ถึงทุกท่านที่ search มาเจอหน้ากระทู้ตรงนี้จาก Google เราขอชวนท่านเข้าไปที่หน้าเว็บบอร์ดจริงของเรา มีข้อมูลท่องเที่ยวอีกเยอะมาก โดยเฉพาะน้อง ๆ ที่ทำรายงาน หรือสมาชิกใหม่ที่ไม่เคยเข้าเว็บเรามาก่อน น่ะจ๊ะ เว็บบอร์ดเราอยู่ที่ http://www.trekkingthai.com/board นะครับ....มีข้อมูลอีกหลายหมื่นกระทู้ คลิกไปอ่านดูสิครับ *_*

ผักและผลไม้ป่าที่กินได้




ผักและผลไม้ป่าที่กินได้มีหลายชนิด แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกัน ผมเองก็ยังไม่ค่อยรู้จักสักเท่าไรเลย พวกเราที่รู้จักผักและผลไม้ป่าที่กินได้ช่วยแนะนำกันหน่อย ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในการเดินป่ากันนะครับ

หน่อหวาย อ้ายมิตรคนนำทางคนเก่ง ที่พาพวกผมขึ้นดอยลังกาเมื่อหลายปีก่อน เก็บหน่อหวายแถวแหล่งน้ำในหุบเขา มาปอกเปลือกซอยออกเป็นชิ้นๆ ทำแกงต้มให้พวกผมกิน เครื่องแกงก็อาศัยเก็บจากเครื่องปรุงที่เหลือจากกองซองมาม่านั่นแหละ ถึงแกงจะส่งกลิ่นหอม แต่เนื้อหน่อหวายก็ขมจนน่าคายทิ้งชะมัด พวกผมก็ได้แต่กลั้นใจช่วยกันกินจนหมดหม้อเพราะต่างก็หิวจัด ขณะที่อ้ายมิตรนั่งเกาพุงพลุ้ยอยู่อย่างชอบใจ ด้วยคิดว่าพวกผมกำลังเจริญอาหาร

ปลีกล้วยป่า ถือเป็นลาภปากที่เจ้าหน้าที่หน่วยกิ่วลม เชิงดอยผ้าห่มปก แบ่งปลีกล้วยป่าชุบแป้งโกกิทอดเสริฟพร้อมน้ำจิ้มไก่ย่าง มาให้ผมลองชิมในหัวค่ำคืนก่อนมีฝนดาวตกเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ความอร่อยขนาดที่นายกิ่วลมแห่งทัวร์ดอย ที่บังเอิญฝนดาวตกชักนำให้เรามารู้จักกันที่หน่วยฯ แย่งผมกินไปหลายชิ้นจนผมต้องยอมทำน่าเกลียด แอบย่องๆไปขอเพิ่มทางหลังห้องครัว “เอาไปเต๊อะเจ้า มีแหมเปอเลอะเปอเต๋อ(เอาไปเถอะค่ะ มีอีกเยอะแยะ)” แม่ครัวใจดีว่า แล้วผมจะมัวแต่เกรงอกเกรงใจอยู่ทำไมล่ะ

มะติ่ง เป็นผลไม้ลูกกลมๆผิวเกลี้ยง ขนาดเท่ากำปั้นสีเหลืองส้มสะดุดตา ต้นของมันเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กขึ้นตามป่ากึ่งโล่งแจ้งทั่วไป เนื้อผลของมันถึงกินได้แต่ก็ไม่น่าเสี่ยงกับการกินผิด เพราะทั้งต้นและลูกของมันดันไปคล้ายกับแสลงใจ ที่เมล็ดมีสารสทริคนินที่เป็นพิษต่อระบบประสาท ว่ากันว่า ถ้าเผลอกินเมล็ดของแสลงใจเข้าไปไม่เกิน 7 เมล็ด มีสิทธิได้เปลี่ยนบรรยากาศไปเดินป่าขึ้นเขาชื่นชมธรรมชาติกับยมบาลแทน ว่าแต่คุณต้าสนใจจะออกทริปแบบนี้ไหมครับ

ฯลฯ



ตั้งโดย เกรียงไกร(ไม่สุวรรณภักดิ์) เมื่อ 21  พ.ค. 45, 23:44 น.



ความคิดเห็นที่ 1
ไปเขาใหญ่ที่ผ่านมาไปคุยกับพี่แหลมเห็นแก้ถือลูกอะไรไม่รู้สีน้ำตาลอ่อนคล้ายหัวมันฝรั่งแต่ใหญ่กว่าทานเม็ดข้างในเพื่อนที่ทานบอกว่าอร่อยหวานๆนิดหน่อยพี่แหลมเรียกว่าลูก หำช้าง24 24 24

โดย 4WD เมื่อ 22  พ.ค. 45, 00:18 น.


ความคิดเห็นที่ 2
ผมก็เลยขอลองไป 2 หำ เอ....ไม่ใช่ 2 เม็ด โอเค รสชาดพอได้...
พี่ 4 WD พี่แหลมแกบอกว่าชาวบ้านบางคนเรียกว่า ลูก.....อะไรนะ
12

โดย Trekkathon เมื่อ 22  พ.ค. 45, 14:07 น.


