Refresh เปลเต็นท์สยาม..2in1..สุดยอดดีไซน์...อิสระใหม่ของคนแรมทาง...
อิสระใหม่ของคนเดินทาง..เปลเต็นท์สยาม
สเปรย์กันแมลง PowerGuard สูตรไร้กลิ่น.....สเปรย์พริกไทยป้องกันตัว.....ถุงปัสสาวะนอกห้องสุขา..เต็นท์โดม 4 คน..ไฟฉาย Mag Lite

ป ฐ ม บท นั ก เ ดิ น ทาง - ภู ก ระ ดึ ง ..โ ด ย.. ป ระ ด า ห มื่ น จ บ

เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ และถูกถ่ายทอดจากปลายปากกาผ่านตัวอักษรให้เราได้รับรู้เรื่องแล้วเรื่องเล่า จากประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกดี ๆเกิดขึ้นที่นี่ ฉันไม่ไช่นักเขียน ฉันไม่ไช่ช่างภาพ แต่ฉันต้องการแค่จะบอกเล่าความประทับใจให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ เหมือนที่ฉันได้สัมผัสมา และหวังว่าเพื่อน ๆ จะมีโอกาสตามไปสัมผัสความรู้สึกดี ๆ นี้ต่อไป

" ไปเที่ยวภูกระดึงกันเถอะ " เป็นคำพูดของเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ที่คุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากได้ฟังความประทับใจของเพื่อนคนหนึ่ง ที่ไปมาแล้วถึง 3 ครั้ง รวมทั้งภาพที่เราได้พบเห็นจากสื่อต่าง ๆ รอแล้วรออีกฉันกับเพื่อน ๆ ก็ยังไม่ได้ไปกันซักที

" อุ้ม เราไปเที่ยวภูกระดึงกันไหม " ฉันชวนเพื่อน

" ไม่มีใครไปเราก็ไปกัน 2 คนก็ได้ " ฉันเริ่มรุกเมื่อเห็นเพื่อนเริ่มสนใจ (ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสร็จเรา)

แล้วโครงการเดินทางเล็ก ๆ ของเราก็เริ่มขึ้น เรากะว่าจะไปกันประมาณช่วงวันพ่อซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน (ที่ว่าหลายวันเพราะว่ารวมวันที่เราลาด้วยแล้ว)

" แกว่าจะมีใครไปกับเราไหมวะ " อุ้มถามฉัน

" อือ ไม่แน่ใจนะ ลองชวนดูก่อนละกัน "

ฉันกับอุ้ม เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนเรียนที่คลองหก เราก็เลยตกลงกันว่า จะชวนเพื่อน ๆ ของตัวเอง ในสมัยประถม มัธยม หรือสมัยใด ๆ ก็ได้ไปด้วย เพื่อให้การเดินทางของเรา ไม่เหงาจนเกินไป ฉันเริ่มโฆษณาชวนเชื่อกับเพื่อนสมัยเรียนที่เทคนิค แต่ไม่ได้ผล บางคนติดงาน บางคนไม่ชอบอากาศหนาว บางคนก็บอกว่าจะเก็บเงินแต่งงาน ส่วนอุ้มก็ได้เพื่อนสนิทสมัยประถมมา 1 คน (ชื่อมุก) อ้อ ของฉันมีเพื่อนจากชลบุรีกับระยองมาจังหวัดละคน (เบญกับเอ๋) แล้วอุ้มก็จัดการชวนเพื่อนในกลุ่มสมัยที่เรียนคลองหก ไม่น่าเชื่อว่าเราจะขาดเพื่อนในกลุ่มไปแค่ 2 คน ได้มา 5 คน (นก หนูแดง จอม จุ และพี่ติ เกือบครบแก๊งแน่ะ) สรุปเรามีลูกทัวร์หน้าแปลกทั้งสิ้น 10 คน (ว้าว)

แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าคนเยอะอย่างนี้จะเที่ยวสนุกเหมือนคนน้อย ๆ ไหม แต่ใจหนึ่งก็ว่า " ต้องสนุกซิ เพราะเพื่อนสนิทกันทั้งนั้นนี่นา "

หลังจากที่ได้สมาชิกร่วมเดินทางแล้ว ก็เริ่มจัดการจองตั๋ว งานนี้อุ้มกับจุรับไปจัดการ (ขนาดเราจองกันล่วงหน้า 1 เดือน เที่ยวปกติยังเต็มเลย เราก็เลยได้เที่ยวพิเศษที่เขาจัดให้ 22.20 น. เดินทางตอนเทศกาลก้อย่าลืมจองตั๋วล่วงหน้านาน ๆ นะคะ สักเดือนนึงขึ้นไปได้ก็ดี) หลังจากนี้ก็ทยอยเตรียมของใช้ที่จำเป็น แต่งานนี้อุ้มเธอเห่อมากกว่าคนอื่น เธอซื้อเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์, ถุงนอน, รองเท้าผ้าใบ ฯลฯ ส่วนฉันงบน้อยก็ต้องประหยัดหน่อยล่ะ เต็นท์จะเช่าของอุทยานเอา (นี่ก็เหมือนกัน หาเช่าเอาหรือแนะนำให้จองล่วงหน้านานหน่อยเพราะส่วนใหญ่จะถูกจองหมด ถ้าจะไปพักในช่วงหยุดเทศกาล) และฉันก็เป็นคนหนึ่งล่ะที่จองไม่ได้ (นอนที่ไหนล่ะงานนี้)

ก่อนเดินทาง 1 สัปดาห์ ฉันโทรหาเพื่อน ๆ เพื่อยืนยันการเดินทาง เรื่องเศร้าของฉันคือเพื่อนจากระยองกับชลบุรี (ที่หลอกล่อได้แล้ว) ติดสอบกลางภาค เลยไปกับพวกเราไม่ได้ (นึกแล้วเชียว) เราเลยมีที่ว่าง 2 ที่ สรุปแล้วลูกทัวร์หน้าแปลกของเราก็มีแต่เพื่อน ๆ ที่คลองหกทั้งนั้นเลย

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นแล้ว เย็นวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2543 ฉันกับเพื่อนอีก 6 คน (อุ้ม, มุก, นก, หนูแดง, พี่ติและจุ) ตกลงนัดเจอกันที่ ร้าน Mc อนุสาวรีย์ฯ ส่วนเพื่อนอีก 1 คน (จอม) จะเจอกันที่หมอชิตใหม่เลย นกกับหนูแดงตกลงซื้อถุงนอนกับเต็นท์ ฉันเลยได้อาศัยเต็นท์อุ้มซุกหัวนอน เมื่อถึงอนุสาวรีย์ฯ แล้วเราก็ผลัดกันไปซื้อของใช้ที่ยังขาดอยู่ เรากะว่าจะออกจากอนุสาวรีย์ฯ ตอน 21.30 น. เพราะเราได้ตั๋วเวลา 22.20 น. แล้วก็มีเรื่องตื่นเต้นระหว่างรอ พวกเราลุ้นกันว่าเพื่อนอุ้มจะมาทัน 21.30 ไหม เนื่องจากคนอื่น ๆ มากันหมดแล้ว และอุ้มก็บอกว่าเพื่อนจะขึ้นรถไฟฟ้ามาจากที่ทำงาน ซึ่งก็ไม่น่าเกิน 10 นาที งานนี้ทำเอาอุ้มนั่งไม่ติด เพราะเราพากันสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็ว่าไม่มาแล้ว บ้างก็ว่า คงมารถเมล์ แล้วรถติดคงมาไม่ทันแล้ว จนนาทีสุดท้าย " เฮ้ย นั่นไงมุก มาแล้ว ๆ " เสียงอุ้มนั่นเอง เรามองไปตามมือที่อุ้มชี้ (เฮ้อ โล่งอกไปที)

หลังจากที่อุ้มแนะนำเพื่อนใหม่ ให้พวกเราบางคนที่ยังไม่รู้จักแล้ว ก็รีบออกเดินทางจากอนุสาวรีย์ฯ ไปยังหมอชิตใหม่ เนื่องจากสัมภาระที่พะรุงพะรังและจำนวนสมาชิกของเราก็มีจำนวนมากด้วย ทำให้ต้องแยกกันไปรถ Taxi 2 คันเราใช้เวลาอยู่ในรถไม่นานนักก็ถึงเป้าหมาย โชคดีที่เจอเพื่อนที่รออยู่ตรงประตูทางเข้าพอดี ฉันว่าการเดินทางครั้งนี้ดีจริง เราเจอเพื่อนที่เรียนคลองหกอีก 2 คน พวกเขากับเพื่อนหลายคนกำลังจะไปดอยอินทนนท์กัน เราทักทายกันพอประมาณ ก็ต้องแยกย้ายกันไปหาที่จอดรถ เนื่องจากใกล้เวลาที่รถจะออกแล้ว

