ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ ภาคจบ (ระยะลาด อาซิมุท ทิศเหนือจริง แบริ่ง) ... ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ ภาคจบ (ระยะลาด อาซิมุท ทิศเหนือจริง แบริ่ง) ... ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ ภาคจบ (ระยะลาด อาซิมุท ทิศเหนือจริง แบริ่ง)
ถึงทุกท่านที่ search มาเจอตรงนี้จาก Google เราขอชวนท่านเข้าไปที่หน้าเว็บบอร์ดใหม่ของเรา ซึ่งมีข้อมูลท่องเที่ยวอีกเยอะมาก คลิกที่นี่ครับ http://www.trekkingthai.com/board นะครับ....มีข้อมูลอีกหลายหมื่นกระทู้ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณหาอยู่ ท่องเที่ยว เดินป่า สารพัดเลยครับ ทั้งนี้เว็บ http://www.trekkingthai.com ..เป็นเว็บท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยที่มีผู้อ่านสูงสุดของไทย มีเนื้อหาอีกเยอะแยะให้อ่านครับ รับรองข้อมูลเพียบ ๆๆ คลิกไปอ่านดูสิครับ แล้วจะต้องชอบ*_*

ส่งให้เพื่อน เก็บไว้ในบุ๊คมาร์ค แจ้งลบ พิมพ์หน้านี้ ลบกระทู้นี้ (ผู้มีสิทธิ์เท่านั้น)
ตอบกระทู้นี้ ระบบพิกัดภูมิศาสตร์ ภาคจบ (ระยะลาด อาซิมุท ทิศเหนือจริง แบริ่ง)

๗ ) การหาความลาดจากเส้นชั้นความสูง
ลาด คือ ความเอียงของพื้นผิวพิภพที่ทำให้เกิดขนาดง่ามมุมขึ้นกับพื้นระดับ ความลาด คือ อัตราส่วนของความต่างในทางระดับระหว่างจุด ๒ จุด กับระยะตามแนวนอนระหว่างจุดสองจุดนั้น หรือ

ความลาด = ระยะตามแนวยืน/ระยะตามแนวนอ

ระยะตามแนวนอนระหว่างจุดสองจุดที่จะพิจารณาความลาด สามารถหาได้ด้วยการวัดระยะระหว่างจุด ๒ จุดนั้นในแผนที่ด้วยบรรทัด แล้วแปลงเป็นระยะจริงในภูมิประเทศ หรืออ่านค่าพิกัดของจุดทั้งสองแล้วคำนวณหาระยะก็ได้

ระยะตามแนวยืนสามารถหาได้ด้วยการอ่านค่าจากเส้นชั้นความสูงของจุดทั้งสอง ( จุดต้นและจุดปลายลาดที่พิจารณา ) ตามวิธีหาค่าความสูงของจุดโดยอาศัยเส้นชั้นความสูง ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น นำมาหักลบกันก็จะได้ความสูงต่างหรือระยะตามแนวยืน ( ระยะตามแนวนอนและระยะตามแนวยืนต้องเป็นหน่วยเดียวกัน )
การบอกค่าความลาดสามารถบอกได้ ๓ วิธี คือ
ก ) ความลดคิดเป็นอัตราส่วนต่อ ๑ หน่วยที่ระดับสูงเปลี่ยน
ความลาด = ระยะตามแนวยืนหนึ่งหน่วย/ระยะตามแนวนอน
ข ) ความลาดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
ความลาด = ระยะตามแนวยืน/ระยะตามแนวนอน * ๑๐๐
ค ) ความลาดคิดเป็นมุม

ความลาด = ระยะตามแนวยืน/ระยะตามแนวนอน*๑๐๐๐ มิลล์
หรือ
ความลาด = ระยะตามแนวยืน/ระยะตามแนวนอน *๕๗.๓ องศา ๘ ) การเขียนรูปตัดขวางจากเส้นชั้นความสูง
การพิจารณาลักษณะความสูงต่ำของพื้นผิวพิภพจากเส้นชั้นความสูงย่อมเป็นการเพียงพอสำหรับการศึกาลักษณะภูมิประเทศ แต่ในบางโอกาสอาจจะต้องการทราบรูปตัดขวางของภูมิประเทศตามแนวใดแนวหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการประมาณการบางเรื่อง เช่น การประมาณการเกี่ยวกับเรื่องสร้างถนนเป็นต้น วิธีสร้างรูปตัดขวางจากแผนที่ที่แสดงลักษณะความสูงต่ำของผิวพิภพด้วยเส้นชั้นความสูงกระทำได้โดยประมาณดังนี้
ก ) ขีดแนวเส้นตรงในแผนที่ตามแนวที่ต้องการเขียนรูปตัดขวาง
ข ) หาค่าเส้นชั้นความสูงที่แนวซึ่งจะเขียนรูปตัดขวางตัดผ่านทั้งเส้นสูงสุด และเส้นต่ำสุด แล้วเพิ่มค่าเส้นสูงสุดขึ้นและลดค่าเส้นต่ำสุดลงอีก ๑ ช่วง*งเส้นชั้นความสูง
