เยือนบ้านเสือเหลือง...เพื่อนบ้าน...........................................................................................โดย โกโรโกโส
ท่องพิภพไร้พรมแดนมีหลายสิ่งหลายอย่างให้เรียนรู้ แต่เพราะความเป็นคนแสนธรรมดาที่ไม่ได้เก่งกาจคนหนึ่ง สิ่งที่อยากจะรู้ เจอะเจอจึงตีวงแคบลงเสียทุกที ทั้งที่การมีความรู้หลากหลายทำให้เป็นคนรอบรู้ก็ตามทีเถอะ มนุษย์ไม่มีใครแก่เกินเรียน ความกระตือรือล้นต่างหากเป็นแรงผลักดัน หากขาดเสียความกระตือรือล้น ก็เสมือนหยุดอยู่นิ่ง นักปราชญ์จีนกล่าวว่า “เพียงท่านหยุดเดิน ท่านก็ล้าหลังเสียแล้ว” อ้า เหมือนคติประจำโฆษณาสุราอีตา ยอห์นนี่ผู้ก้าวเดิน เข้าไปทุกที อย่างนี้สิต้องฉลองกันหน่อย เชียร์ ……
อ๊ะ นี้จะเกี่ยวข้องกันไห๊มที่มาจดจ่อสาระพันใดใดที่ข้องเกี่ยวกับนก ยังหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเองไม่ได้ มองสิ่งเชื่อมโยงต่างๆที่ดึงตัวมาให้ดูนก จะต้องเริ่มจากตรงไหนดีนะ จากการเริ่มสะสมแสตมป์ดีไห๊ม สามสิบปีที่สะสมมาจนปัจจุบันสิบกว่าปีไม่ได้กลับไปเหลียวแลเลย อย่างน้อยๆก็มีแสตมป์ที่มีนกเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง แม้ไม่ใช่จำนวนมากโข และไม่ใช่เป็นชุดใหญ่ชุดเล็กอะไรนักหนา แต่ก็ไม่มีเวลามาจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบตามที่ควรจะเป็น เพราะไปเจอเพื่อนที่รักการสะสมชุดนกโดยเฉพาะ เห็นจำนวนและเป็นชุดใหญ่ของเขาเข้าแล้วก็บังเกิดความทึ่งมากมาก ไม่เพียงสะสมเป็นบล็อค ซองแรกจำหน่าย ยังต้องมีชีทของชุดเข้าไปอีก ลองคิดดูสิครับกว่าแปดสิบเล่มนั้น เป็นนกจำนวนเท่าไหร่ แม้จะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ หากทว่าแสตมป์ชุดใดเกี่ยวข้องหรือตีตราซองที่ระลึกแรกจำหน่ายของ WWF ละก็ พี่ท่านเป็นต้องมีไว้ในครอบครอง ของทุกชาติเป็นทีเดียว โดยไม่ต้องไปมองที่มูลค่ามหาศาลของสิ่งสะสมนั้น ไม่ทราบพี่ท่านนี้เขาเล่นเนทหรือไม่ เพราะหากสแกนเข้ามาโพสในหัวข้อมุมแสตมป์มุมนก พี่ท่านคงให้ความรู้แด่เราๆท่านๆมากมายเป็นแน่
อารัมภบทมายืดเยื้อมากมายทั้งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะมาเล่าเลยสักนิด คงเป็นเพราะเริ่มออกอาการของคนช่าง…เสียแล้ว ไม่ให้เสียเวลาของท่านทั้งหลาย เข้าเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนดีกว่า
จากกระดานของทีเคที
http://www.trekkingthai.com/cgi-bin/webboard/generate.pl?board=tkt_birdclub&content=0470
http://www.trekkingthai.com/cgi-bin/webboard/generate.pl?board=tkt_birdclub&content=0488

จึงเป็นการตัดสินใจแบบสไตล์ทีเคที และเป็นคนสุดท้ายที่เข้าเสียบแทนน้องsak0310 นับว่าฉิวเฉียดจริงๆ เพราะกว่าจะผ่านการอนุมัติจากทาง ผบสส มาได้เรียกว่าเกือบจะต้องรำมวยรำมะนากันแล้ว ปะติดกันข้างฝาแบบกาวตราช้างเหยียบเมฆนั่นเลย รอกลับมาค่อยหาน้ำหอมไปหยอดให้ออกจากกันนั่นแหละ ฮิฮิ ทั้งนี้แลทั้งนั้น ผบสส ยังอุตสาห์แอบยัดคุกกี้สองรสสุดอร่อยสองห่อใหญ่ๆใส่มาในเป้สะพายเป็นสเบียง ฮาาาา
บ่ายสี่โมงเศษๆ แบกสัมภาระอันหนักอึ้งพร้อมเป้สะพายด้านหน้า และสามขาสามกิโล เดินสามร้อยเมตรมาปากซอยจึ่งเรียกแทกซี่ไปส่งที่สายใต้ใหม่เป็นเวลาหกโมงกว่า จับเจ่าอยู่หน้าเคเอฟซีจุดนัดพบพักใหญ่ๆก็เห็นมือเก่าและอันเคในร้าน เป็นอันว่าได้ตั๋วสำหรับบินเดี่ยวไปหาดใหญ่เป็นที่เรียบร้อย

