|
 |
ข้อเขียนคราวนี้ต้องถือได้ว่าเกิดมาจากข้อเขียนเมื่อคราวที่แล้วโดยแท้ ท่านผู้อ่านยังจำได้มั๊ยว่าครั้งก่อนน่ะผมคุยฟุ้งเรื่อง
วิธีแก้การ หลงป่า ว่าถ้า "แกะรอย" ไม่เก่ง อย่าได้ทะลึ่งเดินคนเดียวโด่เด่เชียว เพราะนั่นเป็นประตูสู่การ "หลงทาง" ในไม่
|
ช้า.. ท่านผู้อ่านที่เคยไปฝึกฝนการ แกะรอย มาจากไหนก็แล้วแต่ อาจจะเห็นไม่ตรงกับผม ก็ถือว่าเป็นวิชาการและประสบการณ์ที่แตกต่าง
ก็แล้วกัน แล้วต้องทำความเข้าใจกันเสียตั้งแต่เริ่มต้นอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ก็คือ ไม่ว่าผมจะเขียนสาธยายให้เห็นภาพได้แบบปรุโปร่ง
อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านผู้อ่านก็ยังทำไม่ได้หรอกครับ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝน ทดสอบบ่อย ๆ ฝึกจากของจริง โดยครั้งแรก ๆ
ต้องมีคนที่ชำนาญอาจจะเป็นพี่เลี้ยงก่อน ให้ดู ให้สังเกตุ ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวชำนาญเอง ตกลงกันอย่างนี้แล้วนะ ถ้าอย่างนั้นอ่าน
พารากราฟต่อไปได้เลย....
การ " แกะรอย " หรือ สะกดรอยนั้น ผมคุ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยเรียนลุกเสืออยู่ต่างจังหวัดโน่น หลายคนที่เคย
ร่วมยุคสมัยกับผมคงจำกันได้ว่า สมัยนั้นเขามีการทำเครื่องหมาย เอาหินก้อนเล็ก ๆ มาเรียงต่อเป็นสัญญลักษณ์คล้ายลูกสรบ้าง
ล่ะ ผูกหญ้าขมวดปมบ้างล่ะ ตัดไม้มาทำสัญญลักษณ์บ้าง สารพัดอย่าง แต่พอเรามา เที่ยวป่า จริง ๆ ไม่เคยเลยที่จะเห็นสัญญลักษณ์
อย่างนั้น เห็นแต่อะไรก็ไม่รู้ การเดินทางในป่า กับเรื่องที่เราเคยเรียน มันเป็นคนละบทกันครับ

|
|
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ป่าบ้านเรานั้นไม่มีที่ไหนที่คนไม่เคยเข้าไป แล้วคนที่เข้าไปเดินท่อม ๆ ในป่าก่อน ๆ นั้น ก็ไม่ใช่นักท่องเที่ยว
ป่าที่เล่นอินเตอร์เนตอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่ใช่ทหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชน แต่เป็นชาวบ้านธรรมดานี่เอง เขาเข้าป่าเพื่อดำรง
ชีพเพียงอย่างเดียว ล่าสัตว์บ้าง หาของป่าบ้าง แล้วชาวบ้านเหล่านี้เขาไม่ได้ไปร่ำเรียนวิชาการสะกดรอยที่ไหนหรอก แล้วป่าที่เรา
ไปเที่ยวกันนั้น เชื่อเถอะ เดินตามรอยชาวบ้านทั้งนั้น ทางเดินเหล่านั้นทุกเส้นทางน่ะแหละต้องออกจากป่าสู่ชุมชนทั้งนั้นเหมือนกัน
คงไม่มีประชากรเมืองลับแล มาเดิน ๆ แล้วอยู่ในป่าเป็นทาร์ซานหรอก แล้วทางเดินที่ชาวบ้านเดินกันมานั้นเกือบ
