทุ่งดอกกระเจียว

....ฉันนั่งมองสายฝนโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ถึงหน้าฝนแล้วซินะ ดอกไม้ ต้นไม้ คงร่าเริง เบิกบาน ยิ้มรับน้ำฝนกันถ้วนหน้า บรรยากาศตอนฝนตกนี่ช่างพาให้เคลิบเคลิ้ม คิดถึงความหลังครั้งเก่าซะจริงๆ ฉันเลยหยิบอัลบั้มรูปครั้งที่เคยไปเที่ยวขึ้นมาเปิดดู เปิดไปหน้าแรกเป็นรูปทุ่งดอกไม้สีชมพู มีข้อความเขียนกำกับไว้ว่า “ ทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ” อัลบั้มนี้เป็นภาพครั้งที่ไปเที่ยวชม ทุ่งดอกกระเจียว ที่อำเภอเทพสถิตนั่นเอง...

ทุ่งดอกกระเจียว ทุ่งดอกกระเจียว

ครั้งนั้นฉันไปกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงาน พวกเราเช่ารถตู้ไป โดยเริ่มเดินทางกันในตอนดึกของคืนวันศุกร์ เมื่อขึ้นรถปุ๊บก็หลับปั๊บ ด้วยความที่เป็นเด็กอนามัย มาตื่นอีกทีก็ถึงที่หมายแล้ว ฉันงัวเงียขึ้นมาดูนาฬิกาข้อมือ ซึ่งมันบอกเวลาว่า ตอนนี้เพิ่งตีห้ากว่าๆ เอง ถึงว่าซิมองไปข้างนอกรถยังมืดอยู่เลย ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องลงไปสำรวจสักหน่อย เมื่อสำรวจแล้วก็พบว่า การนอนในรถต่อจะเป็นการดี เพราะว่ายังมืดอยู่ แล้วก็มีหมอกหนามากด้วย

พวกเรามาตื่นกันอีกทีตอนหกโมงเช้า ซึ่งได้เวลาที่พวกเราจะสูดอากาศอันบริสุทธิ์ยามเช้ากันแล้ว พวกเราเดินเล่นสัมผัสหมอกกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดชมวิว ซึ่งเป็นลักษณะลานหิน สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ แต่ ณ เวลานี้ ที่พวกเรายืนอยู่ที่นี่ เห็นแต่หมอกเจ้าค่ะ เห็นแต่หมอกขาวๆ สายตาของพวกเราไม่สามารถแหวกม่านหมอกมองไปเห็นวิวเบื้องล่างได้เลย ที่จุดชมวิวนี้ เขามีป้ายให้ความรู้ โดยเขียนไว้ว่า “ จุดชมวิวสุดแผ่นดิน ณ.จุดนี้ เป็นจุดที่สูงสุดของเทือกเขาพังเหย(846 เมตร) เกิดจากการดันตัวของแผ่นดินภาคกลาง (ฉานไทย) ซุกเข้าใต้แผ่นดินภาคอีสาน (อินโด-ไชน่า) ทำให้เกิดขอบยกสูงขึ้น แบ่งระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน จึงเรียกบริเวณนี้ว่า สุดแผ่นดินอีสาน-กลาง”

พวกเราขึ้นรถและนั่งต่อไปอีกประมาณหกนาทีเห็นจะได้ ซึ่งตอนเช้ามืดก็ผ่านมาทีหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้เพราะว่านอนหลับอยู่ นั่นไง! ทุ่งดอกกระเจียว ฉันเห็นทุ่งดอกกระเจียวสีชมพูอยู่ตรงหน้า มันดูเยอะมาก ช่างดูสวยจริงๆ เจ้า ทุ่งดอกกระเจียว ทุ่งดอกไม้สีชมพู นี่ฉันได้เห็นของจริงสักที หลังจากที่ได้เห็นแต่ในรูปถ่ายที่ลงตามนิตยสารท่องเที่ยว ฉันได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ จะได้ไปอวดเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มา พี่เขาบอกว่า อย่าถ่ายตรงนี้เยอะนัก ยังมีให้ถ่ายอีก และมีให้ถ่ายมากมายเลยเป็นทุ่งกว้างเลยล่ะ