ความคิดเห็นที่ 3
ยังตามอ่านอยู่นะคะ... ไม่ต้องน้อยใจ ดิฉันห้าแต้มไปแล้วยังขำตัวเองอยู่เลยค่ะ 08 08

พอดีคุณเกรียงไกร สุวรรณภักดิ์ แกเป็นอาจารย์สอนดูผีเสื้อของดิฉัน เลยนึกว่าคุยกับอาจารย์อยู่... เมื่อวันเสาร์ถามแกว่าตกลงต้นสาบแมวเป็นไง ที่ post ไว้ในกระทู้น่ะ... แกตอบว่าผมไม่ได้ post... ดิฉันงงไปรอบนึงแล้ว นึกว่าอาจารย์เขียนไว้แล้วทำเก็ก... 08 08 08 08

คุณเกรียงไกรเขียนเรื่องดียังกะนักเขียนสารคดีอาชีพแนะค่ะ...เขียนประจำอยู่ที่ไหนหรือเปล่าคะ 02 02

โดย หญิงอร เมื่อ 22  พ.ค. 45, 14:56 น.


ความคิดเห็นที่ 4
ไปเที่ยวต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร มา แย่งลูกมะปลิง จากค่าง
มาตำน้ำพริกกินกันค่ะ

มะปลิงป่า จะลูกไม่ใหญ่ มีทั้งต้นสูงและไม่สูง อยู่ที่ว่าปีนเก็บไหว
หรือเปล่า รสชาดเปรี้ยวอมหวาน แทนมะนาว ค่างจะชอบกิน แต่เราก็ชอบเหมือนกัน ก็เลยขอแบ่ง(แย่ง)มาหน่อยนึง ตำน้ำพริก จิ้มกะผัก*ด
(พืชตระ*ลเฟิร์นชนิดหนึ่ง) จะลวก หรือผัดก็ได้
บวกกับฝีมือคนตำ...อืม...อร่อยเหาะเจ้าค่ะ ขอบอก
12 12

โดย vickie เมื่อ 22  พ.ค. 45, 16:40 น.


ความคิดเห็นที่ 5
เยอะมากจนจาระไนไม่หมด ทยอยแล้วกัน

ลูกสำรอง - อร่อยดีครับ แช่น้ำแล้วจะกลายเป็นวุ้น ใส่น้ำเชื่อมหน่อยนะ ชื่นใจ

มะไฟป่า - มีทั้งสีเหลือง เปรี้ยว ๆ และมะไฟแรด ลูกสีดำ อันนี้อมหวานนิด ๆ ด้วย

ระกำป่า - เม็ดใหญ่ เนื้อน้อย ใช้ดูด ๆ เอา เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ

มะขามป้อม - แก้คอแห้งได้ชะงัดนัก


ผลผลิตจากป่ามีมากจริง ๆ ถ้ารู้จักใช้เพียงแค่ป่าชุมชนในพื้นที่เสื่อมโทรมเดิม หรือคงสภาพชายป่าให้สมบูรณ์ ประชาชนคนไทยไม่อดอยากหรอก แต่บางที่น่าเศร้าใจ เช่น การโค่นต้นไม้เพื่อเอาฝักไปขาย ก็เป็นการใช้ประโยชน์ครั้งเดียว ไม่ยั่งยืน มาวันนี้เพิ่งอ่านเรื่องของบ้านเขาครามจากไทยรัฐ ชอบมากครับ



โดย Mr.OB1 เมื่อ 23  พ.ค. 45, 07:44 น.


ความคิดเห็นที่ 6
สูตรยาแก้จนเขาคราม
ลดนำเข้าเพิ่มส่งออก
ยาวิเศษ...แก้โรคยากจนเรื้อรังมี 3 ชนิด

(1) ยาช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตและดำรงชีวิต


(2) ยาช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น


(3) ยาช่วยให้เกษตรกรมีเงินเก็บออมมากขึ้น


ถ้าเกษตรกรได้กินยา 3 ตัวนี้ ใครๆ ก็รู้ ช่วยรักษาโรคยากจนดักดานได้อย่างไม่ต้องสงสัย


แต่ปัญหาที่ใครๆ ก็รู้ มีความยากตรง...จะหายาวิเศษ 3 ตัวนี้ได้จากที่ไหน และทำยังไงชาวบ้านกล้ากินยานี้


เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านถูกทางการเอายาหอมมาหลอกตลอด...หลอกให้เอาโน่นมาปลูก เอานี่มาเลี้ยง แล้วจะรวยได้


แต่ปลูกไป เลี้ยงไป...มีแต่หนี้กับความยากจนเพิ่มพูน


นี่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ณ วันนี้...ชาวบ้านไม่เชื่อคำโฆษณายาดีจากทางการ


ชีวิตเกษตรกรไทยเลยอยู่กันแบบความหวาดกลัว กลัวถูกหลอก อยู่แบบไร้ความหวัง ไร้อนาคต หมดปัญญาปลดเปลื้องหนี้สิน


