เดินเดี่ยวบนเกลียวคลื่น > Walking On The Wave USA-baddog*

0

ภาพ/เรื่อง Baddog* Video จาก Vimeo โดย Norman Bosworth

เดอะเวฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Wave, USA) – มหัศจรรย์ธรรมชาิติที่น่าตื่นตลึง

ตลอดชีวิตการเดินทางท่องโลกกว้างคงไม่มีสถานที่ใดที่ทำให้ผมต้องลุ้นตัวโก่งที่จะได้ไปสัมผัสเช่นนี่อีกแล้ว…อยากให้เพื่อนๆมาลองติดตามชมกันครับว่ามันลำบากแค่ไหนกว่าไปถึง

the wave
The Wave คือชื่อเรียกหุบผาหินทรายเล็กๆอายุ 190 ล้านปี (ตั้งแต่ยุคจูราสสิก) ที่ถูกลมและฝนแกะสลักจนมีลักษณะคล้ายเกลียวคลื่น ตั้งอยู่ในเขต Coyote Buttes North, Paria Canyon – Vermillion Cliffs Wildness ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างรัฐยูท่าห์กับรัฐอะริโซน่า ที่นี่คือความใฝ่ฝันของตากล้องทั่วทุกสารทิศที่นิยมชมชอบการถ่ายภาพธรรมชาติหรือภูมิประเทศ แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่นี้เสียงต่อการผุพังจากการเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวดังนั้น Bureau of Land Management (BLM) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อนุรักษ์จึงกำหนดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เพียงวันละ 20 คนเท่านั้น

ผู้โชคดี 10 คนแรกได้จากการสุ่มเลือกจากผู้สมัครล่วงหน้าเป็นเวลาสี่เดือนทางอินเตอร์เนต (online lottery) เช่นหากเราตั้งใจจะไปเที่ยวช่วงเดือนตุลาคม เราจะต้องส่ง application form ทางอินเตอร์เนตภายในเดือนมิถุนายน และจะมีการสุ่มเลือกผู้โชคดีในวันที่ 1 ของเดือนกรกฎาคมเป็นต้น กว่าผมจะรู้ว่าขั้นตอนมันยุ่งยากขนาดนี้ก็พลาดโอกาสที่จะเสี่ยงโชคออนไลน์ไปแล้ว
ดังนั้นผมจึงต้องปรับแผนการเดินทางเพื่อมารอลุ้นการออกสลากสำหรับผู้โชคดี 10 คนสุดท้ายที่จะได้เข้าชม The Wave ในวันรุ่งขึ้น ณ Paria Contact Station ซึ่งเป็นสำนักงานเล็กๆ อยู่บน Highway 89 ระหว่างหลักไมล์ที่ 21 กับ 22 ห่างจากตัวเมือง Page (Arizona) ราว 40 กม. หรือจากเมือง Kanab (Utah) ราวๆ 70 กม. สำนักงานจะเปิดทำการเวลา 8.30 น.ตามเวลารัฐยูท่าห์ (7.30 น.ตามเวลารัฐอาริโซน่า) และสามารถยื่นใบสมัครได้ถึง 9.00 น.(เวลายูท่าห์) ก่อนจะทำการออกสลาก


ด้านบนเป็นแผนที่การเดินทางโดยขับรถท่อง American Southwest ของผม

ผมมาตั้งหลักที่เมือง Page (AZ) หรือตำแหน่ง E ในแผนที่ตั้งแต่คืนก่อน ขับรถออกจาก Page ตั้งแต่เวลา 6.30 ใช้เวลาราวๆหนึ่งชั่วโมงก็ถึง Paria Contact Station ซึ่งต้องปรับเวลาใหม่เป็นเวลาของรัฐยูท่าห์ (ใครมาจากอาริโซน่าต้องคำนวนเวลาดีๆนะครับ)


เช้าวันนั้นแดดดีแต่ลมแรงและอากาศหนาวพอสมควรเลย ขณะที่สำนักงานยังไม่ทันเิปิดก็มีนักท่องเที่ยวมารอเกินสิบคนแล้ว ด้านหน้าประตูมีการติดสถิตินักท่องเที่ยวที่มาเสี่ยงโชคขอใบอนุญาตในแต่ละวันไว้ด้วย เห็นแล้วเครียดเหมือนกัน


เมื่อสำนักงานเปิดทำการ นักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายเท่าจนผมแทบไม่เหลือความหวังที่จะเป็นผู้โชคดีในวันนั้น