ทุ่งดอกกระเจียว ทุ่งดอกกระเจียว  ทุ่งดอกกระเจียว

.....หลังจากที่พวกเราได้ชื่นชมธรรมชาติกันอยู่พักใหญ่ ก็เดินทางต่อมาที่ป่าหินงาม เพื่อมาดูหินรูปร่างแปลกๆ ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรไว้ ก่อนที่จะเข้าไปชมก็ต้องหาความรู้กันก่อนนะจ๊ะ เพราะว่ามาเที่ยวแล้วทั้งที่ ก็ควรจะรู้เรื่องราวความเป็นมาเป็นไป ความรู้ที่หาได้ง่ายๆ เลยก็คือ “ป้าย” มีป้ายไม้แผ่นใหญ่ตั้งไว้ตรงทางเข้า เขียนหัวเรื่องว่า ลานหินงาม ซึ่งรายละเอียดเขาเขียนไว้ว่า “ลานหินงามหรือป่าหินงาม เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะเนื้อหินทรายในส่วนที่อ่อนกว่าส่วนอื่นออก ใช้เวลานานนับล้านปี จึงก่อให้เกิดโขดหินที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่าอัศจรรย์เช่นนี้

บริเวณพื้นล่างของ ทุ่งดอกกระเจียว มีพันธุ์ไม้แปลกตา หายาก อาทิ มอส ไลเคนส์ ข้าวตอกฤาษีและเฟิร์น นานาชนิด ใคร่ขอความร่วมมือทุกท่าน โปรดระมัดระวัง อย่าทำลาย” เมื่อเราได้รู้เช่นนี้แล้ว เวลาไปเที่ยวธรรมชาติเราจึงควรระมัดระวัง ไม่ทำลายธรรมชาติ เพราะเราคือผู้ไปเยือนเขาเท่านั้น และที่ป้ายนั้นยังมีแผนที่ให้ดูด้วยว่า มีหินรูปอะไรอยู่ตรงไหน เช่น หินตะปู หินรูปปราสาท หินรูปสัตว์ หินรูปช้าง เป็นต้น เมื่อพวกเราเดินเข้าไปชมในป่าหินงาม พวกเราก็พบกับหินรูปร่างแปลกประหลาดเต็มไปหมด แล้วแต่ว่าใครจะมองเห็นเป็นรูปอะไร ธรรมชาติสร้างศิลปะได้งดงามแปลกตาจริงๆ

หลังจากที่ได้ชมป่าหินงามแล้ว พวกเราก็หาอาหารเช้าทานกัน ที่บริเวณนั้นมีร้านอาหารตั้งอยู่ พวกเราก็เข้าไปสั่งอาหาร ซึ่งอาหารเช้ายามนี้ก็เป็นอะไรที่ง่ายๆ เช่น ไข่เจียว มีพี่คนหนึ่งบอกว่ามีไข่เจียวกับข้าวเปล่าก็กินได้แล้ว พวกเราทานกันเร็วมาก สงสัยจะหิวกันทุกคน หลังจากอิ่มข้าวแล้ว ก็เดินชมของที่ระลึกที่เขาวางขาย เช่น พวงกุญแจรูปป่าหินงาน รูปทุ่งดอกกระเจียว เมื่อฉันเหลือบมองนาฬิกา มันก็บอกเวลาเก้าโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ แสงแดดยามเช้าค่อยๆ โผล่มาเยือน เจ้าหมอกหนายามเช้าก็ค่อยๆ จางหายไป พวกเราออกเดินทางต่อไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรทอง พวกเราจะไปตะลุย เดินป่า ตามหา ทุ่งดอกกระเจียว กัน...