แต่วันนี้เกษตรกร 6 หมู่บ้าน ของ ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ จำนวน 1,676 ครัวเรือน...ไม่กลัว ไม่สิ้นหวัง แถมยังมีความหวังว่า ในอนาคตเขาจะรวย รวยแบบไม่ต้องพึ่งใคร


เดิมทีชาวเขาครามมีรายได้แค่ปีละ 59 ล้านบาท...แต่มีหนี้สินค่าใช้จ่าย 214 ล้านบาท


รายได้ติดลบมากขนาดนี้ คนตำบลเขาครามยังยิ้มสู้ เพราะพบทางสว่างในชีวิต


พบว่ายาวิเศษอยู่ที่ไหน จะหาได้จากตรงไหน และข้อสำคัญ พวกเขากล้ากิน


เป็นยาที่ทำเองมากับมือ ไม่ต้องกลัวมีพิษ มีฤทธิ์แปลกปลอมแทรกซ้อน เหมือนยาที่ทางการเคย เอามาแจกให้ทดลองกิน


ยาวิเศษถูกพบโดยการช่วยกันร่างแผนแม่บท...เริ่มต้นด้วยการสำรวจโรคร้ายที่ตัวเองเป็นอยู่


สำรวจให้รู้ว่า ตัวเองเป็นอยู่อย่างไร ทำไมเราถึงเป็นหนี้ ไม่มีเงิน มีรายได้ เท่าไร ใช้จ่ายค่าอะไรไปแค่ไหน และเขาครามมีอะไรดีที่พอจะนำมาทำเป็นสินค้าเพื่อหารายได้เพิ่ม


เอาแบบฟอร์มให้ชาวบ้านไปทำบัญชี กรอกตัวเลขค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หาต้นเหตุของการไม่มีเงิน


ผลการสำรวจทำเอาชาวบ้านเองถึงกับอึ้ง!


พวกเขาจน เงินหมดกระเป๋าต้องเป็นหนี้สินรุงรัง เพราะปีหนึ่งคนตำบลเขาคราม 8,757 คน... ต้องควักซื้อข้าวสาร 6 ล้านบาท, ซื้อไก่ 5 ล้าน, ไข่ 2 ล้าน, อาหารสำเร็จรูป 4 ล้าน, น้ำอัดลม น้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยว25 ล้าน


เหล้าเบียร์ 5 ล้าน, ค่ายาแก้ปวด แก้ไข้ ท้องเสีย 3 ล้าน, ค่าสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก 6 ล้าน, ค่าเสื้อผ้า กางเกง รองเท้า 27 ล้าน, ค่าใช้จ่ายส่งลูกเรียน 5 ล้าน, ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง 49 ล้าน, หนี้*้ ธ.ก.ส. และเงิน*้นอกระบบ 60 ล้าน ฯลฯ


ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยสำรวจตัวเองละเอียดกันขนาดนี้ สำรวจแล้วเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายหนักมือของตัวเองแล้ว ก็ตกใจ และทันทีนั้น ก็เห็นปัญหาของตัวเอง ...เห็นทางสว่างในชีวิต


ในเมื่อจ่ายมาก...ก็ต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายลง


“พอเห็นตัวเลขค่าใช้จ่าย เรารู้ทันทีว่า ในแผนแม่บทที่เราร่างขึ้นมา แผนนั้นเราต้องทำอะไรบ้าง เราต้องพึ่งตัวเองให้มากขึ้น ต้องลดการนำเข้าสินค้า เพื่อเงินของเราจะไม่รั่วไหลไปอยู่ที่อื่น”


นายห้าสัน วันศุกร์ แกนนำเกษตรกร ต.เขาคราม กล่าว


ปฏิบัติการลดการนำเข้าข้อแรก เคยนำเข้าไก่มากินในตำบลปีละ 5 ล้านบาท... ก็ต้องคิดแผนเลี้ยงไก่ไว้กินเอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย


และไม่ใช่แค่ร่างแผนแม่บทเพื่อเลี้ยงไก่อย่างเดียว ชาวบ้านทำแผนแม่บทเลี้ยงหมู-วัว-นกกระทา-ปลาในกระชัง-เพาะเห็ด-ปลูกผัก


ที่ผ่านมา การสนับสนุนให้เกษตรกรโหมปลูกพืชตัวเดียวเป็นหลัก ชาวบ้าน เลยละทิ้งการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อย่างอื่นไปหมด...เวลาจะกินอะไร ต้องควักเงินไปซื้อ


กระทั่งน้ำปลา ทั้งที่เขาครามอยู่ติดทะเลมีอาชีพประมง จับปลากะตักส่งขายโรงน้ำปลาเป็นประจำทุกวัน... แต่คนเขาครามกลับต้องซื้อน้ำปลาจากที่อื่นมากิน ปีละ 8 แสนบาท