แต่ก็คิดเสียว่านี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้หรือไม่ได้ก็ถือว่าได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว จากนั้นผมก็เขียนใบสมัครส่งไปซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้ปากกาสีแดงเขียนหมายเลข 7 เอาไว้ตัวโตเลย

ใบสมัครหนึ่งใบสามารถลงชื่อได้หกคน หลายทีมมาเป็นคู่ มีหลายทีมที่มากันเป็นครอบครัวเลย

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะมีผู้โชคดีรวมกันได้ไม่เกินสิบคนเท่านั้น ซึ่งในเช้าวันนั้นเจ้าหน้าที่สรุปให้ฟังว่ามีผู้สมัครทั้งสิ้นในวันนั้น 77 ราย เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ใจผมก็แป้วไปเยอะจนรู้สึกว่าไม่มีความหวังอะไรแล้ว


เมื่อถึงเวลาออกรางวัลใจผมเต้นตุ้มๆต่อมๆ ผมพยายามเก็บภาพความทรงจำครั้งนี้ไว้มาเล่าให้เพื่อนๆฟัง เพราะคิดว่าภาพ The Wave คงไม่ได้มีโอกาสมาปรากฏในกล้องผมเป็นแน่แท้

ในสมองเริ่มคิดถึงวันรุ่งขึ้นว่าเราจะไปเที่ยวไหนแทน The Wave ดี….


เจ้าหน้าที่หมุนวงล้อ ลูกบอลที่มีหมายเลขผู้โชคดีหล่นมาทีละลูก เจ้าหน้าที่ค่อยๆบอกผลการออกสลากให้นักท่องเที่ยวได้ลุ้นกัน

ใบสมัครสามใบแรกมีผู้โชคดีรวมทั้งสิ้นหกคนแล้วโดยเขามาเป็นคู่กันทั้งนั้นและจากนั้นไปจะมีผู้โชคดีเหลืออีกเพียงสี่คน

จิตใจผมห่อเหี่ยวลงอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาจะไหลคิดว่าเรามาที่นี่ทำไม ใบสมัครที่เพิ่งออกสลากไปเป็นหมายเลขหกแต่ของผมหมายเลขเจ็ด โอกาสที่จะออกมาเป็นเลขติดกันคงน้อยน่าดู


แต่แล้วลูกบอลไม้ในตะแกรงลำดับถัดไปที่เจ้าหน้าที่หยิบขึ้นมาดูแล้วประกาศบอกว่าเป็นหมายเลขประจำตัวผม ผมอึ้งไปพักหนึ่งคิดว่าฟังผิดแต่เจ้าหน้าที่ก็ย้ำว่า “number 7”

พอแน่ใจแล้วผมชูมือส่งยิ้มให้เจ้าหน้าที่และผู้สมัครท่านอื่นๆอย่างเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่ วันนั้นเป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ

พอกลับถึงเมือง Page ไปนั่งกินข้าวเช้าที่โรงแรม มีนักท่องเที่ยวที่ผมไม่รู้จักแต่เขากลับรู้จักผมมาทักทายแสดงความยินดีหลายคน…ผมกลายเป็นคนดังในชั่วไม่กี่นาทีเลยครับ อิอิ


หลังจากได้ผู้โชคดีครบสิบคน (คนสุดท้ายนี่ใบสมัครเขามีสองรายชื่อ พวกเขาต้องเลือกว่าจะสละสิทธิ์หรือจะให้คนใดคนหนึ่งเข้าไป) ก็ต้องเสียค่าใบอนุญาต 7 ดอลล่าร์ (เท่านั้น)

แล้วเจ้าหน้าที่ก็มอบแผนที่และใบอนุญาตสีเขียวซึ่งมีสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ติดไว้หน้ารถที่จะนำไปจอดไว้ที่ Wire Pass Trailhead ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ The Wave และอีกส่วนหนึ่งมีลวดคล้องซึ่งให้เราติดไว้กับเป้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเราได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปเที่ยวจริงๆ

หลังจากนั้นก็เชิญผู้โชคดีทั้งสิบมารวมตัวกันเพื่ออธิบายวิธีการเตรียมตัว (ที่สำคัญคือน้ำดื่มที่แต่ละคนต้องเตรียมไปอย่างน้อย 4 ลิตร), การเดินทางไปยัง Wire Pass Trailhead และอธิบายเส้นทางที่จะเดินไปชม The Wave ซึ่งไม่มีเส้นทางเดินชัดเจน ต้องอาศัยจุดสังเกตที่ในแผนที่จะมีคำอธิบายและรูปภาพประกอบ


