|
เดี๋ยวนี้การท่อง WEB กลายเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ถ้าวันใดไม่ได้แวะเวียนเข้าไปดู
ก็เหมือนว่าวันนั้นเราลืมทำอะไรไปอย่างหนึ่ง แล้วก็มาสบโอกาสในเช้าวันหนึ่ง วันนี้อากาศสดใส ทุกคนภายใน OFFICE
ดูท่าทางอารมณ์ดี แต่พอลองนึกดู ไม่เห็นมีโอกาสอะไรพิเศษเลยนี่น่า แถมงานก็ไม่ค่อยยุ่งด้วย ช่างเถอะ
เราปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเราดีกว่า วันนี้เราได้มีโอกาสเข้าไปอ่านเรื่องเหมืองปิล๊อกใน WEB แห่งหนึ่ง
ก็พอดีโดนใจว่านี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เราอยากจะแวะเวียนไปเที่ยวตามประสาคนรักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ เราก็รีบ PRINT เก็บไว้เลย
พอตกเย็นรีบกลับบ้าน วันนี้ไม่ไปแวะที่ไหนแล้วเรา รีบตรงดิ่งกลับบ้าน กลับมานั่งหาหนังสือท่องเที่ยว เก่า ๆ ที่เก็บไว้ ก็หามาได้ 3 เล่ม
กลับมานั่งอ่านใหม่อีกรอบ ว้า ! ถ้าจะไปต้องใช้รถ 4WD ด้วยนี่นา กลุ่มเราก็ไม่มีใครมีรถ 4WD ซะด้วยสิ ทำยังไงดีล่ะ นั่งรำพึงรำพันกับตัวเอง
นอนคิดไปคิดมาก็หลับไป ผ่านไป 1 วัน....
วันรุ่งขึ้น มาทำงานตามปกติพอดีนึกขึ้นได้ว่ามีรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ปิล๊อก เขาให้เบอร์ไว้ด้วย
ลองโทรไปคุยดีกว่า รีบยกหูโทรศัพท์ หมุนไปหาคุณนรินทร์(PETER) ลูกชายของคุณป้าแหม่ม (MRS.GLENNIS เจ้าของรีสอร์ท)
ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ คุยไปคุยมา คุณนรินทร์บอกว่าที่รีสอร์ทมี 4WD แต่ไม่มีหลังคา สามารถพาไปได้ โอ้โฮ ! โป๊ะเชะ ได้ไปเที่ยวแน่งานนี้
ยิ่งสองเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ไปไหนซะด้วย ต้องเริ่ม WORK ซะแล้วล่ะ สรุปว่าเราจะไปเที่ยวปิล๊อกกัน 3 วัน 2 คืน ช่วงเข้าพรรษา 15-17 ก.ค.
เราจองที่พักเลย ทั้งหมด 10 คน (รถตู้ 1 คันพอดี) ขอบ้านหลังที่อยู่ริมน้ำซะด้วย ไม่รู้แหละ ไม่เคยไป บ้านพักเป็นอย่างไรก็ไม่รู้
จองริมน้ำไว้ก่อน อยู่ใกล้น้ำแหละดี ธรรมชาติน่าจะสวย กว่าจะถึงเข้าพรรษาอีกตั้งเกือบ 2 เดือน ก็จะคอยโทรไปถามคุณนรินทร์อยู่บ่อย ๆ ว่า
มีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง คุณนรินทร์ก็บอกว่าก็มีบ้านอีต่อง ชายแดนไทย-พม่า พอเราบอกไปว่าอยากไปน้ำตกจ๊อกกระดิ่น เคยดูรายการท้าพิสูจน์แล้ว
จำชื่อไว้ เห็นว่าน้ำตกสวยดี คุณนรินทร์ก็บอกว่า เมื่อไปถึงแล้วต้องดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าช่วงนี้หน้าฝน ฝนตกทุกวัน
ไม่ทราบว่าเส้นทางจะเป็นอย่างไร รถ 4WD จะลุยเข้าไปได้หรือเปล่า นี่ก็เพิ่งได้ยินข่าวมาว่า มีต้นไม้ล้มขวางถนน รถผ่านไปไม่ได้ แต่เราก็ยืนยันว่าเราอยากไป
รถไปได้แค่ไหนก็แค่นั้น แล้วจากนั้นเรายินดีที่จะเดินเท้ากันเข้าไป จากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีก
จนประมาณต้นเดือน ก.ค.
หนังสือ ADVANCED THAILAND GEOGRAPHIC ฉบับเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน 2543 ก็วางแผง ไปหยิบดูหนังสือที่ถูก PACK ไว้ด้วยพลาสติก
(เดี๋ยวนี้แผงขายหนังสือโหด ไม่ยอมให้เปิดดูก่อนตัดสินใจซื้อ) เราก็เลยตะแคงดูที่สันปก มีเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของ "เหมืองผีหลอก" ทันใดนั้นเองใจก็พลันคิดว่า
ต้องเป็นเรื่องของเหมืองปิล๊อกที่เรากำลังจะไปเที่ยวแน่เลย ตัดสินใจซื้อเลย กลับมาเปิดอ่านที่บ้าน ใช่จริง ๆ ด้วย คืนนั้นก็มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งโทรมายกเลิกว่า
ติดงานรับปริญญา ไปไม่ได้แล้วนะ แล้วเขาก็ถามว่าซื้อหนังสือมาอ่านหรือยัง ก็บอกว่าอ่านแล้ว (ในใจก็คิดว่า สงสัยดูรูปแล้ว เปลี่ยนใจไม่ไปแน่เลย)
ก็มานั่งนับดูว่าสมาชิกเราตอนนี้มีกี่คน นับไปนับมามีแค่ 8 คน ยังไม่ครบนี่นา นี่ก็ใกล้วันเดินทางเข้าไปทุกทีแล้ว นั่งดูทีวีเพลิน ๆ ก็มีสายเข้าอีกแล้ว
น้องอีกคนก็โทรมายกเลิกอีก เหลือ 7 คนแล้วละสิ ก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี วันรุ่งขึ้นก็เลย POST เข้าไปชวนเพื่อน ๆ ใน BP
(แต่ก็ไม่คาดหวังอยู่แล้ว คงไม่มีใครกล้าไปกับเราแน่เลย) ถึงมีแค่ 7 คน ก็คงจะไม่ล้ม ต้องไปให้ได้ วันนี้น้องสาวที่จะไปด้วยเขาก็เอาหนังสือ ATG ไปให้เพื่อนดู
กลัวเพื่อนจะไปลำบาก เพื่อนเขาบอกว่าไปได้ จากนั้นก็ลองไล่ชื่อดูว่าตกหล่นใครไปหรือเปล่า ปรากฎว่า มีอีกคนที่ยังไม่ CONFIRM นี่น่า ก็เลยโทรไปตาม
ปรากฎว่าเขาถามว่าชวนคุณพ่อและรุ่นพี่ไปด้วยได้หรือเปล่า เราก็บอกว่าได้เลย เป็นอันว่าครบ 10 คนพอดี โอ้โฮ ! ทริปนี้เรามีหนุ่มตั้ง 2 หนุ่มแนะ