หกโมงสิบห้านาทีเช้าของวันรุ่งขึ้นถึงสถานีขนส่งหาดใหญ่ บรรดาหน้าม้าต่างมาต้อนรับกันเพรียบ บ้างแนะให้ไปรอที่ร้านค้า บ้างเชิญชวนให้ไปเที่ยวภูเก็ต กระบี่ มาเลย์ บ้างบอกขายตั๋วเข้ากรุงเทพ บ้างส่งภาษายาวีอุตหลุด ช่างอบอุ่นตามแบบฉบับคนใต้เลยทีเดียว ล้อมหน้าล้อมหลังจนได้ไปนั่งรอที่ร้านกาแฟปักษ์ใต้ คนใต้ชื่นชอบการดื่มน้ำชากันจริงๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นกันทุกคนหรือไม่ กระนั้นร้านน้ำชาและสภากาแฟจึงเป็นสิ่งคู่กับวิถีชีวิตของคนใต้กลุ่มหนึ่ง หากรู้จักป๊ะแต่แรกคงได้เข้าไปเสวนาแล้วเชียว กว่ากลุ่มใหญ่จะมาถึงก็เป็นเวลาสองโมงครึ่งเข้าไปแล้ว รีบไปจองตั๋วขากลับกรุงเทพเสร็จ ก็ขนสัมภาระขึ้นรถตู้ของป๊ะ แล้วก็ไปกินอาหารเช้าที่ตลาดคลองเตย ตลาดคลองเตยยามเช้าเป็นแหล่งรวมร้านอาหารทีมีชื่อของหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ไป่กุดเต๋ ข้าวมันไก่คลองเตย ข้าวขาหมู ข้าวหน้าเป็ด ขนมจีบ ซาลาเปา อาหารปักษ์ใต้ อาหารตามสั่ง ล้วนมากมายให้เลือกกินตามใจปาก ฝนฟ้าดูจะเป็นใจ ตกลงมาหลังขาดหายไปหลายวัน ทำให้อากาศสดชื่นเหมาะแก่การเดินทางอันยาวนานต่อไป

ชั่วเวลาเพียงชั่วโมง ป๊ะก็พาเราเดินทางมาถึงด่านสะเดา ชายแดนไทย-มาเลย์
ตรวจลงตราผ่านแดนเสือเหลืองไม่ยุ่งยากอันใด แต่แถวก็ยาวพอควร ไม่นานนักป๊ะก็พารถวิ่งไปตามทางด่วนเหนือใต้ นกตัวแรกแห่งแดนเสือเหลืองก็คือกระเต็นอกขาว แล้วก็ยางเปีย ยางควาย เอี้ยงสาริกา หลายคนมองหาอีแก แต่กว่าจะได้เห็นแบบใกล้ ก็ตอนพักรับประทานอาหารกลางวันกลางทางท่ามกลางละอองฝนโปรยปาย ข้าวห่อที่เตรียมมาจากตลาดคลองเตยก็พร้อมสำหรับทุกคน สำหรับบางคนที่กินข้าวมันไก่เป็นอาหารมื้อเช้าก็เปลี่ยนมากิน ข้าวหมูแดง เลยเป็นประเดนเฮฮาตลอดการเดินทางที่เหลืออยู่หลายวัน

