![]() |
| |
| เกร็ดการเดินป่า-เมื่อโดนงูกัด |
|
...........ขึ้นชื่อว่างู ถึงจะมีพิษหรือไม่มีพิษผมก็ไม่อยากเข้าใกล้หรือโดนกัดล่ะครับ เรียกว่าถ้าเลือกได้ก็ขออยู่แบบทางใครทางมันดีกว่า
ทีนี้ถ้าบังเอิญดวงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกต้องโดนกัดขึ้นมา ประการแรกที่ต้องทำคือ มองดูงุตัวนั้นว่าเป็นงูชนิดใด ถ้าไม่รู้จักชนิดของงูก็ต้องดูว่ามีลักษณะอย่างไร มีสีอะไร จะได้ทราบว่าเป็นงูพิษหรือไม่ รวมทั้ง
เอาไว้บอกแพทย์เพื่อสะดวกในการจัดเซรุ่มด้วย (แต่ตัวผู้ถูกกัดเองอย่าเดิน หรือไปวิ่งไล่ดูงูที่กำลังเลื้อยหนี เพราะการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตเร็วขึ้น พิษงูในกระแสเลือด
จะกระจายไปทั่วร่างกายได้เร็วขึ้นด้วย
....การปฐมพยาบาล 1. ใช้เชือกรัดที่เหนือแผลประมาณ 5-15 ซม. (อย่ารัดแน่นจนเกินไป) ให้พอสอดนิ้วเข้าไปได้ ทั้งนี้เพราะการรัดมีจุดประสงค์เพื่อกันไม่ให้พิษงูที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ท่อน้ำเหลือง และเส้นเลือดดำไหลเข้าหัวใจ จึง ไม่ต้องรัดให้แน่นจนเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่ได้เหมือนกรณีรัดห้ามเลือด และถ้ามีอาการเจ็บจนทนไม่ไหวให้รัดจุดใหม่ที่ตำแหน่งเหนือขึ้นไปอีกเล็กน้อย แล้วจึงคลายเชือกรัดที่จุดแรกออก 2. ให้ผู้ป่วยอยู่นิ่ง ๆ จัดท่าให่ส่วนที่อยู่งูกัดอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ อย่าเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่จำเป็น ห้ามดื่มเหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง 3. ทำความสะอาดบาดแผลที่ถูกงูกัดด้วยน้ำสะอาด หรือแอลกอฮอล์และทิงเจอร์ 4. โดยทั่วไปหลังจากใช้เชือกรัดแล้วให้รีบนำส่งแพทย์ และงูที่กัดเป็นงูพิษร้าย อาจกรีดแผลโดยใช้มือสะอาดกรีดแผลตรงรอยเขี้ยวให้ลึกแค่ผ่านผิวหนัง (ลึกประมาณ 0.5 ซม. ยาวไม่เกิน 1 ซม.) แล้วใช้ลูก ยางหรือเครื่องดูดดูดตรงรอยกรีด แต่ถ้าไม่มีเครื่องมืออาจใช้ ปากดูดแล้วบ้วนทิ้ง แต่ผู้ดูดต้องไม่มีแผลในปาก (วิธีกรีดแผลดูดพิษนี้จะทำเมือ่จำเป็นมากกว่า เพราะอาจจะก่อให้เกิดแผลติดเชื้อได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี) 5. รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที อาการจากงูพิษกัด .....โดยทั่วไปมีอาการเจ็บปวด บวม เลือดออกบริเวณแผลและอาจคลื่นไส้อาเจียนได้ .....ถ้าเป็นงูพิษที่มีพิษต่อระบบประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง อาการที่พบในระยะแรก คือ หนังตาตก ตามด้วยพุดและกลืนน้ำลาย อาหารลำบาก แขนขาอ่อนแรง หายใจขัดและหยุดหายใจ .....ถ้าเป็นงูที่มีพิษต่อระบบโลหิต เช่น งูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ อาจมีเลือดออกจากอวัยวะต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดาออก ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด เลือดออกตามผิวหนัง ฯลฯ .....ชนิดของงูพิษที่พบได้บ่อย ....งูเห่าและงูจงอาง ......งูเห่าตัวยาวเรียว แผ่แม่เบี้ยได้ งูเห่าอาจมีสีดำ สีน้ำตาล สีน้ำตาลเทา สีนวล และอาจมีลายขาวพาดคั่นตามตัว งูเห่ามีชุกชุมอยู่ทุกภาคของประเทศไทย มักอาศัยใกล้ที่อาศัยของคน มีพิษร้ายแรง บางชนิดพ่นพิษเข้าตา ถึงตาบอดได้ ส่วนงูจงอางมีขนาดใหญ่กว่างูเห่า มีสีเขียวอมเหลือง หรืออมดำ มีลายคั่นตามตัว มีนิสัยดุร้าย ปราดเปรียว ว่องไว พบทุกภาคของประเทศไทยเช่นกัน ....งูสามเหลี่ยม.....งูพิษที่หลังจะมีลักษณะเป็นสัน มีลายเป็นปล้องสีดำสลับเหลือง ถ้าเป็นงุทับสมิงคลาจะมีลายสีดำสลับขาว งูสามเหลี่ยมชอบเลื้อยหากินตามที่ชื้นแฉะ ร่องน้ำ ลำคลอง มักนอนในดพรงใต้กอหญ้า ใต้โพรงโคนต้นไม้ใหญ่และกอไผ่ที่เย็นชื้น ....งูกะปะ .....หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ตัวสีน้ำตาลอ่อน มีลายเข้มเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายจรดที่สันหลัง มีชุกชุมทุกภาคของประเทศไทย ชอบนอนขดใต้ใบไม้แห้ง ใต้ก้อนหิน ใต้ขอนไม้ ....งูแมวเซา .....หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม คอเล็ก ตัวอ้วนสั้น หางสั้น สีเทาน้ำตาล มีลายน้ำตาลเข้มเป็นวงพื้นใหญ่เรียงตามความยาวของลำตัว ชอบขดตัวอยู่ตามซอกหิน โพรงดิน ใต้กอหญ้าใหญ่ พบชุกชุมในภาคกลาง เมื่อถูกกัดแล้วจะเกิดอาการทางระบบโลหิต บางรายถูกกัดที่ลิ้นแล้วนิ้วจะเน่า ....งูเขียวหางไหม้.....รูปร่างคล้ายงูเขียว มีสีเขียวตลอดตัว แต่ส่วนหางจะมีสีน้ำตาล พบทุกภาคของประเทศไทย แม้เป็นงูพิษอ่อน แต่นิสัยจะฉกกัดทันทีที่เข้าใกล้ มีรายงานว่าพิษทำให้เสียชีวิตได้ ....ลักษณะโดยทั่วไปของงู.....ในเวลาหัวค่ำที่งูเริ่มออกหากินพิษงูจะยังรุนแรงอยู่ จนงูกัดและปล่อยพิษใส่สัตว์อื่น พิษของงูจึงน้อยลง งูทั่วไปจะฉกได้ไกลประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัวงูหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย ทั้งนี้ งูทั่วไปจะฉกไปข้างหน้า ยกเว้นงูแมวเซา งูกะปะ จะฉกได้ทุกทาง |
| กลับไปหน้าแรก |