แต่ขอโทษทีเถอะ หนุ่มหนึ่งนั้นเป็นคุณพ่อของน้องคนหนึ่งในกลุ่มนี้ อายุของแกก็เหลือหนุ่มน้อยเต็มที ปาเข้าไป 62 แล้วนี่ค่ะ เอ้า ! ไปก็ไป
ก่อนวันเดินทางประมาณ 1 อาทิตย์ เราก็เตรียมซื้อของที่จะเอาไปเที่ยวด้วย ส่วนใหญ่ก็ขนมขบเคี้ยวทั้งนั้นแหละ พอดีเห็นว่าช่วงนั้นเป็นเทศกาลเข้าพรรษา
ก็เลยมีความตั้งใจอยากจะแวะไปทำบุญด้วย ก็เลยโทรไปถามคุณนรินทร์ว่า มีวัดอยู่แถวนั้นหรือเปล่า เขาก็บอกว่ามีอยู่ เราก็เลยซื้อเทียนพรรษา 1 คู่
ถังสังฆทาน 1 ถัง ธูป 1 ห่อใหญ่ เพื่อเตรียมไปทำบุญที่นั่น ก่อนเดินทางก็โทรเตือนทุกคนว่า อย่าลืมเอาเสื้อกันฝน และรองเท้ายาง ติดไปด้วยนะ
คิดว่าฝนคงจะตกทุกวันแน่เลย และที่สำคัญที่สุด เสื้อผ้าให้ใส่ถุงพลาสติกก่อนยัดใส่เป้นะ มัวแต่ห่วงน้องๆ ไม่ได้เตือนเพื่อนตัวเอง
คิดว่าน่าจะรู้งานแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพราะเคยบอกแล้วว่าเดี๋ยวนี้ธรรมชาติเปลี่ยนไป ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เราไปเที่ยวป่า
ควรเตรียมทุกอย่างให้พร้อมไว้แหละดี หน้าร้อนฝนตกก็เจอมาแล้ว หน้าหนาวฝนตกก็เจอมาแล้ว ธรรมชาติไม่เข้าใครออกใคร ว่าเข้าไปนั่น
และแล้วพรุ่งนี้แล้วสินะที่เราจะได้ไปเที่ยวที่ปิล๊อก
วันแรกของการเดินทาง
เช้านี้เรานัดกันที่ CENTRAL ปิ่นเกล้า ตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่รถตู้จะต้องแวะมารับเราและสัมภาระที่เตรียมไว้อีกหนึ่งกองก่อน
เลยทำให้เสียเวลาไปนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรทุกอย่างก็ลงตัว เราเลี้ยวซ้ายออกจาก CENTRAL ปิ่นเกล้า วิ่งมาตามถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านพุทธมณฑล
ผ่านนครปฐม เราก็ไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แล้วก็เข้าเขตเมืองกาญจนบุรี
เราได้ติดต่อคุณนรินทร์ทางโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ คุณนรินทร์มากับรถของเพื่อนอีกคันหนึ่ง
ครั้งแรกตั้งใจว่าจะแวะทานข้าวเช้าที่ตัวเมืองกาญจนบุรี คุณนรินทร์ยังมาไม่ถึง แต่พอดีเหลือบไปเห็นป้ายโรงงานวุ้นเส้นท่าเรือใกล้เข้ามาทุกที
มีหลายคนอยากซื้อขนม ก็เลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปจอดรถที่หน้าร้าน เราไปถึงประมาณ 8 โมงเช้า คนก็ยังไม่หนาตามากนัก พวกเราไปซื้อคูปอง
และแจกจ่ายคูปองกันไปคนละ 50 บาท รวมถึงคนขับรถตู้ด้วย อาหารมีหลายอย่างให้เลือก ได้แก่ วุ้นเส้นผัดไทย สุกี้ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวหมู ข้าวราดแกง
ส่วนขนมก็มี ซ่าหริ่ม ซึ่งที่นี่จะทำเองค่ะ พวกเราเดินมานั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง เราเลือกที่จะทานวุ้นเส้นผัดไทย ไหน ๆ ก็มาโรงงานวุ้นเส้นแล้วนี่เนอะ
ระหว่างรอวุ้นเส้นผัดไทยอยู่นั้น เราก็เหลือบไปเห็นพี่หญิงหนิง จาก BP เดินเข้ามาสั่งอาหารอยู่ข้าง ๆ ตาของเราก็สบกัน แต่เราไม่กล้าทักเธอ
เพราะรู้จักจากใน BP แต่ยังไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ก็เลยเฉย ๆ
แล้วเราก็ยกวุ้นเส้นผัดไทยหน้าตาแสนอร่อย เดินมานั่งที่โต๊ะ พอมาถึงที่โต๊ะ
อ้าว ! โต๊ะข้างหน้าเรา กลุ่ม BP นั่งอยู่กันเต็ม มีพี่หญิงหนิง แล้วก็ Mr.OB1 ด้วยแหละ ก็ยังคงไม่กล้าทักอีกนั่นแหละ
(พวก BP เขาไปงานปันน้ำใจครั้งที่ 7 ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทิพุเย ทองผาภูมิไงล่ะ) ส่งใจไปช่วยแล้วล่ะ แต่ไม่ทราบว่าจะได้รับกันหรือเปล่าน้อ
.
พอเราอิ่มกันแล้ว ก็แวะที่ซุปเปอร์ของร้าน ที่มีแต่ขนมต่าง ๆ และของฝาก ได้แก่ ทองม้วน 4 รส มี เค็ม หวาน ฟักทอง และ ใบเตย อาลัว ข้าวตังหน้าหมูหยอง
ขนมไทยต่าง ๆ วุ้นเส้น หมี่ซั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อซื้อกันเสร็จเราก็กลับไปขึ้นรถตู้ มุ่งหน้าสู่เมืองกาญฯ เรานำรถไปจอดที่สถานีตำรวจกาญจนบุรี
และโทรศัพท์ติดต่อคุณนรินทร์ ว่าเราจะล่วงหน้าไปก่อน เขาก็ O.K. พอดีน้องคนหนึ่งลืมซื้อถ่านกล้อง ก็เลยถือโอกาสพาไปซื้อที่ร้านในตลาด
พอเดินกลับมาผ่านแผงหนังสือ อ้าว ! พวกเราอยู่ที่แผงหนังสือกันหลายคน แวะที่ 7 ELEVEN ซื้อน้ำดื่ม, ทิชชู และ กระทิงแดงสำหรับคนขับรถ
 |
จึงกลับมาที่รถและเดินทางกันต่อ เรามุ่งหน้าสู่อำเภอทองผาภูมิ โดยที่เราไม่ได้แวะที่ไหนเลย มาแวะอีกครั้งก็ที่ปั๊มน้ำมัน Shell แวะเติมน้ำมันให้เต็มถัง
เพราะทางข้างหน้าคงจะไม่มีปั๊มแล้ว จะต้องขึ้นเขาด้วย ได้ข้อมูลมาว่าประมาณ 200 กว่าโค้ง เดี๋ยวตามเรามาพิสูจน์นะ ออกจากปั๊มเราเลี้ยวซ้ายวิ่งตรงไปเรื่อย ๆ
ผ่านเขื่อนเขาแหลม แต่เราไม่ได้แวะ วิ่งเลาะขอบอ่างของเขื่อนไปเรื่อย ๆ โค้งไปโค้งมาตลอด วิวของเขื่อนสองข้างทางสวยมาก
