ทุก
สิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้ ถูก ธรรมชาติ สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะ ให้ธรรมชาติ
ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และ ธรรมชาติ อีกนั่นแหละที่มีวิธีการคัดสรรวิธีการในการทำลายสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ ธรรมชาติมีวิธีการเสริมสร้างเผ่าพันธุ์ ให้ได้พันธุ์ที่แข็งแรง ที่รู้จักปรับตัวอยู่บนโลกใบนี้

ในขณะเดียวกัน ธรรมชาติ มีวิธีการเสริมสร้างเผ่าพันธุ์ ให้ได้พันธุ์ที่แข็งแรง ที่รู้จักปรับตัวอยู่บนโลกใบนี้
ใขณะเดียวกัน ธรรมชาติ ก็สร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ มนุษย์รู้จักใช้ทรัพยากร
ธรรมชาติ ในการมาสนองตอบความต้องการของตนเองในเรื่องปัจจัยสี่ ทุกครั้งที่มนุษย์ ต้องการสิ่งใด
ก็แล้วแต่ มนุษย์สามารถหาได้จาก ธรรมชาติ ทั้งสิ้น จน ธรรมชาติ เป็นเหมือนคำตอบสำเร็จที่
ตอบความต้องการของมนุษย์ได้ทุกเรื่อง

ในอดีตมนุษย์ใช้ ธรรมชาติ เพียงเพื่อตอบสนองปัจจัยสี่ ซึ่ง ธรรมชาติ ที่มากมายนั้นสามารถสนอง
ตอบมนุษย์ได้อย่างสบาย แต่เมื่อมนุษย์เริ่มมีวิถีชีวิตแบบการสะสม โดยมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
เป็นแบบแผน การบุกรุกและทำลาย ธรรมชาติ เพื่อการสะสมที่เกินเลยจากเพื่อความจำเป็นในการ
ดำรงชีพ
ก็เกิดขึ้น ธรรมชาติ ที่เคยเอื้อประโยชน์ให้แก่มนุษย์ก็ถูกทำลายลงอย่างมาก เพราะความคิดที่ว่า
เมื่อต้องการสิ่งใดก็สามารถหาได้จากธรรมชาติติดอยู่ในความคิด อยู่ในสมองของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
มนุษย์มองเห็นองค์ประกอบอื่นของโลกใบนี้เป็นเพียงสิ่งที่ตัวเองจะหยิบฉวยมาได้อย่างง่ายดายเท่านั้น

มนุษย์ให้ความสำคัญกับตัวเองค่อนข้างมาก เลยมองไม่เห็นคุณค่าของอย่างอื่นนอกเหนือจากตน
เมื่อมนุษย์คิดอะไรขึ้นมาสักเรื่อง ธรรมชาติ ต้องเป็นสิ่งที่เข้ามาทำให้ความคิดของมนุษย์เป็นจริงทุกครั้ง
เมื่อมนุษย์มองปัญหาอย่างนี้ มองปัญหาสวนทางกับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ที่โลกใบนี้จะต้องมี
ธรรมชาติ เป็นแหล่งตอบสนองปัจจัยสี่ของมนุษย์ และมีมนุษย์ที่มาใช้ ธรรมชาติ อย่างขาดการวางแผน
ความต้องการของมนุษย์ที่ต้องการจาก ธรรมชาติ อย่างไม่มีขีดจำกัด ในขณะที่ ธรรมชาติ นั้นกลับมี
อยู่อย่างจำกัด ปริมาณของ ธรรมชาติ ต่างๆ ก็ต้องลดลงและมีแนวโน้มว่าจะลดลงไปเรื่อยๆ

เมื่อ ธรรมชาติ ลดลง สิ่งที่มนุษย์เคยภูมิใจว่าเอาชนะ ธรรมชาติ ได้นั้น ก็กลับมาเป็นโทษสำหรับมนุษย์
ด้วยกันเอง โลกร้อนขึ้น ก็มาจากการกระทำของมนุษย์ ภัย ธรรมชาติ ครั้งร้ายแรง น้ำท่วมอย่างขนานใหญ่
ความแห้งแล้ง
จนผู้คนอดอยากล้มตาย ก็เพราะเหตุที่ ธรรมชาติ เหลืออยู่ในปริมาณที่ไม่อาจจะตอบสนอง
ตอบมนุษย์ได้อีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยจาก ธรรมชาติ สัญญาณเตือนว่ามนุษย์จะมอง
เห็น ธรรมชาติ เป็นสิ่งสนองตอบความต้องการที่ไม่หยุดหย่อนของมนุษย์อีกต่อไปไม่ได้แล้ว