เราใช้เวลาเดินหาที่จอดรถไม่นานนักก็เจอ " โห ทำไมคนเยอะอย่างนี้นะ ไปเลยทั้งนั้นเลยนี่ " ฉันนึกในใจ วันนั้นคนเยอะจริง ๆ อาจเป็นเพราะพวกเขาก็มีวันหยุดยาวเหมือนเราละมั๊ง เราคอยประกาศเรียกตามตั๋วอยู่นาน แล้วก็ได้ขึ้นรถซึ่งจอดอยู่ด้านหลัง เนื่องจากเข้ามาบริเวณช่องจอดรถไม่ได้ เราเดินไปตามทางที่เด็กรถบอก หลังจากเอาสัมภาระบางส่วนใส่ไว้ด้านล่างที่ของรถแล้ว ก็ขึ้นนั่งประจำที่ตามตั๋ว เห็นเบาะว่าง 2 ที่ ฉันก็อดที่จะคิดถึงเพื่อนอีก 2 คนที่ติดสอบไม่ได้ " ครั้งหน้าเราคงได้ไปด้วยกัน " ฉันหวังไว้อย่างนั้น

เกือบจะ 23.00 เราก็ได้เริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง หลังจากที่พนักงานแจกน้ำและขนมเรียบร้อยแล้ว ฉันก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอด กะว่าน่าจะถึงสาย ๆ ของวันที่ 2 แน่เลย รถวิ่งได้ซักระยะก็จอดให้เราทานข้าวกัน (ใช้หางบัตรที่เราได้มานั่น แหล่ะแทนคูปองมีมูลค่า 15 บาท ต่อ 1 ที่นั่ง) หลังจากที่ดูจำนวนคนที่ต่อแถวอยู่กับเวลาที่มีให้แล้ว เราก็ไม่ได้ทานอะไรกัน หางบัตรที่มีอยู่ก็แลกเป็นน้ำไป หลังจากเพื่อนเดินทางคนอื่น ๆ มากันครบแล้ว เราก็ได้เดินทางกันต่อ

ใกล้จะ 06.00 น. แล้วพนักงานก็แจกผ้าเย็น ทำให้พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่ ใกล้จะถึงแล้วซิ " ถึงแล้วนะค่ะ ผานกเค้า ตรวจดูสิ่งของให้เรียบร้อยนะค่ะ " พนักงานบอก ฉันมองออกไปด้านนอกรถ " เอ ไม่เห็นมีซักผาเลย ไหนล่ะ ผานกเค้า " อันนี้ฉันนึกในใจ กลัวคนที่ได้ยินจะว่าเชย (จริง ๆ มันมืดเลยไม่เห็นอะไรเลยน่ะค่ะ) ฉันลองนับเวลาที่ใช้เดินทางดูก็ประมาณ 7 ชั่วโมงได้ เร็วดีแฮะ

ด้วยความที่ไม่เคยมา ทำให้พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ผานกเค้านานทีเดียว กว่าจะจัดการจองตั๋วเที่ยวกลับที่ร้านเจ๊กิม (แถวยาวเหยียด แนะนำว่าให้ข้ามฝั่งไปก็ได้มีร้านที่รับจองตั๋วเหมือนกัน คนน้อยกว่า อาหารถูกกว่า หลาย ๆ อย่างดีกว่า ด้วย พวกเราเพิ่งมารู้ทีหลัง) และกว่าจะอาบน้ำ กินข้าว แยกสัมภาระที่จะจ้างลูกหาบ และที่จะต้องนำติดตัวไปเอง ก็เกือบจะเคารพธงชาติอยู่แล้ว หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวและส่วนรวมเสร็จ เราก็ต่อรถสองแถวแดงจากผานกเค้าไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง (คนละ 20 บาท) เวลาที่รถวิ่งอากาศเย็นสดชื่นดี เราชี้กันใหญ่ ว่าต้องเป็นภูเขาลูกนี้แน่เลยที่เป็นภูกระดึง ชี้กันไปคนละทิศละทาง ขอโทษไม่มีใครชี้ถูกซักคน (ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

เรามาถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 08.00 น. กว่า ๆ คนเยอะมากเลย ฉันกับอุ้มไปลงชื่อเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งก็เห็นชื่อเพื่อนเราในกลุ่ม มาลงไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเราก็แยกกันไปติดต่อที่ทำการอุทยานฯ คนละจุด อุ้มไปยืนต่อแถวเพื่อจ่ายค่าเช่าพื้นที่กางเต็นท์ (30 บาท ต่อคน ต่อคืน) อยู่นานเกือบ 2 ชั่วโมง ส่วนฉันกับจุก็เดินไปเดินมาเพื่อติดต่อลูกหาบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ยอมขายบัตรติดสัมภาระให้ เนื่องจากไม่มีลูกหาบนั่นเอง (ถ้ามีลูกหาบ นักท่องเที่ยวก็จะต้องซื้อบัตรติดสัมภาระของตนเอง แล้วทำการชั่งน้ำหนัก เสร็จแล้วก็รอหางบัตรเพื่อใช้รับสัมภาระของตนเมื่อขึ้นไปถึงแล้ว) หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้ยินเสียงประกาศของทางอุทยานฯ ดังเป็นระยะ ๆ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีมากทำให้จำนวนลูกหาบไม่เพียงพอ

ดังนั้นจึงขอให้นักท่องเที่ยวนำสัมภาระที่จำเป็นขึ้นไปเอง ส่วนสัมภาระที่เหลือจะถึงข้างบนในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นพวกเราจึงต้องแยกสัมภาระอีกครั้ง นำของใช้ที่จำเป็นใส่เป้สะพายหลัง รวมทั้งเต็นท์และถุงนอนด้วยที่เราต้องนำขึ้นไปเอง (จะไหวไหมเนี่ย) ด้วยความที่ต้องรอนานจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ยอมขายบัตรติดสัมภาระให้ เนื่องจากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเมื่อขายบัตรแล้วจะจัดการสัมภาระให้นักท่องเที่ยวอย่างไร (เข้าใจ เข้าใจ) แล้วความคิดอันชั่วร้ายของฉันก็เกิดขึ้น

" จุ ฉันว่าเราน่าจะมองหาคนที่เขามีบัตรคิวแล้วนะเราจะได้ขอรวมกับเขา เพราะว่าถ้าเราจะซื้อบัตรติดสัมภาระเพิ่ม เจ้าหน้าที่ก็ขาย " จุกับพี่ติเห็นด้วย แล้วเราสามคนก็ช่วยกัน (แอบ) มองดูบัตรคิวของคนที่ได้แล้ว และกำลังรอชั่งน้ำหนักเพื่อรับหางบัตรอยู่ เราเดินกันอยู่นานก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเท่าที่มองเห็นก็ โห ลำดับที่ 300 กว่าแน่ะ หรือไม่ก็มากันเป็นกองทัพเลย แล้วเพื่อนก็ชี้ให้ดูนักท่องเที่ยว 2 คน " ฉันว่าพี่เขาท่าทางใจดีนะ " จุบอก อืมฉันเห็นด้วย แล้วใครล่ะที่จะอาสาเป็นผู้เจรจาครั้งนี้ เราสามคนเกี่ยงกันอยู่นาน ก็ตกลงไม่ได้ว่าใครจะเป็นคนพูด งั้นก็เข้าไปพร้อมกันเลยแล้วกัน แล้วเราก็เริ่มส่งเสียงทักทาย

ใจดีจริง ๆ ด้วยซิ พี่เขายอมให้เราเอาสัมภาระไปรวมด้วย (พี่เขามากัน 2 คน แล้วก็มีแบบเราไปขอรวมกับพี่เขาอีก 2 คน รวมแล้วบัตรพี่เขามีอยู่ 4 คน ของเลยไม่เยอะมาก) เราก็เลยขอพี่เขาไปว่าขอรวมซัก 6 ชิ้นได้ไหม พี่ก็ตกลง เราก็ไปซื้อบัตรติดสัมภาระเพิ่ม (ใบละ 2 บาท) เพื่อมาเขียนรายละเอียด และรอชั่งน้ำหนักต่อไป เนื่องจากบัตรคิวของพี่เขาอยู่ลำดับที่ 200 กว่า ๆ ทำให้ไม่ต้องรอนาน (พี่เขามาถามอีกครั้งว่า ของจะถึงภายในวันนี้ช่วงเย็น ๆ จะเอาอะไรไปชั่งเพิ่มไหม) เราก็เลยตัดสินใจที่จะเอาแต่เต็นท์กับ ถุงนอนและก็กระเป๋าใบเล็กติดตัวไปเท่านั้น (ส่วนฉันขอเอากล้องไปด้วย) ของใช้ที่จำเป็นที่แยกไว้ตอนแรก ก็จัดแจงซื้อบัตรติดสัมภาระอีกรอบ

ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีที่เอื้อเฟื้อบัตรคิว ขอบคุณมิตรภาพที่มีให้แม้แต่คนหน้าแปลก เอ๊ย ไม่ไช่คนแปลกหน้าต่างหาก ฉันคิดว่านี่แหล่ะมันเป็นเสน่ห์ของการเดินทาง ที่ฉันชอบจริง ๆ เพราะถ้าไม่ได้พี่เขาก็ไม่แน่ใจว่าวันนั้นจะได้เดินทางขึ้นภูหรือเปล่า หลังจากจัดการเรื่องสัมภาระเรียบร้อยแล้ว (ได้หางบัตรแล้ว) เวลาประมาณ 11.00 น. เราก็เริ่มต้นเดินทางสู่ดินแดนมหัศจรรย์อย่างที่ใครหลาย ๆ คนให้นิยามไว้ โดยต้องซื้อบัตรผ่านประตูก่อน (คนละ 20 บาท) หลังจากนั้นก็ต้องลงชื่อในสมุดที่ทางอุทยานฯ เตรียมไว้ (ให้ลงเพียงคนเดียวเท่านั้นในกรณีที่ไปกันเป็นหมู่คณะหรือตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป)

การเดิน(เท้า)ทางไกลเริ่มขึ้นแล้ว เราเดินกันไม่เหงาเลย มีเพื่อนร่วมเดินทางเยอะมาก จนบางทีเราต้องเข้าแถวกันเพื่อเดินไปทีละคน จะเรียกว่าเดินอย่างเดียวคงไม่ได้เพราะบางครั้งเราก็ต้องปีนด้วยเหมือนกัน เราเดินกันอยู่นานก็ยังไม่ถึงซักซำ นักท่องเที่ยวที่เราเจอก็มีหลากหลายช่วงอายุ มีตั้งแต่เด็กตัวเล็ก ๆ วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และก็ผู้สูงอายุ บางช่วงก็จะเจอนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาก่อนแล้วพักอยู่เป็นระยะ ๆ ส่วนกลุ่มของพวกเราก็พักบ้างเดินบ้าง แต่ว่าเราคงพักบ่อยจนเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มห่วงว่าเย็นนี้เราจะไปถึงไหม นั่นซิฉันก็สงสัยเหมือนกัน

" ถึงแล้วซำแฮก " ฉันไม่รู้ว่าเสียงใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีทีเดียว " ซำแฮก " หมายถึง ซำแรก แต่ฉันว่ามันน่าจะเหมือนอาการหอบแฮก ๆ ของฉันมากกว่า ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่น ๆ (ก็ขึ้นมาตั้งนานเพิ่งจะเจอซำแรกนี่นา) อย่างนี้ก็ต้องขอเก็บทิวทัศน์เบื้องล่างกับป้ายซักหน่อย หลังจากเราพักเหนื่อยกันนิดหน่อย ก็ต้องรีบเดินต่อเพราะแค่ซำเดียวเราก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเลย

เราเดินถึงซำที่ 2 ก็หมดแรงซะแล้ว เลยถือโอกาสเติมพลังกันก่อน แล้วเราก็หม่ำอาหารเที่ยงที่นี่ ราคาอาหารข้างล่างนี้จะถูกกว่าข้างบน คงเป็นเพราะไม่ต้องหอบวัตถุดิบขึ้นไปประกอบข้างบนนั่นเอง หลังจากเรียกพลังกลับคืนมาแล้ว ก็เดินทางต่อ ฉันรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิมอีก ไม่รู้เป็นเพราะอาหารที่หม่ำไปหรือเปล่า เนื่องจากเราเดินกันช้า และก็พักบ่อย เพื่อน 2 คน จึงเดินล่วงหน้าไปก่อน ส่วนที่เหลือ 6 คน ก็เดิน ๆ หยุด ๆ (ก็เหนื่อยนี่นา)

เมื่อเราเดินกันได้ซักครึ่งทาง (ซำกกโดน) ก็จะมีห้องน้ำ มีน้ำก็อกที่ต่อมาจากน้ำตก น้ำใสและเย็นมาก ให้เราได้ล้างหน้ากัน หลังจากพัก (อีกแล้ว) เราก็เดินทางต่อ เห็นมีทางแยก 2 ทางอยู่ข้างหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหน ก็เลยตัดสินใจที่จะเดินตามทางที่มีคนเยอะ ๆ ไป แต่ก็เจอลูกหาบคนหนึ่งบอกเราว่า " ไปทางนี้ก็ได้ครับเป็นทางลัดถ้าไปทางโน้นจะติดคนทางนี้ไม่ค่อยมีคนครับ " ตอนนี้เรามีทางเลือกแล้ว หลังจากขอบคุณผู้ชี้ทางแล้ว เราเลือกที่จะไปทางขวาตามคำบอกเล่าของลูกหาบ และเมื่อเดินไปซักพักเราก็เจอเจ้าหน้าที่ซึ่งคอยบอกทางให้นักท่องเที่ยวอยู่ (ไม่หลงแน่นอน) ทางเส้นนี้ค่อนข้างเดินสบาย (หรือเปล่านะ) เราสามารถเดินได้เรื่อย ๆ ทางไม่กว้างนัก แต่ก็สามารถเดินได้คล่องตัวทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็นป่า 2 ข้างทางที่เขียวชอุ่มดูแล้วสดชื่น แล้วก็มีลมเย็น ๆ พัดมาปะทะร่างกายบ้างเป็นครั้งคราว มีบางช่วงที่เราต้องปีน แต่ก็ไม่ลำบากมากนัก เพราะมีบันไดไม้ (กลม ๆ) ไว้ให้ บางช่วงที่ชันมาก ๆ (หรือที่เรียกว่าแหงนคอตั้งบ่า) ก็จะมีราวไม้ไว้ให้ยึด เราเดินไป หยุดไป ตามกำลังที่มี (แต่เราจะหยุดน้อยกว่าช่วงแรกมาก) มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่เราพักอยู่ และกำลังพยายามจะทำหน้าสวย ๆ (ยากเหมือนกันแฮะ) เพื่อนคนที่อาสาเป็นตากล้องให้ ก็หันหลังวิ่งกลับไปซะนี่ เราก็สงสัยกันว่า มันเป็นอะไรของมัน ยังไม่ทันจะถ่ายเลย วิ่งหนีไปซะแล้ว แล้วเราก็ต้องร้องอ๋อ มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง (ค่อนข้างอ้วน) กำลังเป็นตะคริว หลังจากที่เพื่อนช่วยทายาและแนะนำวิธีการคลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ (โดยการให้นั่งยอง ๆ อยู่สักครู่แล้วยืนขึ้น) จนอาการดีขึ้นแล้ว เราก็เริ่มสอบถามได้ความว่าเพื่อนคนอื่น ๆ พากันล่วงหน้าไปก่อนแล้ว (ขอต่อว่าหน่อยเถอะ ทิ้งเพื่อนไว้คนเดียวได้ยังไง) หลังจากรอให้เขาพัก (เราก็ถือโอกาสพักด้วยแหล่ะ) สักครู่เราก็เดินทางต่อ เราชวนเขาเดินทางไปด้วยกัน " ผมไม่เป็นไรแล้วครับ ไหวครับ ขอบคุณครับ " เราก็เลยไม่เซ้าซี้อีกต่อไป ไม่รู้เป็นเพราะธรรมชาติ 2 ข้างทางหรือเปล่า ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ไม่ค่อยเหนื่อยเลย เราเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นบ้าง แต่ก็น้อย ทำให้เดินได้คล่องขึ้น (ไม่ต้องเดินหลบคน)

" อีก 3 จึ้ง ก็จะถึงแล้วค่ะ " เสียงของเพื่อนร่วมเดินทางกลุ่มหน้าบอกเรา ทำให้เรามีแรงขึ้นมาอีกนิดนึง แต่เดินแล้วเดินอีก ไอ้ 3 จึ้งก็ไม่ถึงซะที จนเพื่อนบางคนในกลุ่มบ่นเป็นหมีกินผึ้งไปเลย

15.30 น. ในที่สุดเราก็มาถึงยอดภูกระดึงจนได้ (เย้ ดีใจจัง) เราเจอนักท่องเที่ยว 2 กลุ่ม นั่งหมดแรงอยู่ก่อนหน้าแล้ว หลังจากทักทายกันตามประสานักเดินทาง ก็อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพบรรยากาศด้านล่างที่มีหมอกบาง ๆ อยู่ รวมทั้งป้ายยอดฮิตด้วย (เราคือผู้พิชิตภูกระดึง) เรากลับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นผลัดกันถ่ายรูปเป็นที่สนุกสนาน ตรงจุดนี้เราแทบจะไม่ได้พักเลย เสร็จจากการถ่ายรูป ก็บอกลาเพื่อนนักท่องเที่ยว แล้วก็เดินทางต่อไปยังที่ทำการอุทยานฯ ทางเดินสะดวกมาก (เมื่อเทียบกับที่เพิ่งเดินผ่านมา) เดินได้ซักระยะหนึ่งก็เจอนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากทางที่เราเดินมา บรรจบกับทางที่มาจากหลังแปพอดี นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วก็ยังมีรถเข็นสัมภาระสุดเท่ห์ของลูกหาบด้วย เดินไปก็ต้องคอยหลีกทางให้กับรถเข็นด้วยเนื่องจากบรรทุกสัมภาระของนักท่องเที่ยวจากหลังแปมาเต็มพิกัดนั่นเอง ฉันว่าเราโชคดีแล้วที่มาทางลัด เพราะถ้ามาทางหลังแปเหมือนนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ป่านนี้จะถึงหรือยังก็ไม่รู้ ทางช่วงนี้ค่อนข้างจะเป็นฝุ่น และบางช่วงก็เป็นทราย ทำให้เดินไม่ออกเลยก็มี เราใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ ฉันรู้สึกว่าความเหนื่อยหายไปหมดแล้ว มีแต่ความยินดีและตื่นเต้นเข้ามาแทนที่ เราเดินทางมาถึงข้างบนแล้ว