นั่งมองวิวซ้ายทีขวาที ก็มาถึงจุดชมวิว ขณะนั้นฝนตกพรำ ๆ แต่ก็ไม่สนใจ อยากถ่ายรูป ได้ภาพเดี่ยวกันไปคนละภาพ สองภาพ
|
ข้าง ๆ ทางบริเวณจุดชมวิวมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง คุณพ่อมาตามให้ไปดู แล้วถามขึ้นว่า เราก็ลูกคนจีน รู้จักบะจ่างใช่มั๊ย "ค่ะ" แล้วคุณพ่อก็ยิงคำถามต่อทันที
แล้วรู้มั๊ยว่าใบของบะจ่าง หรือใบจ่างนะเป็นใบของต้นอะไร เราตอบทันที "ทราบค่ะ ใบของต้นไผ่ค่ะ" แล้วคุณพ่อก็ชี้ให้ดูที่ใบของต้นไม้ต้นนั้นทันที
ใช่นี่แหละคือใบจ่าง แต่เป็นคนละชนิดกับไผ่ทั่วไป ไผ่ทั่วไปจะมีแกนกลางแข็ง แต่ใบจ่างนี่แกนกลางจะนิ่ม แล้วพวกเราก็สัมผัสดู จริงด้วยสิ
เราก็ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งในวันนี้ ทุกคนขึ้นรถแล้วเดินทางต่อ เส้นทางโค้งไปมาตลอด ฝนเม็ดหนาขึ้น แต่ก็ไม่หนักมาก
เราวิ่งตามทางมาเรื่อย ๆ จนมาเจอสามแยก ถ้าเลี้ยวขวาจะไป อ.บ้านไร่ ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปอีต่อง เหมืองปิล๊อก เราเลือกที่จะเลี้ยวซ้าย
เพราะว่าปิล๊อกต้องไปทางนี้ ทางก็ยังคดเคี้ยวเช่นเดิม บางช่วงแคบและคดเคี้ยวกว่าเดิมด้วยซ้ำ ก็ยังมีวิวให้ชมกันตลอดสองข้างทาง
แต่รถจะจอดลำบาก เพราะว่าหาทางตรงไม่เจอเลย เพื่อความปลอดภัยเราจึงไม่แวะถ่ายรูปที่จุดไหนเลย รถของเราวิ่งมาเรื่อย ๆ ก็จะผ่านทางเข้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
เลยไปอีกไม่ไกลก็จะเจอด่านตรวจ เราต้องลงมาเซ็นชื่อ ลงรายละเอียดของรถ และจำนวนคนที่มาและจุดหมายที่จะไป รถวิ่งมาอีกไม่ไกลก็มาถึงสถานีตำรวจภูธรตำบลปิล๊อก
ตายจริง ! มัวแต่นั่งดูวิวสองข้างทางจนเพลินไปหน่อย เลยลืมนับโค้งว่ามีถึง 200 กว่าโค้งจริงหรือเปล่า คุณนรินทร์บอกว่าต้องจอดรถฝากไว้ที่สถานีตำรวจฯ
แล้วรถ 4WD ของรีสอร์จะมารับ เรามาถึงไม่เห็นใครสักคนหรือแม้แต่รถสักคัน ฝนก็กำลังตก ข้าวเที่ยวก็ยังไม่ได้ทาน หิวก็หิว ก็นี่มันบ่ายโมงกว่าแล้วนี่นา
เอ๊ ! เอายังไงดีน้อ... นั่งรออยู่ในรถสักพัก ก็เลยขอยืมร่มในรถตู้ กางเดินขึ้นไปบนสถานีตำรวจตำบลปิล๊อกกับเพื่อน เห็นแต่ทีวีเปิดช่อง 3 ไว้ แต่ไม่เห็นมีใครเลยสักคน
เลยใช้เสียงเรียกร้องความสนใจดู
"สวัสดีค่ะ มีใครอยู่มั๊ยคะ" ตำรวจนายหนึ่งในชุดนอกเครื่องแบบ คือเสื้อยืดกางเกงขาสั้น โผล่หน้าขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน ลุกขึ้นมาคุยกับเรา
เราก็เลยสอบถามว่าเห็นรถของรีสอร์ทออกมารับบ้างหรือยังคะ เขาก็บอกว่าวันนี้ยังไม่เห็นเลยครับ แล้วเราก็ถามอีกว่า "ไม่ทราบว่าพอจะติดต่อได้มั๊ยคะ"
คำตอบที่ได้รับคือ "ปกติได้ครับ แต่วันนี้ไม่ได้ครับ เพราะเสาวิทยุหักครับ" "อ๋อ ! เหรอคะ ถ้างั้นเราจะทำอย่างไรดีคะ" "ต้องรออย่างเดียวครับ" "ขอบคุณมากนะคะ"
เราขอเข้าห้องน้ำแล้วเดินสำรวจรอบ ๆ เมืองเงียบมาก เหมือนไม่มีคนอยู่ เห็นมีแต่อาคารที่พักของตำรวจ, บ้านคนที่ปลูกอยู่ตามเนินเขาเตี้ย ๆ เราแวะเข้าไปสอบถามอีกครั้งว่า
"แล้วแถวนี้มีวัดมั๊ยคะ" เขาก็ชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจฯ "ที่เห็นบนเนินเขานั่นแหละครับ" "ขอบคุณค่ะ" แล้วเราก็กลับมาที่รถตู้
พวกเราตัดสินใจแวะไปที่วัดเพื่อทำบุญ เราวิ่งไปตามถนนอีกไม่ถึง 100 เมตร ก็มีทางปูนแยกเข้าไปเป็นซอยเล็ก ๆ เห็นป้ายชื่อเขียนไว้ว่า "วัดเหมืองอีปู่"
พอมาถึงที่วัดซึ่งมีเพียงศาลาเล็ก ๆ เพียงหลังเดียว (น่าจะเป็นสำนักสงฆ์มากกว่า) เห็นเด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ที่ใต้ถุนวัด เราเดินนำขึ้นไปข้างบน
โผล่หน้าเข้าไปถามว่า "หลวงพ่ออยู่มั๊ยค่ะ" ไม่มีเสียงตอบ ก็ถามซ้ำอีก ครั้งนี้เหลือบไปเห็นหลวงพ่อกำลังแต่งตัวอยู่ เลยรีบถอยออกมา รอสักพักแล้วให้ผู้ชายเข้าไปก่อน
จากนั้นพวกเราจึงทยอยกันเข้าไป ทางซ้ายมีหิ้งพระอยู่ มีทั้งพระพุทธรูปของไทยและพระพุทธรูปของพม่าอยู่หลายองค์ ติดไฟกระพริบไว้พอให้มองเห็น
พวกเราบอกหลวงพ่อว่าตั้งใจจะมาทำบุญค่ะ ถวายเทียนและสังฆทาน หลวงพ่อก็บอกให้เราจุดธูปบูชาพระพุทธ ที่แท่นบูชาไม่มีธูปหรือเทียนเลย เราก็เลยเอาธูปที่เราซื้อมาแกะจุด
แล้วหลวงพ่อก็ส่งเทียนมาให้ 2 เล่ม จุดแล้วก็ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วยบทสวดต่าง ๆ โดยทุกคนลงความเห็นว่าให้เราเป็นคนนำ ได้เลย นำก็นำ
เมื่อสวดเสร็จก็ประเคนของถวาย หลวงพ่อก็ชวนคุย ท่านบอกว่าท่านชอบอ่านหนังสือศึกษาหาความรู้ ถ้ามีโอกาสแวะมาที่นี่อีก คราวหน้าท่านอยากได้พระไตรปิฎก
แบบ 100 เล่ม แบบอื่นไม่เอานะคะ (ฝากบอกบุญแก่เพื่อน ๆ เผื่อว่าใครมีจิตศรัทธา ก็ขอเชิญที่วัดเหมืองอีปู่ได้เลยค่ะ) จากนั้นพวกเราก็ลาท่าน แล้วกลับมาที่หน้าสถานีตำรวจ