ค ) สร้างเส้นตรงขนานกันตามแนวนอนให้มีระยะ*งเท่า ๆ กัน ทุกเส้นจำนวนเส้นตรงขนานดังกล่าวต้องมีจำนวนมากกว่าจำนวนเส้นชั้นความสูง ซึ่งแนวที่จะเขียนรูปตัดขวางตัดผ่าน
๒ เส้น เส้นตรงขนานที่สร้างขึ้นนี้จะ*งกันเท่าไร ผู้สร้างต้องกำหนดขึ้นเองตามความเหมาะสม ตามปกติจะไม่สร้างตามขนาดมาตราส่วนของแผนที่ เพราะจะทำให้เห็นลักษณะความสูงต่างไม่ชัดเจน นิยมขยายอัตราส่วนให้ใหญ่ขึ้นเกินจริงเฉพาะในแนวยืน ส่วนอัตราส่วนในแนวนอนนั้นคงให้เท่ากับแผนที่
ง ) ลงตัวเลขบอกค่าความสูงของเส้นชั้นความสูงกำกับเส้นตรงขนานทุกเส้น
จ ) นำกระดาษที่สร้างเส้นตรงขนานเสร็จแล้วนั้น ไปวางทาบลงบนแผนที่จัดให้แนวเส้นตรงขนาน ๆ กับแนวตัดขวางที่ขีดไว้บนแผนที่
ฉ ) จากจุดที่แนวเส้นตัดขวางตัดผ่านเส้นชั้นความสูงทุกจุด ลากเส้นตั้งฉากลงมาจรดเส้นขนานในกระดาษที่มีตัวเลขบอกค่าความสูงตรงกับค่าความสูงของเส้นชั้นความสูงนั้น ๆ
ช ) เมื่อลากเส้นเชื่อมต่อระหว่างจุดต่าง ๆ ที่เส้นตั้งฉากซึ่งลากมาพบเส้นขนานในกระดาษเข้าด้วยกันก็จะได้รูปตัดขวางตามต้องการ การลากเส้นเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ ในขั้นนี้จะต้องพิจารณาลักษณะภูมิประเทศ ในแผนที่ตามเส้นตัดขวางนั้นประกอบด้วย เพื่อให้เส้นที่ลากขึ้นแต่ละช่วงสอดคล้องกับค่าความสูงของพื้นผิวภูมิประเทศตามแนวที่เส้นตัดขวางลากผ่าน
ข. แถบสี ( Layer Tinting )
ในแผนที่มาตราส่วนเล็กที่พิมพ์หลายสีมักจะใช้แถบสีแสดงระดับความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศโดยกำหนดแถบสีต่าง ๆ ตามช่วงของระดับความสูง เช่น บนภาคพื้นดินใช้สีเขียวแก่กับช่วงระดับที่ต่ำสุด สูงขึ้นไปใช้สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีเหลืองแก่ สีส้ม และสีแดง ฯลฯ ตามลำดับ ในทะเลหรือมหาสมุทรบริเวณที่ตื้นที่สุดใช้สีขาว ลึกลงไปใช้สีน้ำเงินอ่อน และเพิ่มความเข้มของสีน้ำเงินขึ้นเรื่อย ๆ ตามความลึกจนกระทั่งถึงสีน้ำเงินเข้มที่สุดที่ความลึกสุด อย่างนี้เป็นต้น การใช้สีแสดงความสูงอาจใช้สีแตกต่างไปจากที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนักออกแบบแผนที่ที่จะคิดค้นสีขึ้นใช้ให้ผู้ใช้แผนที่มองเห็นลักษณะความสูงต่ำของผิวภูมิประเทศ สอดคล้องกับที่เป็นอยู่จริงตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามการใช้แถบสี แสดงความสูงนี้ ผู้ใช้แผนที่จะทราบความสูงประมาณเป็นช่วง ๆ ไปเท่านั้น ไม่สามารถหาค่าความสูงได้ใกล้เคียงความจริงและไม่สามารถหาลาดได้นอกจากจะเป็นแผนที่ที่ใช้แถบสีประกอบเส้นชั้นความสูง ในแผนที่ท่ใช้แถบสีแสดงความสูงจะมีคำอธิบายแสดงไว้ที่รายการนอกขอบระวางว่าสีใดแสดงความสูงในช่วงระดับใด
ค. เส้นลายขวานสับ ( Hachures )
แผนที่ที่มีขนาดมาตราส่วนเล็กมากนิยมใช้เส้นลายขวานสับแสดงภาพของภูเขามาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ลักษณะของเส้นลายขวานสับ เป็นขีดสั้น ๆ ปลายข้างหนึ่งหนาอีกข้างหนึ่งบาง คล้ายลอยปลายคมขวานที่สับลงบนแผ่นกระดาน นักแผนที่สมัยก่อนจึงนิยกเรียกลายขวานสับ ลายขวานสับจะใช้ร่วมกันเรียงเป็นแถว เป็นวงซ้อน ๆ กัน แล้วแต่ลักษณะภูมิประเทศปลายด้านบางของลายขวานสับจะชี้ลงสู่ที่ต่ำ ลายขวานสับถ้าใช้แสดงภูเขาหรือลูกเนินเป็นวง ๆ ความถี่ของลายขวานสับ
จะมีมากบริเวณใกล้ยอดเขาและค่อย ๆ *งออกสำหรับวงที่มีระดับต่ำลงมาตามลำดับ