“มันเรื่องอะไรที่จะเอาเงิน 8 แสนบาท ของเราไปให้คนอื่น ชาวบ้านเลยคิดโครงการลงขัน ลงหุ้นทำโรงงานน้ำปลาไว้กินเอง ลงทุนแค่ 2 แสน เราก็ได้น้ำปลากินแล้ว เหลือกำไรตั้ง 6 แสนบาท”


สบู่ น้ำยาล้างจาน ยาสระผม ขนมขบเคี้ยว ปุ๋ย สารพัดอย่างที่ต้องเสียเงินนำเข้ามา คนเขาครามใช้วิธีทำขึ้นมาใช้เอง ไม่ซื้อคนอื่น


กระทั่งเหล้าเบียร์ที่ต้องควักซื้อมาดื่มปีละ 5 ล้านบาท... ชาวบ้านก็คิดทำไวน์จากผลไม้พื้นบ้าน ไว้ดื่มเอง เมาเอง เงินไม่รั่วไหลไปถึงคนอื่น


การ*้ยืมเงิน...อัตราดอกเบี้ยนอกระบบจากนอกตำบล ปีหนึ่งๆ สูญเสียไปไม่ใช่น้อย ชาวบ้านตั้งธนาคารหมู่บ้าน ธนาคารตำบล รับฝากและปล่อย*้กันเอง


ปีเดียวระดมเงินฝากเข้าธนาคารของตัวเองได้แล้ว 3 ล้าน


ตามร่องสวนปาล์ม สวนยาง สวนกาแฟ สำรวจหาพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ ให้หมอสมุนไพร ผู้เชี่ยวชาญประจำหมู่บ้านมาแนะนำ เอามาปลูกทำสวนสมุนไพร


ไว้ทำยารักษาโรคตัวเอง นอกจากจะประหยัดเงินไหลออกนอกตำบล ปีละ 2 ล้านแล้ว...ยังสามารถทำเป็น ยาสมุนไพรส่งออกไปขายได้ด้วย


การคิดเอง ทำเอง แล้วสั่งให้ตัวเองทำ ไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรคิดตื้นๆ กันแค่จะลดค่าใช้จ่ายในชีวิต เท่านั้น ชาวบ้านยังคิดไปไกลอย่างชนิดที่คาดไม่ถึง


อย่างอาชีพประมง คนเขาครามลากอวนจับปูมาได้ทุกวัน แทนที่จะเอาปูเป็นๆ ไปขายถูก... จับมาได้เลี้ยงขังในกระชัง รอให้ปูลอกคราบ


ขายเป็นปูนิ่มสร้างมูลค่าเพิ่ม...ได้กำไรมากกว่าขายเป็นปูธรรมดา


“เขาครามไม่มีการปลูกข้าว ต้องซื้อข้าวสารมากินปีละ 6 ล้านบาท เลยคิดตั้งโรงสี ไปรับซื้อข้าวเปลือกมาสี เป็นข้าวสาร เราได้ข้าวสารราคาถูกกว่า แล้วเรายังได้ปลายข้าว รำข้าว มาทำเป็นอาหารสัตว์ ได้แกลบมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ”


นายห้าสัน รู้ด้วยว่า สิ่งที่ชาวบ้านคิดฝัน คิดทำกันในตอนนี้...เคยมีแบบอย่างมาแล้วจากสิงคโปร์


ทรัพยากรในตำบลตัวเองไม่มี แต่ตัวเองต้องกินต้องใช้ ไปซื้อของถูกมาแปรรูปไว้กินเอง แล้วส่งไปขายต่อที่อื่น


สำรวจให้รู้จักตัวเอง รู้จักทรัพยากรของดีในตำบลตัวเอง... คนเขาครามพบยาวิเศษรักษาโรคยากจนเรื้อรัง พร้อมกันทีเดียว 3 ชนิด


(1) ได้ยาลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย (2) ได้ยาสร้างรายได้เพิ่ม...แน่นอน ตัวยาที่ (3) มีเงินเก็บออมจะต้องเกิดตามมา


ด้วยเหตุนี้ คนเขาครามจึงไม่กลัวโรคยากจนเรื้อรัง หนี้สินค่าใช้จ่ายล้นพ้นตัว...พร้อมประกาศวันนี้ คนเขาครามมั่นใจในชีวิต อนาคตมีความหวัง


เพราะที่เคยมีรายได้จากแค่ 4 อาชีพ ปลูกยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, กาแฟ, ประมง...วันนี้เขาพบหนทางหาเงิน เพิ่มได้จากอีก 39 อาชีพ เป็นอาชีพที่สร้างขึ้นมาเอง ใช้ทรัพยากรที่มีในตำบล ไม่ต้องไปนำเข้ามาจากที่อื่น


งานอาชีพที่สร้างเพิ่มขึ้น มีหลักฐานมั่นคงถึงขั้น ชาวเขาครามมั่นใจว่า เมื่อลูกหลาน เรียนจบปริญญา ไม่ว่าปริญญาตรีหรือปริญญาโท ไม่ต้องไปทำงานที่อื่น ในเขาครามมีงานรองรับให้ทำแน่นอน.