ยังไม่เห็นมีรถมาเลย พอดีฝนหยุดแล้ว ก็เลยได้เดินเล่น ถ่ายรูปกันอยู่แถว ๆ นั้น
 | |
สักพักหนึ่งก็มีรถ 4WD TOYOTA HILUX TIGER 3.0มาจอดที่หน้าสถานีตำรวจ
ยกมือขึ้นสวัสดีพวกเรา พวกเรารีบยกมือไหว้ตอบแทบไม่ทัน ที่แท้ก็คือคุณชาลี คนของรีสอร์ทที่มารับเรานี่เอง ตามมาด้วย TOYOTA HILUX 2.8 4WD สีขาว
คันนี้เก่าและโทรมกว่าเยอะเลยค่ะ รถ 4WD 2 คันนี้ มารับพวกเรา สักพักคุณนรินทร์ก็เดินมาทักทายเรา จากนั้นก็เกิดปฏิบัติการยักย้ายถ่ายเทของจากรถตู้ไปใส่ไว้ใน
TIGER แล้วคลุมด้วยผ้าใบผืนใหญ่กันเปียกฝน ผู้หญิงก็อัดเข้าไปใน TIGER 6 คน ส่วนอีกคันหนึ่ง 2 คน ผู้ชายก็ปีนขึ้นกระบะหลังตามระเบียบ
แล้วก็ต้องใส่เสื้อกันฝนด้วย เพราะว่าฝนกำลังตกเลยละ รถวิ่งย้อนลงมาตามถนน จะเห็นมีสวนดอกไม้อยู่ข้างขวา เลยมานิดหนึ่ง จะเห็นป้ายเขียนว่า
เหมืองแร่สมศักดิ์ SOMSAK MINING 4WD ONLY 5.1 KMS. |
ทางต่อไปนี้เป็นทางลง และเป็นลูกรังตลอด โขยกเขยกมาครึ่งชั่วโมงกว่าก็มาถึงเหมืองแร่สมศักดิ์ ซึ่งเป็นรีสอร์ทที่เราจะพัก
เรามาถึงก็เกือบ 4 โมงเย็นแล้วล่ะ คุณป้าเกลน (MRS. GLENNIS) ออกมาต้อนรับพวกเรา พร้อมกับเจ้าบอล สุนัขตัวโปรดของคุณป้า คุณป้าเชิญเข้าไปในบ้าน
พวกเรานั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขก คุณป้าเตรียมขนมเค้ก ชา กาแฟ โอวัลติน ไว้ต้อนรับเรา พวกเราหิว จากการที่ไม่ได้ทานข้าวเที่ยง ก็จัดการกับเค้กกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่น้องบางคนก็ยังไม่อิ่ม เลยขอข้าวผัด อีกจานหนึ่ง แต่คุณป้าทำมาให้ 1 หม้อย่อม ๆ แถมด้วยแกงจืดอีก 1 หม้อ ในขนาดเท่า ๆ กัน ทุกอย่างหมดลงในพริบตา
ภายในบ้านค่อนข้างมืด คุณป้าบอกว่าที่นี่ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ไฟจะเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม เมื่อพวกเราอิ่มแล้ว ก็มีบางคนไปเข้าห้องน้ำ
แล้วมาบอกว่าห้องน้ำของคุณป้าสวยมาก ตกแต่งไว้อย่างสวยงามน่ารักมาก ขนาดว่าห้องรับแขกว่าสวยแล้วนะ พอไปเข้าห้องน้ำก็ประทับใจห้องน้ำอีก
ที่หน้าบ้านของคุณป้า เปิดเป็นร้านขายของชำด้วย มีขายทุกอย่างตั้งแต่แฟ๊บ สบู่ ยาสระผม เสื้อผ้า ข้าวสาร หอม กระเทียม ผักสดต่าง ๆ น้ำอัดลม
แม้กระทั่ง หมากพลู คนงานที่เหมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า ซึ่งชาวพม่าก็ชอบเคี้ยวหมากไม่ต่างจากคนเฒ่าคนแก่ในบ้านเรา เมื่อเราเสร็จธุระกันแล้ว
คุณป้าก็นัดแนะเวลาอาหารเย็นเป็น 2 ทุ่มตรง แล้วให้คุณชาลีพาพวกเราเข้าไปที่บ้านพักหลังสีน้ำตาลซึ่งอยู่ริมน้ำ ทั้งหมดมี 3 ห้องนอน ห้องละ 4 เตียง
ห้องน้ำในตัว นอนได้ทั้งหมด 12 คน (จริง ๆ แล้วนอนได้อีกเยอะค่ะ) ห้องกว้างขวางตกแต่งไว้อย่างเรียบ ๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ในห้องนอน
|
|
นอกจากเตียงนอน 4 เตียง ซึ่งตั้งห่างกันพอประมาณให้ขึ้นลงเตียงได้สะดวก ผ้าคลุมเตียง ปลอกหมอนและผ้านวมก็เป็นลายเดียวกัน
มีราวตากผ้าที่ทำติดผนังด้านปลายเตียงไว้ให้ ห้องน้ำ มีส่วนที่เป็นฝักบัวอาบน้ำ มีทั้งน้ำอุ่นและน้ำเย็น มีม่านพลาสติกปิดกั้นอย่างเรียบร้อย
มีผ้าเช็ดตัววางไว้ให้ตามจำนวนคน ที่อ่างล้างหน้ามีที่เสียบแปรงสีฟัน เป็นเซรามิครูปทรงต่าง ๆ สีสดใส ทุกอย่างในห้องน้ำเป็นสีขาว
แม้กระทั่งถังขยะ ก็เป็นสีขาว มีฝาปิดมิดชิด ทุกอย่างดูดีไปหมดค่ะ แค่นี้ก็หรูสุด ๆ แล้วค่ะ สำหรับคนชอบเที่ยวป่าอย่างเรา ที่หน้าบ้านจะมีเตียงผ้าใบแบบที่เป็นไม้
(ที่ขายกันเยอะ แถวสังขละนั่นแหละ) วางไว้ให้ห้องละตัว มีโต๊ะอาหารตัวยาวเท่าขนาด 3 ห้อง พร้อมเก้าอี้
และมีระเบียงยื่นออกมาอีกหลายเมตรสำหรับชมวิวลำธารน้ำซึ่งอยู่ด้านล่าง ถัดมาด้านขวามือมีโต๊ะอีก 2 ตัว ตัวหนึ่งวางกระติกน้ำร้อน ชา กาแฟ โอวัลติน
คอฟฟี่เมต น้ำตาล ใส่ตะกร้าแบบมีฝาปิดไว้เรียบร้อย (ตะกร้านี้ก็มีสีขาวอีกนั่นแหละ) ถัดมาก็เป็นถาดคว่ำแก้วกาแฟคลุมด้วยผ้าลูกไม้สีขาว
ช้อนสำหรับคนกาแฟ อีกถาดหนึ่งก็จะเป็นแก้วน้ำดื่ม คลุมด้วยผ้าลูกไม้สีขาวเช่นกัน ถัดมาก็เป็นกระติกน้ำเย็นที่มีก๊อกไขเปิดปิดได้ตั้งอยู่
ส่วนโต๊ะอีกตัวหนึ่งจะวางถาดผลไม้ไว้มีส้ม เงาะ โหลแก้วใส่ข้าวเกรียบไว้เต็ม ขนมขบเคี้ยวอีก 3 ถุงใหญ่ ถัดมามีม้านั่งยาววางไว้สำหรับนั่งเล่นข้าง ๆ
ประตูทางขึ้นบ้าน ส่วนอีกด้านหนึ่งของบ้าน ก็มีระเบียงและประตูทางขึ้นเช่นเดียวกัน มองออกไปด้านนอกปลูกหญ้าและปลูกต้นไม้ไว้อย่างสวยงาม
เมื่อเดินสำรวจบ้านและเลือกห้องนอนกันเรียบร้อยแล้ว ก็พักผ่อนกันตามอัธยาศัย พอประมาณหกโมงเย็น พวกเราก็ทยอยกันอาบน้ำ
ยอมรับว่าที่นี่อากาศเย็นสบายจริง ๆ ค่ะ