ที่สำนักงาน Paria Contact Station มีภาพแผนภูมิแสดงภาคตัดขวางของแผ่นเปลือกโลกทำให้เข้าใจที่มาที่ไปของธรณีวิทยาของดินแดนแถบ southwest ได้อย่างเห็นภาพรวม เสียดายที่มาเห็นตอนเกือบท้ายทริปแล้วไม่งั้นคงสนุกสนานกับการดูชั้นหินสวยงามตลอดทาง

หินบริเวณนี้เป็นหินทราย ลวดลายเกิดจากลมที่พัดเอาเศษทรายมาสลักให้เกิดลวดลายสวยงาม

ส่วนประวัตินั้นซับซ้อน โดย The Wave นี่ตั้งอยู่ในเขต Vermillion Cliffs ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขั้นบันไดทางธรณีวิทยาที่แรกว่า The Grand Staircase ซึ่งตั้งอยู่ตรงรอยต่อของรัฐอะริโซน่ากับยูท่าห์ครับ

ลวดลายของชั้นหินต่างๆเกิดจากจากการทับถมของตะกอนดินและทรายในแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์โลก บางครั้งจมอยู่ใต้ท้องทะเล บางครั้งพ้นน้ำมาซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี

โดยต่อมาทีราบสูงโคโลราโด้ตรงแถบนี้เกิดการยกตัวขึ้นโดยส่วนที่สูงที่สุดอยู่แถวๆ Bryce Canyon ทางทิศเหนือซึ่งถือเป็นชั้นหินที่อายุน้อยที่สุด (ตำแหน่ง B ในแผนที่) และลดต่ำลงไปจนส่วนต่ำที่สุดของ Grand Staircase คือขอบด้านทิศเหนือของ Grand Canyon (ตำแหน่ง C ในแผนที่) ซึ่งเป็นชั้นหินที่อายุเก่าแก่ที่สุด

จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการกัดกร่อนของสายลม สายฝน หิมะ และน้ำแข็งในแต่ละพื้นที่ทำให้เกิดภูมิประเทศที่งดงามตระการตา

ดินแดนแถบนี้แค่ขับรถผ่านก็ได้อึ้งกันตลอดทาง บางครั้งผมเห็นหน้าผาสูงที่บนหน้าผาก็ยังมีภูเขาหิน ซึ่งไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยจริงๆ

ส่วน Vermillion Cliffs (Navajo Sandstone) อันเป็นที่ตั้งของ The Wave อยู่ตรงกลางๆของ Grand Staircase ครับ


หลังจากเสียเวลาช่วงเช้าไปกับการลุ้น permit เข้า The Wave แล้ว ผมก็กลับไปยังเมือง Page เพื่อไปทัวร์ Antelope Canyon ซึ่งที่นี่เหมาะกับการถ่ายภาพช่วงใกล้เที่ยง

โดยผมจองทัวร์ photographer มาล่วงหน้าซึ่งเขาจะให้เวลาเราราวสองชั่วโมง เทียบกับทัวร์ปกติให้เวลาชั่วโมงเดียว หากใครสนใจเที่ยว Antelope Canyon เพื่อการถ่ายภาพให้รีบจองทัวร์ล่วงหน้าอย่ารอช้าเพราะเต็มเร็วมากครับ

แล้วขับรถต่อไปยัง Monument Valley ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Page ออกไป 200 กม.แล้วกลับมานอนที่เมือง Page เพื่อเข้าชม The Wave ในวันรุ่งขึ้น

ขอจบไว้เท่านี้ก่อนครับ ตอนหน้าจะมาเล่าถึงการเดินทางอันแสนหนักหน่วงเพื่อจะได้…เดินเดี่ยวบนเกลียวคลื่น หรือ Walking on The Wave อย่างสมใจ

เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไปให้ถึง

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ…แม้อุปสรรคด่านแรกคือการขอใบอนุญาตจะผ่านไปด้วยดีแล้วก็ตาม แต่กว่าจะไปเดินเดี่ยวบนเกลียวคลื่นนั้นไม่ใช่ง่ายเลยที่จะไปถึง….