" อ้าว นั่นพี่ใจดีนี่ " เสียงเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม พี่ใจดีที่ว่าก็คนที่ให้เราอาศัยบัตรคิวนั่นแหล่ะ พี่เขานั่งรอสัมภาระอยู่เนื่องจากลูกหาบยังมาไม่ถึง " พี่ค่ะ เห็นเพื่อนหนูอีก 2 คนไหมค่ะ " (ผู้ชายอ้วน ๆ กับผู้หญิงผอม ๆ) " ไม่เห็นจ๊ะ เพิ่งเห็นพวกเรานี่แหล่ะ " เย้ดีใจจังเรามาถึงก่อน หลังจากทักทายกันนิดหน่อย เราก็ขอตัวไปหาทำเลเหมาะ ๆ เพื่อกางเต็นท์ ตอนนี้มีพื้นที่ให้เราเลือกมากซะจนเลือกไม่ถูกเลย หลังจากเลือกอยู่นาน เราก็ได้ที่ถูกใจตรงหน้าบริเวณ ที่จัดไว้ให้เช่าอุปกรณ์ (จำพวกเต็นท์ ผ้าห่ม หมอน และเสื่อ) พอดี ทำให้จำได้ง่าย เพื่อน ๆ จัดการกางเต็นท์ ฉันกับมุกรีบไปเช่า เสื่อ หมอน และก็ผ้าห่ม (ราคาไม่แพงเลย เสื่อผืนละ 5 บาทต่อคืน หมอนใบละ 5 บาทต่อคืน ส่วนผ้าห่มผืนละ 10 บาทต่อคืน) หลังจากกางเต็นท์เสร็จ ไม่นานนักบริเวณลานกว้าง ๆ โล่ง ๆ ที่เราเห็นเมื่อตอนที่มาถึงก็เต็มไปด้วยเต็นท์หลากสีสันไปเสียแล้ว เราได้เจอพี่ใจดีอีกครั้ง เต็นท์พี่เขาอยู่ไม่ไกลจากเรานัก พี่ใจดีมาบอกว่าให้ไปรับสัมภาระได้แล้ว ลูกหาบมาถึงแล้ว (ขอบคุณค่ะ)

เรารีบไปจัดการรับสัมภาระจากลูกหาบ และจ่ายเงินไปในกิโลกรัมละ 10 บาท จนป่านนี้เพื่อนเราอีก 2 คนยังไม่มาเลย ดังนั้นเราจึงรีบจัดของอย่างรวดเร็ว แล้วไปประกาศที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (เผื่อว่าเพื่อนจะมาแล้วและหาเราไม่เจอ) ประกาศไป 2 ครั้งก็ยังไม่เห็นมา เราจึงตัดสินใจที่จะไปอาบน้ำและก็หาอาหารเย็นใส่ท้องกันก่อน หลังจากนั้นเราจะไปประกาศอีกรอบ หลังจากอาหารเย็นลงท้องเรียบร้อยแล้ว เราที่เหลือทั้งหมดก็เดินไปรอที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อนคนหนึ่งไปสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า ยังมีนักท่องเที่ยวอีก 1 กลุ่ม ที่ยังมาไม่ถึง (เป็นกลุ่มสุดท้ายของวันนี้) เราจึงตั้งตารออีกต่อไป เราต่างสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นา ๆ โดยสรุปแล้วเราลงความเห็นกันว่า 2 คนนั่น ลงจากภูกระดึงไปแล้ว

แต่เราก็ยังรอ ด้วยความหวังว่าเพื่อนคงจะขึ้นมาพร้อมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มสุดท้าย ตามที่เจ้าหน้าที่บอก จนกระทั่ง 20.30 น. " เฮ้ยนั่นไง " (เพื่อน 2 คน มาถึงแล้ว) เพื่อนเล่าว่าตอนที่เดินล่วงหน้าไปก่อน นึกว่าเรายังมาไม่ถึงเลยรออยู่ตรงซำแคร่ ที่แท้เรามาทางลัดจึงไม่เจอกัน และสืบเนื่องมาจากความมีน้ำใจของเพื่อนเราด้วยที่เดินรอคุณยายคนหนึ่ง ทำให้การเดินช้ากว่าที่ควร เมื่อมากันครบแล้ว ก็กลับไปที่เต็นท์ แต่ว่าเต็นท์ของเพื่อนทั้ง 2 คนยังไม่ได้กางเลย พอช่วยกันกางเรียบร้อยแล้ว 2 คนที่เพิ่งมาถึงก็ไปอาบน้ำกินข้าว

คืนนี้ฉันนอนหลับสบาย อาจจะเป็นเพราะความเมื่อยล้าที่ได้รับมาเมื่อตอนกลางวันก็ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะอุณหภูมิที่กำลังดีก็ไม่รู้นะ 12 องศาเอง เอ หรือว่าจะเป็นเพราะ ช่างเถอะ ช่างเถอะ ขอนอนก่อนนะ

3 ธันวาคม 2543

เช้าวันนี้ เอหรือว่าสายนะ หลังจากที่เราได้ล้างหน้าแปรงฟันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (แฮะ แฮะ เราไม่ได้อาบน้ำ) ก็จัดการอาหารมื้อแรก ซึ่งก็ไม่พ้น กาแฟ, ไมโล (3 in 1) โจ๊ก (เราทำกันเอง) เสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางทัวร์ป่าตามโปรแกรมที่เราวางกันไว้ เป้าหมายสุดท้ายของเราในวันนี้คือ พระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก เราเดินตามแผนที่แผ่นเล็กที่มีอยู่ จากที่ทำการไปยังองค์พระพุทธรูป นมัสการบวกกับขอพรและก็ถ่ายรูปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางต่อ เนื่องจากว่าเราเดินผิดเส้นทาง ทำให้เราเดินสวนกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ตลอดทาง หลังจากหลงไม่ไช่ซิแค่เดินผิดเท่านั้น เราก็ต้องกางแผนที่เพื่อเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่ เป็นอันว่าเราตกลงย้ายโปรแกรมน้ำตกของวันพรุ่งนี้มาเป็นวันนี้แทน แล้วก็จะกลับไปหม่ำอาหารกลางวันกันที่ทำการฯ ส่วนตอนเย็นนั้นจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูกกัน เราเจอน้ำตกใหญ่บ้างเล็กบ้าง ซึ่งก็สวยงามต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกโผนพบ และน้ำตกเพ็ญพบใหม่

หลังจากกลับถึงที่ทำการ และจัดการอาหารกลางวันแล้ว เราก็เตรียมเสบียงสำหรับมื้อเย็นที่ผาหมากดูกไว้เลย หลังจากที่ได้ทราบข่าว (กรองหรือเปล่าก็ไม่รู้) ว่าที่ผาหมากดูกจะไม่มีอาหารขาย เมนูอาหารเย็นสำหรับวันนี้จะเป็นข้าวเหนียวไก่ย่าง (เมื่อพร้อมแล้วก็ ทั้งหมดจัดแถว หน้า เดิน แฮะ แฮะ) เราใช้เวลาเดินไม่นานนักจากที่ทำการก็ถึงไปผาหมากดูก แล้วก็ต้องร้อง " โธ่ มีของขายนี่หว่า " แต่ไม่เป็นไร (ไหน ๆ ก็เอามาแล้วนี่) ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครหิว เราก็จัดการเสบียงกันซะเรียบ (สงสัยจะเป็นที่บรรยากาศแน่ ๆ เลย) แล้วพวกเราก็ตั้งตารอพระอาทิตย์ตกด้วยใจจดจ่อ แต่ท้องฟ้าไม่ค่อยจะเป็นใจเลย แต่ยังไงฉันก็ได้ภาพสวย ๆ มาอยู่ดี อ้อ ฝนตกลงมาแกล้งเราด้วยนะ แต่นิดเดียว ตอนที่รอพระอาทิตย์ตก ทำให้ฉันกังวลเหมือนกัน ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าฝนตกคืนนี้เราจะนอนกันยังไง

หลังจากพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้ามืดลงแล้ว เราก็เดินทางกลับ (พร้อมเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเดินกลับมาจากผาหล่มสักด้วย) คนมากกว่าตอนที่เดินมาเยอะเลย กลับมาถึงแล้วก็จัดการก่อไฟเพื่อจะได้ประกอบอาหารมื้อค่ำต่อไป เราก็หม่ำกันอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนเดิม แน่นอนเมนูหลักของเราก็คือ มาม่า เอหรือว่า ยำ ยำ นะ ใส่ปลาทาโร่ ใส่หอยลาย อร่อยจริง ๆ หลังจากอิ่มแล้วก็ทยอยกันไปอาบน้ำ แล้วก็กลับมานั่งล้อมวงกันอีกครั้ง เพื่อนคนหนึ่งหอบเอาอัลบั้มรูปถ่ายตอนงานรับปริญญามาให้ดูด้วย (เชื่อเขาเลย) เราดูไปก็วิจารณ์กันไป เป็นที่สนุกสนาน แล้วเราก็เริ่มได้กลิ่นเหม็นไหม้ " เอ๊ะ กลิ่นอะไร เหม็นอย่างนี้คุ้น ๆ นะ " ฉันคิดออกพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ " อี้ ไฟไหม้ผมฉัน" ฉันกับเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ช่วยกันดับแทบไม่ทันดีนะไหม้ไปไม่มาก เหตุเกิดเนื่องจากจะเปลี่ยนเทียนเล่มใหม่นั่นเอง

คืนนี้เราไม่ได้ดูดาว เนื่องจากท้องฟ้ามีเมฆมาก มองไม่เห็นดาวเลยซักดวง แต่ฉันกับเพื่อนบางส่วนก็ตกลงกันว่าพรุ่งนี้เราจะไปดูพระอิตย์ขึ้นกันที่ผานกแอ่น หลังจากนัดแนะกันแล้วก็เต็นท์ใครเต็นท์มัน อากาศคืนนี้เย็นกว่าคืนก่อน (10 องศา) แล้วพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างน้า ด้วยเหตุสุดวิสัย ทำให้ฉันต้องตื่นขึ้นมาตอน 02.30 น. ฉันลุกออกจากเต็นท์เพื่อไปห้องน้ำ แต่หมอกตอนนี้หนามาก และก็สวยมากในเวลาเดียวกัน ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย ต้องใช้ไฟฉายช่วย แล้วกลับมานอนต่อ แต่นอนไม่หลับซะแล้ว กลายเป็นหลับ ๆ ตื่น ๆ ซะมากกว่า จนกระทั่ง 05.00 น. เรา (5 คน) ก็ล้างหน้า แปรงฟันเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น เราออกเดินทางตอน 05.30 น. " โห ทำไมตัวใหญ่อย่างนี้ " ฉันกับเพื่อน ๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ เมื่อเจอกวางเขางามตัวหนึ่ง ที่กำลังคุ้ยขยะเพื่อหาเศษอาหารอยู่ ตัวใหญ่มากจริง ๆ ใหญ่เท่ากับโคหรือกระบือเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวคนอื่นก็ตื่นเต้นไม่แพ้เรา บางคนมีน้ำใจเอาขนมปังมาแบ่งให้กวางด้วย (จริง ๆ แล้วไม่ควรทำนะคะ จะทำให้สัตว์ป่าเปลี่ยนนิสัย) แล้ว ถ้าวันหนึ่ง ไม่มีขยะให้คุ้ย ไม่มีขนมปังจากนักท่องเที่ยว เจ้ากวางน้อย เจ้าจะสามารถหาอาหารในป่าเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่าหนอ

เราใช้เวลานานทีเดียว ในการเดินจากที่พักไปยังผานกแอ่น อาจเป็นเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีเป็นจำนวนมากก็ได้ (แต่ก็ดีนะ มีเพื่อนร่วมเดินทางเยอะดี) เดินไปสะดุดไปเป็นครั้งคราว ในที่สุดเราก็ถึงผานกแอ่น นักท่องเที่ยวที่มาถึงก่อนแล้วมีจำนวนไม่น้อยเลย ซึ่งก็จับจองที่นั่ง ที่ยืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช้านี้ท้องฟ้าไม่เป็นใจเลย ทำให้เราไม่เห็นความงามพระอาทิตย์อย่างที่หวังไว้

แต่ก็มีความงามของหมอกให้ชื่นชม เมื่อมองไปก็จะเห็นสีขาวสะอาดงดงามจริง ๆ หลังจากที่ได้ภาพประทับใจแล้ว พวกเราก็ถอยหลังกลับ เพื่อให้นักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ได้ชื่นชมความงามของธรรมชาติต่อไป ช่วงเดินกลับเราได้เห็นความงามของดอกไม้เล็ก ๆ หลายพันธุ์ อย่างเช่นกระดุมเงิน แล้วก็อื่น ๆ ที่ฉันไม่รู้จักอีก เราแวะนมัสการพระพุทธรูปตรงลานวัดพระแก้ว แล้วก็เดินยาวกลับที่พักเลย ฉันจัดการก่อไฟต้มน้ำ เมื่อมาถึงที่พักเพื่อชงกาแฟ, ไมโล หลังจากมื้อเช้าผ่านไป ฉันกับอุ้มก็รีบไปจองลูกหาบที่ทำการฯ (ต้องจองล่วงหน้า 1 วัน ก่อนเวลา 12.00 น.) ซึ่งก็ไม่มีขั้นตอนอะไร เพียงแต่ไปลงชื่อ บอกเวลาที่เราจะลงแล้วก็ประมาณน้ำหนักของสัมภาระ เท่านั้นเอง เสร็จจากการจองลูกหาบแล้ว เราก็เข้าไปขอถุงใส่ขยะในที่ทำการฯ เพื่อที่จะนำขยะลงในวันพรุ่งนี้ เราเห็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังซื้อ Passport อยู่ เป็น passport สำหรับการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติของไทยนั่นเอง ฉันว่าสวยดี ก็เลยซื้อกันคนละเล่ม (เล่มละ 40 บาท) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะประทับตราของอุทยานแห่งชาติภูกระดึงให้พร้อมลายเซ็น เจ้าหน้าที่บอกว่าด้านล่างก็มีขาย แต่ไม่มีประทับตราให้ ต้องขึ้นมาประทับข้างบนนี้ หลังจากดูป้ายที่จัดไว้ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวจนทั่วแล้ว เราก็กลับเต็นท์

เนื่องจากอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้โปรแกรมของวันนี้ช้ามาก (12.00 น.) เมื่อจัดการเตรียมเสบียงและทุกคนพร้อมแล้ว เราก็เริ่มต้นเดินทาง เป้าหมายแรกของวันนี้คือ ผานาน้อย ระหว่างทางที่เราเดิน แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย (เอ หรือว่าพวกเขาจะไปกันแต่เช้าแล้ว) นอกจากลมเย็น ๆ แล้วก็ยังมีดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ให้เราได้ชื่นชมด้วย แล้วเราก็จัดการเสบียงกันที่ผานาน้อยนั่นเอง เป็นอันว่าน้ำหนักที่เราต้องบรรทุกลดลงแล้ว หลังจากพักนิดหน่อยเราก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางเจอช้าง มองเห็นแต่ไกล ๆ จากเบื้องล่าง แต่เท่าที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ตัวก็ใหญ่มากทีเดียว (ขอบคุณเพื่อนนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ปีนลงไปดูอยู่ก่อนแล้ว) เราเดินไปได้นิดหน่อยก็ต้องพัก เนื่องจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มไม่ค่อยสบาย

เพื่อน ๆ ให้นอนอยู่ที่พักก็ไม่ยอม บอกว่าที่มานี่ก็ตั้งใจจะมาดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ยังไงก็ต้องไปให้ถึง (นับถือ ๆ) ระหว่างทางก็เจอนักท่องเที่ยวบางท่านที่คิดว่าธรรมชาติเป็นของส่วนตัว เดินไปเด็ดไป เด็ดดอกไม้สีเหลือง เล็ก ๆ ไปเป็นกำมือเลย เราฉุนกันใหญ่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ (แย่จัง) และจากจุดนั้นไม่ไกลนัก ฉันก็เห็นดอกไม้เหี่ยว ๆ กำหนึ่ง (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นกำเดียวกับที่เราเห็นกันหรือเปล่า) ถูกวางทิ้งไว้บนโขดหิน ดูยังไงก็ไม่สวยเหมือนอยู่กับต้นเลย ทำไงได้ล่ะความคิดกับจิตสำนึกมันเป็นของส่วนตัวนี่นา

เราเดินบ้างพักบ้าง (เหมือนเดิม) แล้วก็ถึงผาเหยียบเมฆ หลังจากจัดการเก็บภาพสวย ๆ ของธรรมชาติแล้ว ก็เดินทางต่อ เราตั้งใจกันว่า จะไปพักกินน้ำแข็งใสใส่น้ำแดงที่ผาแดงกัน พอถึงแล้วก็จัดการกันตามความชอบ บางคนกินข้าว บางคนกินขนมหวาน ฉันไม่ได้กินน้ำแข็งไสดังที่ตั้งใจ แต่ก็ได้หม่ำขนมหวานใส่น้ำแดงซะเกลี้ยง (อร่อยเหมือนกัน) อิ่มแล้วก็พักกันนิดหน่อยแล้วก็เดินทางต่อไปยังเป้าหมายสุดท้ายของเรา ผาหล่มสัก เพื่อนคนที่ไม่ค่อยสบายใจร้อนน่าดู คงจะอยากเห็นพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักเร็ว ๆ ก็เลยเดินล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเราที่เหลือไปถึงตอน 18.00 น. แต่ว่าเราหาเพื่อนที่เดินล่วงหน้ามาก่อนไม่เจอ คงเป็นเพราะคนเยอะมากจนตาลาย เลยตกลงกันว่าจะช่วยกันมองหา ที่ผานี้ฉันเห็นขยะกองใหญ่ ใหญ่กว่าทุกผาที่ผ่านมาส่วนมากก็จะเป็นจำพวกขวดน้ำพลาสติก ฉันไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่หรือว่าผู้รับผิดชอบต่อขยะพวกนี้จะจัดการกับมันยังไง เพราะว่ามันมีจำนวนมากจริง ๆ แต่ถ้านักท่องเที่ยวทุกคนช่วยกันเอาลงไปทิ้งข้างล่าง คนละนิดละหน่อย อาจจะไม่มากขนาดนี้ก็ได้ (มั๊ง) ฉันว่า