ง. เส้นรูปลักษณะ ( Form Lines )
การให้เงาเป็นวิธีการหนึ่งของการแสดงลักษณะความสูงต่ำของพื้นผิวภูมิประเทศ
หลักการให้เงา นิยมถือหลักว่ามีแสงส่องมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้านที่อยู่ตรงข้ามกับทิศทาง
ที่แสงส่องจะเกิดเงาสีดำ ความต่างของความเข้มของเงาจะช่วยให้เห็นลักษณะความสูงต่ำที่แตกต่างกัน
ที่สูงชันเงาจะเข้มมาก ถ้าเป็นที่ลาดเงาจะมีสีจาง
จ. เส้นรูปลักษณะ ( Form Lines )
เป็นเส้นที่เขียนขึ้นตามรูปลักษณะของลูกเนินหรือภูเขา มองดูคล้ายเส้นชั้นความสูง แต่เส้นรูปลักษณะไม่ได้ลากผ่านจุดที่มีความสูงเท่ากัน ไม่มีค่าสัมพันธ์กับพื้นหลักฐานการระดับใด ๆ แม้ว่าจะพยายยามเขียนโดยมีแนวความคิดว่าให้ขนานกับพื้นระดับน้ำทะเลปานกลางก็ตาม แต่ก็เป็นไปโดยประมาณเท่านั้น จึงไม่สามารถจะหาค่าความสูงใด ๆ จากเส้นรูปลักษณะได้ มีประโยชน์เพียงให้นึกภาพความสูงต่ำของลักษณะภูมิประเทศนั้นออกเท่านั้น
๔. วิธีหาระยะ
ก. ระยะ
ระยะในภูมิประเทศจริงนั้นมีอยู่ ๓ ชนิด คือ
๑ ) ระยะตามแนวนอน ( Horizontal Distance ) ได้แก่ระยะ*งระหว่างจุดสองจุดที่วัดไปตามแนวระดับ ( Horizontal Line )
๒ ) ระยะตามแนวยืน ( Vertical Distance ) ได้แก่ระยะ*งระหว่างจุดสองจุดที่วัดไปตามแนวเส้นดิ่ง ( Vertical Line )
๓ ) ระยะตามลาด ( Slope Distance ) ได้แก่ระยะ*งระหว่างจุดสองจุดที่วัดไปตามลาด ( Slope )
ข. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตราส่วนของแผนที่กับระยะ
มาตราส่วนของแผนที่ ( Map Scale ) คือ อัตราส่วนการย่อพื้นผิวภูมิประเทศลงมาสร้างเป็นแผนที่ให้มีขนาดกระทัดรัดเหมาะสมแก่การนำไปใช้งาน ดังนั้นมาตราส่วนของแผนที่จะบอกให้ทราบถึงอัตราส่วนการย่อระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศมาเป็นระยะในแผนที่ นั่น คือ

มาตราส่วนแผนที่

มาตราส่วนของแผนที่ นิยมเขียนเป็นแบบเศษส่วน เช่น ๑/๕๐,๐๐๐ หรือ ๑:๕๐,๐๐๐ และนิยมสร้างไว้เป็นแบบบรรทัดในแผนที่บางชนิด เพื่อสะดวกในการใช้หาระยะตามแนวนอน
ค. การหาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่
๑ ) หาระยะตามแนวนอนโดยอาศัยมาตราส่วนแบบเศษส่วน สามารถกระทำได้
ด้วยการวัดระยะระหว่างจุดที่ต้องการทราบระยะบนแผนที่ด้วยบรรทัด ได้ระยะเท่าไรแล้วนำไปคูณกับ
ตัวเลขที่เป็นส่วนของมาตราส่วนแผนที่ เช่น
วัดระยะระหว่างจุด ๒ จุด ในแผนที่ได้เท่ากับ ๓ เซนติเมตร
มาตราส่วนแผนที่ คือ ๑/๕๐,๐๐๐
ระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจะเท่ากับ ๓ x ๕๐,๐๐๐ = ๑๕๐,๐๐๐ ซม. หรือเท่ากับ ๑,๕๐๐ เมตร
๒ ) หาระยะตามแนวนอนโดยอาศัยมาตราส่วนแบบบรรทัด
การหาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่โดยอาศัยมาตราส่วนแบบบรรทัด ( Graphic Scale or Bar scale ) นั้น ไม่มีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการคำนวณ เพราะตามปกติแล้วแผนที่ภูมิประเทศแบบลายเส้นทั่ว ๆ ไปจะมีมาตราส่วนแบบบรรทัดพิมพ์คิดไว้ที่นอกขอบระวางด้านล่าง อย่างเช่นแผนที่ชุด L 7017 มีมาตราส่วนแบบบรรทัดพิมพ์ไว้ถึง ๔ ชนิดตามหน่วยวัดความยาว คือ เป็นไมล์ เมตร หลา และไมล์ทะเล เพียงแต่ใช้วิธีการรังวัดเปรียบเทียบก็จะทราบระยะตามต้องการ


