ไทยเวอร์ชั่น นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้รักการเดินป่า Online Magazine for Trekking in Thailand English Version
รู้จักและรัก ธรรมชาติ ....รู้จักกับเห็ดป่า.....
ป่าเป็นบ่อเกิดของความชุ่มชื้นและเป็นแหล่งอาหารนานาชนิด โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน…ป่าจะมีความสวยงามพิสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นความเขียวชอุ่มชุ่ม สายหมอกที่ลอยตัวเรี่ยต่ำอยู่เหนือแนวยอดไม้ สายน้ำอิ่มเอิบที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย สรรพชีวิตต่างเริงร่าออกหากินหญ้าระบัดและยอดไม้อ่อนไปทั่วแนวพงไพร รวมทั้งอาหารในป่าจะมีอย่างอุดมสมบูรณ์ อาทิ หน่อไม้ ผักป่าต่าง ๆ และเห็ด ทำให้นักเดินทางที่ชอบท่องไพรได้เปลี่ยนรสชาติจากอาหารจำเจอย่างเช่น อาหารกระป๋องหรือบะหมี่สำเร็จรูป เป็นอาหารป่าที่มีอยู่อย่างชุกชุมหาได้ง่ายและอร่อยเหาะ นั่นก็คือ "เห็ดนานาชนิด" อันเป็นสิ่งที่นักเดินป่าอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มักจะพบเห็นอยู่เสมอเมื่อเข้าไปท่องป่าในยามวสันต-ฤดู

.........แต่ทั้งนี้ป่าเป็นผู้ให้อาหารพิเศษเหล่านี้แก่เฉพาะผู้ที่รู้จักจำแนกว่าเห็ดชนิดใดกินได้กินไม่ได้ มิฉะนั้นเราจะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลยหากกินเห็ดที่มีพิษเข้าไปจนทำให้เสียชีวิต สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเห็ดกินได้กินไม่ได้หรือเห็ดมีพิษไม่มีพิษนั้น ทีมงานได้ค้นคว้าเสาะหาข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งถ่ายภาพเห็ดชนิดนั้นไว้เป็นจำนวนหลากหลายชนิด

........ในที่นี้เราจะขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักเห็ดใน ขั้นพื้นฐานและกฎเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเห็ดชนิดใดมีพิษหรือไม่มีพิษ กินได้หรือกินไม่ได้ รวมทั้งยกตัวอย่างพร้อมรู้ภาพประกอบแต่เพียงสังเขป

........เห็ด (Mushrooms) เป็นพืชชั้นต่ำจำพวกเห็ดรา (Fungi) ซึ่งมีการเจริญเติบโตเป็นเส้นใย เมื่อถึงระยะที่จะสร้างเซลสืบพันธุ์จึงจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนและมีรูปร่างเป็นดอกเห็ดอย่างที่เราพบเห็นกัน ดอกเห็ดจะมีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดของเชื้อเห็ดรา อาทิ ชนิดธรรมดามีรูปร่างเหมือนร่ม บางชนิดเป็นรูปครึ่งวงกลม กระดุม ไมโครโฟน ปะการัง แก้ว แชมเปญ รังนก ไข่ปู ฟองน้ำ เป็นต้น ส่วนขนาดของเห็ดนั้นมีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าหัวไม้ขีดไฟไปจนถึง ขนาดใหญ่เท่าลูกฟุตบอลสีดอกเห็ดมีทั้งสีที่สวยสะดุดตาและสีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม สีชมพู สีขาว สีดำ สีน้ำตาล สีฟ้า สีเขียว เป็นต้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าธรรมชาติจะสร้างสรรค์ความสวยงามได้ขนาดนี้

........ เห็ดบางชนิดกินได้บางชนิดมีพิษกินไม่ได้ บางชนิดมีกลิ่นหอมชวนกิน บางชนิดมีกลิ่นเหม็นเวียนศรีษะ ชนิดที่มีพิษมากถ้าเราเก็บมากินอาจถึงตายได้ เพราะพิษของเห็ดจะเข้าไปในระบบเลือดแล้วกระจายไปทั่วร่างกาย มันจุไม่ตกค้างในกระเพาะเหมือนเห็ดมีพิษชนิดที่ทำให้มินเมาและอาเจียน ซึ่งชนิดหลังนี้เรามีวิธีการแก้ไข โดยทำให้อาเจียนโดยเร็วจึงไม่ถึงกับเสียชีวิต

