

|
ทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร
๑.ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร
ก่อนก้าวสู่จุดเริ่มของเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าพรุ ท่านควรแวะชม นิทรรศการ
ซึ่งจัดแสดงไว้บนชั้นสองของอาคารศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร
ท่านจะได้รับความเป็นมาของป่าพรุอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม จากนิทรรศการที่เป็นแผนภาพและแบบจำลอง ซึ่งจะทำให้ท่านเที่ยวชมป่าพรุได้อย่างเพลิดเพลินและได้สาระมากยิ่งขึ้นและเมื่อชมนิทรรศการจนทั่วถึงดีแล้ว ก็ได้เวลาลงไปท่องไพรในป่าพรุ โดยเริ่มที่บึงน้ำด้านหลังอาคารแห่งนี้
อันที่จริงอาคารศูนย์ฯ สร้างอยู่บนบึงน้ำเมื่อท่านเดินออกไปตามทางแยกพื้นด้านหลังอาคาร ก็จะผ่านบึงน้ำชายพรุ เมื่อมองลงไปท่านอาจได้พบพืชน้ำหลายชนิดอย่างเช่น บัวเผื่อน ที่มีดอกสีขาวส่งกลิ่นหอม และหากสังเกตให้ดีอาจพบดอกตับเต่าใหญ่ที่มีใบกลมเหมือนใบบัว
แต่ดอกขนาดเล็กว่าและมีขนที่กลีบ และหากท่านเห็นดอกไม้เล็ก ๆ สีเหลืองที่โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำบนก้านอันบอบบาง นั่นคือ ดอกสาหร่ายข้าวเหนียวพืชน้ำที่มีส่วนใบสามารถดักจับสัตว์เล็ก ๆ ในน้ำมากินได้
และเมื่อเดินมาถึงส่วนที่เป็นสะพานไม้ก็ได้เวลาแห่งการเริ่มต้นท่องไพรอย่างแท้จริง
๒. กำเนิดป่าพรุ
เมื่อท่านเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางเดินที่ทำเป็นสะพานไม้มีรั้วกั้น ก็จะพบป้ายบอกให้ทราบว่าเส้นทางนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงศึกษาธรรมชาติป่าพรุหลายครั้ง
เส้นทางนี้มีความยาวประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร สามารถใช้เวลาเพื่อเดินศึกษาธรรมชาติอย่างทั่วถึงประมาณ ๓๐-๔๕ นาที และจุดที่ท่านหยุดยืนอยู่นี้เป็นบริเวณทุ่งน้ำขังซึ่งมีพืชล้มลุกนานาชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นอย่างเช่นพืชในวงศ์กก ชนิดต่าง ๆ หรือลำเทงเฟิร์นที่มียอดอ่อนสีแดงกินได้ ย่านลิเภา ที่เราใช้ก้านใบมาสานกระเป๋าและหากโชคดีอาจได้เห็นกล้วยไม้หายากชื่อว่าเอื้องหวายดินที่ผลิดอกสีม่วงอ่อนในยามเช้าหลังวันที่มีฝนตกหนัก
แม้จะเป็นทุ่งโล่ง แต่หากมองไปก็อาจเห็นต้นไม้ใหญ่ ใบกลม ๆ ที่ชื่อว่ามะฮัง มันถูกจัดเป็นพืชเบิกนำ ที่เข้ามาขึ้นทดแทนทุ่งโล่งก่อนพัฒนาไปเป็นป่าพรุที่มีความสามารถหลากหลายของชนิดพืชพรรณมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาจกล่าวได้ว่าบริเวณนี้เปรียบเสมือนภาพจำลองการก่อกำนิดพรุเมื่อหลายพันปีก่อน เพราะก่อนที่จะเป็นป่าพรุสมบูรณ์ดังเบื้องหน้านั้นป่าพรุสิรินธรในอดีตก็มีลักษณะเช่นที่เห็นนี้เอง.....

|