Refresh เปลเต็นท์สยาม..2in1..สุดยอดดีไซน์...อิสระใหม่ของคนแรมทาง...
อิสระใหม่ของคนเดินทาง..เปลเต็นท์สยาม
สเปรย์กันแมลง PowerGuard สูตรไร้กลิ่น.....สเปรย์พริกไทยป้องกันตัว.....ถุงปัสสาวะนอกห้องสุขา..เต็นท์โดม 4 คน..ไฟฉาย Mag Lite

ขับรถท่องเที่ยวสู่อุทยานแห่งชาติแม่เมย ..โดย.. ลุงชัยยุทธ (เจ้าเก่า)และครอบครัว

บันทึกการเดินทาง ในแบบเป็นไกด์ไลน์ให้ครอบครัวที่อยากขับรถเที่ยวเส้นทางนี้ลองไปกันดูนะครับ

19 ต.ค. 2544

กว่าจะอ้อนคุณแม่บ้านเธอให้เห็นดีเห็นงาม เดินทางไปทำกับข้าวให้พวกเราพ่อลูกได้ ก็เกือบเที่ยงวันของวันที่ 19 ต.ค. เพราะคุณแม่บ้านเธอได้หยุดหลายวัน เธอตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มเหนี่ยว แต่กลับถูกพ่อลูกเซ้าซี้ให้เดินทางไปแสวงหาความลำบาก ด้วยเหตุผลและความตั้งใจสองประการ ประการแรกก็คือต้องการไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดใดวัดหนึ่งในต่างจังหวัด ซึ่งครอบครัวเราทำเป็นประจำทุกเดือน ใกล้บ้างไกลบ้างแล้วแต่เวลาจะอำนวย หลายคนคงนึกหมั่นไส้ กะแค่ถวายสังฆทานจะอะไรกันมากมาย ไปที่วัดไหนก็ได้ในกรุงเทพ สะดวกสบาย มีความพร้อมทุกอย่าง ไม่ต้องลากสังขารไปให้ไกลหรอก แต่เราคิดว่าการไปถวายสังฆทานในที่อื่นๆ เราก็จะเห็นประเพณีที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะได้เล่ารายละเอียดให้ฟังภายหลัง ประการที่สองคืออยากไปดูทะเลหมอกปลายฝนที่หลายคนร่ำลือว่าสวยมากกก (พิมพ์ไม่ผิดครับ อยากเน้นว่าสวยครับ ทะเลหมอกนี้มีถึงเดือนมกราคมโน่นล่ะครับ) หลังจากรวบรวมข้าวของที่กระจัดกระจายบนบ้านใส่รถเสร็จ

เราก็ยังคงต้องรับหน้าที่สารถี พาคุณแม่และคุณลูกเดินทางไปแสวงหาความลำบากข้างหน้าเมื่อเวลาเที่ยงตรงโดยไม่ลืมแวะทานก๋วยเตี๋ยวหมูมั่ว ร้านตุ๋ย กลางซอย ที่ซอยรามอินทรา 65 เป็นอาหารกลางวันเสียก่อน อากาศวันนี้ค่อนข้างจะเอาใจคุณแม่ของพวกเรา เพราะมีเมฆฝนครึ้ม ไม่ร้อน เสร็จจากอาหารกลางวัน พวกเราก็รีบบึ่งรถออกจากกรุงเทพทันที โดยที่ไม่ลืมแวะซื้อของขบเคี้ยวและน้ำซ่าๆ กับ แก๊สกระป๋องที่โลตัสอยุธยา กว่าจะออกจากอยุธยาได้ก็เมื่อเวลาล่วงเลยไปที่บ่าย 2 โมงตรง เราตั้งความหวังไว้ว่าถ้าถึงทางเข้า อช. แม่วงก์ตอน 5 โมงเย็น เราก็จะแวะไปนอนที่ แม่วงก์ แต่ถ้าถึงก่อน 5 โมงเย็น เราก็จะเลยไปนอนที่ อช. ลานสาง เราเป็นคนขับรถไม่เร็ว ไม่รีบ ไม่แซง แวะปั๊มตลอด ( คติสอนตัวเราเอง ) แต่ก็มาถึงทางเข้าแม่วงก์ประมาณซัก 4 โมงเย็นได้