........ เห็ดบางชนิดจะมีสารเคมีไปบังคับประสาททำให้เกิดจินตนาการเป็นภาพหลอกหลอน บางคนเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า "เห็ดโอสถลวงจิต" ซึ่งชาวพื้นเมืองเม็กซิกันจะใช้กินแต่น้อยหรือเคี้ยวอมไว้ในปากเพื่อทำพิธีเวทมนต์ ไสยศาสตร์ เห็ดบางชนิดใช้เป็นยาสมุนไพร เช่น เห็ดจิกหรือตีนตุ๊กแก ซึ่งมีสรรพคุณในการขับถ่ายพยาธิตัวตืดในคน เป็นต้น บางชนิดเป็นปรสิตของพืช เช่น เห็ด Fomes lignosus ซึ่งทำให้รากยางพาราผุเปื่อยจนต้นตายลง เป็นต้น บางชนิดอาศัยอยู่กับรากพืชโดยช่วยสะสมและผลิตสาร อาหารที่หายากบางชนิดให้แก่พืชที่มันอาศัยอยู่ ทำให้พืชชนิดนั้นเจริญเติบโตได้ดีในอัตราที่สูงกว่าปกติ แหล่งกำเนิดของเห็ดแต่ละชนิดก็แตกต่างกัน

........ บางชนิดเกิดในป่าบนภูเขาสูงบนพื้นดินที่มีจอมปลวก บนซากไม้ที่เน่าผุพังทับถมกันอยู่บนกองมูลสัตว์ บนไม้ยืนต้น หรือแม้กระทั่งบนพืช หรือบนเห็ดด้วยกัน อาจกล่าวได้ว่าเห็ดมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์อย่างมาก เพราะเป็นตัวการช่วยย่อยสบายซากพืชซากสัตว์ให้เป็นปุ๋ย

........เห็ดที่มีเนื้อแห้งเหมือนไม้หรือเหนียวคล้ายหนังมักไม่ค่อยมีใครเก็บมากิน แต่หากเป็นชนิดที่มีเนื้ออ่อนนุ่มหรือกรอบกรุบน่ากิน จึงจัดเป็นอาหารจำพวกผักที่ชาวบ้านชาวไร่เก็บมากินกันอยู่เป็นประจำ อันที่จริงแล้วเห็ดมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่าผักทั่วไปเพราะดอกเห็ดสด จะมีน้ำอยู่มากถึง 90% นอกจากนี้ก็มีโปรตีน ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน ซึ่งวิตามินบี 1 และบี 2 มีมากกว่าวิตามินอื่น ๆ ยกเว้นเห็ดที่มีสีเหลืองจะมีวิตามินเอมาก เห็ดยังเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่ถือว่าย่อยยาก ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบย่อยจึงไม่ควรกินเห็ดให้ มากเกินไป ควรเลือกเห็ดที่ช่วยเห็ดที่ช่วยชูรสอาหารซึ่งกินแต่น้อยก็เพียงพอแล้ว เช่น เห็ดหอม ฯลฯ แต่บางชนิดก็มีรสหวานอร่อยมาก เช่น เห็ดโคน ฯลฯ คนส่วนใหญ่มักชอบกินเห็ดแทนผักโดยมิได้คำนึงถึงการย่อยยากของเห็ด ยิ่งผู้ที่ดื่มเหล้าหรือของมึนเมาด้วยแล้วยิ่งย่อยยากขึ้น เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้สารอัลบูมินในเห็ดเกิดการแข็งตัวมากขึ้น

........ เห็ดทั่วไปชอบขึ้นบนวัตถุที่เน่าเปื่อยผุพัง แต่ก็มีเห็ดบางชนิดที่ชอบขึ้นเฉพาะแห่ง และต้องมีอาหารพิเศษด้วย เช่น เห็ดโคน ฯลฯ ซึ่งจะขึ้นเฉพาะตรงที่ที่มีรังปลวกอยู่ใต้ดินเท่านั้น เห็ดส่วนมากแล้วเราสามารถนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารที่สังเคราะห์ได้ ยกเว้นเห็ดโคนเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะยังไม่มีใครทราบสูตรอาหารหรือสภาพแวดล้อมที่แท้จริงของเห็ดชนิดนี้

........ สภาพดินฟ้าอากาศของเมืองไทยนับว่าเหมาะกับการเจริญเติบโตของเห็ดมาก ฉะนั้นจึงมีเห็ดขึ้นอยู่ชุกชุมตามภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เห็ดเป็นพืชจำพวกเห็ดรา ซึ่งส่วนมากอยู่ในชั้น Basidiomycetes สปอร์ของเห็ดในชั้นนี้เกิดติดอยู่บนก้านดอก ในรูปไม้พายที่เรียกว่า "Basidium" ซึ่งเรียงกันอยู่บนครีบ (Gills) หรือในรู (Pores) หรือบนฟันเลื่อย (Teeth) ของดอกเห็ดหรือฝังอยู่ในวุ้น แต่มีเห็ดหลายชนิดที่จัดอยู่ในชั้น Ascomycetes เพราะสปอร์เกิดในถุงที่เรียกว่า "Ascus" เรียงอยู่ในดอกเห็ดเช่น เห็ดอานม้า ฯลฯ