ก ) วิธีหาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่โดยอาศัยมาตราส่วนแบบบรรทัด ให้กระทำด้วยการนำขอบบรรทัดหรือขอบกระดาษเรียบ ๆ วางทาบให้ผ่านจุดสองจุดในแผนที่ที่จะทำการวัดระยะแล้วทำเครื่องหมายไว้ที่ขอบกระดาษแสดงตำแหน่งของจุดทั้งสองนั้น จากนั้นนำขอบกระดาษไปวางทาบที่มาตราส่วนแบบบรรทัด อันที่มีหน่วยวัดระยะตามต้องการ วิธีทาบให้เอาขีดที่หมายไว้บนขอบกระดาษด้านขวามือทาบตรงขีดส่วนแบ่งช่วง เต็มหน่วยของมาตราส่วนแบบบรรทัดซึ่งอยู่ทาง
ขวามือ ( Primary Scale ) โดยให้ขีดที่หมายไว้บนขอบกระดาษด้านซ้ายมือตกอยู่ใยช่วงขีดส่วนแบ่งย่อยของมาตราส่วนแบบบรรทัด ( Extension Scale ) เสร็จแล้วอ่านระยะบนมาตราส่วนแบบบรรทัด ระยะที่ได้จะเป็นระยะ*งตามแนวนอนในภูมิประเทศของจุดทั้งสองนั้น
ข ) ในบางโอกาสผู้ใช้แผนที่อาจต้องการวัดระยะตามแนวที่คดไปคดมา เช่น ตามแนวถนนหรือทางน้ำ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้โดยแบ่งระยะตามแนวที่คดโค้งนั้นออกเป็นระยะตรงเป็นช่วง ๆ ไปโดยหมายช่วงไว้ในแผนที่ แล้วใช้ขอบกระดาษทาบหมายระยะแต่ละช่วงลงบนขอบกระดาษต่อเนื่องกันไปจดสุดระยะ เสร็จแล้วนำขอบกระดาษมาทาบกับมาตราส่วนแบบบรรทัด เพื่ออ่านระยะตามวิธีการที่กล่าวมาแล้วในข้อ ก ) ก็จะได้ระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศที่ต้องการ
๓ ) หาระยะตามแนวนอนในแผนที่ที่ไม่ปรากฏมาตราส่วน
ในกรณีที่ไม่ทราบมาตราส่วนของแผนที่ จำเป็นต้องหามาตราส่วนของแผนที่ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงจะหาระยะระหว่างจุดใด ๆ ในแผนที่ดังกล่าวแล้วได้ การหามาตราส่วนของแผนที่สามารถกระทำได้ ๒ วิธีดังนี้
ก ) เปรียบเทียบระยะในแผนที่กับระยะในภูมิประเทศที่ตรงกัน เช่น วัดระยะระหว่างจุด ๒ จุด ในภูมิประเทศได้ ๕ ซม. วัดระยะในภูมิประเทศที่ตรงกันได้ ๒๕๐ เมตร

มาตราส่วนแผนที่

ข ) เปรียบเทียบกับแผนที่แบบอื่นที่คลุมพื้นที่บริเวณเดียวกันและทราบมาตราส่วนแล้ว
การหาระยะตามแนวนอนจากแผนที่นั้น แผนที่ยิ่งมาตราส่วนเล็กความละเอียดถูกต้องในการหาระยะยิ่งมีน้อย เพราะรายละเอียดที่แสดงไว้ในแผนที่มาตราส่วนเล็กมักขยายใหญ่กว่าอัตราส่วนที่เป็นจริง ( ขนาดของรายละเอียดไม่สัมพันธ์กับมาตราส่วน )
๔ ) หาระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศจากแผนที่ โดยอาศัยล้อวัดระยะ
การหาระยะตามแนวที่คดโค้งไปมาเป็นระยะทางยาวย่อมประสบความยุ่งยาก หากจะใช้วิธีการหาระยะตามแนวนอนดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นใช้เพื่อความ
มุ่งหมายนี้โดยเฉพาะ เครื่องมือดังกล่าวเรียกว่า ล้อวัดระยะ ล้อวัดระยะเป็นเครื่องมือวัดระยะในแผนที่ ประกอบด้วยหน้าปัทม์บอกระยะ ลูกล้อเล็ก ๆ และด้ามถือบนหน้าปัทม์มีเข็มเล็ก ๆ คล้ายเข็มนาฬิกา ทำหน้าที่ชี้บอกระยะที่ลูกล้อเคลื่อนที่ไปตามแนวของระยะที่ต้องการวัด การวัดระยะในแผนที่ด้วยล้อวัดระยะมีวิธีปฏิบัติตามลำดับดังต่อไปนี้
ก ) หมุนลูกล้อวัดระยะจนกระทั่งเข็มชี้บอกระยะเลื่อนไปอยู่ที่ขีดศูนย์ ( ๐ ) ของขีดส่วนแบ่งบนหน้าปัทม์
ข ) วางเครื่องมือวัดระยะให้ลูกล้อวัดระยะสัมผัสจุดที่จะเริ่มทำการวัดระยะในแผนที่ จับด้ามถือดันให้ล้อวัดระยะเคลื่อนที่ไปตามแนวที่ต้องการวัดระยะจนถึงจุดปลายของระยะที่ต้องการวัดนั้น

ค ) อ่านระยะที่วัดได้จากหน้าปัทม์บอกระยะ
ง ) ถ้าล้อวัดระยะที่ใช้เป็นแบบบอกระยะในแผนที่ก็จำเป็นต้องนำระยะที่ได้ไปแปลงเป็นระยะตามแนวนอนในภูมิประเทศโดยอาศัยมาตราส่วนแผนที่นั้น