การเข้าชม The Wave นั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือตอนใกล้ๆเที่ยงที่แสงจะส่องลงมายัง The Wave ตรงๆไม่มีเงาบดบัง ดังนั้นผมจึงไม่ต้องรีบร้อนออกเดินทาง อย่างไรก็ตามหากอากาศร้อนการเดินไปในทะเลทรายตอนเช้าหน่อยน่าจะดีกว่านะครับ


จาก Highway 89 ช่วงหลักไมล์ที่ 25-26 (ห่างจาก Paria Contact Station ประมาณ 10 กม.) จะต้องขับรถเข้าไปยังถนนเล็กๆที่เรียกว่า Horse Rock Valley Road ซึ่งเราต้องเข้าไปอีกราวๆ 13.4 กม.จึงจะถึง Wire Pass Trailhead


ความตื่นเต้นเริ่มตั้งแต่ขับรถเข้าไปยัง Horse Rock Valley Road เพราะเส้นทางนั้นเป็นถนนดินที่ช่วงสองไมล์แรก (ประมาณ 3 กม.) นั้นเต็มไปด้วยกรวดต้องขับรถช้าที่สุดเพราะกลัวยางแตก (แถวนี้ไม่มีสัญญานโทรศัพท์ให้ขอความช่วยเหลือเลยครับ)


หากฝนตกจะทำให้เส้นทางนี้เละเป็นโคลนแม้แต่รถขับเคลื่อนสี่ล้อก็ไม่อาจผ่านเข้าไปได้
เพราะฉะนั้นถ้าฝนตกหรืออากาศไม่ดีเราควรแวะที่ Paria Contact Station ซึ่งเขาจะมีข้อมูลอัพเดทเรื่องเส้นทางว่าเราสามารถเข้าถึงได้หรือไม่


เมื่อถึง Wire Pass Trailhead มีรถจอดอยู่แล้วจำนวนหลายคัน ส่วนหนึ่งเขาไปเที่ยวในจุดอื่นกัน แต่ทุกคนต้องลงชื่อในสมุดบันทึกของสำนักอุทยานเพื่อเป็นหลักฐานว่าเราได้มาถึงและเข้าไปในพื้นที่แถบนี้และติดใบอนุญาตไว้หน้ารถ หากมีเหตุให้เรากลับออกมาไม่ได้เจ้าหน้าที่จะได้รู้เพราะที่นี่เขาห้ามค้างคืน

จริงๆแล้วมีคำแนะนำว่าให้เราแจ้งทางบ้านไว้ว่าเราได้มาที่นี่และควรจะโทรติดต่อกลับไปเมื่อไรด้วย(ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับการไปเที่ยวใน backcountry ซึ่งมีอุทาหรณ์ให้ศึกษาจากภาพยนต์เรื่อง “127 HOURS”) ผมเองไม่รู้จะบอกใครก็ได้แต่ให้เบอร์โทรศัพท์คนที่คิดว่าเขาจะติดต่อได้รู้เรื่องหากเกิดอันตรายขึ้นกับตัวผมเท่านั้นแล้วก็ใช้ความระมัดระวังตัวมากๆ ไม่ทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป (สัญญากับที่บ้านไว้แล้วครับ)


ตลอดเส้นทางที่เราจะต้องเดินจาก Wire Pass Trailhead สู่ The Wave ระยะทาง 4.8 กม.(one-way) ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ไม่มีสัญญานโทรศัพท์ ไม่มีร่มไม้ให้พักหลบแดด อากาศแห้งมากจนทำให้เราขาดน้ำได้ง่ายและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต (ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตในพื้นที่แถบนี้อยู่บ่อยๆ) ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้นักท่องเที่ยวเตรียมน้ำดื่มติดตัวไปอย่างน้อยหนึ่งแกลลอนหรือประมาณ 4 ลิตรรวมทั้งอาหารที่จะพอกินสำหรับหนึ่งวัน แค่นี้ก็คิดเป็นน้ำหนักไม่น้อยเมื่อรวมกับกล้องและขาตั้งกล้องที่ผมต้องแบกไปด้วย

การเตรียมตัวสำหรับเดินทางครั้งนี้ผมก็ทำตามคำแนะนำครับ เตรียมน้ำดื่มสามลิตรร่วมกับน้ำดื่มเกลือแร่อีกหนึ่งลิตร อาหารมีแค่แซนด์วิช แอปเปิ้ล และช็อคโกเลต (เน้นอาหารให้พลังงาน น้ำหนักน้อย) ส่วนชุดนั้นเน้นกางเกงขายาว เสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวที่ระบายอากาศง่ายและกันแดดได้ หมวกแบบมีปีกไว้กันแดด เสื้อในใส่เป็นชั้นๆถ้าร้อนก็ถอดถ้าหนาวก็เสริม จริงๆหากมี walking stick ด้วยจะดีมากส่วนผมใช้ขาตั้งกล้องแทนครับ


เมื่อถึง Wire Pass Trailhead นี่แม้แต่ GPS ที่เพิ่งอัพเดทแผนที่มาก็ยังไม่รู้จักเลยครับ