เราเลยต้องขับต่อไปนอนที่ อช. ลานสาง จนทำให้พบกับเพื่อนร่วมเดินทางที่ผลัดกันแซงจนกระทั่งถึงกำแพงเพชร เราพบเขาที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถว อ. ลาดยาว เป็นรถเก๋งเก่าๆ สีแดง ทะเบียน กำแพงเพชร เราเห็นเขาออกจากปั๊ม ไปก่อนหน้าเราสักพัก เราก็ขับตามเขาไป สักพักก็ไปทันกันและแซงหน้าเขาไป แล้วเราก็แวะไปซื้อน้ำแข็งที่ อ. คลองขลุง ปรากฎว่ารถคันสีแดงคันนั้นแซงเราไปเมื่อไหร่ไม่รู้ พอเราออกจากคลองขลุงมาได้สักพักก็มาทันรถคันนี้ แล้วก็แซงเขาไปอีก แล้วก็ไปแวะเข้าปั๊มอีกครั้ง เขาก็แซงเราไปอีก เราก็ขับไปทันและแซงเขาไป แล้วเราก็ไม่ยอมหยุดอีกเลยเพราะว่าเวลามันเริ่มใกล้มืดเข้าไปทุกที

เรานึกถึงนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าขึ้นมา เลยนำมาเล่าให้ลูกฟังเป็นที่สนุกสนาน และเปรียบเทียบให้ลูกได้เห็นตัวอย่าง หกโมงเย็นเรายังอยู่กันแถวโกสัมพีนคร อากาศมืดมัวลงด้วยไอหมอก ท้องเราเริ่มร้องหาอาหารซะแล้ว บะหมี่สองชามเมื่อกลางวันย่อยสลายไปตั้งแต่สิงห์บุรีโน่นแล้ว ที่ทนได้ก็เพราะไขมันที่สะสมไว้ใช้ยามฉุกเฉินถูกนำมาแปรรูปเพื่อการย่อยสลายของกระเพาะนะเนี่ย เราเชื่อแล้วว่าการไปสวรรค์นั้นลำบากจริงๆ ถนนที่จะเดินทางไปพังเสียหายเกือบตลอดเส้นทาง วิ่งทางขวาก็เกรงบรรดาผู้พิทักษ์สวรรค์จะเรียกค่าไถ เลยต้องยอมทนไปสวรรค์ด้วยความลำบาก กระเด้งกระดอนตามสภาพถนนของชาวสวรรค์ ประมาณ 1 ทุ่มเราก็มาถึง อช. ลานสางสมใจ

จากปากทางเข้าไปอุทยานประมาณ 3 ก.ม. ราดด้วยยางมะตอย คืนที่เราไปถึงมีกลุ่มที่มากางเต้นท์ ก่อนเราหลายหลัง เจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยที่ดีมาก ถึงแม้จะมืดค่ำแล้วก็ตาม เขาแนะนำให้เราไปกางเต้นท์ตรงที่สนามหญ้าริมน้ำตกลานสาง เต็นท์ถูกกางอย่างเร่งรีบ คุณแม่เธอก็เตรียมอาหารเย็นที่เตรียมมาจากบ้านเมื่อสายๆออกมาอุ่นให้พ่อลูกทาน เราทานอาหารกันท่ามกลางอุณหภูมิ 20 องศา โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ มีแสงจันทร์ริบหรี่ เสียงดนตรีจากธรรมชาติ และเสียงน้ำตกที่ดังไม่ขาดสาย อาหารร้อนๆ เสิร์ฟด้วยฝีมือคุณแม่จากเตาข้างๆวงอาหาร อร่อยจนลืมตัว เผลอทานเข้าไปตั้ง 3 จาน จิบเบียร์เย็นๆที่แช่มาตั้งแต่คลองขลุง ความเหนื่อย ความเมื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้งทีเดียว หลังอาหารเย็นเราได้นอนดูดาว คุยกันถึงเรื่องจิปาถะ ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ก่อนแยกย้ายกันไปนอน