เราออกจากทางด่วนเหนือใต้ตรงกม400.1 เข้าสู่เส้นทางไปบูกิตเฟรเซอร์ แวะเติมน้ำมันให้เพียงพอก่อนเริ่มการเดินทางต่อ ตรงจุดนี้เราได้เห็นนกเปล้าที่ไม่สามารถแยกได้ทัน ขมิ้นท้ายทอยดำ นกนางแอ่นบ้าน เอี้ยงสาริกา เหยี่ยว เริ่มเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา และไต่ระดับขึ้นสูงเรื่อยๆ บางคนออกอาการวิงเวียนศรีษะและเมารถ เย็นย่ำค่ำป๊ะจึงพาเราสู่แกป ซึ่งเปรียบเสมือนประตูแรกที่จะเข้าสู่บูกิตเฟรเซอร์ ด้วยยังติดเวลาที่ขึ้นและยังพอมีแสงก่อนพลบค่ำเล็กน้อย ทำให้พวกเรามีโอกาสเดินดูนก มีนกแซงแซวหางบ่วงเล็ก นกกินปลีคอดำ ก่อนจะพักรับประทานอาหารกันที่นี่ เจ้าของเป็นชาวจีนไหลหลำ จึงมีรายการอาหารหลายชนิดที่ก้ำกึ่งกวางตุ้ง อยู่ด้วย โดยเฉพาะเส้นหมี่ลาดหน้ากวางตุ้ง สนนราคาจานละสี่ริงกิตครึ่ง ที่แกปจะมีบ้านพักอยู่ด้วย แต่มีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น การเข้าพักจึงต้องจองล่วงหน้าเสียก่อน ตามฝาผนังเติมไปด้วยภาพธรรมชาติ โดยเฉพาะภาพนก หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นภาพนกจับแมลงฝีมือจากศิลปินวาดนกมีชื่อของไทยเรา มีปฏิทินแขวนรูปนกจากบริษัทก่อสร้างปีนัง ซึ่งภายหลังข้าพเจ้าเอ่ยขอปฏิทินนั้นมาด้วย หลังรับประทานอาหารเสร็จและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมุ่งสู่ที่พักบนบูกิต ซึ่งห่างออกไปประมาณ9 กิโลเมตร ทางยังคงเป็นเช่นเดิมที่ขึ้นเขาและคดไปมา ไต่ตามหุบเหวบ้างเป็นช่วงๆ
เรานัดหมายแซมผู้จองห้องพักให้เราที่หอนาฬิกา สองทุ่มกว่าแล้ว ไม่มีวี่แววเลย ไม่รู้เป็นเพราะเรามาสาย หรือว่าการสื่อสารนัดจองมา ซึ่งเป็นเพียงแค่อีแมวฉบับเดียวเท่านั้นเป็นเหตุ หลายคนกำลังมองหาศาลาต่างๆ เผื่อกันเหนียว บ้างก็คุยว่าจะแบ่งปันถุงนอนกันอย่างไรดี ตู้โทรศัพท์ล้วนเป็นประเภทใช้การ์ดเป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิเย็นสบายที่20องศา ท้องฟ้าโปร่งเป็นช่วง ไม่นานผู้จัดการเราก็สามารถโทรติดต่อกับแซมได้ แต่เราต้องขับรถไปเอง หาแผนที่มาได้ลองผิดถูกไม่นานเราก็เดินทางถึงแฟลตที่พักข้าราชการ

หมิงซาน หรือที่ผมเรียกว่าแซมเตรียมเปิดห้องต้อนรับให้เราไว้เรียบร้อยแล้วเป็นสองห้องอยู่ชั้นสามหนึ่งห้องและชั้นห้าหนึ่งห้อง เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางทั้งวันมาพอควร ต่างแยกย้ายเข้าห้องพักชำระล้างร่างกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเลือกอยู่ชั้นที่ห้า ระหว่างรอคิวอาบน้ำอยู่ที่ระเบียงสังเกตเห็นตัวอะไรผลุบโผล่ไปมาในความมืด พอมันหยุดเกาะตะคุ่มตะคุ่มบนราวชิงช้าเหล็ก สงสัยเป็นนกตบยุง คว้าไบนอคได้ออกมาดูเป็นนกตบยุงจริงๆ แต่ความมืดมากไปไม่สามารถเห็นรายละเอียดต่างๆมากนัก กลับไปหยิบไฟฉายมาทาบคู่ดู แสงก็ยังไม่เพียงพา ทุกคนตื่นเต้นออกมาดูกันใหญ่ รวมทั้งนักดูนกชาวมาเลย์เพื่อนของแซม จนมีใครใช้ไฟฉายแมกไลด์ช่วยส่อง เป็นนกตบยุงภูเขา สักพักมันก็บินหายไป
ที่เหลืออยู่เลยยืนคุยกันที่หน้าสนามเด็กเล่น ต่างฝ่ายต่างแนะนำตัวกัน สังคมคนดูนกต่างก็คุยในเรื่องเดียวกันแม้จะต่างชาติต่างภาษา จนสักครู่ใหญ่เจ้าตบยุงภูเขาก็บินกลับมาอีก เพียงแต่คราวนี้ไปเกาะอยู่บนยอดกิ่งไม้แห้ง ไฟฉายแมคไลด์ถูกนำมาใช้อีกครั้ง คราวนี้ได้ลายละเอียดและสีสันกระจ่าง ขยับตัวกันไปมาจนสามารถเข้าไปอยู่ในระยะสักยี่สิบกว่าเมตร ครั้งนี้เจ้าตบยุงภูเขาคงเห็นว่าพวกเราไม่ได้ทำอันตรายมันนอกจากจะชื่นชมความงดงามของมัน มันจึงเริ่มทำตัวเป็นนาย/นางแบบ หันหน้าเอียงซ้ายชวาหน้าหลังให้ชมทุกขบวนท่า จนมันรู้สึกหิวแล้วกระมังจึงบินออกไปหากินต่อในที่มืดลึกเข้าไปในราวป่าด้านข้าง สายตาสิบกว่าคู่เปี่ยมไปด้วยความสุข