------------------
แจมเรื่องผักบ้าง
อันดับ 1 คือเห็ด

เห็ดหูหนูป่า เห็ดขอนขาว เห็ดระโงก เห็ดน้ำหมาก เห็ดเผาะ เห็ดโคน และอีกสารพัดเห้ด เป็นอาหารที่อร่อย ทำต้มยำนะครับ ซดกันเกลี้ยงหม้อ แต่ใครจะทาน ระวัง ระวังเห็ดเมาไว้ด้วยล่ะ





โดย Mr.OB1 เมื่อ 23  พ.ค. 45, 07:49 น.


ความคิดเห็นที่ 7
มีเยอะมากครับ ตอนนี้ เริ่มจะลืมไปบ้างแล้ว หลังจากหันหลังให้กับชีวิตบ้านป่ามานาน..แต่เวลาเห็น จะรู้ว่า อันไหน ทานได้และไม่ได้ครับ 02

โดย ผู้ชายสีน้ำทะเล เมื่อ 23  พ.ค. 45, 08:38 น.


ความคิดเห็นที่ 8

ผมรู้สึกชื่นชมชาวบ้านเขาคราม ที่ได้ทำการทบทวนปัญหาและทำความรู้จักตัวเองให้ดีขึ้น พยายามวางแผนลดหนี้สินและสร้างงานสร้างรายได้ที่เหมาะสมเพิ่มพูนให้กับท้องถิ่นของตัวเอง โดยไม่ตั้งความหวังไว้กับทางราชการเสียมากจนเกินไป แบบนี้ถึงจะเป็นการพึ่งพาตนเองและแก้ปัญหาความยากจนให้กับท้องถิ่นได้อย่างถาวร นับว่าเป็นอีกหนึ่งตำบลที่อีกหลายตำบลในประเทศไทยควรเอาเยี่ยงอย่าง

ขอบคุณที่คุณต้าได้คัดเรื่องที่น่าสนใจมาให้อ่านครับ



โดย เกรียงไกร เมื่อ 23  พ.ค. 45, 20:10 น.


ความคิดเห็นที่ 9
2. ผักกะอวม ใบออกรสอมเปรี้ยว

3. ใบชะอมป่า ขมเหมือนกับชะอมนั่นแหละครับ

4. ผักกาดหญ้า มีหนามแต่ก็ทานได้ อร่อย

5. ผักข ี้ นาค เดี๋ยวนี๋ราคาแพง มัน มันดี

6. ใบมันปู นี่ก็มัน


โดย Mr.OB1 เมื่อ 23  พ.ค. 45, 21:29 น.


ความคิดเห็นที่ 10
เห็ดป่าเปนอาหารที่อร่อยมากๆ
แต่ก็อันตรายมากๆไม่รู้จริงอย่าเสี่ยงนะครับ
กินข้าวกะเกลือกะน้ำเปล่าดีกว่าครับ

แถวภูร่องกล้ามีตะไคร้ต้น
ถากเปลือกมาตำน้ำพริกได้
ถ้ามีโอกาสได้เจอสหายมีนา ให้แกชี้ให้ดูได้ครับ

โดย bucwee เมื่อ 24  พ.ค. 45, 12:29 น.


ความคิดเห็นที่ 11
มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า หมากพี้พล่วน ลักษณะต้นเป็นเครือ ผลดิบมีสีเขียว แต่พอสุกแล้วมีสีเหลืองออกแดง ออกลูกเป็นพวง สามารถรับประทานได้ รสออกเปรี้ยวหวาน17 08 01 04

โดย สาวบ้านนา เมื่อ 20  มิ.ย. 45, 15:36 น.


ความคิดเห็นที่ 12

เห็ดปลวก หรือ เห็ดโคน

ลักษณะของเห็ดปลวก จะมีหมวกดอกกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 2-20 เซนติเมตร ผิวด้านบนจะเรียบหรือมีรอยย่นเล็กน้อย มีสีน้ำตาลปนดำหรือปนแดง ยอดหมวกจะมีลักษณะแหลมคล้ายหมวกจีน เนื้อเยื่อใต้ผิวหมวกมีสีขาว ด้านล่างมีครีบหมวกสีขาว โคนก้านดอกเหนือระดับผิวดินโป่งออกเป็นกระเปาะใหญ่ เนื้อเยื่อภายในก้านดอกมีสีขาวละเอียดแน่น โคนก้านดอกใต้ระดับดินยาวเรียวเป็นก้านสีน้ำตาลปนเทา เห็ดปลวกจะมี 2 ชนิด คือ เห็ดปลวกแดงและเห็ดปลวกขาว เห็ดปลวกแดงจะมีลักษณะดอกและก้านแดง และใหญ่กว่าเห็ดปลวกขาว เวลานำไปประกอบอกหารจะมีเมือกมากกว่าเห็ดปลวกขาว