มนุษย์ต้องหันกลับมาควบคุมความต้องการของตัวเอง ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า เมื่อมนุษย์ไม่อาจ
เอาเปรียบธรรมชาติได้อีกต่อไป เพราะธรรมชาติ หมดไปแล้ว มนุษย์ก็หันกลับมาเอาเปรียบกันเอง
คนที่มีโอกาสในสังคมก็เอาเปรียบคนที่ด้อยโอกาสกว่า จากแต่ก่อนเป็นความขัดแย้งระหว่าง ธรรมชาติ
และมนุษย์ ปัจจุบันสลับเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะความต้องการ
ของมนุษย์ยังไม่ถูกควบคุม สัญญาณเตือนจาก ธรรมชาติ แต่ละอย่างที่มนุษย์ได้ประสบมานั้น
มนุษย์ยอมรับแล้วว่า บนโลกใบนี้ อะไรจะยิ่งใหญ่เกิน ธรรมชาติ เป็นไม่มี

ประเทศไทยก็ไม่ได้หลุดพ้น จากปัญหานี้เหมือนกัน ไม่มีใครปฏิเสธว่าในขณะที่สังคมขยายตัว
ธรรมชาติ ต้องลดลงมาเพื่อมาสนองตอบความต้องการของคนไทย แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธอีกเหมือนกัน
ว่า ธรรมชาติ จะต้องคงอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะที่จะสนองตอบความจำเป็นขั้นพื้นฐานให้กับมนุษย์ได้ 
ในสมัยก่อน พื้นที่ป่าไม้ของไทยมีมากกว่าจำนวนประชากรที่จะใช้ประโยชน์จากป่าการลดลงของป่าไม้ 
แล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นชุมชนหรือที่ดินทำกินจึงยังไม่ใช่เรื่องรุนแรง แล้วเราก็คิดอย่างนั้นเรื่อยมา จนคำว่า
"หักร้างถางพง” เกิดขึ้นมา ซึ่งหมายถึงการสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ในปัจจุบัน การหักร้างถางพงจะทำต่อไป
ไม่ได้อีกแล้ว เพราะพื้นที่ป่าที่เป็นเสมือนธนาคารที่จะให้ปัจจัยสี่แก่เรานั้นเหลือน้อยจนน่าใจหายและ 
เหลือน้อยจนเลยขีดที่จะอยู่กับประชากรไทยเกือบ ๗๐ ล้านคนนี้อย่างสงบสุขได้

ป่าไม้ที่เคยให้น้ำ สำหรับกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เหลือน้อยจนไม่สามารถให้น้ำได้ตามความต้องการ
ของเราอีกแล้ว ปัญหาความแห้งแล้ง จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่เราใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนเท่าใดก็ไม่
สามารถแก้ไขปัญหาได้ การสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำ ก็เป็นเพียงแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และนับวัน
เราก็จะต้องมาตอบคำถามอีกว่าเราจะเอาน้ำที่ไหนมาใส่เขื่อน
เพราะป่าซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำเป็นที่ซับน้ำ
ในหน้าฝนและปล่อยออกมาในหน้าแล้งนั้นหมดลงไปเรื่อยๆเมืองไทยอาจจะมีหน่วยงานของรัฐใน
ชื่อกรมป่าไม้ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรักษาป่าโดยตรงแต่โดยสำนึกของคนร่วมสังคม คนทุกคน
ต้องช่วยกันดูแลรักษาป่าเพื่อประโยชน์ในระยะยาวร่วมกันของคนทั้งสังคม การที่เราเห็นว่ากรมป่าไม้
ดูแลรักษาป่ามานานแล้วนั้น เหมือนกับสุภาษิต “เปลี่ยนเรือกลางน้ำ” มีแต่อันตรายและไม่มีเครื่องยืนยัน
หรือหลักประกันได้เลยว่าจะดีกว่าจริงหรือไม่ เป็นเพียงแต่ทฤษฎีที่เราคิดขึ้นมาเอง โดยอาจจะมีข้อมูล
วิจัยที่มาทำให้ความคิดนี้ดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเท่านั้นเอง การที่จะมามองว่าป่าหรือธรรมชาติอื่นๆ 
เป็นคำตอบของความต้องการของเราทุกสิ่งทุกอย่างแบบในอดีตเป็นไปไม่ได้แล้ว การที่เรามีป่าอยู่ใน
ปริมาณที่จำกัด ทำอย่างไรถึงจะให้ป่าที่จำกัดนี้มีประโยชน์ร่วมกันทุกคนโดยที่ป่าอยู่ได้ นั่นเป็นโจทย์
ที่คนมีสมองระดับนำของประเทศต้องขบคิด
ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำกิน แก้ปัญหาการ
ดำรงชีพของชาวบ้านก็เปิดป่าเป็นทางออก ความคิดนี้เป็นความคิดดึกดำบรรพ์ ชาวบ้านที่ไม่ต้องมีความรู้
มากมายก็คิดได้และเขาก็ทำกันอย่างนี้กันมาเนิ่นนาน นานจนธรรมชาติลดลงและเกิดปัญหาร่วมกันของ
สังคมอย่างในปัจจุบัน