20 ต.ค. 44

อากาศตอนตีห้าครึ่งเย็นสบาย น้ำค้างเมื่อคืนคงลงแรงจัด เพราะหญ้าหน้าเต็นท์เปียกชุ่ม คุณแม่เธอติดเตาแก๊สต้มน้ำ เพื่อชงกาแฟทันที ไม่นานนักเราก็ได้ดื่มกาแฟร้อนท่ามกลางไอเย็น ชนิดที่กรุงเทพชิดซ้ายตกขอบถนนเลย สัก 6 โมงเช้า เสียงแป๋นๆดังลั่นมาแต่ไกล เรานึกว่าโขลงช้างลงมากินน้ำ จะไปปลุกลูกให้เตรียมตัววิ่งหนี ที่ไหนได้กลายเป็นรถผ้าป่า กฐินที่ไหนไม่รู้ มากันหลายคันแวะมาพักล้างหน้า ล้างตา ทำธุระส่วนตัว คนจัดทัวร์เขาคิดรอบคอบจริงๆ เพราะจะหาสถานที่ใหญ่ๆไว้รองรับนักเดินทางเป็นร้อยคงลำบาก อุทยานแห่งชาตินี่ดีที่สุด เพราะมีครบทั้งห้องน้ำ และน้ำล้างหน้า ชนิดที่ใช้กันเป็นร้อยได้สบาย

เราสองคนพ่อลูกช่วยกันจัดการอาหารเช้าที่คุณแม่เตรียมไว้อย่างอร่อยมาก แม้จะเป็นอาหารง่ายๆ พวกไข่เจียว แต่ก็อร่อยกว่าทำทานที่บ้านแฮะ กว่าจะเสร็จธุระก็เกือบ 10 นาฬิกา จากอุทยานลานสางคราวนี้เราจะมุ่งหน้าไปที่อุทยานแม่เมยเลย เราบีบแตรทำความเคารพศาลเจ้าพ่อลานสาง ก่อนเคลื่อนรถ มุ่งหน้าตรงไปสู่ อ. แม่สอด บนเส้นทางสาย 105 ที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ผ่านตลาดมูเซอร์ที่คึกคักไปด้วยนักเดินทางที่แวะเวียนมาอุดหนุนซื้อผลไม้ และของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน ในที่สุดเราก็มาถึงแม่สอด ตลาดริมเมย ตลาดการค้าชายแดนที่สำคัญของจังหวัดตาก เราเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อครั้งที่ลูกยังเล็กๆ ประมาณ 2-3 ขวบ ขณะนั้นยังไม่มีสะพานข้าม สภาพร้านค้าเป็นเพิงคลุมด้วยพลาสติกบ้าง หญ้าคาบ้าง ดูแล้วแปลกดี


แม้ในปัจจุบัน สภาพต่างๆจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีการจัดระเบียบร้านค้า แต่สภาพร้านค้าก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม แม่เมยซิตี้ ที่สร้างไว้เหมือนดูจะร้าง เพราะผู้คนแห่แหนกันไปซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ริมลำน้ำเมยเสียมากกว่า มีเพียงสถานที่ราชการกับร้านค้าสินค้าเครื่องเรือนเก่าเปิดให้บริการไม่กี่คูหา เราเดินไปดูสินค้าที่ตลาดติดริมน้ำ ภายในตลาดแคบและร้อน ผู้คนเดินสวนกันด้วยความลำบาก สินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี เครื่องบริโภค เครื่องดนตรี เราเหลือบไปเห็นป้ายเขียนว่า สุดประจิมที่ริม เมย ตัวใหญ่มาก น่าถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