ทุ่งดอกระเจียว  ทุ่งดอกระเจียว ทุ่งดอกระเจียว  ทุ่งดอกระเจียว ทุ่งดอกระเจียว

. ก่อนที่จะถึงที่ทำการอุทยาน พวกเราก็แวะสั่งข้าวร้านอาหารข้างทาง เพื่อกักตุนเป็นเสบียงเอาไว้ทานกันตอนกลางวัน “เจ๊ เดี๋ยวมาเอานะ เข้าไปที่ทำการก่อน” คุณเจ๊เจ้าของร้านก็ตะโกนบอกว่า “จ้า แล้วจะทำเอาไว้ให้” เมื่อถึงที่ทำการอุทยานแล้ว พวกเราก็ขนของลงจากรถตู้ จัดแบ่งของกิน ถุงนอนแจกจ่ายให้แต่ละคนแบก ผู้ชายแข็งแรงหน่อยก็แบกเต็นท์ไปนะจ๊ะ หลังจากจัดของเสร็จเรียบร้อย ก็ขึ้นรถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อของที่ทำการอุทยาน พวกเราได้แวะเอาเสบียงกันที่ร้านค้า แต่เวลานั้นใกล้บ่ายโมงแล้ว พวกเราจึงทานอาหารกลางวันกันที่ร้านค้านั้นแหละ เมื่ออิ่มหนำสำราญกันได้ที่ ก็เคลื่อนขบวน โดยรถปิกอัพคันเดิม รถคันนี้ได้มาส่งพวกเราที่ปากทางเข้าป่า ซึ่งต่อไปพวกเราต้องเดินเท้า ซึ่งการเดินป่าตอนบ่ายนี่ช่างร้อนจริงๆนะ แต่พวกเราก็ได้ย่อท้อไม่ มุ่งมานะในการเดินต่อไป ซึ่งการเดินป่าในครั้งนี้ก็ไม่ลำบากมากนัก ทางเดินขึ้นเขาไม่ชันมาก แต่เดินไปเรื่อยๆ ก็ชักเหนื่อยเหมือนกัน เมื่อเหนื่อยนักก็พักเดี๋ยวหนึ่งก่อน แล้วค่อนเดินทางต่อ เดินกันไปถ่ายรูปกันไป จุดไหนวิวสวยก็ถ่ายรูป ซึ่งตอนถ่ายรูปนี่นะ รู้สึกว่าทุกคนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย หน้าตาแต่ละคน ยิ้มแย้มแจ่มใส เก๊กท่ากันน่าดู

พวกเราใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณสองชั่งโมง ซึ่งเดินทางเร็วกว่าที่เขาบอกหนึ่งชั่วโมงแน่ะ ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน เมื่อถึงจุดพักแล้วพวกเราทุกคนก็ปลดเป้ออกจากหลัง ค่อยยังชั่วหน่อย สบายบ่าสบายหลังสักที จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันกางเต็นท์ หาฟืนมาทำเป็นเชื้อเพลิงก่อไป เพื่อจะได้ทำอาหาร แล้วก็อาศัยแสงสว่างในตอนกลางคืน แถมด้วยความอบอุ่นอีกต่างหาก พวกเราอาบน้ำกันที่ลำธาร อาบน้ำแล้วก็สดชื่น...

ทุ่งดอกระเจียว ทุ่งดอกระเจียว ทุ่งดอกระเจียว ทุ่งดอกระเจียว



ในการมาเดินป่าครั้งนี้มีมาหลายกลุ่มเหมือนกัน ทุกคนคงมาแสวงหาความงามของธรรมชาติเหมือนกับพวกเรา อีกทั้งระยะทางในการแสวงหาในครั้งนี้ไม่ไกล และก็ไม่ลำบากมากนัก ผู้คนจึงเดินทางมาชมความงามของทุ่งดอกกระเจียว หลังจากที่ทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พวกเราก็ไม่ได้หยุดทำอาหารกันแค่นั้น พวกเรายังได้ต้มน้ำเก๊กฮวย กรอกใส่ขวดเก็บเอาไว้ดื่มตอนเดินทางในวันพรุ่งนี้ด้วย แล้วที่พลาดไม่ได้ก็คือ ถั่วเขียวต้มน้ำตาล อาหารมื้อดึกของพวกเรา

พอตกดึกหน่อย ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นระยะๆ ซึ่งไม่ได้ตกหนัก เมื่อนอนอยู่ในเต็นท์สักพักหนึ่ง ฉันก็ได้ยินเสียงพึ่บพั่บรอบๆ เต็นท์ เอะ ! เสียงอะไรกันแน่ ใครมาเขย่าเต็นท์ ฉันคงไม่เจอดีหรอกนะ ก่อนนอนฉันก็ไหว้พระ บอกเจ้าที่เจ้าทางเรียบร้อยแล้ว และแล้วฉันก็เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่หน้าเต็นท์ เงานั้นใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามา ฉันนอนนิ่ง ซิปหน้าเต็นท์ถูกรูดเปิดออกมา โธ่! นึกว่าใคร ตกใจหมดเลย ที่แท้ก็พวกเดียวกัน เพื่อนฉันบอกว่า ข้างนอกลมแรงมากเลย ไม่รู้คืนนี้ฝนจะตกหนักหรือเปล่า ฉันเลยถึงบางอ้อว่า เมื่อกี้เสียงนั้นก็คือเสียงลมตีเต็นท์อยู่ข้างนอกนั่นเอง