เห็ดปลวกจะเกิดอยู่ใต้ผิวดิน มีรากหยั่งลึกถึงรังปลวก จะพบตามรังปลวกทั่วไป ส่วนมากเห็ดจะขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคม ในการเก็บหานั้นชาวบ้านจะเข้าไปเก็บหาในป่าหรือตามจอมปลวกที่เคยขึ้น โดยจะใช้มีดหรือไม้แหลมแซะโคนก้านดอกแล้วงัดขึ้นเพื่อไม่ให้โคนก้านดอกหัก ถ้าเจอดอกเล็กและดอกโผล่ออกมายังไม่พ้นดิน ให้ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน จึงค่อยไปเก็บใหม่ การเก็บเห็ดนั้นไม่ควรเก็บจนหมด ควรเหลือเห็ดไว้ขยายพันธุ์ในปีต่อไปด้วย

ชาวบ้านส่วนใหญ่จะมีการบริโภคเห็ดปลวกเป็นส่วนมาก เพราะเห็ดปลวกจะมีรสชาดอร่อยหวานแตกต่างจากเห็ดชนิดอื่น ๆ เห็ดปลวกที่เก็บได้นั้น นำมาเหลาก้านเพื่อเอาเศษดินที่ติดกับโคนก้านออก นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้มยำเห็ด ผัดเห็ด แกงเห็ด ยำเห็ด น้ำพริกเห็ด ลวกจิ้มน้ำพริก ฯลฯ และบางรายก็ นำเห็ดไปดองเพื่อเก็บไว้รับประทานได้นาน ๆ แต่จะทำการดองเห็ดปลวกน้อยเพราะส่วนใหญ่จะนำไปขายมากกว่าเพราะราคาแพง

วิธีการดองเห็ดปลวก
1. นำเห็ดปลวกไปล้างน้ำให้สะอาด และนำไปผึ่งให้เสด็ดน้ำ
2. ต้มน้ำเกลือทิ้งไว้ให้เย็น
3. เรียงเห็ดในขวดให้แน่น นำน้ำเกลือที่ต้มไว้เทใส่ให้ท่วมเห็ด
4. ปิดฝาให้แน่น

การใช้โลหะหรือมีดในการเก็บหาเห็ดนั้น เชื่อกันว่าในปีหน้าจะไม่มีเห็ดขึ้นอีกหรืออาจจะน้อยลง อาจจะเป็นเพราะว่า มีดที่เอาไปแซะนั้นมีธาตุเหล็กอยู่หรือมีสารตัวอื่นที่จะไปทำให้เชื้อเห็ดที่มีอยู่ในดินตายได้ ในการเก็บเห็ดนั้นถึงแม้ว่าชาวบ้านจะเก็บเห็ดกันได้มาก เห็ดก็ไม่มีทางที่จะหมดไป ถ้าสภาพป่ายังคงดีอยู่ 08

โดย จ๋า เมื่อ 9  ก.ค. 45, 14:54 น.


ความคิดเห็นที่ 13

ตัวอย่างการนำเห็ดมาประกอบอาหาร

ต้มยำเห็ด
เครื่องปรุง
-เห็ดปลวกฉีกเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ - น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก
-หัวหอม -น้ำปลา
-ตะไคร้ -ใบมะกรูด
-พริกขี้หนู -ข่า
-ผงชูรส -ใบแมงลัก

วิธีปรุง

-ต้มน้ำให้เดือด ใส่หัวหอม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกสดทุบพอแตก และใส่เห็ดลงไป
-ต้มจนเห็ดสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา ผงชูรส น้ำมาะนาวหรือน้ำมะขามเปียก ใส่ใบแมงลัก ปรุงรสตามต้องการ

ผัดเห็ดน้ำมันหอย

เครื่องปรุง
-เห็ดปลวก -หมูหรือกุ้ง
-น้ำมันหอย -กระเทียม
-น้ำมันพืช -ผงชูรส
-น้ำตาล -น้ำปลา

วิธีปรุง
-ตั้งน้ำมันพืชให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้เหลือง ใส่หมูหรือกุ้งลงไปผัดให้สุก
-ใส่เห็ดลงไปผัดให้เห็ดสุก ปรุงรสด้วย ผงชูรส น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันหอย แล้วยกลง ตักใส่จาน

ยำเห็ดปลวก

เครื่องปรุง
-เห็ดปลวกฉีกเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ -หัวหอมซอย
-พริกขี้หนูสด -มะเขือเทศ
-หอมผักชี -น้ำปลา
-น้ำตาล -น้ำมะนาว
-ผงชูรส

วิธีปรุง
-นำเห็ดปลวก ไปลวก บีบน้ำออกให้หมด
-ใส่หัวหอมซอย พริกขี้หนูสด มะเขือเทศ ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ผงชูรส น้ำมะนาว ปรุงรสตามต้องการ ใส่หอมผักชีซอยโรย