ง. การหาระยะตามแนวยืนระหว่างจุด ๒ จุดในภูมิประเทศจากแผนที่
การหาระยะตามแนวยืนระหว่างจุดใด ๆ ก็คือการหาค่าความต่างระดับระหว่างจุดนั้น ๆ นั่นเอง ซึ่งวิธีการหาค่าความต่างระดับได้อธิบายไว้แล้วในตอนต้น
จ. การหาระยะตามลาดระหว่างจุด ๒ จุดในภูมิประเทศจากแผนที่สามารถกระทำได้โดยง่าย ด้วยการหาระยะตามแนวนอนและระยะตามแนวยืนระหว่างจุด ๒ จุดซึ่งได้อธิบายไว้แล้วใน
ข้อ ค. และ ง. เมื่อได้ระยะตามแนวนอนและระยะตามแนวยืนแล้วให้ใช้สูตรเรขาคณิตคำนวณหาระยะตามลาด ดังนี้
( ระยะตามลาด )๒ = ( ระยะตามแนวนอน )๒ + ( ระยะตามแนวยืน )๒
๕. วิธีหาทิศทาง
ทิศทางเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของชนทุกอาชีพ เรามักได้ยินอยู่เสมอถึงคำว่า ซ้าย ขวา หน้า หลัง เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ในการกำหนดทิศทางที่ต้องการความละเอียดถูกต้องสูง จำเป็นต้องมีวิธีการที่แน่นอน ใช้ได้กับทุกพื้นที่ มีหน่วยในการบอกทิศทาง ที่สามารถวัดได้ กำหนดได้และเป็นสากล
ก. หน่วยในการกำหนดทิศทาง
ตามปกติหน่วยในการกำหนดทิศทางเป็นค่าของง่ามมุม ซึ่งมีอยู่หลายระบบด้วยกันเท่าที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันมี ๓ ระบบ คือ
๑ ) องศา ( Degree ) เป็นหน่วยที่ใช้ในการกำหนดขนาดของง่ามมุมที่ใช้อยู่แพร่หลายที่สุด เครื่องมือที่สร้างขึ้นมาใช้ในการวัดมุมที่ต้องการความละเอียดถูกต้องสูง ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีหน่วยเป็น องศา ลิบดา และพิลิบดา โดยกำหนดให้มุมรอบจุดมีค่าเท่ากับ ๓๖๐ องศา ๑ องศามีค่าเท่ากับ ๖๐ ลิบดา และ ๑ ลิบดามีค่าเท่ากับ ๖๐ พิลิบดา
๒ ) เกรด ( Grade ) เป็นหน่วยที่ใช้ในการกำหนดขนาดของง่ามมุมที่มีใช้อยู่ในงานสำรวจด้านวิศวกรรมและงานก่อสร้างบางแห่ง โดยกำหนดให้มุมรอบจุดมีค่าเท่ากับ ๔๐๐ เกรด ซึ่งเป็นหน่วยลงตัวง่าย ๆ
๓ ) มิล ( Mil. ) เป็นหน่วยที่ใช้ในการกำหนดขนาดของง่ามมุมในกิจการทหารบางสาขา เช่นการบอกที่หมายเพื่อการยิงอาวุธของทหารราบ หือการตั้งยิงและปรับมุมยิงของปืนใหญ่เป็นต้น โดยกำหนดให้มุมรอบจุดมีค่าเท่ากับ ๖,๔๐๐ มิล
ข. เส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทาง ( Direction Base Lines )
ในการรังวัดสิ่งใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องกำหนดจุดเริ่ม หรือจุดศูนย์ การกำหนดทิศทางก็เช่นเดียวกันจำเป็นต้องมีแนวเริ่มหรือแนวทิศทางที่เป็นศูนย์ ซึ่งมีชื่อเฉพาะเรียกว่าเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทาง ที่ใช้เป็นสากลอยู่ในปัจจุบันนิยมใช้แนวทิศเหนือซึ่งมีอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน คือ
๑ ) ทิศเหนือจริง ( True North ) ได้แก่แนวที่ลากจากจุดใดจุดหนึ่งบน
พื้นผิวพิภพไปสู่จุดขั้วโลกเหนือ เส้นลองจิจูตทุกเส้นชี้ไปในทิศทางของทิศเหนือจริง แนวทิศทางเหนือจริงในแผนที่ภูมิประเทศที่ใช้เป็นแผนที่มูลฐานปัจจุบันใช้รูปดาวเป็นเครื่องหมาย
๒ ) ทิศเหนือแม่เหล็ก ( Magnetic North ) คือ แนวทิศเหนือที่กำหนดขึ้นโดยใช้เข็มทิศแม่เหล็ก ในแผนที่ภูมิประเทศที่ใช้เป็นแผนที่มูลฐานปัจจุบัน ใช้รูปหัวลูกศรซีกเดียวเป็นเครื่องหมายแสดงแนวทิศเหนือแม่เหล็ก