เราต้องเดินผ่านพื้นทรายละเอียดซึ่งจะทำให้เราเหนื่อยมากเพราะทรายดูดแรงเราไปหมดโดยเฉพาะตอนที่ต้องไต่เนินสูง


บางช่วงเป็นหน้าผาหินสูงๆต่ำๆ ไม่มีเส้นทางเดินชัดเจน พื้นที่ก็สูงๆต่ำๆทำให้เรามีโอกาสหลงทางได้ง่ายซึ่งผมก็ไม่พลาดครับ …


ผมหลงตั้งแต่ต้นทางเลยเพราะตามรอยเท้าคนอื่น (จริงๆมีคำแนะนำอยู่แล้วว่าไม่ควรเชื่อรอยเท้าที่มีอยู่ก่อน) ผมเดินคนเดียวไปเรื่อยๆตามเส้นทางหลักแล้วเลี้ยวเข้าเส้นทางเล็กๆตามรอยเท้าที่ทิ้งไว้ก่อนหน้า

แทนที่จะเห็นหน้าผาหินอยู่ทางด้านขวามือกลับรู้สึกว่าเราเดินลึกเข้าไปในหุบเขาและไม่เห็น picture landmark อย่างที่ในแผนที่บอกเอาไว้ ดีที่ผมกลับตัวทันรีบเดินกลับออกมาตั้งหลักใหม่แต่ก็เหนื่อย เสียแรงและเหงื่อไปเยอะเลย

จริงๆเราต้องอาศัยการสังเกตเป้าหมายตามในแผนที่อย่างเดียวซึ่งเขาจะมีจุดสังเกตพร้อมรูปภาพของพื้นที่จริงให้เราตามรอยเป็นระยะ ขาไปไม่ยากแต่ขากลับนี่สิครับ พอแสงเปลี่ยนทิศแล้วสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนทำให้ผมหลงทางอีกรอบ


หลังทราบข้อมูลคร่าวๆกับเส้นทางเดินแล้ว เราเริ่มเดินกันเลยนะครับ

พอเซ็นต์ชื่อลงทะเบียนพร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะติดต่อได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว เราต้องเดินไปตามร่องน้ำ (wash area) ซึ่งตอนนี้แห้งสนิท

แต่หากมีฝนตกแม้จะในที่ห่างไกลออกไปก็อาจมีน้ำหลาก (flash flood) ไหลบ่ามาอย่างรวดเร็วเพราะดินแถบนี้ไม่อุ้มน้ำ ซึ่งหากมีเหตการณ์เช่นนี้ที่ทำได้อย่างเดียวคือขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

เส้นทางช่วงแรกเป็นเส้นทางร่วมที่ใช้สำหรับเดินไปยังจุดท่องเที่ยวอื่นๆด้วย


เส้นทางเดินช่วงแรก…อย่างที่บอกการเดินบนทรายนี่แม้ระยะทางสั้นๆก็ทำให้เราเหนื่อยได้ง่ายๆ


จุดสังเกตจุดแรกที่บอกว่าเราเดินมาถูกทางคือแนวสันหินทรายที่ลูกศรชี้ไว้ในภาพ ในแผนที่จะมีคำอธิบายพร้อมรูปภาพประกอบชัดเจน กว่าจะมาถึงตรงนี้ใช้เวลาไป 50 นาที (รวมเวลาที่เดินหลงทางด้วย) เส้นประสีน้ำเงินคือเส้นทางที่ผมต้องเดินไปครับ

เส้นทางเดินตรงนี้ตอนขาไปง่ายครับ แต่ขากลับไม่มีจุดสังเกตอะไรชัดเจนผมเดินหลงทางตั้งแต่หลังเขาลูกที่ลูกศรชี้เดินหลงไปขึ้นหน้าผา พอมาถึงตีนเนินเขาลูกที่ยืนอยู่นี้นี้นี้ก็หาทางกลับไม่เจอเพราะแดดหมดฝนกำลังจะมา อากาศมืดๆทึมๆ สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปหมด เกือบแย่แน่ะครับ


อาจเป็นเพราะร่างกายไม่ค่อยฟิตเนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายมาสองเดือนก่อนเดินทางทำให้เหนื่อยจนต้องเดินไปต้องหยุดพักไปเป็นระยะ เลยหาดอกไม้ให้ถ่ายรูประหว่างพักเหนื่อย ซึ่งช่วงที่ผมไปคงเป็นฤดูใบไม้ผลิของพื้นที่ทะเลทรายแถบนี้ มีดอกไม้แข่งกันบานให้นักเดินทางได้ชื่นใจกันเป็นระยะ