แต่พอเดินลงไปแล้วกลับท้อใจกับสภาพที่พบเห็น ไม่นึกว่าจะเป็นชายแดนที่โสโครกที่สุดเท่าที่พบเห็นมา ริมลำน้ำเมย มีแต่หญ้าสูงท่วมหัว เป็นแหล่งพักพิงให้กับพม่าหลบแดด นอนเล่น บริเวณใต้สะพานก็มีแต่ขยะถุงพลาสติกเต็มไปหมด ไม่มีการคิดที่จะพัฒนาให้มันดูสวยงาม สมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนมาเยี่ยมเยียนวันละเป็นร้อย น่าอนาถใจจัง ได้แต่ทำใจ จากตลาดแม่เมย เราแวะเวียนเข้าตัวเมืองแม่สอดอีกครั้งเพื่อแวะซื้อผลไม้และทานอาหารกลางวัน จากแม่สอดเรายังคงใช้เส้นทาง 105 เหมือนเดิม และถือโอกาส แวะชมบ่อน้ำพุร้อนกาษาระหว่างทางด้วย การเดินทางไปบ่อน้ำพุร้อนกาษาค่อนข้างยากเล็กน้อยเพราะไม่มีป้ายบอกเส้นทาง ต้องอาศัยถามชาวบ้านระหว่างทาง เลี้ยวผิดเส้นทางหลายครั้ง

ชาวบ้านก็คงเบื่อนักเดินทางเหมือนกันเพราะต้องตอบคำถามวันละไม่รู้กี่ครั้ง ( บ่นอีกแล้ว บ่นไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นเลย )ที่บริเวณบ่อน้ำร้อนไม่กว้างมากนัก มีบ่อน้ำร้อน 1 บ่อ ในภาพที่คุณภรรยาผมเค้ากำลังพิจารณาหาวิธีนำประโยชน์จากบ่อน้ำร้อนมาใช้ นึกแล้วหนาว บรื่อออ กับสระสำหรับเล่นน้ำอีก 1 สระ มีร้านค้าเล็กๆที่จำหน่ายของคบเคี้ยวและน้ำดื่ม รวมทั้งไข่ไก่ ไข่นกกระทา สำหรับการทดลองต้มไข่ด้วยน้ำร้อนจากบ่อ จากบ่อน้ำร้อนกาษา เราตรงดิ่งไปอช. แม่เมยทันที ระหว่างทางเราพบกับด่านทหารแห่งหนึ่ง ตรวจเราเข้มมาก แถมขู่เราด้วยว่าทางขาด ไปไม่ได้ ต้องเจรจากันนาน จึงยอมให้ผ่าน


สองข้างทางของถนนสายนี้ ส่วนมากจะเลียบลำน้ำเมย มีค่ายอพยพชาวพม่าขนาดใหญ่มาก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมยฝั่งไทย ถ้าถามถึงความปลอดภัยของถนนสายนี้ คิดว่าถ้ากลางวันคงไม่มีอะไร เพราะมีด่านตรวจของ ตชด ตั้งอยู่ตลอด แต่ถ้าเป็นกลางคืนคงน่ากลัวเพราะไม่ค่อยมีรถผ่านไปมา ขนาดกลางวันก็น้อย แต่ถนนลาดยางดีตลอด หลังจากผ่าน อ. ท่าสองยางมา ถนนจะขยายกว้างมากขึ้นอีก จาก ท่าสองยาง วิ่งมาประมาณ 20 ก.ม. ก็จะพบตู้ยามตำรวจทางด้านขวามือและจะเห็นป้ายอุทยานตัวใหญ่มาก ให้เลี้ยวขวาวิ่งเข้าไปอีก 11 ก.ม. ทางส่วนใหญ่จะเป็นทางขึ้นเขา มีเนินชันตรงช่วงแรก เป็นโค้งหักศอกประมาณ 5 โค้ง หลังจากนั้นก็เป็นทางเลียบไหล่เขา มีขึ้นเขาบ้าง