๓ ) ทิศเหนือกริด ( Grid North ) คือ แนวทิศเหนือที่ขนานกับเส้นกริดในทางตั้ง ในแผนที่ภูมิประเทศที่ใช้เป็นแผนที่มูลฐานปัจจุบันใชัอักษร GN เป็นเครื่องหมายกำกับแนว
ทิศเหนือกริด
ค. อาซีมุทและอาซีมุทกลับ ( Azimuth and Back Azimuth )
๑ ) วิธีกำหนดทิศทางที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน คือ การใช้ค่าอาซีมุท อาซีมุท คือค่าของมุมราบที่นับเวียนตามเข็มนาฬิกาจากเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทางไปยังทิศทางของ
ที่หมาย เนื่องจากเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทางมี ๓ ชนิด อาซีมุทจึงมี ๓ ชนิด ตามไปด้วยคือ
๒ ) อาซีมุทกลับ คือ ค่าของมุมราบที่นับจากแนวเส้นฐานสำหรับกำหนดทิศทางเวียนตามเข็มนาฬิกาไปยังทิศทางที่อยู่ตรงข้ามกับทิศทางของที่หมาย ค่าอาซีมุทกลับหาได้จากค่า
อาซีมุท คือ เอา ๑๘๐ องศา บวกกับค่าอาซีมุทในกรณีที่ค่าอาซีมุทน้อยกว่า ๑๘๐ องศา แต่ในกรณีที่ค่าอาซีมุทมากกว่า ๑๘๐ องศา ให้เอา ๑๘๐ องศา ลบออก
ง. แบริ่ง ( Bearings )
๑ ) แบริ่งเป็นระบบการบอกทิศทางแบบหนึ่งซึ่งบอกทิศทางเป็นค่าง่ามมุมนับจากแนวอ้างอิง ส่วนเหนือหรือส่นใต้เวียนตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกาไปสู่แนวที่หมายค่าแบริ่งจะอยู่ระหว่าง ๑ - ๙๐ องศา หรือ ๑/๔ ของวงกลม
๒ ) การกำหนดค่าแบริ่ง จะต้องบวกข้อมูลที่จำเป็นต่อไปนี้
ก ) แนวอ้างอิงที่จะใช้เพื่อการวัด ( ส่วนเหนือหรือส่วนใต้ )
ข ) ขนาดง่ามมุม
ค ) ทิศทางที่จะวัดค่ามุมเวียนไปทางตะวันออกหรือตะวันตก ตัวอย่างเช่น แบริ่ง N 30º E หมายความว่า ใช้แนวอ้างอิงส่วนเหนือวัดขนาดง่ามมุมได้ ๓๐ องศา โดยวัดเวียนไปทางทิศตะวันออก
๓ ) แนวอ้างอิงที่ใช้ในการกำหนดค่าแบริ่ง คือ แนวเหนือ – ใต้ ดังนั้น
จึงไม่เป็นการยากที่จะเปลี่ยนค่าแบริ่งของที่หมายเป็นค่าอาซีมุทหรือเปลี่ยนค่าอาซีมุทเป็นค่าแบริ่ง เช่น
ก ) ในจตุรางคดล เหนือ – ตะวันออก ( Northeast quadrant ) หรือ
NE คือแบริ่งจะเท่ากับค่าอาซีมุท เพิ่มด้วยอักษณ N และ E
ข ) ในจตุรางคดล ใต้ – ตะวันออก ( Southeast quadrant ) หรือ SE ค่าแบริ่งจะเท่ากับ ๑๘๐ องศา ลบด้วยค่าอาซีมุท แล้วเติมอักษร S และ E ถ้าต้องการหาค่าอาซีมทุเมื่อทราบค่าแบริ่ง ให้ตัดอักษร S และ E ออกแล้วเอาค่าแบริ่งนั้นไปลบ ๑๘๐ องศาจะได้ค่าอาซีมุทตามต้องการ
ค ) ในจตุรางคดล ใต้ – ตะวันตก ( Southwest quadrant ) หรือ SW ค่าแบริ่งจะเท่ากับค่าอาซีมทุลบด้วย ๑๘๐ องศา แล้วเติมอักษร S และ W ถ้าต้องการหาค่าอาซีมุทเมื่อทราบค่าแบริ่งให้ตัดอักษร S และ W ออกแล้วเอาค่าแบริ่งนั้นไปบวก ๑๘๐ องศา ก็จะได้ค่าอาซีมุท
ตามต้องการ
ง ) ในจตุรางคดล เหนือ – ตะวันตก ( Northwest quadrant ) หรือ NW ค่าแบริ่งจะเท่ากับ ๑๘๐ องศาลบด้วยค่าอาซีมุท แล้วเติมอักษร N และ W ถ้าต้องการหาค่าอาซีมุท เมื่อทราบค่าแบริ่งให้ตัดอักษร N และ W ออกแล้ว เอาค่าแบริ่งนั้นไปลบออกจาก ๑๘๐ องศา ก็จะได้ค่าอาซีมุทตามต้องการ



๔ ) แนวอ้างอิงที่ใช้ในการกำหนดค่าแบริ่งอาจใช้แนวทิศทางเหนือจริง
ทิศเหนือแม่เหล็กหรือทิศเหนือกริดก็ได้ เมื่อทราบค่าแบริ่งจากแนวอ้างอิงใดก็สามารถเปลี่ยนค่าเป็นแนว
อ้างอิงอื่น ๆ ได้โดยอาศัย Declination diagram ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของแนวทิศเหนือทั้งสามซึ่งจัดพิมพ์ไว้ที่รายการนอกขอบระวางของแผนที่