วิวทิวทัศน์ระหว่างทางก็งดงามน่าตื่นตาครับ


พักเหนื่อยกันสักนิด…ดอกกระบองเพชรมีหลากหลายสีเลย ดอกใหญ่โตสวยงามทั้งนั้นครับ แต่ผมก็ไม่ได้ถ่ายภาพมามากมายนักเพราะกลัวว่าจะทำเวลาไปถึงจุดหมายไม่ทันช่วงเวลาก่อนเที่ยงตามที่ตั้งใจไว้


เดินมาได้ 1 ชั่วโมง 20 นาที ผมก็เห็นเป้าหมายชัดเจนครับ The Wave ที่ผมตามหานั้นอยู่ตรงใกล้ๆร่องเขาที่เป็นเงาสีดำด้านขวาบนของภาพโดยจะอยู่เยื้องลงมาทางขวามืออีกนิดหน่อยซึ่งตอนนี้อาจยังเห็นไม่ชัดเจนนัก ภาพนี้ซูมเอานะครับ


จริงๆเป้าหมายยังอยู่อีกไกล

จากตรงนี้ดูเหมือนว่าถ้าเราเดินลงเนินเขาไปทางซ้ายมือน่าจะถึงจุดหมายง่ายกว่าการเดินไต่หน้าผาหินไปทางขวามือ

แต่คำแนะนำในแผนที่บอกไว้ชัดเจนว่าการเดินไปทางขวาจะทำให้ถึงที่หมายง่ายกว่า อาจเป็นเพราะว่าถ้าเดินลงไปทางด้านล่างจะเป็นพื้นทรายที่เดินยากและแนวสันเขาใหญ่น้อยจะบดบังไม่ให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน


พื้นที่ที่เราเดินไปสูงๆต่ำๆเห็นไกลๆอย่างภาพก่อนก็รู้สึกว่าเดินไม่ยาก

พอเข้าไปใกล้ๆจะเห็นว่าเราต้องไต่เนินสูงอีกแล้ว เหอๆ


อีกสิบห้านาทีต่อมาผมก็เดินผ่านช่องเขาตามเส้นทางในภาพก่อน แล้วหันกลับมามอง โอ้ว! มันสวยจนอดใจไม่ให้เก็บภาพไม่ได้ แต่จริงๆมันเหนื่อยมากเลยละครับ อิอิ


กลับมาดูเส้นทางต่อกันครับ จากตรงนี้เราจะต้องเดินไปทางซ้ายของภาพแล้ว ต้องเดินลงเนินเขาไปตามพื้นทราย

แต่ถ้าเราไม่สังเกตดีๆวิวเนินเขาทางขวามือในภาพนี้จะคล้ายๆกับในภาพเส้นทางก่อนหน้า ซึ่งถ้าเราเดินไปทางขวาของภาพจะขึ้นไปบนหน้าผาสูงขึ้นเรื่อยๆ

ตอนขาเดินกลับผมเห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นไปอยู่บนหน้าผาน่าหวาดเสียวมาก คิดว่าเขาคงจะเดินผิดทางแต่ไม่รู้จะบอกอย่างไรเพราะอยู่ไกลกันมาก


ยิ่งเดินเข้ามาไกลเท่าไร ภูมิประเทศก็ยิ่งดูสวยแปลกตา เหมือนเดินอยู่บนดาวดวงไหนสักดวงทีไม่ใช่โลกของเรา


ผมเดินมาเรื่อยๆตามเส้นทางหลัก (ช่วงที่ยาวที่สุด) คือการเดินจากทิศเหนือ (ยูท่าห์) มายังทิศใต้ (อาริโซน่า) ต้องเดินแบกน้ำหนักเป้ที่บรรจุน้ำดื่มสี่ลิตรผ่านพื้นทรายและไต่เนินเขาจนแทบหมดแรง

ช่วงนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าชีพจรเต้นเร็วจี๋ หายใจเร็ว และต้นขาเริ่มเกร็งๆคล้ายจะเป็นตะคริวจึงต้องนั่งพักให้หายเหนื่อยแล้วดื่มน้ำเยอะๆเติมพลังก่อนจะเดินไปสู่เป้าหมาย


เดินมาครบสองชั่วโมง (ตอนนี้ราวๆ 11 โมงเช้า) เริ่มเห็นตำแหน่งของ The Wave ชัดเจนแล้วครับ