ที่ทำการอุทยานอช. แม่เมย ไม่กว้างมากนัก เมื่อไปถึงมีนักเดินทางมาถึงก่อนหน้าเรา 2 คัน นับว่าเป็นโชคดีที่มีเพื่อนกางเต้นท์นอน หลังจากชำระค่าธรรมเนียมเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาเราไปยังสถานที่กางเต้นท์ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการไปอีกประมาณ 500 เมตร เป็นเนินเขาเล็กๆ มีห้องสุขาอยู่ 6 ห้อง แต่ปรากฏว่าไม่มีน้ำให้ใช้ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำพัง ยังไม่ได้ซ่อม การจะใช้ห้องสุขาต้องเดินลงมาที่บริเวณที่ทำการ ที่ลานกางเต้นท์จะมองเห็นทะเลหมอกยามเย็นสวยงามมาก เรารีบจัดแจงกางเต้นท์ก่อนที่แสงอาทิตย์จะลับเข้ากลีบเมฆ อากาศเย็นๆเริ่มโรยตัวลงมา สักพักใหญ่กับข้าวร้อนๆก็ถูกยกมาวางตรงกลางวง วันนี้เราได้ทานอาหารเย็นเมื่ออาทิตย์แสงสุดท้ายหายไปเร็วกว่าที่ อช. ลานสางเล็กน้อย ท่ามกลางธรรมชาติ และตะเกียงรั้วริบหรี่ มีดนตรีธรรมชาติบรรเลงขับกล่อมตลอด


21 ต.ค. 44

เราสองคนพ่อแม่ตื่นกันแต่เช้าตรู่ประมาณสัก 05.00 น. ข้างนอกเต้นท์ยังมืดสนิท เสียงแมลงต่างๆยังคงส่งเสียงร้องระงม บางครั้งก็มีเสียงนกประหลาดๆที่เราไม่เคยได้ยินส่งเสียงมาสักครั้งหนึ่ง ที่นี่ไม่มีแสงสว่างของไฟฟ้าให้รบกวนสายตา ทุกสิ่งข้างหน้ามืดสนิท อาศัยแสงจากตะเกียงรั้วที่เราตามไว้เมื่อคืน พอทำให้เราได้ต้มน้ำดื่มกาแฟกันได้ ไม่นานนักกาแฟหอมกรุ่นก็ถูกนำมาวางไว้ใกล้ตัว คุณแม่เธอรีบเตรียมอาหารเช้า เพราะเราจะรีบลงจากอุทยานนี้ในตอนเช้าเพื่อไปถวายสังฆทานและตรงดิ่งกลับเข้ากรุงเทพ เรายอมละทิ้งความงามของทะเลหมอกที่ม่อนกิ่วลม ม่อนครูบา และ ม่อนพูนสุดา ไว้ข้างหลัง ด้วยเหตุผลบางประการ


แต่กว่าจะออกจากอุทยานได้ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบ 8 โมงเช้า เราจึงมีเวลาได้เก็บภาพทะเลหมอกจากจุดกางเต็นท์ไว้เป็นที่ระลึก จากจุดที่ทำการอุทยานเราจะเห็นสายหมอกเคลื่อนที่ผ่านตัวเรา เป็นภาพที่สวยงามมาก ไม่นานนักเราก็ลงมาสู่พื้นราบ เราเลือกวัดแห่งหนึ่งที่ ตำบลแม่ต้าน อ. ท่าสองยาง ชื่อวัดอรัญวาส เป็นสถานที่ถวายสังฆทาน วัดนี้เป็นวัดเล็กๆ กำลังก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ เมื่อเราไปถึงเณรน้อยให้การต้อนรับเราอย่างดี และได้นิมนต์หลวงตาองค์หนึ่งมารับเครื่องสังฆทาน