เห็ดปลวกหรือเห็ดโคน ชาวบ้านจะนิยมรับประทานมากกว่าเห็ดชนิดอื่น ๆ จึงทำให้เห็ดชนิดนี้มีราคาสูงกว่าเห็ดชนิดอื่น แต่เห็ดที่เก็บได้นั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จะนำไปจำหน่ายในตลาดในหมู่บ้านหรือที่ตลาดอำเภอ จากการศึกษาช่องทางการตลาดของการค้าขายเห็ดโคน จากป่าดงภูดิน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีษะเกษ พบว่าชาวบ้านหลายรายจะนำไปขายให้กับแม่ค้าที่เป็นคนรวบรวมเห็ดโคนที่อยู่ในหมู่บ้านเพื่อที่จะไปขายอีกทีหนึ่ง ที่ตลาดอำเภอราษีไศล แต่ถ้ามีเห็ดโคนจำนวนมากก็จะมีคนมารับไปขายที่ตลาดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะขายกันในราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท ถ้าดอกเห็ดที่บานจะราคาถูกกว่าดอกตูม ดอกบานจะขายกิโลกรัมละ 80 บาท ดอกตูมกิโลกรัมละ 100 บาท

โดย จ๋า เมื่อ 9  ก.ค. 45, 15:23 น.


ความคิดเห็นที่ 14

เห็ดระโงก หรือ เห็นไข่

เห็ดระโงกมีสองชนิด คือ เห็ดระโงกขาวและเห็ดระโงกเหลือง เห็ดระโงกขาว ลักษณะดอกเห็ดอ่อนมีเยื่อหุ้มหนารูปไข่ สีขาวนวล ผิวด้านบนปริแตกออกเป็นรูปถ้วยติดอยู่โคนก้าน มีสีขาวนวล และเป็นเมือกเหนียว มีครีบหมวกสีขาวเรียงรอบก้านดอก ขอบหมวกเป็นร่องตื้น ๆ ตรงกับร่องของครีบหมวก ก้านดอกเห็ดยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ผิวเรียบและมีสีขาว มีรูกลวง เนื้อเยื่อเป็นเส้นใยหยาบ ๆ เปราะและหักง่าย สปอร์ค่อนข้างกลม ใสไม่มีสี ผนังสปอร์เรียบและมีตุ่มเล็ก ๆ ผนังหนาเล็กน้อย ส่วนเห็ดระโงกเหลืองนั้น ลักษณะคล้ายเห็ดระโงกขาวแต่ดอกเห็ดอ่อนมีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแก่ ก้านดอกเห็ดยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวเรียบเป็นมันและหนืดมือ มีสีขาวนวล มีครีบสีขาว เนื้อเยื่อภายในก้านดอกมีสีขาวสานกันอย่างหลวม ๆ สปอร์มีรูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบ ผนังบาง

เห็ดระโงกจะขึ้นบนพื้นดินในป่าเต็งรังที่มีใบไม้เปื่อยทับถมกันอยู่ จะขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคม การเก็บเห็ดนั้น ชาวบ้านจะนิยมออกไปหาตั้งแต่เช้าตรู่ โดยจะเข้าไปในป่าที่มีเห็ดงอกอยู่ทุก ๆ ปี การเก็บจะต้องรู้ว่าเห็ดกินได้หรือเห็ดกินไม่ได้ เพราะเห็ดระโงกจะมีทั้งมีพิษและไม่มีพิษ แต่เห็ดระโงกทั้งชนิดขาวและชนิดเหลืองจะรับประทานได้ โดยจะใช้ไม้แหลมแซะโคนก้านดอก แล้วงัดขึ้นเพื่อไม่ให้โคนก้านดอกหัก การเก็บเห็ดนั้นจะต้องไม่เก็บเห็ดจนหมด ควรเหลือเห็ดไว้บ้างเพื่อเป็นเชื้อขยายพันธุ์ในปีต่อไป

เห็ดระโงกเป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมรับประทานอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้มยำเห็ด แกงป่าเห็ด ผัดเห็ดน้ำมันหอย ยำเห็ด เห็ดย่างจิ้มน้ำพริก เป็นต้น

ตัวอย่างในการใช้เห็ดระโงกประกอบอาหาร

ต้มยำเห็ดระโงก
-เห็ดระโงกฉีกเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ - น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก
-หัวหอม -น้ำปลา-ตะไคร้ -ใบมะกรูด-พริกขี้หนู -ข่า-ผงชูรส -ใบแมงลัก

วิธีปรุง
-ต้มน้ำให้เดือด ใส่หัวหอม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกสดทุบพอแตก และใส่เห็ดลงไป
-ต้มจนเห็ดสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา ผงชูรส น้ำมาะนาวหรือน้ำมะขามเปียก ใส่ใบแมงลัก ปรุงรสตามต้องการ

ผัดเห็ดน้ำมันหอย

เครื่องปรุง
-เห็ดระโงก -หมูหรือกุ้ง-น้ำมันหอย -กระเทียม
-น้ำมันพืช -ผงชูรส-น้ำตาล -น้ำปลา

วิธีปรุง
-ตั้งน้ำมันพืชให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้เหลือง ใส่หมูหรือกุ้งลงไปผัดให้สุก
-ใส่เห็ดลงไปผัดให้เห็ดสุก ปรุงรสด้วย ผงชูรส น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันหอย แล้วยกลง ตักใส่จาน