ทั้งร้อยอีกนั่นแหละ ที่เป็นทางเดินที่เดินตาม "ด่านสัตว์" ด่านสัตว์ในที่นี้ต้องทำความเข้าใจว่าคนละประเภทกับที่ออกมาเปิดไฟแว่บ ๆตอนกลางคืน
และส่วนใหญ่มักทักทายแต่สิบล้อ อันนี้เข้าใจนะว่าด่านอะไร ด่านสัตว์ ก็คือทางเดินของสัตว์ในป่านั่นแหละ ส่วนใหญ่คนในป่าก็เดิน
ตามทางด่านเหล่านี้เหมือนกัน แต่ก็มีบ้างเป็นบางครั้งที่คนเดินป่าต้องตัดทางใหม่ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องทำการ แกะรอย ของคนอื่น
อย่างเช่น ไปเที่ยวป่าด้วยกัน แล้วคุณหยุดถ่ายรูปหรือคุณเดินช้ากว่าคนอื่น คุณหยุดทำธุระส่วนตัว หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่คุณช้ากว่าเขาล่ะ
พรรคพวกเดินกันไปหมดแล้ว ทีนี้แหละคุณต้อง แกะรอย คนอื่นล่ะ
อันที่จริงคุณสมบัติ การแกะรอย ที่ดีนั้น (รวมทั้งคนเที่ยวป่าด้วย) จะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตสักหน่อย ไม่ใช่เดินดูแต่
ทางข้างหน้า หรือก้มดูแต่เท้าตัวเอง ว่ากูจะเดินไหวมั๊ยน้อ อะไรเทือกนี้ ให้หัดมองรอบ ๆ ข้าง ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย ดูต้นไม้ใหญ่ เนินดิน ก้อนหิน
ลำธาร หัดสังเกตุไปตลอดทาง ถ้าจินตนาการไปด้วย อย่างเช่นไปเห็นต้นไม้ใหญ่ ก็ให้นึกว่า โอ้โฮ ต้นไม้นี้มันกี่ปีกันหว่า ทำไมถึงรอดพวกตัด
ไม้มาได้ ที่ให้จินตนาการอย่างนี้เพราะเราจะสะดุดใจ เมื่อต้องนึกย้อนหลัง ถ้ามองแบบเลยผ่านแล้วไม่มีอะไรพิเศษเลย เราจะไม่จำครับ คนที่
เที่ยวป่ายังไม่เป็นมักจะบ่นว่า "ไม่เห็นได้ดูอะไรเลย" แต่คนที่เขาเที่ยวเป็น ระหว่างที่เขาเดินป่านั่นแหละ เขาดูไปเรียบร้อยแล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญ
คือต้องเป็นคนที่สังเกตมาก ๆ ดูให้กว้าง ดูให้รอบ สิ่งที่ผมบอกลูกทีมผมทุกครั้ง เมื่อต้องตัดสินใจเลือกทางเดินตามแยกหรือต้องตามคนอื่นก็คือ
ให้ดูทางที่ "ช้ำ" ทางช้ำก็คือทางที่มีรอยคนย่ำไป ดูจากอะไร ก็ดูจากใบไม้ที่หงายเปิด เพราะคนจะเดินเตะใบไม้บางส่วน ถ้าเป็นพวกป่าพรุ หรือดินเลน
จะสังเกตง่าย เพราะมีรอยเท้าชัดเจน บางทีมีรอยใบไม้สดถูกย่ำ หญ้าราบเป็นแนว มีรอยดินติดตามใบไม้ แต่ถ้าเดิน ๆ ไปแล้ว
เจอลำธารขวาง ไอ้ที่ว่ามาทีแรกนี่ก็ใช้ไม่ได้ ทีนี้ก็มาสังเกตจากน้ำบ้าง พื้นน้ำที่มีตะกอนดำ ๆจับบนพื้นดินใต้น้ำนั้น จะมีรอยย่ำไป หรือถ้าเขาตัดขึ้นฝั่งตรงข้าม
ทางที่ว่าก็จะหายไปดื้อ ๆ เราก็หาทางบนฝั่งได้ |