เหมือนเราอยู่ในหุบ หมอกเห็นมีตลอดทั้งวัน พวกเราได้ใช้บริการของเครื่องทำน้ำอุ่นกันถ้วนหน้า อาบน้ำเสร็จก็มานั่งเล่นที่หน้าบ้าน ฝนก็ยังพรำ ๆ อยู่ตลอด
พลันก็คิดว่าพรุ่งนี้เราจะได้ไปเที่ยวน้ำตกหรือเปล่าเนี่ย
เกือบ 2 ทุ่ม แล้ว เรียกน้อง ๆ ไปทานข้าวดีกว่า พวกเราสวมเสื้อกันฝนแล้วเดินไปที่บ้านป้าแหม่ม ซึ่งอยู่ไม่ไกล
พอมาถึงหน้าบ้านเห็นมีทีวีเครื่องใหญ่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาย-หญิง คงจะเป็นครอบครัวของคนงานชาวพม่า นั่งดูรายการทีวีของพม่าอยู่
หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน คุณป้าแหม่มใจดีมากค่ะ เปิดทีวีให้พวกเขาได้ดูกันทุกวันเลย
โต๊ะอาหารได้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเราเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร คุณป้าแหม่มจัดให้พวกเรานั่งที่โต๊ะกลม เหลือบไปเห็นคุณนรินทร์และเพื่อน ๆ
นั่งดู UBC อยู่ เห็นมีแขกอื่นอีก 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นแขก WALK IN เข้ามา ไม่ได้จองมา อาหารเย็นวันนี้ คุณป้าจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ค่ะ กับข้าวมีหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่
กระดูกหมูอบ แกงจืดหน่อไม้ ผัดยอดฟักทอง ไข่เจียว ยำหนังหมู อาหารอร่อยทุกอย่าง แต่ยำหนังหมูเผ็ดไปหน่อยค่ะ หลังอาหารเย็นก็มีเค้กให้ทานอีก
มีบางคนเท่านั้นที่ทานเค้กต่อ นอกนั้นไม่ไหวแล้วค่ะ อิ่มมากค่ะ แล้วเราก็มานั่งรอดูทีวี พวกเราอยากดูสาวน้อยคาเฟ่ ก็เลยขอให้คุณนรินทร์ช่วยเปลี่ยนเป็นช่อง 3 ให้เราค่ะ
เรานั่งดูกันจนเกือบจะ 4 ทุ่ม ก็ต้องขอตัวไปนอนแล้วค่ะ เพราะว่าอีกไม่นานไฟก็จะถูกตัดแล้ว
เรากลับมาที่บ้านพักกัน เหลือบไปเห็นเทอร์โมมิเตอร์ที่ข้างเสา เห็นอุณหภูมิอยู่ที่ 19 องศา อากาศเย็นเหมือนหน้าหนาวเลยค่ะ
ทุกคนรีบเข้าไปแปรงฟันและรีบเข้านอนก่อนไฟจะดับ
วันที่สองของการเดินทาง
เมื่อคืนนี้พวกเราหลับสบายกันตลอดคืน มารู้สึกตัวตื่นก็มีแสงไฟแยงตานั่นแหละ เพื่อนตื่นมาก่อนแล้วและออกไปดื่มกาแฟที่หน้าบ้าน กลับเข้ามาก็เปิดไฟ
ทำให้เราเลยต้องตื่นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่อยากตื่นแลยล่ะ จริง ๆ ก็รู้สึกตัวอยู่นานแล้ว แต่ยังไม่อยากลุก อยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว
ขอนอนต่ออีกนิดหนึ่งก็ยังดี พอแสงไฟแยงตา ก็ตาสว่างแล้ว นอนต่อไม่ได้แล้วล่ะ ลุกจากที่นอน ออกมาหาน้ำดื่มก่อนสัก 2 แก้ว ก่อนล้างหน้าแปรงฟัน
เคยได้ยินมาว่าการกระทำเช่นนี้แล้วจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ระบบขับถ่ายก็ดี เมื่อแปรงฟันเสร็จ ร่างกายก็จะสั่งการทันที ช่วยในระบบขับถ่ายได้ดีด้วยค่ะ
(ใครจะจำไปใช้ก็ได้นะค่ะ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ) อาบน้ำอาบท่า เปลื่ยนเสื้อผ้า แล้วเตรียมตัวไปทานอาหารเช้าในเวลา 8 โมงเช้า เมื่อใกล้เวลา
เราก็เดินไปที่บ้านคุณป้าแหม่ม จริง ๆ แล้ว ถ้าต้องการให้เสิร์ฟที่บ้านนี้ก็ได้ แต่พวกเราอยากจะไปทานที่บ้านคุณป้าแหม่มค่ะ อาหารเช้าของวันนี้
มีข้าวต้มหมู และ AMERICAN BREAKFAST มีขนมปัง, ไข่ดาว, ไส้กรอก 2 แบบ, เนย, น้ำผึ้ง, BLUE BERRY, ถั่วบด และ แยม
ใครอยากจะทานอะไรก็ทาน หรือจะทานทั้งสองอย่างก็ได้ค่ะ พวกเราทานกันอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็คุยกันว่าวันนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนดี
|
จริง ๆ แล้วพวกเราอยากไปเที่ยวที่น้ำตกกัน พอดีในเหมืองนี้ก็มีน้ำตกอยู่แห่งหนึ่งเช่นกัน ชื่อว่าน้ำตกเจ็ดมิตร หรืออีกชื่อหนึ่งว่าน้ำตกสัตตมิตร
แต่คุณป้าและคุณนรินทร์เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกเรา ก็เลยไม่อยากให้ไป พวกเราก็เลยเฉย ๆ กันก่อน เช้านี้รถ 4WD 2 คันพาพวกเราไปเที่ยวที่บ้านอีต่อง
ซึ่งเป็นชายแดนไทย-พม่า วันนี้เราย้ายมานั่งรถคันเก่ากับเพื่อน จึงได้มีโอกาสคุยกับคุณลุงเตี้ย และพูดจูงใจจนคุณลุงเตี้ยใจอ่อน
จะพาพวกเราไปเที่ยวที่น้ำตกเจ็ดมิตรในตอนบ่าย ที่บ้านอีต่องในวันนี้มีแต่หมอกฟุ้งกระจายเต็มไปหมด เราขึ้นไปที่จุดชมวิวที่มีเสาธงของสองประเทศตั้งอยู่
คุณชาลีบอกว่าวันไหนฟ้าเปิด อากาศดี ๆ จะสามารถมองเห็นทะเลอันดามันด้วยแหละจากจุดนี้ ก็ได้แต่หวังไว้ว่า สักวันหนึ่งคงจะมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกสักครั้ง
พอมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวบ้าง | |  |

 |
|
จากนั้นเรามาแวะที่บ้านหลังหนึ่งข้าง ๆ วัดเหมืองปิล๊อก มองเข้าไปในวัดแล้ว ประตูโบสถ์ก็ปิด ไม่เห็นมีใครเลย