ยำเห็ดระโงก

เครื่องปรุง
-เห็ดระโงกฉีกเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ -หัวหอมซอย
-พริกขี้หนูสด -มะเขือเทศ-หอมผักชี -น้ำปลา-น้ำตาล -น้ำมะนาว-ผงชูรส

วิธีปรุง
-นำเห็ดระโงก ไปลวก บีบน้ำออกให้หมด
-ใส่หัวหอมซอย พริกขี้หนูสด มะเขือเทศ ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ผงชูรส น้ำมะนาว ปรุงรสตามต้องการ ใส่หอมผักชีซอยโรย

ชาวบ้านที่เก็บเห็ดมาได้แล้วนั้น ถ้าเหลือจากการรับประทานแล้ว ก็จะนำไปจำหน่ายที่ตลาดในหมู่บ้านหรือที่ตลาดอำเภอ จากการศึกษาช่องทางการตลาดของเห็ดระโงก ที่ป่าดงภูดิน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีษะเกษ พบว่ามีชาวบ้านบางรายนำเห็ดไปขายให้กับแม่ค้าที่เป็นคนรวบรวมของป่าเพื่อนำไปจำหน่ายที่ตลาดในอำเภอราษีไศล และถ้ามีมากก็จะมีพ่อค้าจากกรุงเทพฯ มารับไปขายที่ตลาดในกรุงเทพฯ อีกทีหนึ่ง โดยจะขายเห็ดกันในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท

โดย จ๋า เมื่อ 9  ก.ค. 45, 15:48 น.


ความคิดเห็นที่ 15

เห็ดกระด้าง , เห็ดบด , เห็ดขอน , เห็ดลม , เห็ดตอ (Lentinus polychrous Le’v.)
เห็ดกระด้าง เป็นเห็ดป่าที่เกิดขึ้นในป่าธรรมชาติตามแถบภาคอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งจะเก็บหาได้จากป่า
เบญจพรรณในช่วงต้นฤดูฝนตามตอไม้ผุ ๆ หรือขอนไม้เก่า ๆ หลังจากที่เส้นใยเห็ดพักบ่มตัว และเจริญจนได้ที่ใน
ช่วงฤดูแล้งพอได้รับความชื้นจากฝนสลับกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เส้นใยเห็ดได้รับสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม
รวมตัวเกิดเป็นดอกเห็ดขึ้นมา คนเฒ่าคนแก่ทางภาคอีสานพูดกันเสมอ หลังจากฝนตกลงมาในเดือนห้าเดือนหกว่า
“ร้อนเห็ดบด” เห็ดกระด้างมีเขตการกระจายในประเทศไทยทั่วทุกภาค
ลักษณะทั่วไป
หมวกเห็ดรูปกรวยลึก สีขาวนวลหรือสีน้ำตาลอ่อนปนเทา เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 เซนติเมตร ขอบงอลง
เล็กน้อย ผิวมีขนสั้นๆ สีน้ำตาลซึ่งรวมกันคล้ายเกล็ดเล็ก ๆ และปลายงอนขึ้นเล็กน้อย เกล็ดเรียงกันกระจายไปยัง
ขอบหมวกดอกอ่อนมีขอบบางและม้วนงอลง เมื่อแห้งจะแข็งและเหนียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม
25

โดย จ๋า เมื่อ 9  ก.ค. 45, 16:28 น.


ความคิดเห็นที่ 16

คุณ 4WD เคยกินหรือเปล่า ลูกไข่ช้างน่ะ จ๋าเคยกินนะ อร่อยดี หวาน ๆ แต่ตรงเปลือกน่ะ รสชาติแย่ ไม่ยักกะกินได้เหมือนกระท้อน ที่กินได้ทั้งเปลือก และเม็ด

โดย จ๋า เมื่อ 9  ก.ค. 45, 17:06 น.


ความคิดเห็นที่ 17


ขอบคุณครับคุณจ๋า ผมไม่ได้ติดตามกระทู้นี้มานาน ไม่นึกว่าคุณเอาเรื่องเห็ดมาให้พวกเราอ่านกัน ทำให้ผมได้สาระดีๆที่เป็นประโยชน์มากทีเดียวครับ

โดย เกรียงไกร เมื่อ 12  ก.ค. 45, 19:55 น.


ความคิดเห็นที่ 18

11 11 20 14 ส่รร20 03

โดย ยีร เมื่อ 30  ม.ค. 47, 17:05 น.


ความคิดเห็นที่ 19

เหห้ดอะหยัง

โดย ไก่ เมื่อ 11  ก.พ. 47, 14:18 น.


ความคิดเห็นที่ 20

04 06 07 08 11 12

โดย ทิญะพรรณ นบนอบ เมื่อ 1  ก.ค. 48, 13:18 น.

พิมพ์เมื่อ 23  พ.ย. 57, 10:46 น.
http://www.trekkingthai.com/cgi-bin/webboard/generate.pl?content=1472&board=travel