จ ) วิธีหาแนวทิศเหนือประมาณเมื่อปฏิบัติการในภูมิประเทศ
๑ ) หาแนวทิศเหนือประมาณในภูมิประเทศโดยใช้เข็มทิศ
เข็มทิศเป็นเครื่องมือที่ใช้ชี้บอกแนวทิศเหนือแม่เหล็กชนิดหนึ่ง ซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นใช้หลายร้อยปีมาแล้ว โดยอาศัยคุณสมบัติของแท่งแม่เหล็กที่สัมพันธ์กับแม่เหล็กพิภพ กล่าวคือถ้าแขวนแท่งแม่เหล็กให้แกว่งไกวได้อย่างอิสระในแนวระดับ ปลายข้างหนึ่งของแท่ง
แม่เหล็กจะชี้ไปทางขั้วเหนือของสนามแม่เหล็กพิภพ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับขั้วเหนือจริงของพิภพ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีผู้นำเอาแท่งแม่เหล็กมาสร้างเป็นเข็มทิศขึ้นใช้ช่วยในการกำหนดทิศทางมีหลายแบบหลายลักษณะด้วยกัน ส่วนประกอบของเข็มทิศแม่เหล็กอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วน คือ
ก ) ตัวเข็มทิศ เป็นแท่งแม่เหล็ก อาจทำเป็นรูปยาวแบนหรือปลายทั้งสองข้างเรียวแหลมมีเครื่องหมายแสดงปลายที่ชี้ทิศเหนือ ( หรือเป็นรูปอื่น )
ข ) หน้าปัทม์บอกค่ามุม หรือขีดส่วนแบ่งค่าเป็นมุมติดไว้ที่
ตัวกล่อง อาจมีค่าเป็นองศา เกรด หรือ มิล อย่างใดอย่างหนึ่ง
ค ) เข็มทิศที่ค่อนข้างดีจะมีส่วนที่สามคือ ระบบส่องเล็งที่หมาย เครื่องส่องเล็งที่หมายมีหลายแบบ เข็มทิศที่ต้องการให้อ่านค่าง่ามมุมได้ละเอียดถูกต้องสูง ระบบส่องเล็งที่หมายจะสร้างไว้เป็นตัวกล้องส่อง ( Tolescope )
การใช้เข็มทิศหาแนวทิศเหนือในภูมิประเทศวิธีการที่สะดวกและง่ายที่สุด ใช้ได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เพียงแต่ให้ตัวเข็มแม่เหล็กสามารถแกว่งไกวได้เป็นอิสระปลายข้างหนึ่งของเข็มทิศก็จะชี้ตรงไปยังแนวทิศเหนือ เกือบทุกบริเวณมีสิ่งซึ่งจะมีอิทธิพลเบี่ยงเบนทิศทางการชี้ของเข็มทิศแม่เหล็ก ทำให้แนวทิศเหนือแม่เหล็กที่เข็มทิศชี้คลาดเคลื่อนไปจากแนวที่ถูกจริง
ที่เรียกว่ามุมเบี่ยงเบนของเข็มทิศแม่เหล็ก ( Magnetic Declination ) ซึ่งตามปกติขนาดมุมเบี่ยงเบน
ไม่โตนัก ยกเว้นบางบริเวณมีแหล่งวัตถุที่มีอำนาจแรงดึงดูดเข็มทิศแม่เหล็กให้เบี่ยงเบนมาก เช่น บริเวณ
ก่อสร้างหรือแหล่งแร่เหล็กก็ไม่สามารถใช้เข็มทิศกำหนดทางได้
๒ ) หาแนวทิศเหนือโดยอาศัยสังเกตวิถีของเงา ( Shadow - Tip )
ก ) ปักกิ่งไม้หรือไม้เรียวยาวประมาณ ๔ ฟุต ลงไปบนพื้นดินบริเวณที่ราบเรียบพอที่จะสังเกตเห็นเงาของกิ่งไม้ที่ปักไว้ได้ชัดเจน เสร็จแล้วหมายตำแหน่งเงาของปลายกิ่งไม้นั้นไว้ด้วยวิธีขีดบนพื้นดิน หรือเอาก้อนหินเล็ก ๆ วางไว้ก็ได้
ข ) รอจนกระทั่งเงาของปลายไม้เคลื่อนไปจากที่เดิมประมาณ ๒ - ๓ นิ้ว ( ถ้าใช้ไม้ยาประมาณ ๔ ฟุต ใช้เวลารอคอยประมาณ ๑๐ นาที ) และหมายตำแหน่งเงาของปลายไม้จุดที่ ๒ เข้า ไว้ด้วยวิธีการเดียวกับข้อ ก ) แนวเส้นตรงที่ลากผ่านจุดที่หมายไว้ทั้งสองจุดจะเป็นแนว ตะวันออก - ตะวันตก จุดแรกที่หมายไว้จะอยู่ทางตะวันตก จุดที่หมายไว้จุดที่สองจะอยู่ในทิศทางของตะวันออก
ค ) ลากเส้นตั้งได้ฉากกับแนวเส้นตรงที่ขีดไว้ในข้อ ข ) ก็จะได้แนวทิศเหนือตามต้องการ
๓ ) หาแนวทิศเหนือโดยอาศัยเงาประกอบกับนาฬิกาข้อมือ