........ การเจริญเติบโตของเห็ดในชั้น Basidiomycetes เริ่มมาจากเส้นใยของเห็ดราที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือ ในที่มีอาหาร ความชื้น และอุณหภูมิที่พอเหมาะ ก้อนเห็ดอ่อนจะเจริญเติบโตมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วปริแตกและ ยืดยาวออกไปในอากาศ เผยให้เห็นส่วนต่าง ๆ ของดอกเห็ดเมื่อมีขนาดโตเต็มที่ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

........หมวกเห็ด (Cap) เป็นส่วนปลายสุดของดอกที่เจริญเติบโต ขึ้นไปในอากาศ เมื่อดอกบานเต็มที่ก็จะกางออก มีลักษณะรูปทรงเหมือนร่มกาง ขอบดอกงุ้มลงหรือแบนราบหรือด้านบนอาจจะเรียบ ขรุขระ มีเกล็ดหรือขนปกคลุม ทั้งนี้จะแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของเห็ด เกล็ดหรือขนเป็นเนื้อเยื่อที่หลุดหรือฉีกขาดจากเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่หุ้มดอกเห็ดในระยะที่เป็นเห็ดอ่อน หรือปริแตกออกจากกันเมื่อดอกเห็ดบาน เนื้อหมวกเห็ดหนาบางต่างกันอาจจะเหนียวหรือฉีกขาดได้ง่าย สีของเนื้อหมวกเห็ดภายในและ ภายนอกอาจเป็นสีเดียวกันหรือแตกต่างกันเมื่อเกิดบาดแผลหรือฉีกขาด เนื้อเยื่อของหมวกเห็ดบางชนิดอาจเปลี่ยนสีได้เมื่อถูกอากาศ

........ด้านล่างของหมวกเห็ดจะมีครีบ (Gills) หรือซี่หมวกเห็ดเรียงเป็นรัศมีรอบก้านดอก ซึ่งห้อยแขวนลงมาจากเนื้อหมวกเห็ดที่อยู่ ตอนบนเห็ดบางชนิดมีครีบหมวกด้านในยึดติดหรือไม่ยึดติดกับก้านดอก ด้านนอกจะเชื่อมติดกับขอบหมวกสองข้างของครีบหมวกเป็นที่เกิด สปอร์ของดอกเห็ด ครีบหมวกนี้อาจจะถูกย่อยให้ละลายเป็นของเหลวได้ในเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดหิ่งห้อย เป็นต้น เห็ดแต่ละชนิดจะมีจำนวนครีบ หมวกแตกต่างของเห็ดแต่ละชนิดด้วย โดยปกติจะมีสีขาว เหลือง ชมพู ม่วง น้ำตาล และดำ เห็ดบางสกุลไม่มีครีบแต่มีรู (Pores) หรือมีฟันเลื่อย (Teeth) แทนครีบสปอร์จะเกิดในรูหรือบนฟันเลื่อย บางชนิดสปอร์เกิดฝังอยู่ในก้อนวุ้น เช่น เห็ดหูหนู เป็นต้น หรือ สปอร์เกิดอยู่ในเปลือกหุ้มที่เป็นก้อนกลม เช่น เห็ดลูกฝุ่น เป็นต้น ซึ่งเมื่อแก่จะแตกให้สปอร์ฟุ้งกระจายออกมา

........ ก้านดอก (Stalk) มีขนาดใหญ่และยาวแตกต่างกันส่วนมากเป็นรูปทรงกระบอก บางชนิดมีโคนหรือปลายเรียวเล็กตอนบนยึด ติดกับหมวกเห็ดหรือครีบหมวกด้านใน ตอนล่างของเห็ดบางชนิดอาจมีเส้นใยหยาบ ๆ รวมกันเป็นก้อนหรือมีปลอกหุ้มโคนซึ่งมีลักษณะ คล้ายถ้วยชาหงายรองรับอยู่ เช่น ปลอกหุ้มโคนดอกเห็ดบัวหรือเห็ดฟาง เป็นต้น บนก้านดอกตอนบนของเห็ดบางชนิดจะมีวงแหวน หรือเยื่อบาง ๆ หุ้มอยู่โดยรอบ ก้านดอกเห็ดมีผิวเรียบ ขรุขระมีขน หรือมีเกล็ด เวลาจับอาจเปลี่ยนเป็นสีอื่น ๆ ได้ ในเห็ดบางชนิดเนื้อเยื่อภายใน ก้านดอกเห็ดอาจจะสานกันแน่นทึบ นิ่ม แข็งกรอบ หรือเป็นเส้นหยาบ หรือจะสานกันเป็นเส้นใยหลวม ๆ คล้ายฟองน้ำ