เห็นมีแต่สุนัขวิ่งไปมา 2-3 ตัว คุณชาลีเข้าไปซื้อปูทะเลมาจากทหารพม่าได้ 1 ลัง เป็นปูจากทะเลอันดามัน ราคากิโลกรัมละประมาณ 50 บาท
จากนั้นก็พาพวกเราเข้ามาเที่ยวที่ตลาด ตลาดเงียบมาก ร้านรวงปิดหมด หมอกก็หนามาก สงสัยจะปิดบ้านนอนกันหมด จากนั้นก็เดินทางกลับ
ขากลับคุณลุงเตี้ยพยายามวิทยุไปหาคุณป้าแหม่ม หรือที่รู้จักกันในนามของ วอ หรือ VR นั่นแหละค่ะ
พอรถมาถึงปากทางเข้าเหมืองคุณลุงลองเอาเสาที่หักของวิทยุต่อเข้าไปและลองเรียกดูใหม่ (เราเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าที่คุณตำรวจที่สถานีตำรวจปิล๊อกบอกว่าเสาหัก
นั่นหมายถึงเสาวิทยุของคุณลุงเตี้ยนี่เอง) ลองเรียกอยู่สักพัก ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงแว่วมาตามสาย เราก็เงี่ยหูฟังกันใหญ่ ปรากฏว่ารถของคุณชาลีมาจอดเทียบอยู่ข้าง ๆ
แล้วเปิดกระจกบอกคุณลุงเตี้ยว่า เสียงของแขกในรถคันโน้น เขาช่วยรับให้ ก็คือพวกเรานั้นเอง เลยหัวเราะกันใหญ่ คุณลุงเตี้ยขับรถลงมาที่เหมือง
พอเข้าไปได้ไม่ไกลก็ลองเรียกดูอีกครั้ง คราวนี้ได้ยินเสียงป้าแหม่มตอบมา ก็เลยแจ้งไปว่าพวกเราจะกลับไปทานข้าวเที่ยงในอีกไม่เกิน 30 นาทีนี้ แล้วก็จะไปเที่ยวที่น้ำตก
เมื่อไปถึงคุณป้าจัดโต๊ะเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว นั่งรอกันสักครู่อาหารเที่ยงคือ ปลาหมึกทอด หมูผัดเผ็ด แกงกะทิใต้ ผัดผักรวมมิตร ทอดมัน ก็มาเสริฟ์ให้แก่พวกเรา
เค็กก็ยังมีให้ทานอีกนะคะ แต่เราอิ่มกันแล้ว จากนั้นคุณป้าแหม่มก็ถามคุณลุงเตี้ย คุณลุงก็บอกว่าไปได้ครับ เดี๋ยวจะเอาโซ่ติดไปด้วย พวกเราก็ดื้อยืนยันจะไปให้ได้
ถ้ารถไปไม่ถึงน้ำตก พวกเราก็พร้อมที่จะเดินเท้าอยู่แล้วค่ะ สรุปแล้วป้าแหม่มก็ต้องใจอ่อน ปล่อยให้พวกเราไปด้วยความกังวลใจ
พวกเรากลับไปที่บ้านพักใส่ถุงเท้าเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้ายาง เพราะเราไม่ทราบว่าหนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเผื่อว่าอาจจะต้องเดินเท้า
เราก็เต็มใจ คราวนี้พวกเราใส่เสื้อกันฝนกัน คุณชาลีเอาผ้าพลาสติกมาฝากหลายผืน ผู้ชาย 2 คนให้ไปนั่งข้างหน้าผู้หญิงนั่งข้างหลังหมด
คุณลุงพาคนงานชาวพม่าชื่อ มงฮี ไปด้วย 1 คน เอาถุงกระสอบและโซ่พันล้อไปด้วย ประมาณบ่ายโมงกว่าๆ เราก็ออกเดินทางโดยมีป้าแหม่มและเจ้าบอลมาส่งที่หน้าบ้าน
|
เราทราบดีว่าทุกคนเป็นห่วงเรา แต่เราก็อยากจะไป และคุณลุงเตี้ยก็ให้ความมั่นใจแก่พวกเรา เราจึงไปกันค่ะ ทางโขยกเขยกคดโค้งเลาะไปตามไหล่เขาผ่านเขาลูกแล้วลูกเล่า
รถคันนี้ด้านหลังมีเบาะยาวๆ 2 ด้าน ตรงกลางอ๊อกเหล็กกลมๆ 2 อันติดไว้ พวกเราก็เลยนั่งกันสบาย ๆ จับราวเหล็กกันไว้กันตกจากรถ ขาไปนี่ฟ้าใสขึ้นมาเฉยๆ
ฟ้ายังเป็นใจให้เราได้ไปเที่ยวน้ำตก นั่งรถกันมาประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึง ทางไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดไว้ มีข้ามลำธาร 2-3 ครั้ง แต่ก็ผ่านไปด้วยดี
มาถึงจุดหนึ่งข้างทางเมื่อมองลงไปในหุบเขายังมีร่องรอยการทำเหมืองอยู่เลยค่ะ เราก็นั่งร้องเพลงกันมาเรื่อยๆ จู่ๆก็เหลือบไปเห็นสายน้ำตกเล็กๆ
อยู่ข้างทางคุณลุงเตี้ยก็จอดรถให้เราได้ถ่ายรูปกัน น้ำตกนี้เป็นน้ำตกนิรนามค่ะ เมื่อเลยจากจุดนี้ไป สองข้างทางเราจะเห็นป้ายสีเหลืองมีเลข 01 02 03 ฯลฯ
ติดไปตามทางตลอด คุณลุงเตี้ยบอกว่านี่คือแนวท่อส่งก๊าซของ ปตท. จะมีการกั้นเขตและปลูกต้นไม้ไว้ ที่เห็นมีเยอะที่สุดจะเป็นต้นเอนอ้า
ถ้าในช่วงสิงหาคมน่าจะมีดอกเต็มไปหมดคงสวยน่าดู บางช่วงที่เป็นไหล่เขาก็มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อยึดหน้าดินไว้ คงจะเพิ่งเริ่มปลูกได้ไม่นานจึงเป็นเป็นหย่อมๆ
ทางบางช่วงลื่นแต่คุณลุงเตี้ยก็ขับผ่านมาได้ด้วยดี จากนั้นเราก็เดินทางกันต่ออีกไม่นานก็มาถึงบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งกลางป่า มีสนามฟุตบอล
เห็นมีคนงานเตะบอลกันอยู่หลายคน คุณลุงเตี้ยแวะทักทายคนงานซึ่งเป็นชาวพม่าทั้งหมด พวกเราก็เลยถือโอกาสได้เข้าห้องน้ำด้วย มีเรือนแถวไม้อยู่ใกล้ๆ
กับบ้านหลังใหญ่ด้วยคนงานเหล่านี้อยู่กันหลายครอบครัวที่บ้านหลังใหญ่ก็มีคนอยู่ ดูจากสภาพบ้านแล้วเหมือนสร้างเสร็จแล้วแต่ไม่ได้ตกแต่งอะไร
คุณลุงเตี้ยบอกว่าเป็นของคุณป้าแหม่มเช่นเดียวกัน เราถามคุณลุยเตี้ยว่าอีกไกลไหมค่ะเพราะนี่ประมาณบ่าย 3 โมงแล้วเรายังไปไม่ถึงน้ำตกเลย
คุณลุงเตี้ยบอกว่าอีกไม่ไกลแล้วครับ คุณลุงขับรถพาพวกเราต่อไปอีกไม่ถึง 10 นาทีก็มาจอดแล้วบอกว่าถึงแล้ว พวกเราเฮด้วยความดีใจ