ก ) ผู้ที่อยู่ทางซีกโลกภาคเหนือ ในย่านเวลาตะวันอ้อมเหนือ คือ ระหว่างปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนกันยายน นำนาฬิกาข้อมือวางกลางแดด แล้วใช้ไม้เล็ก ๆ ปักลงบนหน้าปัทม์นาฬิกาตรงตำแหน่งของเลข ๑๒ ( เวลาขณะนั้นจะเป็นเวลาใดก็ได้ ) หมุนเรือนนาฬิกาจนกว่าเงาไม้ที่ปักตรงขีดของเลข ๑๒ จะทอดทับจุดศูนย์กลางหน้าปัทม์นาฬิกาพอดี แนวทิศเหนือ คือ แนวเส้นตรงที่ลากแบ่งครื่งมุมระหว่างเข็มสั้นของนาฬิกากับแนวที่ลากจากศูนย์กลางหน้าปัทม์นาฬิกาผ่านขีดของ
เลข ๑๒
ข ) ผู้ที่อยู่ทางซีกโลกภาคเหนือ ในย่านเวลาตะวันอ้อมใต้ คือ ระหว่างปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนมีนาคม นำนาฬิกาข้อมือวางกลางแดด แล้ใช้ไม้เล็ก ๆ ปักลงบนหน้าปัทม์นาฬิกา ตรงขีดที่ปลายเข็มสั้นชี้ หมุนเรือนนาฬิการไปจนกว่าเงาของไม้ที่ปักตรงขีดเข็มสั้นชี้จะทอดทับแนวเข็มสั้นและผ่านจุดศูนย์กลานหน้าปัทม์นาฬิกา แนวทิศใต้คือแนวเส้นตรงที่แบ่งครื่งมุมระหว่างแนวเข็มสั้นชี้กับแนวที่ลากผ่านจุดศูนย์กลางหน้าปัทม์ไปยังขีดตรงเลข ๑๒
๔ ) หาแนวทิศเหนือเวลากลางคืนโดยสังเกตดาวประจำขั้วฟ้าเหนือ ถ้าต่อแนวแกนหมุนของพิภพออกไปทางขั้วโลกเหนือแนวแกนดังกล่าวจะชี้ตรงไปยังดาวดวงหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกว่าดาวเหนือ ( Pokaris ) ดังนั้นดาวเหนือจึงเป็นดาวที่ใช้กำหนดทิศเหนือ ถ้ามองดูดาวเหนือด้วยตาเปล่าจะเห็นเสมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ตลอดเวลาแต่ถ้าส่องวัดด้วยกล้องวัดมุมจะเห็นดาวเหนือเคลื่อนที่เป็นวงกลมเล็ก ๆ การที่เห็นดาวเหนือเคลื่อนที่เป็นวงกลมเล็ก ๆ นั้น ก็เนื่องมาจากการหมุนรอบตัวเองของพิภพ วิธีสังเกตหาดาวเหนือต้องอาศัยสังเกตจากดาวจรเข้ ซึ่งสังเกตเห็นได้ง่ายและชาวบ้านรู้จักกันดีโดยทั่วไป ดาวจรเข้ประกอบด้วยดาว ๗ ดวง ซึ่งจะเห็นเดินเป็นวงกลมรอบดาวเหนือ ถ้าสมมติลากเส้นตรงผ่านดาว ๒ ดวง ที่สมมติเป็นขาหน้าของจรเข้แล้ว แนวเส้นตรง
ดังกล่าวจะชี้ไปสู่ตำแหน่งของดาวเหนือ ซึ่งเป็นดาวที่มีแสงสุกใสกว่าดาวทุกดวงบริเวณใกล้เคียง ระยะ*งระหว่างดาวเหนือกับดาวที่สมมติเป็นขาหน้าซ้ายของดาวจรเข้จะมีขนาดประมาณ ๕ เท่า ของระยะ*งระหว่างดาวสองดวงที่สมมติเป็นขาคู่หน้าของดาวจรเข้ ( Big dipper )
๕ ) หาแนวทิศเหนือเวลากลางคืนโดยสังเกตภาพดวงจันทร์
เป็นที่ราบดีอยู่แล้วว่า ภาพของดวงจันทร์ที่ปรากฏให้เห็นในท้องฟ้านั้นมีลักษณะกลมอยู่ชั่วย่านเวลาหนึ่งเท่านั้น เวลาที่เห็นดวงจันทร์ส่วนใหญ่จะเห็นภาพดวงจันทร์เว้าแหว่งส่วนที่เว้าแหว่งของภาพดวงจันทร์จะช่วยชี้บอกทิศทางได้ โดยมีข้อสังเกตดังนี้
ก ) เวลาข้ามแรม ด้านที่เว้าแหว่งของดวงจันทร์จะหันไปทางทิศตะวันตก
ข ) เวลาข้ามขึ้น ด้านที่เว้าแหว่งของดวงจันทร์จะหันไปทางทิศตะวันออก จากข้อสังเกตดังกล่าวจะช่วยให้สามารถกำหนดแนวทิศเหนือโดยประมาณได้
๖. วิธีการบอกตำแหน่งในแผนที่ โดยอาศัยระยะและทิศทาง
ผลที่ได้จากการศึกษาเรื่องการหาระยะและทิศทาง จะช่วยให้สามารถนำมาใช้ในการบอกตำแหน่งของจุดใด ๆ ในแผนที่ได้
ระยะที่จะใช้ในการบอกตำแหน่งของจุดใด ๆ ในแผนที่ คือ ระยะตามแนวนอนที่วัดได้ในแผนที่นั้น สำหรับทิศทางที่ใช้ประกอบในการบอกระยะอาจจะใช้ค่าอาซีมุทหรือแบริ่ง หน่วยในการบอกระยะและทิศทางสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวกและความเหมาะสม
การบอกตำแหน่งด้วยวิธีนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ การกำหนดตำแหน่งโดยอาศัยพิกัดโพล่าร์ ”


โดย จิ๊บจ๊อย เอนเตอร์เทนเมนต์ เมื่อ 29  เม.ย. 47, 15:56 น.