........ภายในก้านเห็ดบางชนิดจะมีรูกลาง ซึ่งยาวตลอดหรือเกิดขึ้นบางส่วนเห็ดบางชนิดเวลามีบาดแผลนั้น เนื้อเยื่อก้านดอกอาจเปลี่ยนสีได้เมื่อถูกอากาศ เห็ดบางชนิดจะมีเนื้อเยื่อหวานกรอบจึงทำให้มีแมลงเข้าไปอาศัยอยู่กินในดอกจนพรุนเป็นรู แล้วเกิดการเน่าขึ้นได้ภายในดอก ซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอก เช่น ก้านดอกเห็ดหล่ม ฯลฯ อนึ่งเห็ดร่างแหซึ่งเป็นเห็ดชนิดหนึ่ง มีร่างแหสีขาวเป็นรูโปร่งคล้ายลูกไม้ท้อยแขวนลงมาจากเนื้อเยื่อใต้หมวกเห็ดคลุมรอบก้านดอก จัดเป็นลักษณะพิเศษของเห็ดชนิดนี้

........ วงแหวน (Ring) เป็นเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่ยึดก้านดอกและขอบหมวกของเห็ดให้ติดกัน เมื่อหมวกเห็ดกางออกเยื่อนี้จะขาดจากขอบหมวก แต่ยังคงมีเศษส่วนยึดติดกับก้านดอกให้เห็นรอบก้านดอกเหมือนมีวงแหวนหรือแผ่นเยื่องยางสวมอยู่ วงแหวนที่อยู่ตอนบน ใต้หมวกเห็ดลงมาเล็กน้อยนี้เราเรียกว่า "Inner vell" วงแหวนนี้เลื่อน ขึ้นลงได้โดยไม่ยึดติดกับก้านดอก ซึ่งเป็นลักษณะของเห็ดบางชนิด

........เปลือกหุ้ม (Volva) เป็นเนื้อเยื่อหนาหรือบางชั้นนอกสุดที่หุ้มดอกเห็ดทั้งดอกไว้ในระยะที่เป็นดอกตูม ซึ่งเราเรียกว่า "outer vell" ซึ่งมีในเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดบัว เห็ดฟาง เป็นต้น เมื่อดอกเห็ดโตขึ้นเปลือกเห็ดจะแตกออกตอนบน เพื่อให้หมวกเห็ดและก้านดอกยืดตัวชูสูงขึ้นมาในอากาศ แล้วทิ้งให้เปลือกหุ้มอยู่ที่โคนก้านมองดูแล้วเหมือนว่าก้านดอกเห็ดตั้งอยู่ในถ้วย เปลือกหุ้มมีเนื้อเยื่อและสีคล้ายคลึงกับหมวกเห็ดหรือแตกต่างกัน แต่ส่วนมากมีสีขาว เปลือกหุ้มเห็ดบางชนิดอาจจะไม่ชัดเจนเหมือนของเห็ดบัว แต่เป็นเนื้อเยื่อบาง ๆ คล้ายวงแหวนหุ้มอยู่รอบโคนต้น ดังเช่นเห็ดบางชนิดในสกุล Amanita ซึ่งเป็นเห็ดมีพิษ ดังนั้นการเก็บเห็ดตูมหรือเห็ดอ่อนที่ยังเป็นก้อนกลมมากินนั้นนับเป็นการเสี่ยงต่อการเก็บเห็ดมีพิษมากินจนอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

........กลุ่มเส้นใย (Mycellum) ก่อนที่จะเป็นดอกเห็ดเราจะเห็นบริเวณนั้นมีเส้นใยราสีขาวก่อตัวหรือรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งเราเรียกเส้นใยรวมกันอยู่นี้ว่า "Mycellum" เห็ดบางชนิดจะมีเส้นใยรวมตัวกันเป็นก้อนแข็งอยู่ที่โคนก้านดอกหรือเป็นเส้นหยาบ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่เห็ดบางชนิดเส้นใยละเอียดเล็กมาก มองไม่เห็นลักษณะดังกล่าว โดยปกติเส้นใยของเห็ดจะเป็นสีขาวนวล แทรกซึมอยู่ตามที่มันอาศัยอยู่

