
|
พรรณพฤกษชาติป่าพรุ
หากเปรียบเทียบความหลากหลายของจำนวนชนิดพืชพรรณในป่าพรุ กับป่าดงดิบแห่งอื่น ๆ ในขนาดพื้นที่เท่ากัน ก็จะพบว่าป่าพรุครองความหลากหลายได้ไม่แพ้หรืออาจจะมากกว่าหลายเท่า จากการสำรวจโดย นักพฤกษศาสตร์ ทำให้ทราบว่าในป่าพรุแห่งนี้ มีพืชพรรณไม้ดอก อาศัยอยู่ประมาณ ๑๐๙ วงศ์ จำนวน ๔๕๐ ชนิด พืชไร้ดอกจำพวกเฟิร์นประมาณ ๑๕ วงศ์ จำนวน ๔๐ ชนิดและยังไม่รวมพืชชั้นต่ำจำพวกมอสอีกมากมายที่ยังมิได้ถูกสำรวจอย่างทั่วถึงนอกจากนี้ยังมีพวก เห็ด รา ที่คาดกันว่าอาจมีอยู่อีกหลายร้อยชนิด
การที่ป่าพรุโต๊ะแดงตั้งอยู่ค่อนมาทางส่วนปลายของคาบสมุทรมลายู ทำให้ได้รับอิทธิพลของพรรณพืชเขตมาเลเซีย ต้นไม้หลายชนิดจึงพบเห็นได้เฉพาะในป่าพรุแห่งนี้เท่านั้น อย่างเช่น หมากแดง พืชในวงศ์ปาล์มที่สวยงามและหาชมได้ยาก ปาหนันช้าง พืชในวงศ์กระดังงาที่มีดอกใหญ่ และยังกล้วยไม้กับพืชเล็ก ๆ แปลกตาอีกมากมาย
ด้วยเอกลักษณ์ซึ่งไม่เหมือนป่าแห่งอื่น ๆ ทำให้บรรดาพืชพรรณชนิดต่าง ๆ ที่มาอยู่อาศัยร่วมกันในป่าพรุมีลักษณะพิเศษตามไปด้วยอย่างเช่น ต้นไม้ใหญ่จำเป็นต้องมีระบบรากแก้วสั้นและพัฒนารากแขนงให้ใหญ่ขึ้น กลายเป็นรากค้ำยัน เพื่อให้สามารถยืนต้นอยู่ใต้ ต้นไม้เหล่านี้จึงมีรูปทรงที่แปลกประหลาดคล้ายกับมีแขนขายื่นออกมา หรือบางชนิดก็พัฒนาระบบรากหายใจ ให้โผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำซึ่งมีรูปร่างต่าง ๆ กันไปตามแต่ละชนิด
บรรดาต้นไม้ใหญ่นานาชนิดเหล่านี้เปรียบเสมือนเสาหลักของผาที่เติบโตโผล่ขึ้นจากผืนน้ำ กางสยายเรือนยอดออกแผ่คลุมดุจหลังคาป่า กิ่งก้านและพุ่มใบที่สานซ้อนลดหลั่นกันลงมา ตามลักษณะความสูงของแต่ละชนิดจะช่วยโอบอุ้มความชุ่มชื้นเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ก็ดูดซับแปลงเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์เก็บสะสมเพิ่มไว้ในเรือนต้น ผลิดอกออกผลมาเป็นอาหารให้แก่สรรพสัตว์ และเมื่อแต่ละชนิดสิ้นอายุขัยลงก็ถึงเวลาที่จะกลับคืนสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง และถูกกระบวนการย่อยสลายอย่างช้า ๆ โดยจุลินทรีย์ในน้ำ ซากอินทรีย์วัตถุใต้ผิวน้ำเหล่านี้ก็คือ ดินพรุ หรือดินอินทรีย์ ที่จะทำให้ต้นไม้ใหญ่ได้กระจายพันธ์ลงมาขึ้นได้อีกเมื่อโอกาสเหมาะสมหมุนเวียนเป็นวัฏจักรแห่งระบบนิเวศป่าดงดิบชนิดพิเศษที่ไม่เหมือนป่าทั่วไป....
 
|