การถวายสังฆทานของที่นี่ไม่เหมือนกับทางภาคกลาง เพราะทางภาคกลางหรือวัดในกรุงเทพ จะต้องมีคำกล่าวถวายสังฆทาน โดยผู้ถวายจะต้องเป็นผู้กล่าว แต่ที่นี่พระท่านบอกให้เราถวายเครื่องสังฆทานก่อนโดยไม่ต้องกล่าวอะไร แล้วพนมมือตั้งจิตส่งผลบุญไปให้ใครต่อใครที่เราต้องการ หลังจากนั้นท่านก็กล่าวเป็นภาษาพื้นบ้าน คล้ายกับว่าบอกให้สรรพสิ่งรู้ว่า เรามาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ไม่ใช่เป็นภาษาบาลี ที่เราท่องกัน เสร็จแล้วก็กรวดน้ำ ก่อนกลับ เราเห็นพระรูปนั้น ยกเครื่องสังฆทานไปวางตรงหน้าพระประธาน แล้วก็กล่าวเช่นเดียวกับที่กล่าวบอกเป็นครั้งแรก พิธีกรรมเช่นนี้ เราเคยพบครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่ครอบครัวเราไปลำปาง และได้มีโอกาสถวายสังฆทานร่วมกันที่วัดสวนดอก


ซึ่งครั้งนั้นเรายังสงสัยว่าพระที่มารับคงเป็นพระใหม่ไม่ทราบพิธีกรรมอะไร แต่ครั้นพอมาได้พบอีกครั้ง จึงได้เข้าใจ เสร็จพิธีกรรมทางสงฆ์ เราก็ล้อมวงทานอาหารเช้ากันที่วัดเสียเลย เพราะเวลาล่วงเลยมาเกือบ 10 โมงเช้าแล้ว มองเข้าไปในตัวเมือง เห็นมีพิธีคล้ายกับการฉลององค์กฐิน หรือผ้าป่า แต่เราไม่ได้เข้าไปดู จากบ้านแม่ต้าน เราวิ่งรถออกมาได้หน่อยหนึ่ง ก็จะถึงด่านตรวจของ ตชด. ที่บริเวณ ทางเข้าถ้ำแม่อุสุ เราเห็นเด็กหญิงชาวเขาหน้าตาน่ารัก หลายคนยืนโบกรถที่ผ่านด่าน ให้ร่วมทำบุญกับพวกเขา


เราเลยได้ทำบุญร่วมกับเด็กๆเหล่านั้นอีกครั้ง หลังจากได้ถวายสังฆทานมาแล้วเมื่อสักครู่ วันนี้เราเลยอิ่มบุญกันทั้งครอบครัว จวบจนบ่าย 2 โมงจึงได้รู้สึกหิวเพราะบุญเริ่มย่อยสลาย เราเลยแวะทานบะหมี่ชากังราวกันที่จังหวัดกำแพงเพชร บะหมี่ชากังราวเดิมทีขายอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์หลังโรงแรมชากังราว เป็นเพิงเล็กๆ สมัยเมื่อสัก 17-18 ปีก่อน เรากับคุณแม่ของลูกได้มาชิมเมื่อสักปี 2527 หรือ 28 ไม่แน่ใจ รสชาดอร่อย และแปลกตรงที่มีเครื่องเคียงเป็นถั่วฝักยาวดิบฝานเป็นชิ้นเล็กๆ มาให้เราผสมกับก๋วยเตี๋ยวเพื่อเพิ่มความอร่อยและลดความเผ็ดจากพริกที่ปรุงมาเป็นเครื่องต้มยำในชาม แต่ปัจจุบันนี้ได้ย้ายมาอยู่ที่ถ.ราชดำเนิน ปากซอย 9 ตรงข้ามกับร้านฮัลโหลมีเดีย ถ้าไปหลังบ่ายสองโมงอาจจะไม่ได้ทานเพราะหมดเสียก่อน เบอร์โทรของร้านถ้าอยากจะไปทานหาดูได้จากเว็บwww.pantip.com จากกำแพงเพชรเราก็กลับเข้ากรุงเทพผ่านนครสวรรค์ถนนนรก มุ่งหน้าสู่บ้านสุขใจ