........ประเภทของเห็ด โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งเห็ดออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ เห็ดที่ขึ้นตามกิ่งไม้ ขอนไม้ และเห็ดที่ขึ้นตามพื้นดิน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้ยังสามารถแบ่งย่อยออกได้อีกหลายชนิด ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปท่องป่าและต้องการเปลี่ยนรสชาติอาหารซ้ำซากจำเจมาเป็นอาหารป่าจำพวกเห็ด ก็ควรที่จะศึกษาอย่างถ่องแท้ว่าเห็ดชนิดใดกินได้หรือกินไม่ได้ มีพิษหรือไม่มีพิษ กฎเกณฑ์สำหรับการจำแนกเห็ดมีพิษกับไม่มีพิษนั้นมีอยู่มากมายแต่เราขออธิบายคร่าว ๆ ดังนี้

........ลักษณะของเห็ดที่กินได้
1. ไม่มีขอบวงหรือวงแหวน
2. ไม่มีเปลือกหุ้ม (คล้ายถ้วย) ที่โคนก้านดอกเห็ด
3. จะมีเส้นเป็นแฉกลึกอยู่ใต้ตัวเห็ดหรือไม่มีก็ได้
ลักษณะของเห็ดมีพิษ
1. บริเวณขอบตัวเห็ดจะมีหยักอยู่รอบ ๆ
2. มีขอบวงหรือวงแหวน
3. มีเปลือกหุ้ม (คล้ายถ้วย) ที่โคนก้านดอกเห็ด
4. เมื่อเก็บเห็ดจากพื้นดินหรือขอนไม้จะมียาขาวไหลออกมาจากตัวเห็ด

........อนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อจำแนกดังกล่าวนี้อาจจะไม่เป็นความจริงเสมอไป หรือไม่สามารถถือเป็นกฎตายตัวได้ วิธีที่เชื่อได้ว่าปลอดภัยที่สุดในการเก็บ เห็ดมากินก็คือ ต้องเรียนรู้ถึงเห็ดชนิดที่กินได้กินไม่ได้ สีสัน ลักษณะและรูปร่าง ตลอดจนสถานที่ที่พบเห็ดเป็นหลัก เห็ดกินได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เห็ดที่ขึ้นตามขอนไม้และเห็ดที่ขึ้นตามพื้นดิน ซึ่งจะกล่าวถึงเฉพาะเห็ดเพียงบางชนิดที่เราพบกันบ่อย ๆ ในป่าเท่านั้น

........1. เห็ดขอนไม้ที่กินได้ ได้แก่
1.1 เห็ดหูหนูหรือเห็ดหูลัวะ ชอบขึ้นตามขอนไม้หรือต้นไม้ยืนต้นจำพวกไม้เนื้ออ่อนในบริเวณที่มีอากาศร้อนและชื้นแฉะลักษณะดอกเป็น แผ่นใสคล้ายแผ่นวุ้น ด้านบนของดอกเห็ดมีลักษณะมันเป็นเงา ตามขอบจะมีรอยจีบหรือหยักเป็นคลื่น มีสีน้ำตาลปนดำ น้ำตาลปนแดง น้ำตาลอ่อนหรือสีขาวนวล ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดของดอกเห็ด ส่วนด้านล่างของดอกเห็ดจะมีลักษณะเป็นขนละเอียดอ่อนคล้ายกำมะหยี่ หรือขนหยาบแต่มีสีอ่อนกว่าเนื้อดอกเห็ดยืดหยุ่นได้คล้ายวุ้นแต่เหนียวกว่า บางชนิดมีก้านดอกสั้น ๆ ยึดติดกับขอนไม้ เห็ดหูหนูมีหลายชนิด แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นลักษณะเนื้อเยื่อ ขนาดความหนาและสี ในเมืองไทยยังไม่มีผู้ใดสำรวจว่าเห็ดหูหนูมีกี่ชนิด
....... แต่เก็บมากินกันอย่างแพร่หลายมีอยู่ 3 ชนิด คือ เห็ดหูหนูธรรมดา ขึ้นอยู่ตามเปลือกไม้ยืนต้นที่แห้งตายแล้ว เห็ดหูช้าง เป็นเห็ดขนาดใหญ่ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 10-15 ซม. แต่ค่อนข้างหายาก และเห็ดหูหนูขาว พบตามขอนไม้ในป่าโดยปกติคนทั่วไปมักไม่รู้ว่าเห็นหูหนูก็มี อยู่ในป่า ส่วนใหญ่มักคิดว่ามาจากเมืองจีนหรือไม่ก็มาจากโรงเรือนที่เพาะเลี้ยงเท่านั้น ซึ่งอันที่จริงแล้วในป่านับเป็นแหล่งเพาะเห็ดหูหนูชั้นดีที่สุด โดยเราต้องนำไปต้มก่อนกินเห็ดหูหนูเอาไปทำอะไรก็ได้สารพัด นอกจากมันจะมีความกรุบกรอบอร่อยปากแล้ว ยังเป็นยาระบายไล่ลมได้ดียิ่งนัก