ฉันตื่นขึ้นมาประมาณตอนตีห้าครึ่ง สืบเนื่องจากว่า นาฬิกาปลุกประจำตัวฉันปลุกให้ตื่น ดังนั้น ฉันจึงชวนเพื่อนที่มีความรู้สึกอยากปลดทุกข์เหมือนกัน ไปหาที่ปลดออก มาเดินป่าก็ลำบากตอนนี้ล่ะ ฉันและเพื่อนเดินเข้าไปในพุ่มไม้ที่หนาๆ ที่พอจะซ่อนตัว กำบังภัยให้ในยามที่ปลดทุกข์หนัก มันไม่ค่อยสบายสักเท่าไร เพราะต้องรีบเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า หรือเดี๋ยวมีตัวอะไรโผล่ออกมาให้เห็น เมื่อเสร็จธุระแล้วก็ไปล้างหน้า แปรงฟัน อากาศตอนเช้านี้ค่อนข้างเย็น แล้วหมอกก็ลงจัด หมอกหนามาก มองเห็นได้เฉพาะระยะใกล้ๆ เอง ในเมื่อหนาวก็มานั่งผิงไฟ ทำอาหารมื้อเช้า สำหรับมื้อเช้าก็อาหารง่ายๆ ชงกาแฟ ชงไมโล ทานกับขนมปังสารพัดหน้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าแยมรสผลไม้รวม หน้าแยมรสสับปะรด หรือว่าหน้าพริกเผา แต่ถ้าใครไม่นิยมอาหารแนวฝรั่งก็มีอาหารญี่ปุ่นให้ลิ้มลอง จะอะไรซะอีกล่ะ ก็มาม่าไงจ๊ะ อร่อยอย่าบอกใครเชียว

เมื่อทานอาหารมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปสวยๆกัน เริ่มจากบริเวณหน้าที่พักก่อน ทุ่งดอกกระเจียว มีตลอดไปเป็นช่วงๆ คนนำทางพาพวกเราเดินตามทางไปเรื่อยๆ พาไปชมทุ่งนี้บ้าง ทุ่งนั้นบ้าง นี่ ดีนะที่ไม่ถ่าย ทุ่งดอกกระเจียว ตรงใกล้ๆ บริเวณป่าหินงานไปจนหมดฟิล์มก่อน ไม่งั้นเสียดายแย่ คนนำทางก็ใจดีไม่เร่งไม่รีบ อยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ก็ถ่ายไป ยังมีอะไรให้ถ่ายอีกเยอะแยะ เดินไปถ่ายรูปไป หมอกก็เริ่มจางลงเรื่อยๆ ซึ่งหมอกจะหมดก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้วส่งแสงอันแรงจ้าออกมายิ้มรับวันใหม่ พวกเราเดินไปเดินไปจนถึงบริเวณผาหิน ซึ่งเป็นจุดชมวิว ครั้งนี้พวกเราได้มองเห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่างแล้วล่ะ หลังจากที่พลาดชมวิวไปตอนอยู่จุดชมวิวสุดแผ่นดิน มาเดินป่าที่นี่ก็ใช่จะมีแต่ดอกกระเจียวอย่างเดียว ต้นไม้อื่น ดอกไม้ชนิดอื่นก็ยังมีให้เชยชม เพียงแต่จุดเด่นของงานก็คือ ดอกกระเจียว ฉันได้ถ่ายรูปต้นไม้ ดอกไม้ป่า ที่แปลกๆเก็บเอาไว้ด้วย ซึ่งฉันก็ไม่รู้จักชื่อมันเหมือนกัน

พวกเราเดินกลับมาบริเวณที่พัก ซึ่งไม่ได้กลับทางเก่า ถ้าไม่มีคนนำทางสงสัยจะหลงป่าแน่ๆ เมื่อถึงที่พักก็ไม่รีรอชักช้า จัดแจงทำอาหารมื้อกลางวัน เพราะว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง หลังจากทำเสร็จก็ทานกันเลย และหลังจากทานเสร็จ ก็เก็บของ เก็บเป้ เก็บเต็นท์ เก็บขยะ เพื่อที่จะรักษาสภาพเดิมของป่าเอาไว้ การเดินทางได้เริ่มขึ้นประมาณเที่ยงกว่าๆ พวกเราก็เดินกันไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรีบไปไหน สงสัยจะทำสถิติ จนหนึ่งชั่งโมงผ่านไป จึงได้หยุดพัก ปลดเป้ออก นั่งพัก ดื่มน้ำ เมื่อเติมพลังแล้วก็เดินทางต่อจนถึงที่หมาย