แล้วรีบลงจากรถคว้ากล้องที่ใส่ถุงพลาสติกไว้ เพราะว่าขณะนั้นฝนตกเม็ดหนาพอสมควรแต่เมื่อมาถึงที่แล้วนี่จะไม่ถ่ายรูปได้อย่างไรเล่า
| | 
 |
คุณลุงเตี้ยเตรียมร่มมาด้วยหลายคัน เลยขอยืมร่มกางให้ตากล้อง นางแบบเปียกไม่เป็นไรเพราะมีเสื้อกันฝนกันอยู่แล้วเราเดินเข้าไปไม่ไกลก็ถึงตัวน้ำตก
น้ำตกจริงๆ สูงนะคะ น่าจะหลายสิบเมตรอยู่ แต่ว่าน้ำเยอะมากจนเราไม่สามารถเดินไปหามุมอื่นถ่ายรูปให้เห็นตัวน้ำตกเต็มๆ ได้ ก็เลยตั้งท่าถ่ายกันอยู่ตรงนั้นแหละ
มีต้นไม้บดบังพอสมควรแต่ก็ถ่ายภาพเก็บไว้นะคะ ถึงแม้ฝนจะตกแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อพวกเรา ถ่ายมุมโน้นมุมนี้กันจนเป็นที่พอใจจึงเดินออกมาที่รถ
บอกคุณลุงเตี้ยว่ากลับได้แล้วค่ะป่านนี้คุณป้าแหม่มใจไม่ดีแล้วแน่เลย ขากลับมีคนงานพม่าติดรถเพิ่มมาอีก 1 คน ขากลับนี้ถนนลื่นมาก
ล้อฟรีหมดเลยจนพวกเราต้องลงเดินอยู่หลายช่วง เพิ่งจะทราบว่าถุงกระสอบและคนงานที่พามาด้วยนี้คุณลุงเตี้ยให้ใช้ถุงกระสอบวางบนร่องถนนทั้งสองข้างแล้วให้ล้อ
รถทับลงบนถุงกระสอบ วิธีนี้เป็นวิธีเช็ดล้อให้หายลื่นได้ในระดับหนึ่ง บางช่วงที่ร่องลึกมากๆ ก็เอาโซ่ออกมาพันล้อ คุณพ่อมากระซิบถามว่ารู้มั้ยว่าล้อไม่มีดอกยางแล้ว
เราก็บอกว่าทราบค่ะคุณลุงเตี้ยบอกตั้งแต่ตอนไปที่บ้านอีต่องแล้ว แต่เมื่อคุณลุงเตี้ยมั่นใจว่าจะพาพวกเรามาได้เราก็มั่นใจในฝีมือของคุณลุงเตี้ยเช่นกันค่ะ
เพราะว่าแกขับรถคันนี้มานานแล้ว แล้วแกก็อยู่กับคุณป้าแหม่มที่เหมืองนี้มา 30 กว่าปีแล้ว พอๆ กับคุณชาลี มีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราต้องคิดแต่ในสิ่งที่ดีต้องคิดว่าเราปลอดภัย
แล้วทุกสิ่งก็จะดีและปลอดภัยเองนั่นแหละ จริงๆ แล้วจะเรียกว่าพวกเรามักจะโชคดีในการเดินทางเสมอก็ได้นะ เรากลับมาถึงที่บ้านคุณป้าแหม่มประมาณเกือบ 6
โมงเย็นแล้วคุณป้าแหม่มพร้อมกับเจ้าบอลวิ่งมารับพวกเราที่หน้าบ้าน ตอนนี้มีรถ 4WD จอดอยู่เต็มหน้าบ้านของคุณป้าแหม่มสงสัยมีแขกมาใหม่อีกแล้ว
เราก็เลยนัดแนะเวลาอาหารเย็นและขอเค้กไปที่บ้านพักของเราทุกคนก็แยกย้ายกันอาบน้ำคนที่รอคิวห้องน้ำอยู่ก็ทานเค้กช็อกโกแลตไปพลางๆ เค้กก้อนใหญ่ถูกพวกเราจัดการกันโดยเร็ว
ขณะที่จานแบ่งยังมาไม่ถึง พอดีเพื่อนของเรามีมีดติดมาเลยจัดการแบ่งเค้กให้ได้ตามจำนวนคนแล้วก็หยิบทานกันแบบสบาย
พอเพื่อนคุณนรินทร์ยกจานแบ่งมาถึงพวกเราก็บอกว่าไม่ต้องหรอกค่ะไม่เป็นไรเราทานกันแล้ว แล้วก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เพื่อนคุณนรินทร์ทำหน้างงๆ
แล้วก็เดินกลับไปแต่เราก็รับจานมาไว้ให้คนที่ยังไม่ได้ทานได้ใช้นะคะ เกือบๆ 2 ทุ่ม เราก็เดินมาที่หน้าบ้านพัก
กำลังจะเดินไปที่บ้านของคุณป้าแหม่มก็พอดีคุณลุงเตี้ยเอารถมารับพวกเราเพราะเห็นว่าฝนตกพอเข้าไปถึงในบ้านเกือบทุกตารางนิ้วในบ้านถูกจัดเป็นโต๊ะอาหาร
รอไว้มีโต๊ะยาวตั้งแต่หน้าบ้าน พวกเราก็ประจำที่ที่โต๊ะกลมตัวเดิม วันนี้คุณป้าแหม่มมีแขกเยอะมากคุณป้าแหม่มบอกว่ามีกลุ่มเราและอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่จองบ้านมานอกนั้น
เป็นแขกเก่าและแขกใหม่ที่ WALK-IN เข้ามาทั้งนั้นเลย 2-3 วันนี้คุณป้าแหม่มมีแขกรวมแล้ว 60 กว่าคนแน่ะ ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงนะคะ
คุณป้าแหม่มเล่าให้เราฟังว่าคุณสมศักดิ์ไปเรียนวิศวฯที่ออสเตรเลียแล้วเจอกัน แต่งงานแล้วก็มาอยู่ที่เหมืองสมศักดิ์นี้เมื่อก่อนตอนที่ทำเหมืองแร่ดีบุกอยู่มีคนงานอยู่หลายร้อยคน
ตอนนี้เหลืออยู่ 50 กว่าคนก็ต้องเลี้ยงดูกันต่อไป ซึ่งเหมืองก็ไม่ค่อยได้ทำแล้วค่ะ คุณสมศักดิ์เป็นมะเร็งและเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว
คุณป้าแหม่มเองก็หันมาทำรีสอร์ทโดยไม่ได้โฆษณาเป็นการบอกปากต่อปากมากกว่า แกทำมา 6-7 ปีแล้วแต่ถึงตอนนี้คุณป้าแหม่มมี Brochure แจกพวกเราแล้วค่ะ
คุณป้าแหม่มเรียกว่าบ้านเล็กในป่าใหญ่โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Forest Glade คุณป้าแหม่มไม่เคยกลับไปออสเตรเลียอีกเลยอยู่ที่นี่ตลอดคุณป้าแหม่มรักที่นี่มาก
และห่วงทุกคนที่นี่เห็นว่าคงจะมีการสร้างห้องพักเพิ่มขึ้นอีกค่ะ และในปลายปีนี้คุณป้าแหม่มก็มีโครงการจะเปิดโรงเรียนให้ลูกๆ คนงานที่นี่ได้เรียนหนังสือค่ะ
พวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณป้าแหม่มด้วยนะคะ พวกเราถามคุณป้าแหม่มว่าทำไมไม่ซ่อมแซมบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ใกล้กับน้ำตกล่ะค่ะ
คุณป้าแหม่มบอกว่าบ้านทั้งหมดมี 8 ห้องนอน 2 ห้องรับแขก ห้องน้ำอีกหลายห้อง คุณสมศักดิ์สร้างบ้านหลังนี้เอาไว้ พอสร้างเสร็จยังไม่ทันได้ตกแต่งกิจการเหมืองก็ซบเซา