........1.2 เห็ดหิ้งสีเหลือง ชอบขึ้นอยู่ตามตอไม้หรือบนลำต้นของไม้เนื้อแข็งยืนต้นทั้งที่ยังมีชีวิตอยุ่หรือเน่าผุเปื่อย เช่น ต้นก่อ สน ฯลฯ ดอกเห็ดเมื่อโตเต็มที่จะมีลักษณะแข็งและเหนียวและมีสีเหลืองไปจนถึงส้ม มองเห็นสะดุดตาแต่ไกล ดอกเห็ดจะขึ้นเป็นกลุ่มและเรียงซ้อนกัน คล้ายหิ้งหรือชั้นวางของหลาย ๆ อันซ้อนกัน รูปร่างของดอกเห็ดเมื่อโตเต็มที่จะเป็นแผ่นแผ่ออกไปคล้ายพัดที่มีด้าม ด้านที่แคบจะอยู่ติดกับ ลำต้นไม้ เห็ดชนิดนี้เจริญเติบโตเร็ว เมื่อยังอ่อนอยู่จะเปราะง่าย แต่เมื่อแก่แล้วจะแข็งและเหนียว ดอกเห็ดมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 5-20 ซม. และหนาประมาณ 0.5-2.5 ซม. ผิวด้านบนเป็นรอยวงกลมซ้อนกันอยู่ ตามขอบดอกเห็ดมีสีขาวมันคล้ายผ้าไหมเล็กน้อย รูของดอกเห็ดมีรูปร่างเป็นรูปหกเหลี่ยมเห็ดชนิดนี้จะทำให้ต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่ผุเปื่อยได้ง่าย เมื่อนำเห็ดชนิดนี้มาตากแห้ง สีของดอกเห็ดจะซีดจนเกือบเป็นสีขาว เป็นเห็ดที่นำมากินได้เมื่อดอกอ่อน ๆ หรือเกิดใหม่ ๆ โดยนำมาต้มก่อนกิน

........2. เห็ดตาพื้นหรือเห็ดดินที่กินได้ ได้แก่

........2.1 เห็ดไข่ห่านเหลืองหรือเห็ดละโงกเหลือง เป็นเห็ดที่เกิดบนพื้นดิน ในป่าที่มีใบไม้ผุเปื่อยทับถมกันอยู่ดอกเห็ดอ่อนจะมีดอกโตเต็มที่สีจะจาง ลงเป็นสีเหลืองอ่อน เปลือกนอกขรุขระเป็นก้อนนูนเล็กน้อยเมื่อเห็ดจะบานพอเปลือกนอกแตกออก…หมวกเห็ดและก้านดอกก็จะเติบโตขึ้นมาใน อากาศ โดยทิ้งให้เปลือกนอกขรุขระเป็นและก้านดอกก็จะเติบโตขึ้นมาในอากาศ โดยทิ้งให้เปลือกนอกหุ้มเป็นกระเปาะคล้ายเปลือกไข่แตก หรือถ้วยรองรับอยู่ที่โคนก้านดอก หมวกเห็ดมีผิวด้านบนเรียบเป็นมันเงา สีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองนวล และมีลักษณะเป็นเมือกลื่นเล็กน้อย เมื่อจับต้องเนื้อเยื่อภายในเป็นสีขาว หนาพอประมาณ ตามขอบหมวกมีร่องตื้น ๆ เวลาจับจะไม่เปลี่ยนเป็นสีอื่น ๆ เมื่อหมวกเห็ดกางเต็มที่มักจะมีการปริหรือฉีกขาดตรงรอยของหมวก ก้านดอกกลมเป็นรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 10-15 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ซม. ผิวเรียบและสานกันอย่างหลวม ๆ หรือหยาบ ๆ ตรงก้านดอกมีรูกลวงเล็กน้อย เห็ดชนิดนี้มีชุกชุมมากทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนโดยนำมาต้ม ผัดหรือแกงก็ได้