แม่เมย อุทยานที่เรายังอยากจะกลับไปค้นหาทะเลหมอกอีกสักครั้ง เมื่อทุกอย่างที่นั่นดีขึ้น เรายังอยากไปนอนที่ม่อนกิ่วลม และดูทะเลหมอกให้เต็มตา แต่วันนี้ที่เราไปไม่ถึงเพราะมีเรื่องที่ทำให้เราต้องคิดถึงความปลอดภัย เมื่อเพื่อนเดินทางหนุ่มสองคนที่พบกันที่อุทยาน เล่าให้ฟังว่า เค้าโบกรถของ ตชด ขึ้นมา เป็นรถที่กำลังจะไปทำงานที่หมู่บ้านเหนืออุทยาน ซึ่งเป็นทางเดียวกับที่เราจะไปม่อนกิ่วลม และในตอนเช้าเราได้เห็นรถของ ตชด.เกือบ 10 คัน อาวุธพร้อมรบ วิ่งสวนเราขี้นไปทางม่อนกิ่วลม เราถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ท่านหนึ่งถึงสิ่งที่เห็น เขาบอกว่าเป็นการลาดตระเวณตามปกติ เพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว ถึงจะมั่นใจแค่ไหน เราก็คงไม่ไปนอนที่ม่อนกิ่วลมเพียงลำพังเต็นท์เดียวแน่นอน เอาไว้หนาวหน้า มีเวลายาวนานกว่านี้ ผู้คนมากกว่านี้ เราจะกลับมาดูทะเลหมอกให้เต็มตา วันนี้เราต้องลาก่อน แม่เมย…

นามแม่เมย เพิ่งเคยยล โฉมสมร เป็นสิงขรกลางผืนป่า บ้านแม่หลวง

มีหมู่ไม้ สายธาร สัตว์ทั้งปวง สายลมหนาว ร้าวทรวง ดวงหทัย

ดึกสงัด เงียบงัน พลันยินเสียง สื่อสำเนียง สัตว์ป่า ที่อาศัย

ออกหากิน อาหาร กลางพงไพร พิสุทธิ์ใส..แห่งแม่เมย


ข้อมูลการเดินทาง...จากเนเจอร์เอ็กพลอเรอร์
1. ติดต่ออช.แม่เมยได้ที่ อุทยานแห่งชาติแม่เมย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก 63150 โทร 055-519-6445
2. ฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแม่เมย ควรเป็นช่วงหลังฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วงแล้วราวเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคม เนื่องจากทะเลหมอกบนดอยกิ่วลมจะมีความสวยที่สุดในช่วงนั้น
3. สำหรับน้ำตกมีน้ามากในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
4. การเตรียมตัว หากต้องการไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติที่แท้จริง ควรขึ้นไปตั้งค่ายพักแรมบนม่อนกิ่วลม ซึ่งมีพื้นที่ให้กางเต็นท์พักแรมได้เป็นจำนวนมาก พร้อมห้องน้ำไว้บริการ แต่ควรเตรียมถุงนอนและเสื้อกันหนาวไปให้พอเพียงด้วย ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวน้ำตกต่าง ๆ ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง ควรสวมรองเท้ายางที่เกาะพื้น
5. ระยะทางจากอำเภอแม่สอดถึงที่ทำการอุทยานฯ มีระยะทางราว 126 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 105 ที่เดินทางผ่านอำเภอท่าสองยาง จนถึงบ้านแม่สลิดหลวง แล้วเลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข 1267 ถึงอุทยานฯ
 

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน    แจ้งลบ    บุคมาร์ค    พิมพ์หน้านี้
[ ถามเวบมาสเตอร์ ]