เราไม่ได้ถ่ายรูปกันตรงจุดยอดนิยม เพราะว่าความยาวของแถวที่เห็นแล้วก็ต้องบอกว่า ถอยดีกว่า (อ้อ ฉันแอบถ่ายนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังตั้งท่าสวย ๆ มาด้วย) พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว ฉันจึงหลบคนไปอีกด้านหนึ่ง เพื่อเก็บภาพพระอาทิตย์ตก หลังจากนี้ไป ไม่อยากคิดเลย ยังไม่ทันจะได้พัก เราก็ต้องเดินทางกลับแล้วล่ะ เพราะท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ ฉันรู้สึกว่าการเดินกลับที่พักจะลำบากกว่าตอนที่เดินมา นอกจากความมืดและจำนวนนักท่องเที่ยวแล้วก็ยังมีรากไม้อีกด้วย ไฟฉายฉันก็หรี่แสงเต็มที ฉันเลยต้องอาศัยทั้งไฟและก็แขนเพื่อนด้วย

ขากลับเราไม่ได้แวะบ่อยเหมือนตอนขามา แวะอยู่ที่เดียวคือ ผานาน้อย (ร้านลุงแว่น) ชื่อร้านลุงแกเก๋มากเลย " ร้านลุงแว่นคน 101 ? " ทำเอาพวกเรางงกันไปเลย เพราะดูแล้วลุงแว่นเจ้าของร้านอายุยังไม่น่าจะถึง 80 ด้วยซ้ำ คุยไปคุยมาก็ทราบว่าลุงเป็นคนร้อยหนึ่ง ก็คือคนร้อยเอ็ดนั่นเอง พวกเราก็เลยถึงบางอ้อ หลังจากที่หม่ำไส้กรอกกันคนละอัน (บางคนสองอัน) แล้วลุงแว่นก็เชื้อเชิญให้พวกเราดื่มน้ำชากัน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นนั่งดื่มกันอยู่ก่อนแล้ว แต่ฉันว่าไม่น่าจะใช่น้ำชาเลย และระหว่างที่กำลังอร่อยลุงก็เฉลยว่าไม่ไช่น้ำชาหรอก แต่เป็นสมุนไพรต้มน้ำ ดื่มแก้ปวดขา (ไม่รู้ได้ผลหรือเปล่า) แต่ตอนที่ดื่มก็รู้สึกว่าอร่อยดี ชุ่มคอ พวกเราก็เลยดื่มกันคนละ 2 แก้ว (เล็ก ๆ) ลุงใจดีมากไม่เก็บตังก์ (ขอบคุณค่ะ) ลุงบอกว่าแกสั่งจากหมู่บ้านข้างล่าง ขึ้นมาขายบนนี้ในราคาห่อล่ะ 80 บาท เสียดายที่ไม่มีของ ไม่งั้นลุงคงขายได้หลายห่อแน่ ๆ เลย หลังจากขอบคุณลุงแว่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางต่อ เราตัดสินใจว่าจะไม่กลับทางลัดที่เราเดินมาเมื่อสายที่ผ่านมา แต่จะกลับทางผาหมากดูกแทน เนื่องจากถ้าไปทางลัด ทางเดินจะแคบและมีหญ้าขึ้นอยู่สองข้างทางตลอด (กลัวงู)

ระหว่างเดินกลับไปทางผาหมากดูก เพื่อนก็ชี้ให้ดูไฟป่า ซึ่งเห็นอยู่ไกล ๆ เป็นสีแดง ๆ เป็นวง ๆ ไม่ใหญ่นัก คงเป็นเพราะว่าเราอยู่ไกล แต่ถ้าอยู่ในระยะใกล้ คงจะไหม้เป็นบริเวณกว้างแน่เลย เราก็ได้แต่หวังว่าคงจะดับได้ในไม่ช้า ไม่นานนักเราก็ถึงผาหมากดูก จำนวนนักท่องเที่ยวจะพักที่นี่มากกว่าที่ผาอื่น ๆ เราไม่ได้แวะเนื่องจากใกล้จะถึงที่พักแล้ว (อีกอึดใจเดียว หรือเปล่า) เดินไปก็ดูดาวกันไป ชี้กันคนละทิศละทาง ได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นหูบ้าง (อ้าวตั้งกันเองนี่หว่า) เราถึงที่ทำการประมาณ 20.20 น. เพื่อนคนหนึ่งทำหมวกหายระหว่างที่เดินจากผาหมากดูกมาที่ทำการ ก็กะว่าจะรอประกาศจากที่ทำการ (ถ้ามีคนพบและนำไปส่ง) เมื่อถึงที่พักก็จัดการก่อไฟ เพื่อประกอบอาหารมื้อเย็น หลังจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสารพัดสูตรถูกลำเลียงลงท้องแล้ว ก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ กว่าจะได้ดูดาวกันก็เวลา 22.00 น. เข้าไปแล้ว คืนนี้ท้องฟ้าช่างงามจริง ๆ ประดับประดาไปด้วยดาวนานาชนิด ไม่เหมือนคืนก่อน

ฉันกับเพื่อนแข่งกันนับดาวตก ว่าใครจะได้เห็นมากกว่ากัน นอกจากนี้ฉันก็ยังได้รู้จักดาวใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จักจากเพื่อน ๆ อีกหลายดวงเลย " ง่วงแล้ว ไปนอนก่อนนะ " ฉันบอกลาเพื่อน ๆ อากาศคืนนี้เย็นกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ตอนเช้าเราถึงรู้ว่า อุณหภูมิ 9.3 องศาเท่านั้นเอง

5 ธ.ค. 43

เช้านี้ฉันตื่นตั้งแต่ 06.00 น. ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะตื่นสาย ๆ ซะหน่อย แต่ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว ก็จัดการล้างหน้าแปรงฟันเลยดีกว่า แล้วก็กลับมาเก็บภาพหมอกตอนเช้า ๆ สวยดีแฮะ แล้วก็จัดการก่อไฟต้มน้ำ หม่ำกาแฟตามเคย เพื่อน ๆ ยังไม่ตื่นเลย ฉันกับเพื่อนอีก 2 คนที่นอนเต็นท์ด้วยกัน ก็รีบจัดการเก็บของ เพื่อที่จะได้ไปดูของที่ระลึก วันนี้เราจะลงแล้ว ร้านขายของที่ระลึกมีอยู่ 2 ร้าน ร้านหนึ่งคนเยอะมาก อีกร้านคนแทบไม่มีเลย (เอ หรือว่าเขาซื้อกันไปหมดแล้ว) ฉันเลยอุดหนุนทั้ง 2 ร้าน ทางร้านเขามีบริการส่งไปรษณียบัตรให้ด้วย ฉันกับเพื่อนเลยซื้อไปรษณียบัตรมาเขียนส่งกันเป็นที่สนุกสนาน ฉันส่งได้น้อยเนื่องจากจำที่อยู่ไม่ได้ หลังจากเสร็จธุระที่ร้ายขายของที่ระลึกแล้ว เราก็กลับมาดูเพื่อน ๆ ที่เหลือ ซึ่งก็ตื่นกันบ้างแล้ว บางคนก็ทยอยเก็บของ ฉันกับเพื่อนที่ไปร้านขายของที่ระลึกมา จึงไปหาอาหารเช้ากินกันที่ร้านค้า หลังจากอิ่มแล้ว เราก็กลับมาจัดการหมอน, เสื่อ และก็ผ้าห่ม นำไปคืนที่ทำการ