........2.2 เห็ดลูกฝุ่น อยู่รวมกันเป็นกลุ่มกระจายกันอยู่บนสนามหญ้าหรือชายป่า ดอกเห็ดเมื่อยังอ่อนอยู่จะเป็นก้อนสีขาวแต่เมื่อแก่จะเป็น สีเทาปนน้ำตาลอ่อน เห็ดลูกฝุ่นมีขนาดใหญ่ 2-3 ซม. และสูงจากพื้นดินประมาณ 2-3 ซม. มีฐานรองรับเป็นโคนใหญ่ซึ่งเรียวเล็กกว่า ตอนบนเล็กน้อย ผิวด้านบนนูนเป็นตุ่มเล็ก ๆ หนาแน่นอยู่ตรงกลางและกระจายห่างออกไปเมื่อเห็ดแก่ตุ่มเหล่านี้ก็จะแตกออกเป็นรูเพื่อให้ ผงสีน้ำตาลอมเขียวพ่นฟุ้งกระจายออกมาคล้ายควันไฟหรือควันบุหรี่ ผงดังกล่าวนี้ก็คือสปอร์ที่บรรจุอยู่ภายในดอกเห็ด เห็ดลูกฝุ่นเป็นเห็ดที่เก็บมากินได้ในระยะที่เป็นเห็ดอ่อนซึ่งยังมีเนื้อในเป็นสีขาวอยู่ นิยมนำมาผัดหรือแกงกิน บางคนก็ลอกผิวด้านนอกออกก่อน ที่จะนำไปปรุงเป็นอาหาร ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่นิยมเก็บเห็ดชนิดนี้มากินด้วยเข้าใจว่าเป็นเห็ดที่มีพิษหรือเป็นเห็ดอ่อนของพวกที่มีพิษเพราะ มีลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ เหมือนกัน มีชุกชุมในฤดูฝน

........2.3 เห็ดปะการังขาว มีลักษณะคล้ายปะการัง ชอบขึ้นตามโคนต้นไม้ในป่า สูงประมาณ 3-5 ซม. เนื้อเห็ดเหนียว โคนก้านดอกใหญ่หนาสั้น ปลายแตกแยกเป็นแขนงคล้ายส้อม (ช้อนส้อม) บางแขนงไม่แยกออกจากกันจึงดูเป็นแขนงใหญ่ แบนติดกันเป็นแผงหรือกอใหญ่ เนื่องจากเห็ดชนิดนี้มีเนื้อเยื่อเหนียว การเก็บมากินจึงนิยมใช้เพียงเป็นส่วนปรุงอาหารให้รสชาติดีขึ้น แต่ถ้าเห็ดนี้เกิดใหม่ ๆ ก็กินได้ด้วยไม่เหนียว จนเกินไปนัก หมายเหตุ การเก็บเห็ดในป่ามากินนั้นหากไม่แน่ใจจริง ๆ ก้อย่าได้เก็บมาเป็นอันขาด โดยเฉพาะเห็ดที่ยังอ่อนอยู่หรือเป็นเห็ดตูมเพราะเห็น มีพิษและไม่มีพิษนั้นเมื่อเป็นดอกตูมจะมีลักษณะเหมือนกันและมักจะเกิดขึ้นอยู่ในที่ใกล้เคียงกันเสมอ ๆ จึงอย่าได้แน่นอนใจว่าเราเก็บเห็ดใน แหล่งเดียวกันแล้วจะได้เห็ดชนิดเดียวกันเสมอไป นอกจากนี้มิควรนำเห็ดกินได้ที่ขึ้นตามขอนไม้กับที่ขึ้นตามพื้นดินมาใสปนในหม้อหุงต้มเดียวกัน หรือกินเห็ดทั้งสองอย่างในอาหารมื้อเดียวกัน แม้ว่าเห็ดทั้งสองจะเป็นชนิดที่กินได้ก็ตามเพราะการเก็บเห็ดทั้งสองอย่างมาปนกันในอาหารอาจ จะกลายเป็นพิษที่ร้ายกาจได้ ฉะนั้นเมื่อต้องการกินเห็นป่าก็ควรที่จะเลือกเป็นเฉพาะอย่าง ๆ ไป อย่าได้นำมาปนกันเป็นอันขาด เห็ดมีพิษ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทเช่นเดียวกับเห็ดกินได้ได้แก่ เห็ดที่ขึ้นตามขอนไม้ และเห็ดที่ขึ้นตามพื้นดิน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเห็ด มีพิษจะขึ้นอยู่ตามพื้นดิน วิธีการที่ดีและปลอดภัยในการที่จะสังเกตเห็ดเหล่านี้ก็คือ เรียนรู้ให้ทราบถึงรูปร่าง สี ระยะเวลาที่มันขึ้น และลักษณะเฉพาะตัวของเห็ด