ชื่อ
รูปภาพ
ข้อความ
 


ความเห็นที่ 1
แม่พลอย
: 24  ธ.ค. 44  08:51:07น.
ปกติไม่เคยโชคดี (ตื่นไม่ค่อยทัน) ได้เห็นทะเลหมอกที่สวยงามกับเค้าหรอกคะ แต่เมื่อปีใหม่ปีที่แล้วได้ไปที่ อุทยานฯแม่เมย เหมือนกัน เดินทางคล้าย ๆ trip นี้นี่แหละ สวยมากค่ะ ไปดูที่ม่อนกิ่วลม ม่อนพูนสุดา (จำชื่อไม่ได้แน่ชัด) เห็นแล้วเค้าใจเลยว่าทำไมเค้าเรียกว่าทะเลหมอก ขอเล่าแบบเฉย ๆ แบบคนที่ยังประทับใจไม่หายเลยนะ แบบมันเหมือนทะเลมากแล้วก็มีเกาะที่เป็นขุนเขาโผล่ขึ้นมา อะไรแบบเนี่ยะแต่เมื่อปีที่แล้วที่ไปตอนปีใหม่ประชาชนประมาณ 100 เต็นท์ กางกันเต็มลานกางเต็นท์ไปหมดเลย น่ากลัวมากค่ะ แต่ทางอุทยานฯ ได้จัดเตรียมลานกานเต็นท์ไว้ดีมากเลย และมีระบบการจัดการที่ดี ได้นอนกางเต็นท์กันแบบคล้าย ๆ นาข้าวคั่นบันได้ หล่นหลั่นกันลงมาสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์เทือกเขาเบื้องหน้าสวยงามมากค่ะขอบอก 15

ความเห็นที่ 2
แม่พลอย
: 24  ธ.ค. 44  08:54:55น.
อีกนิดค่ะ ด้านล่างอุทยานฯ จะมีโรงเรียนของชาวไทยกะเหรี่ยง (เดินแป๊บเดียวค่ะ)ถ้าจะไปสามารถนำของไปบริจาคช่วยเหลือได้ค่ะเพราะเด็กและครูที่นั่นยังต้องการความช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์การศึกษาอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ เผื่อว่าใครอยากทำบุญด้วยเที่ยวด้วยช่วงปีใหม่นี้จะได้มีทางเลือกเพิ่มค่ะ

ความเห็นที่ 3
กบจ๊ะ
: 24  ธ.ค. 44  12:52:31น.
12 แง้ แง๊ อยากไปมั้งจังเลยอะ พาเขาไปด้วยได้เปล่า มีอีกเมื่อไร อย่าลืมบอกกบด้วยนะ นี้สมัครไปแล้ว ยังไม่ได้ไปโอนเงินให้เลย รออีกนิดหนึ่งนะ 13 ขอโทษจริงๆ อีกหน่อยเราคงจะได้ไปมีส่วนร่วมแบบนี้มั้งคอยดูสิ 16

ความเห็นที่ 4
u4110070
: 24  ธ.ค. 44  23:58:28น.
เคยไปมาแล้วเหมือนกันครับ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วว่าทะเลหมอกที่นี่สวยนะ เพราะมองไปรอยต่อ 3 อำเภอ เป็นภูเขาหินปูนนะ ดูแปลกตาดี แต่เสียดายมากวันที่ผมไป วันนี้นั้นกลับไม่สวยเท่าไร ไปยากซะด้วยนะ

ความเห็นที่ 5
หญิงอี๊ดเจ้าค่ะ
: 29  ธ.ค. 44  16:46:57น.
อ่านซะเมื่อยเลยเรา สนุกมากเลยค่ะ (เมื่อไหร่จะมีโอกาสไปมั่งนะเรา) 02

ความเห็นที่ 6
Sunee Mahachairachan
: 30  ธ.ค. 44  14:52:13น.

16

ความเห็นที่ 7
nittaya.noy@chaiyo.com
: 3  เม.ย. 45  13:36:42น.
ทะเลหมอกสวยมาก นึกว่าจะไม่ได้เห็นอีกแล้่ว

   
 Copyright (c)
:) นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตในเทรคกิ้งไทย.คอมเมื่อ 23 ธ.ค. 2544