จึงหยุดอยู่เท่าที่เห็นนี่แหละ ถ้าซ่อมแซมและตกแต่งใหม่ทำเป็นรีสอร์ทให้แขกได้พัก ต้องใช้งบประมาณถึง 2 ล้านบาท ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่มากคุณป้าแหม่มจึงยังมิได้ทำอะไรค่ะ คุณป้าแหม่มบอกว่ากังวลมากตอนที่พวกเราเข้าไปเที่ยวที่น้ำตก เป็นห่วงมากห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่พวกเราก็กลับมาโดยสวัสดิภาพ อาหารเย็นถูกยกออกมาตั้งที่โต๊ะ คุณป้าแหม่มเรียกพวกเราให้มาตักได้ อาหารเย็นวันนี้มี ปูจ๋า ปูผัดผงกะหรี่ ปลาทอด แกงจืดฟักกระดูกหมู แล้วก็ผัดเผ็ดไก่ (เผ็ดสมชื่อ) คุณป้าแม่ครัวชื่อคุณป้าสมศรีทำกับข้าวได้ทุกภาคทุกชนิดอร่อยด้วย คุณป้าก็อยู่ที่นี่มา 30 กว่าปีแล้วเช่นกันค่ะ คนที่นี่อยู่ด้วยกันจนเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกันเลยค่ะ เมื่อพวกเราอิ่มข้าวแล้วคุณป้าแหม่มก็เรียกให้เราทานเค้กแต่เราบอกว่าไม่ไหวแล้วค่ะ แล้วหลังอาหารเราก็ REQUEST สาวน้อยคาเฟ่ทางช่อง 3 อีกเช่นเดิม วันนี้ตอนอวสานเสียด้วยสิ คืนนี้คุณป้าเปิดไฟเกิน 4 ทุ่มนิดหน่อยเพราะพวกเราและเด็กๆ จากกลุ่มใหม่มานั่งเฝ้าอยู่หน้าจอทีวีกัน พอ 4 ทุ่มเราเลยทยอยกันกลับบ้าน เพราะรถต้องไปส่ง 2 รอบค่ะเนื่องจากว่าฝนยังไม่หยุดตกเลย พวกเรากลับมารีบแปรงฟันแล้วก็เข้านอน
วันสุดท้ายของการเดินทาง
เช้าวันนี้เรานัดทานข้าวเช้าไว้ 7 โมงเช้า เนื่องจากว่าพวกเราต้องเดินทางกลับกันแล้ว ทุกคนตื่นแต่เช้า อาบน้ำเก็บกระเป๋าแล้วเอามาตั้งไว้ที่หน้าบ้านพัก
แล้วก็เดินไปทานอาหารเช้า วันนี้มีข้าวต้มเครื่อง มียำกุ้งแห้ง ยำผักกาดดอง ยำไข่เค็ม หัวไชโป้วผัดไข่ และ AMERICAN BREAKFAST อีก
แต่เปลี่ยนจากไส้กรอกเป็นหมูแฮมทอดค่ะ เมื่ออิ่มจากอาหารเช้าแล้วเราบอกคุณป้าแหม่มว่าเราขอเปลี่ยนข้าวกล่องสำหรับมื้อเที่ยงเป็นขนมเค้กใส่กล่องแทน
คุณป้าแหม่มก็จัดให้อย่างดี พวกเราถ่ายรูปกับคุณป้าแหม่มเป็นที่ระลึกและไม่ลืมที่จะเรียกเจ้าบอลเพื่อนยากมาเข้ากล้องด้วย ก่อนที่จะเซ็นในสมุดไดอารี่ให้แก่คุณป้าแหม่ม
คุณป้าแหม่มเชื้อเชิญให้พวกเรากลับไปอีกในหน้าหนาว พวกเราก็อยากจะกลับไปอีกค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะมีเวลาหรือเปล่าเลยค่ะ
คุณลุงเตี้ยและคุณชาลีพาพวกเราออกมาส่งโดยมาแวะที่สวนดอกไม้ก่อน พวกเราก็ซื้อต้นไม้กลับบ้านกันคนละต้นสองต้นส่วนใหญ่จะเป็นดอกไม้เมืองหนาวค่ะ
จากนั้นพวกเราก็ลาคุณลุงเตี้ยและคุณชาลีขึ้นรถตู้กลับ เรามาแวะเซ็นชื่อที่ด่าน แล้วมุ่งหน้ากลับ ทางส่วนใหญ่เป็นทางลงเขาเลยทำให้หลายๆ คนเกิดอาการเมารถ
คนขับรถตู้มาจอดรถให้น้องๆ เอาของเสียออกจากร่างกายทางปากกันคนละนิดหน่อย ที่เหลือเลยถือโอกาสถ่ายรูปกับหมอกสวยๆ เรามาถึงลิ่นถิ่นใกล้เที่ยงพอดี
เลยแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านชนบท อาหารส่วนใหญ่จะเป็นปลาค่ะ อร่อยดี แต่พอคนเยอะอะไรๆ ก็ไม่ดีค่ะ ขนาดเรียกให้เก็บเงินยังรอจนเบื่อค่ะ
จากนั้นเราก็มาแวะซื้อของฝากข้างทาง แล้วก็มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองกาญฯ คุณพ่ออยากกลับไปรำลึกอดีตที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว เลยแวะไปแป๊บหนึ่งคะ
จากนั้นเรามุ่งหน้าสู่ อ.ท่าม่วง เราจะไปเที่ยวที่แปลงปลูกปทุมมาของ ต.บ้านใหม่ ซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนวชิราลงกรณ์ สอบถามทางกันเล็กน้อย
ก็มาแวะที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตร ต.บ้านใหม่ ที่เราได้ติดต่อประสานงานไว้แล้ว เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ก็ขี่รถเครื่องนำทางรถของเราไปที่แปลงปทุมมาค่ะ
ก็คล้ายๆ กับดอกกระเจียวนั่นแหละค่ะ เป็นแปลงใหญ่สวยมากค่ะ ถ่ายรูปแล้วเจ้าของเขาก็เด็ดดอกให้มากำใหญ่พวกเราก็เลยช่วยค่าน้ำรดต้นไม้และค่าปุ๋ยตอบแทนไปค่ะ
เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางการเกษตรด้วยไงคะ การเดินทางของเราในทริปนี้ก็สิ้นสุดลง พวกเรากลับมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณทุ่มกว่าๆ ค่ะ...
ที่พัก :เหมืองแร่สมศักดิ์ Forest Glade
ติดต่อผ่านคุณนรินทร์ Tel: 644-6055 (บ้านที่กรุงเทพฯ), มือถือ 01-6339009
รถตู้ :คุณธนวัฒน์ Tel: 8858247(บ้าน) หรือ 01-9068717
ค่าเช่ารถวันละ 1500 บาท (ค่าน้ำมันเราต้องจ่ายเองต่างหาก)
สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี (034) 623379
สำนักงานเกษตรอำเภอท่าม่วง (034) 611704
ร้านอาหารชนบท (034)599186 1/3 เชิงสะพานลิ่นถิ่น ต.ลิ่นถิ่น อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
..............................
|