........1. เห็ดขอนไม้ ได้แก่ เห็ดขอนสีแดง ชอบขึ้นตามขอนไม้ผุเปื่อยเป็นเห็ดที่มีเนื้อแข็งแห้งคล้ายเศษเนื้อไม้แห้ง มีสีสันสวยงามสะดุดตาคล้ายพัด สีแดง ซึ่งขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มและซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายหิ้งหลาย ๆ ชั้นเห็ดขอนสีแดงจะเจริญเติบโตตามข้าง ๆ ขอนไม้ ผิวด้านบนของ ดอกเห็ดละเอียดคล้ายหนังสีแดงปนส้ม ผิวเนื้อไม่เรียบ อยู่ในระดับเดียวกัน จึงทำให้เป็นวงกลมซ้อนกันออกไป 1-2 แห่ง แสดงให้เห็นถึง อัตราการเจริญเติบโตของดอกเห็ดไม่เท่ากันกว้างประมาณ 2-6 ซม. ด้านล่างของดอกเห็ดมีสีแดงเช่นเดียวกับด้านบน แต่มีลักษณะเป็นรู ขนาดเล็กมากมายเรียงเต็มไปหมด ซึ่งเกือบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ขอบหมวกมีสีจางกว่าตรงกลางดอกเล็กน้อย ก้านดอกสั้นคล้ายด้ามพัด ยึดติดกับขอนไม้ผิวด้านนอกของก้านดอกมีสีแดงเช่นเดียวกับดอกเห็ด แต่เนื้อเยื่อภายในก้านดอกจะมีสีขาว

........2. เห็ดพื้นดิน ได้แก่ เห็ดร่างแห พบว่ามีอยู่ทั่วโลกชอบขึ้นบนพื้นดินที่มีใบไม้เน่าเปื่อยผุพัง เป็นเห็ดที่ขึ้นเป็นดอกเดี่ยวอิสระและไม่ชุกชุม เหมือนเห็ดอื่น ๆ เมื่อเห็ดยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาวคล้ายไข่นก พอเจริญเติบโตขึ้น เปลือกหุ้มเห็ดก็จะแตกออกเพื่อให้ลำต้น และหมวกเห็ดค่อย ๆ เจริญยืดตัวออกมา ส่วนเปลือกหุ้มก็จะอยู่ที่โคนก้านดอกคล้ายดอกเห็ดตั้งอยู่ในถ้วย ก้านดอกเห็ดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 5-9 ซม. ปลายก้านตอนบนเรียวเล็กกว่าโคน มีสีขาวและมีลักษณะเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำ หมวกเห็ดมี รูปร่างเหมือนระฆังคว่ำฐานระฆังกว้างประมาณ 3-4 ซม. ยอดสูง 2 ซม. ด้านบนยอดตัดเป็นวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.

........ หมวกเห็ดด้านนอกมีลักษณะเป็นรวงผึ้งซึ่งบรรจุน้ำเมือกสีดำอมเขียวหม่น กล่าวกันว่ามีรสหวาน แต่ยังไม่มีผู้ใดกล้าลองชิมดู น้ำเมือกนี้มีกลิ่นเหม็นและส่งกลิ่นไปได้ไกล ๆ เพื่อล่อให้แมลงมาดูดกิน หมวกเห็ดด้านในมีแผ่นเยื่อบาง ๆ สีขาว มีลักษณะเป็นรูพรุนคล้าย ร่างแหน้อยกางคลุมรอบลำต้น ส่วนบนร่างแหยึดติดอยู่ภายในหมวกเห็ด เห็ดชนิดนี้มีรูปร่างสวยงามแปลกตาเหมือนมีผ้าลูกไม้สีขาวมาคลุม บางคนก็เรียก "เห็ดเต้นรำ" เนื่องจากเวลาที่มีลมแรง…ร่างแหก็จะแกว่งไปมา เห็ดชนิดนี้เป็นทั้งเห็ดมีพิษและสมุนไพร กล่าวคือหากนำมากินก็จะมีอาการท้องเดินคล้ายโรคอหิวาตกโรค แต่ถ้าใช้ผสมเป็นยาจำพวกน้ำมัน นวดตัวก็จะใช้แก้โรคเกาท์ โรครูมาติซัม และโรคลมบ้าหมู ซึ่งนิยมให้กันมากทางทวีปยุโรปตอนกลาง โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศษและ เยอรมันนิยมนำมาผสมกับตัวยาบางชนิดเพื่อใช้เป็นตัวยากกระตุ้นทางเพศสำหรับผสมพันธุ์สัตว์เลี้ยงอีกด้วย รายละเอียดเหล่านี้คงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่นักเดินทางที่ชอบท่องไพรและจำเป็นต้องหาอาหารประทังชีวิต หรือต้องการลองรสชาติ อาหารป่า

........ แต่ยังไงก็ตาม…ทางที่ดีควรถามจากชาวบ้านหรือเจ้าของพื้นที่นั้นว่าเห็ดใดกินได้และเห็ดใดกินไม่ได้มิฉะนั้นแล้วคุณอาจจะไม่มีโอกาส ได้แก้ตัวอีกเลย แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ควรทำไม่ว่าวิธีใดก็ตามให้อาเจียนออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นรีบนำส่ง โรงพยาบาลโดยเร็ว….
----- ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจากมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวครับ........รักษ์ธรรมชาติกับเทรคกิ้งไทย.คอม------
กลับไปหน้าแรก