ซึ่งผมต้องเดินลงเนินเขานี้ไป เดินข้ามพื้นทรายละเอียดที่เป็นร่องน้ำ แล้วก็ต้องไต่เนินทรายริมหน้าผาที่เห็นอยู่ไกลๆเพื่อขี้นไปสู่ The Wave


ด้านขวามือ (ทิศตะวันตก) จะเป็นภูเขาหินทรายทีจะสูงและมีลวดลายสวยงามขึ้นเรื่อยๆ


ด้านซ้ายมือ (ทิศตะวันออก) จะเป็นผืนทรายที่มีกลุ่มหุบเขาโดดเดี่ยวรูปร่างแปลกตาตั้งอยู่กลางผืนทราย (ฺButtes – บิวท์) ซึ่งคงเป็นที่มาที่ทำให้พื้นที่แถบนี้เขาเรียกว่า Coyote Buttes


ลวดลายบนหินช่วงนี้สวยมากครับ หากมีเวลาคงถ่ายภาพมานับไม่ถ้วน


แล้วผมก็ค่อยๆเดินไต่เนินทรายสลับผาหินช่วงสุดท้าย ผมใช้การเดินแบบซิกแซกค่อยๆทำระดับความสูงโดยไม่ฝืนเดินดุ่ยๆขึ้นไปตรงๆ จนมาถึงด้านบนได้อย่างไม่ลำบากนักตอนเวลา 11.30 น.

นี่เป็นช่วงสุดท้ายของการเดินสู่ The Wave แล้วครับ เหนื่อยมากๆเลยจนไม่อยากเดินต่อ นักท่องเที่ยวที่เดินสวนกลับมาบอกว่าสู้ๆ “It’s worth a try”

…ถึงตอนนี้หยุดไม่ได้แล้วละครับ เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไปให้ถึง จึงพักหอบแฮ้กๆอีกรอบ

การเดินเท้าสู่ The Wave ของผมใช้เวลาราวๆ 2 ชม.ครึ่ง เริ่มต้นเวลาประมาณ 9.00 น.ไปถึง The Wave ประมาณ 11.30 น.

ตอนนี้ผมเดินมาจนใกล้ถึงจุดหมายแล้ว แค่เลี้ยวซ้ายไปตามช่องเขาข้างหน้าผมก็มาถึงเกลียวคลื่นที่นักท่องเที่ยวและตากล้องมากมายใฝ่ฝันแล้วครับ

คิดว่าเพื่อนๆคงเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวมาเล่าต่อพรุ่งนี้นะครับ


จริงๆแล้วช่วงที่สวยงามที่สุดของ The Wave ก็คือหุบผาหินทรายที่เราเห็นตอนที่เดินเข้ามาถึง (ตรงกลางภาพ) ถ้ามองจากมุมสูงก็เป็นแบบนี้แหละครับ

ดูลวดลายแล้วเหมือนคลื่นน้ำ แต่จริงๆแล้วสาเหตุของการเกิดลวดลายมหัศจรรย์นั้นเกิดจากสายลมพัดพาเอาเม็ดทรายมาแกะสลักผาหินทรายให้เป็นเช่นนี้


มีอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ผมต้องตามหาคือ The Second Wave ที่ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆอย่างที่คิด ตอนแรกผมนึกว่าเมื่อมาเจอ The Wave แล้วน่าจะมีช่องทางธรรมชาติให้เราเดินไปเรื่อยๆ คิดว่าเดี๋ยวก็เจอ

แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อเดินเลย The Wave ขึ้นมาตามหน้าผาทางทิศใต้ กลับกลายเป็นลานหน้าผาที่โล่งๆแต่สูงจากพื้นน่าดูเลย หันไปทางไหนก็มีแต่ที่โล่งกับโขดหินตะปุ่มตะป่ำ

ผมลองเดินไปจนถึงล่องลึกตรงหน้าผาที่เห็นจากระยะไกลปรากฏว่าเป็นทางตัน เลยเดินไปดูตรงขอบหน้าผาฝั่งทิศตะวันออกว่าจะมีอะไรให้สังเกตหรือไม่ก็ยังไม่เห็นมีมุมที่คุ้นเคยจากตอนหาข้อมูลทางอินเทอร์เนต…เห็นแต่ความเวิ้งว้างที่ประดับด้วยโขดหินและเนินทรายตามเส้นทางที่ผมเดินมุ่งหน้ามาสู่ The Wave