ในเรื่องป่าชุมชนที่เกิดปัญหากันอยู่นี่เหมือนกัน เมื่อเราจะแก้ปัญหาของชาวบ้าน ให้เขาไปใช้
ประโยชน์ในป่า เราก็เลยเหมือนกับเปิดป่า (ตีความพรบ.ป่าชุมชนที่กำลังอยู่ในช่วงการพิจารณา)
โดยที่เราลืมมองปัญหาเรื่องอื่นๆ ตามมา ถ้าหากว่าความเชื่อที่ว่าชาวบ้านรักษาป่าได้ดีกว่ากรมป่าไม้
เกิดไม่เป็นจริงขึ้นมา แต่ป่ากลับลดลงไปอย่างมากอันเป็นผลเนื่องมาจากพรบ.ป่าชุมชนนี้
ใครจะรับผิดชอบและจะรับผิดชอบไหวหรือ ถึงเวลานั้นแล้วสังคมอาจจะเกิดกลียุคเพราะทุกคน
ต้องแย่งน้ำ ทุกคนต้องแย่งอาหาร แย่งยารักษาโรค แย่งกันอยู่แย่งกันกินและคนจะฆ่ากัน
เพราะธรรมชาติไม่เหลือให้คนเราต้องเอาเปรียบอีกแล้ว การแก้ไขปัญหาของชาวบ้านในชนบท

นอกจากความสุจริตใจแล้ว ต้องมี “ปัญญา” ประกอบด้วยการผลักดัน พรบ.ป่าชุมชน
เพื่อให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์นั้น นอกจากจะสนับสนุนให้ความอยากในตัวตนเพิ่มมากขั้นแล้ว
ยังเป็นการทำลายสมดุลของธรรมชาติด้วย
เมื่อธรรมชาติถูกทำลายจนหมด ชาวบ้านที่ยากจน คนร่ำรวย
นักวิชาการ นักการเมือง เอ็นจีโอ ก็อยู่กันไม่ได้ การท้วงติง พรบ.ป่าชุมชนไม่ใช่เรื่องที่ไม่เห็นด้วย
แต่เพียงต้องดูให้รอบคอบ อย่ามองในแง่ดีอย่างเดียว ให้มองมุมกลับกันด้วยการยืนยันตามเดิม
โดยที่ไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ เชื่อแต่ความสุจริตใจของคนเพียงอย่างเดียวนั้น ผิดวิสัยนักวิชาการ
อันเป็นเหมือนมันสมองของประเทศ อะไรไม่ถูกไม่ต้องก็กลับมาแก้ไขได้ แต่ถ้าดันทุรังไปแล้ว
เกิดความเสียหายอันมาจากทิฐิของตัวเองจนเกิดความเสียหายแก่สังคมโดยรวม
นั่นต่างหากที่ไม่น่า
ให้อภัย การพูดคุยกันด้วยเหตุผล การมองปัญหารอบด้าน อะไรผิดพลาดก็แก้ไข นั่นน่าจะเป็นการ
แก้ปัญหาของประเทศแบบจริงใจ การแก้ปัญหาใช่แต่จะมองถึงผลในตอนนี้เท่านั้น ต้องมองให้ไกล
ไปถึงอนาคตด้วย มีคำกล่าวว่า “นักการเมือง จะมองแต่การเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่รัฐบุรุษจะมอง
ถึงคนรุ่นต่อไป”
ทีนี้นักวิชาการที่ผลักดัน พรบ.ป่าชุมชนจะเลือกเป็นรัฐบุรุษหรือเป็นนักการเมืองล่ะ

"แล้วการมองเห็นธรรมชาติเป็นสิ่งตอบสนองความต้องการของมนุษย์นั้น ควรหยุดเสียที
หันกลับมาควบคุมความต้องการของมนุษย์ด้วยกันดีกว่า เพราะธรรมชาติเตือนมาหลายครั้งแล้ว"

ลงครั้งแรกในเทรคกิ้งไทย.คอม ต.ค. 2543