เมื่อถึงเวลา 11.00 น. ที่เราลงชื่อไว้เมื่อวานเพื่อจองลูกหาบ เราก็หอบของไปที่เรือนรับสัมภาระ ปรากฏว่าลูกหาบหมด (ว้า เหมือนตอนขึ้นเลย) เป็นความผิดของเราเองที่คิดว่าต้องไปติดต่อตามเวลาที่เรานัดไว้ จริง ๆ แล้วควรไปแต่เช้าเพราะต้องซื้อบัตรติดสัมภาระ รอชั่งน้ำหนัก และรอหางบัตร เหมือนตอนขาขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องรอเรียกชื่อชั่งของ ซึ่งก็ยาวมาก แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการต่อแถวรอชั่งได้เลย เราจึงคอยดูทั้งสองด้านว่าด้านไหนจะเร็วกว่ากัน แล้วก็ไม่ต้องรอเรียกชื่อ เพราะแถวที่เราเข้าคิวไว้ถึงแล้ว หลังจากชั่งเสร็จเราก็ต้องรอหางบัตร (รอลูกหาบนั่นแหล่ะ) เพราะเราจะได้เก็บหางบัตรที่มีชื่อลูกหาบไว้รับของด้านล่างนั่นเอง ฉันกับเพื่อนอีก 3 คน จะเอาขยะลงด้วย

13.00 น. เวลาเดินทางเริ่มต้นอีกแล้ว หลังจากที่ได้รับการเรียกชื่อเพื่อรับหางบัตรเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องโบกมือลาพื้นราบอันน่าอัศจรรย์แห่งนี้ ไหน ๆ ก็ต้องจากแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับป้ายหน่อยเถอะ แล้วเราก็ได้ผู้ใจดีช่วยถ่ายรูปเราทั้งหมดให้ เราไม่ลงทางลัดเหมือนตอนขึ้นมา เนื่องจากทางเดินจะแคบและชันมาก ตกลงเรากลับกันทางหลังแป ซึ่งตอนแรกเรา (6 คน) ไม่ได้ผ่านนั่นเอง เพื่อน 2 คนที่มาทางหลังแปบ่นเสียดายที่ไม่ได้เห็นทางลัดที่เราเดินกัน (ครั้งต่อไปนะ) ยังไม่ทันจะลงเลยเราก็พูดถึงการกลับมาเยือนภูกระดึงอีกครั้ง หลายคนก็หลายเสียง ฉันอยากเข้าป่าปิด แต่เพื่อนบางคนว่าป่าเปิดเราก็ยังเดินกันไม่หมดเลย อือ ฉันเห็นด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ จะได้มาเยือนอีก แสงแดดที่มีในตอนนี้ไม่มากนัก แต่อากาศซิร้อนมากเลย

เราถึงหลังแปกันประมาณบ่ายสองกว่า ๆ ได้ หลังจากที่ได้ถ่ายรูปกับป้ายยอดฮิตแล้ว เราก็เดินทางต่อ เส้นทางที่ลงจากหลังแปค่อนข้างชัน แต่ไม่ร้อนเหมือนก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับเส้นทางใหม่ เพราะยังไม่เคยมา เราลงกันแบบไม่ค่อยได้หยุดเหมือนตอนขาขึ้น พอนานเข้าฉันก็รู้สึกไม่สนุกกับถุงขยะซะแล้ว เพราะมือข้างหนึ่งถือถุงขยะ มืออีกข้างหนึ่งก็ต้องเกาะต้นไม้หรือก้อนหิน ซึ่งแล้วแต่อันไหนจะใกล้มือ แต่ถึงยังไงฉันก็จะเอามันลงไปให้ได้

เราหยุดพักกันที่ ซำแคร่ เพื่อนบางคนสั่งข้าว บางคนมาม่าผัด ฉันกับอุ้มขอแค่น้ำมะนาวกับไข่ต้มก็พอ เพราะไม่รู้สึกหิวเลย ราคาอาหารตอนลงจะถูกกว่าตอนขึ้น พ่อค้าให้คำตอบว่าเนื่องจากขาลงจะเหนื่อย (ฉันว่าตอนขาขึ้นก็เหนื่อยเหมือนกันแหล่ะน่า) พวกเราหลายคนเดินได้คล่องตัวกว่าตอนขาขึ้น เนื่องจากไม่มีถุงนอนกับเต็นท์ให้ถือ (ให้ลูกหาบไปหมดเลย) เดินไปถ่ายรูปไปบ้างเป็นบางจุด แต่ก็น้อยเนื่องจากความเหนื่อยและก็ต้องการที่จะลงถึงพื้นล่างเร็ว ๆ นั่นเอง

ในที่สุดการเดินทางที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยก็สิ้นสุดลง เราถึงด้านล่างกันประมาณ 17.00 น. ความรู้สึกเหมือนว่าใช้เวลาไม่นาน แต่พอคำนวณดูระยะเวลาแล้ว ใช้เวลาน้อยกว่าตอนขึ้นเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ตอนลงก็ต้องเซ็นชื่อออกเหมือนตอนขาขึ้น ฉันลงมาก่อนเพื่อนนิดนึง แล้วก็เก็บภาพสวย ๆ บริเวณทางเข้าด้านล่างซะหน่อย เนื่องจากตอนขาขึ้นยังไม่ได้เก็บนั่นเอง ครู่เดียวเพื่อน ๆ ก็มากันครบ หลังจากพักได้นิดหน่อย ฉันกับเพื่อนที่เอาขยะลงมาก็ไปติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตามเสียงประกาศ ของฉันได้ 2.5 กิโลกรัม ดีใจจังในที่สุดก็เอาลงมาจนได้ เจ้าหน้าที่คงเห็นหน้าฉันเหนื่อยเต็มที ก็เลยปรบมือให้ (ขอบคุณค่ะ) หลังจากชั่งกันเสร็จแล้วก็เอาไปทิ้ง แล้วก็มารับใบประกาศอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง (รู้สึกดีนะ ไม่เชื่อคุณก็ลองดูซิ)

ฉันขอเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ที่ขึ้นไปบนภูกระดึงช่วยกันนำขยะลงมาทิ้งด้านล่าง เพราะในแต่ละช่วงวันหยุดยาว ๆ จะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ขยะก็มีจำนวนมากเช่นกัน แต่นักท่องเที่ยวที่เอาขยะลงมาทิ้งด้านล่างนั้นมีจำนวนน้อยมาก ถ้าเราช่วยกันคนละเล็กละน้อย ซักวันขยะต้องลดลงแน่นอน หลังจากที่ได้ใบประกาศแล้ว อุ้มกับมุก ก็ไปถ่ายรูปกับใบประกาศกัน (เก็บหลักฐานว่างั้นเถอะ) ฉันไม่ถ่ายด้วยหรอก ไปล้างมือดีกว่า ทายซิฉันเจอใครในห้องน้ำ (ไม่ไช่ดาราหรอกนะ เพื่อนฉันเอง) " เฮ้ย เข้ามาทำไมในนี้ " เพื่อนร้องด้วยความตกใจ ปนสงสัย " อ้าว ห้องน้ำผู้ชายเหรอ " ฉันก็ตกใจเหมือนกัน แล้วก็รีบเดินออกมา แล้วก็หาป้ายว่าใครถูกใครผิด แฮะ แฮะ ฉันผิดเอง ฉันไม่ได้ดูป้าย ห้องน้ำหญิงก็อยู่ติดกันนั่นเอง (อายจังเลย) ล้างมือเสร็จแล้วก็ออกมารวมกับเพื่อน ๆ พอเห็นฉันก็หัวเราะกันแล้ว (รู้นะว่าคิดอะไร) นั่งกันพักหนึ่งก็ไปที่เรือนรับสัมภาระ ลูกหาบยังมาไม่ถึง เราเลยหาน้ำดื่มกันแล้วก็รออยู่แถว ๆ นั้น

ฉันเดินดูลูกหาบอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มา อุ้มเอาตั๋วที่จองจากร้านเจ๊กิมออกมาดู " เฮ้ย ทำไมในตั๋วมัน 18.20 ล่ะ ก็จองไว้ 19.30 นี่นา " อุ้มบอกเพื่อน ๆ เอาละซิ มีเรื่องตื่นเต้นแล้ว เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะ 17.30 น. แล้ว ลูกหาบก็ยังมาไม่ถึงเลย เรารอกันอย่างไม่สบายใจนัก เพื่อนบางคนเตรียมคำพูดไว้ลางาน เผื่อว่าคืนนี้เราจะไม่มีรถกลับกัน