พวกเรานั่งรถปิกอัพคันเดิมกลับไปที่ทำการอุทยาน เพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถตู้เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ แต่อย่างไรก็ขออาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่นก่อนกลับดีกว่านะ พวกเราบอกให้คนขับรถขับไปที่ น้ำตกไทรทอง เมื่อถึงน้ำตกก็เล่นน้ำกันสนุกสนาน อาบน้ำ สระผม ถูสบู่ เล่นกันจนหนำใจแล้ว ก็จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า พกเอาความสดชื่นกลับบ้าน ก่อนจะอำลาสถานที่ท่องเที่ยว ก็ขอถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกอีกสักที พวกเราแวะถ่ายรูปกันตรงบริเวณทางเข้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำธรรมชาติอันงดงามเป็นฉากหลัง

พวกเราเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพประมาณห้าโมงเย็น ประมาณเกือบหนึ่งทุ่มก็แวะเข้าปั๊มน้ำมันหน่อย เพราะท้องมันร้องว่าหิวแล้ว แต่พวกเราก็แค่ซื้อขนมกินรองท้องไปก่อนที่จะทานอาหารมื้อเย็นอันโอชะที่รอเราอยู่ข้างหน้า เมื่อขึ้นนั่งบนรถตู้แล้ว เสียงเพลงขับขานก็ได้เริ่มขึ้น ทุกคนมีอารมณ์ศิลปินเต็มเปี่ยม ร้องเพลงต่อเพลงกันไปเรื่อย จนเสียงแหบแห้ง พวกเรามาถึงร้านอาหาร สเต็กโชคชัยตอนประมาณสองทุ่มยี่สิบ ที่ร้านบอกว่าปิดสองทุ่มครึ่ง พวกเราจึงรีบสั่งและรีบกิน ซึ่งอร่อยจริงๆ สมกับที่รอคอย

เมื่อทานกันอิ่มแล้วก็เริ่มง่วงนอน ซึ่งเป็นจริงอย่างที่เขาว่า หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน พอได้นั่งบนรถทุกคนก็เป็นอันหลับ ยกเว้นคนขับรถนะห้ามหลับเชียว พวกเรามาถึงกรุงเทพก็ประมาณห้าทุ่มครึ่ง ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน ไปพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องทำงานนะจ๊ะ

ฉันปิดอัลบั้มรูปที่ไปเที่ยวชม ทุ่งดอกกระเจียว ด้วยรอยยิ้ม ฉันมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว ฉันออกไปสูดอากาศข้างนอกดีกว่า อีกไม่นานฉันคงมีโอกาสไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แบบนี้อีก.......

..กอก้อย..


คำแนะนำการเดินทาง ไปชม ทุ่งดอกกระเจียว

เริ่มแรกควรติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางอุทยานแห่งชาติไทรทองก่อนว่า จะไปวันไหน เมื่อไร ซึ่งติดต่อไปที่กรมป่าไม้ก็ได้ เบอร์โทร 5614292-3 ควรจะไปเที่ยวช่วงเดือน มิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งถ้าจะให้ดีควรสอบถามจากคนในพื้นที่จะดีกว่า อาจสอบถามจากเจ้าหน้าที่อุทยานก็ได้ จะได้ไปได้จังหวะที่ทุ่งดอกกระเจียวกำลังบานเต็มที่ การเดินทางไปเที่ยวไม่ต้องใช้เวลาหลายวัน ใช้เวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็ได้ โดยออกเดินทางกันคืนวันศุกร์และกลับกันเย็นวันอาทิตย์ เกี่ยวกับจังหวัดชัยภูมิ

E-mail address ของกอก้อย : siwachu@hotmail.com


นำลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทย.คอม 20 พ.ค. 2544 -เทรคกิ้งไทย...เราเติมฝันวันแรมทาง..ให้คุณ..