" มาแล้ว ๆ " ฉันตะโกนบอกเพื่อน ๆ เมื่อเห็นสัมภาระของพวกเราที่ลูกหาบคนหนึ่ง เพื่อน ๆ รีบมารับสัมภาระจากลูกหาบ ของเราไม่ครบ ขาดไป 3 ชิ้น เลยต้องไปเดินดูที่ลูกหาบคนอื่น พอได้สัมภาระครบแล้วเราก็รีบไปติดต่อรถสองแถว เพื่อต่อไปยังผานกเค้า ฉันกับเพื่อนหลายคนเปลี่ยนจากรองเท้าผ้าใบเป็นรองเท้าแตะ ไม่ไหวแล้ว เจ็บเท้ามาก ๆ เลย " มากี่คนครับ " คนขับสองแถวคนหนึ่งถาม " 8 คนครับ " " 8 คนค่ะ " เราช่วยกันตอบ แล้วเขาก็พาเราไปที่รถคันหนึ่ง หลังจากจัดวางสัมภาระเรียบร้อยแล้วคนขับก็บอกให้ย้ายไปยังรถอีกคัน เนื่องจากคันแรกที่เรานั่งได้คนครบ 15 แล้วนั่นเอง หลังจากย้ายมาแล้วก็นั่งกันอยู่นาน แต่รถก็ไม่มีทีท่าว่าจะออก เนื่องจากยังไม่ครบ 15 คนนั่นเอง (300 บาท) เนื่องจากรถที่เราจองไว้ที่ร้านเจ๊กิมใกล้จะออกแล้ว ทำให้เรานั่งไม่ติด แต่คนขับก็บอกว่า " ไม่ต้องรีบครับ ยังไงรถก็รอ " แล้วทำไมตอนแรกไม่เรียกคนให้ครบล่ะ ตอนนี้ก็ไปกันหมดแล้ว " ตานี้ฉันบ่นบ้าง เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นไปกันหมดแล้วจริง ๆ เหลือพวกเรานั่งรอบนรถอยู่กลุ่มเดียว " พี่ครับ เหมา 300 ไปไหมครับ " เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มลงจากรถไปถาม " ไปครับ ไปครับ " คนขับแทบจะวิ่งไปที่พวงมาลัยเลยก็ว่าได้ " 10 นาทีนะครับ " เพื่อนฉันพูดต่อ " โอ๊ย 10 นาที ไม่ทันหรอกครับ " ถ้าไม่ทันก็ไม่ไป พวกเราลงมติกัน

หลังจากครบ 15 คนแล้ว อ้อ เกินซิเพราะมียืนตั้งหลายคน รถก็ได้เวลาออกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ไปยังผานกเค้า เราก็ต้องรีบติดต่อเรื่องบัตรโดยสาร เราไม่มีเบอร์ที่ร้านเจ๊กิม ก็เลยโทรไปตามเบอร์ที่ให้ไว้บนบัตร หลังจากที่โทรไปหลายที่แล้วเราก็ได้เบอร์ที่ร้านเจ๊กิมมาในที่สุด เราอ้อนวอนกันเป็นการใหญ่ให้รถรอเราด้วย เราใกล้จะถึงแล้ว แต่เขาก็บอกว่ารถออก 19.30 น. เราก็ค่อยสบายใจหน่อย แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมเวลาที่บัตรโดยสารกับเวลาที่จองไม่ตรงกัน หลังจากเรื่องบัตรโดยสารเรียบร้อยแล้ว เราก็พอมีเวลาคุยเรื่องสนุก ๆ กันได้บ้าง

รถสองแถวแดง มาถึงผานกเค้าตอน 18.30 ซึ่งใช้เวลาไป 10 นาทีกว่า ๆ เอง พอลงจากรถอุ้มกับฉันก็รีบไปติดต่อเรื่องบัตรโดยสารที่ร้านเจ๊กิม เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่หายสงสัยเรื่องเวลาอยู่ดี อุ้มคงรำคาญเลยถามทางร้านก็ได้ความว่าเวลาที่รถออกจริง ๆ คือเวลาที่เราจอง ไม่ไช่เวลาที่บัตร เวลาที่บัตรจะเป็นเวลาของทาง บขส. อ๋อ พอจะเข้าใจแล้วเป็นความผิดของใครนะเขาไม่แจ้งเรา เราก็ไม่ได้ดู ผิดกันทั้งคู่เลยละกัน เนื่องจากตอนนี้เรายังพอมีเวลาอยู่บ้าง ฉันกับเพื่อน ๆ จึงรีบไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็หาซื้อของฝาก เพื่อนคนหนึ่งไปซื้อมาแล้ว เลยแนะนำเราว่าให้ข้ามไปซื้อฝั่งตรงข้ามจะถูกกว่าทางร้านเจ๊กิม เราก็เลยไปซื้อกันฝั่งตรงข้าม อ้าวนี่จะ 19.30 น. แล้วนี่ (ยังไม่ได้กินข้าวเลย) เรารีบยกสัมภาระไปที่รถหลงจากจัดการยัดสัมภาระไว้ที่เก็บของแล้วก็ขึ้นนั่งตามเลขที่ในบัตรที่ได้มา

" สนุกดีนะ ไม่อยากกลับไปทำงานเลย " ฉันบอกกับตัวเอง เพื่อน ๆ ก็คงคิดเหมือนฉัน เพราะว่าฟังจากน้ำเสียงที่สื่อสารกันแล้วทุกคนก็ดูมีความสุข และหน้าตาก็สดชื่นดี รถออกจากผานกเค้าตอน 19.45 น. ฉันแทบจะไม่ได้หลับเลยก็เลยได้ดูข้างทางบ้าง ดูดาวบ้างตามเรื่อง แล้วรถก็จอดให้เรากินข้าวกันที่เดิมเหมือนตอนขามา อุ้มกับมุกแบ่งคูปองหรือหางบัตรไปหม่ำข้าว ฉันเอาคูปองที่เหลือไปซื้อขนมแจกเพื่อน ๆ หลังจากที่รถออกจากที่กินข้าวแล้ว ฉันก็หลับบ้างตื่นบ้างตลอดทาง จนจะหลับสนิทก็ตอนที่ถึงรังสิตนั่นแหล่ะ (ว้าแย่จังจะถึงแล้วนี่) เพื่อนเรา 2 คนลงที่นี่เลยเนื่องจากใกล้บ้าน พวกเราที่เหลือก็มาลงที่หมดชิตใหม่ เราถึงกันตอน 03.15 น. หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ฉันขึ้น taxi 2 ต่อ แล้วก็ถึงบ้านตอน 04.00 น. หลังจากรื้อของได้นิดหน่อยก็ง่วงนอนซะแล้ว ขอนอนก่อนละกัน อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องไปทำงานแล้ว

ขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางทั้ง 7 พี่ ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือ ธรรมชาติที่มีสิ่งสวยงามไว้ให้ชื่นชม แล้วฉันจะกลับไปเยือนอีก

ข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ หาอ่านได้ที่ เว็บของภูกระดึง เว็บของอช.ภูกระดึง
 

.............................. ชมภาพถ่ายของการเดินทางได้ที่นี่

ส่งให้เพื่อน    แจ้งลบ    บุคมาร์ค    พิมพ์หน้านี้
[ ถามเวบมาสเตอร์ ]

ชื่อ
รูปภาพ
ข้อความ
 


ความเห็นที่ 1
Mr.OB1
: 13  ธ.ค. 44  07:05:04น.
ช่วงนี้อากาศไม่รู้ว่าหนาวหรือเปล่า 04

ความเห็นที่ 2
nongehy@thaimail.com
: 8  ม.ค. 45  18:48:13น.
ผมและคณะ ( 3 คน ) ไปมาเมื่อ 24/12/44 อากาศกำลังดี 5 องศา ตั้งใจจะไปพิชิตอีกช่วงต้น พ.ค.ไปด้วยกันนะ

ความเห็นที่ 3
หนูเล็ก
: 26  เม.ย. 45  10:25:43น.
สนุกดี เราก็เคยไป ยังคิดอยากไปอีกเลย แต่หาเพื่อนๆไปไม่ได้ อ่านแล้วก็คิดถึงภาพที่เราไปกันมาแต่เราไปกับ พี่ๆน้องๆที่ทำงาน เพื่อนสมัยเรียนไม่มีใครว่างไป ีมีแต่คนติดเรียนกันแทบทุกคน คิดไว้ว่าครั้งหน้าจะชวนเพื่อนๆสมัยเรียนไปกัน อยากไปอีก สนุกมาก มีความสุขมากๆเลย

ความเห็นที่ 4
^-^norht-woof^-^
: 22  มิ.ย. 45  22:45:21น.
ผมจะไปปลายตุลาฯนี้ถ้าครัยไปเจอกันน่ะ

ความเห็นที่ 5
iiiiii
: 15  ก.ย. 45  18:11:27น.
ยังไม่เคยไปเลยแต่กำลังมีโปรแกรมกับเพื่อนๆ จะไปภูกระดึงกลางๆ เดือน พ.ย. นี้มีอะไรแนะนำเราบ้างเหรอ อ่านแล้วน่าสนุกมากเลย

ความเห็นที่ 6
T&T
: 27  ก.ย. 45  11:05:49น.
จะำไปกลางตุลานี้ไปครั้งแรก ไม่ทราบว่าข้างบนนั้นให้ก่อไฟทำอาหารได้หรือเปล่า

ความเห็นที่ 7
tonpri.pr@chaiyo.com
: 8  ต.ค. 45  17:05:39น.
เรายังไม่เคยไปเลยภูกระดึงแต่มีโปรแกรมจะไปปลายปีนี้แหละไปกับเพื่อน ๆ เคยไปแต่อุทยาแห่งชาติรามคำแหงไปทุกปีเลยสนุกดี มีอะไรจะแนะนำเราช่วยเมล์บอกด้วยนะ

   
 Copyright (c)
:) นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตในเทรคกิ้งไทย.คอมเมื่อ 11 ธ.ค. 2544 - คุณประดา หมื่นจบ ถ้าแวะมาอ่าน ช่วยกรุณาติดต่อกลับยังทีมงานของ TKT ด้วยนะครับ