ผมนั่งพักตรงโขดหินที่มีขนาดพอเหมาะให้นั่งได้อย่างสบายๆเพื่อพักขาที่ยังปวดอยู่ แต่ตั้งแต่เดินมาถึง The Wave นี่อาการปวดมันหายไปชั่วขณะ ความเหนื่อยทำให้กินอะไรไม่ค่อยลง ผมกินแซนวิชไปหนึ่งชิ้น ช็อคโกแลตแบบแท่งๆแล้วก็แอปเปิ้ลหนึ่งผลหมดไปอย่างเชื่องช้ากลางแดดยามเที่ยงและลมแรงที่บางครั้งพัดกรรโชกจนตัวแทบปลิว


ตรงที่ผมนั่งนี้มีซากแตกหักของหินทรายกองอยู่จึงเก็บภาพมาเพื่อยืนยันว่าพื้นที่บริเวณนี้บอบบางและควรค่าแก่การจำกัดนักท่องเที่ยว

เมื่อวันก่อนมีฝรั่งคนหนึ่งบ่นกับเจ้าหน้าที่ที่ Paria Contact Station ว่าน่าจะมีการเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังการทำลายสถานที่กันมากกว่านี้ หลายคนมาแล้วก็กระโดดถ่ายภาพแต่การกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้งานศิลป์อายุหลายล้านปีนี้ผุพังลงอย่างรวดเร็ว

The Dinosour Tracks ดูกันใกล้ๆ (ซูมครับ) ลายคลื่นบนหน้าผาหินด้านล่างนั้นงดงามอลังการมากๆเช่นกัน แต่สีจะไม่สวยเท่า The Wave ที่มีหลากหลายสีสันมากกว่า


ดินแดนมหัศจรรย์ ราวกับเราไปอยู่ในโลกใบใหม่


ส่วนคุณลุงท่านนี้เป็นชาวเยอรมัน มาที่นี่เป็นครั้งที่สองนับจากเมื่อสี่ปีที่แล้ว แกอยากจะพาเพื่อน (คุณลุงคนแรก) มาชมความงามของ The Wave แล้วก็ทำแผนที่ GPS เพื่อระบุตำแหน่งของ The Wave ลงบน Google Map เพราะว่าหากเราไปหาตำแหน่งของ The Wave บนแผนที่จะหาไม่เจอ ยังไม่มีใครระบุตำแหน่งที่ชัดเจนบนแผนที่ได้


คุณลุงบอกผมด้วยความภูมิใจว่าแกทำได้สำเร็จแล้ว ใครสนใจลองดูพิกัด GPS ในภาพนะครับ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหากไม่มีใบอนุญาตก็ใช่ว่าจะเดินเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าได้

ทุกคนที่เดินฝ่าฟันมาจนถึง The Wave มักจะมีอาการเดียวกันคือ พอเดินเข้ามาถึงจะยืนอึ้งไปพักหนึ่งอย่างรูปที่แล้ว จากนั้นก็จะกดชัตเตอร์กันไม่ยั้ง


ที่คุณลุงข้างบนกำลังถ่ายรูปอยู่เป็นทางออกน่ะครับ

ซึ่งจากตรงนี้ไปก็เป็นการเดินทางไกลอีกราวๆ 5 กม.เพื่อกลับไปยังจุดตั้งต้นแล้วครับ

มุมนี้จะเห็นได้ชัดว่าเรายืนอยู่บนหน้าผาไม่ได้อยู่บนพื้นราบ กว่าจะมาถึงตรงนี้ต้องเดินทางไกลไต่ผาสูง คิดแล้วเหนื่อยแต่ผมก็ต้องบอกว่าคุ้มค่าแก่การมาเยือน “Worth a try” เหมือนที่หลายๆคนบอกก่อนที่ผมจะเดินมาถึงครับ


เดินเข้ามาลึกอีกหน่อย แล้วหันกลับไปจึงจะได้มุมที่หลายๆคนได้เห็นจากในเวป


คุณป้าท่านนี้เป็นชาวฝรั่งเศสอีกเช่นกัน (หนุ่มสาวที่ผมเจอตอนแรกกลับออกไปแล้ว) การพบกับคุณป้าทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจว่าที่ผมเหนื่อยมากๆนั้นเป็นเพราะเส้นทางมันยากลำบากหรือร่างกายผมไม่ฟิต หรือว่าคุณป้าแกฟิตจัดกว่าคนทั่วไปในวัยเดียวกัน เพราะดูจากรอยย่นบนใบหน้าแล้วทำให้ผมแทบกราบคุณป้าที่เดินมาจนถึงตรงนี้ได้


ความยากของการเดินกลับคือไม่มีจุดสังเกตที่ชัดเจนเหมือนตอนเดินมาแล้วครับ เป็นหน้าผาหินตะปุ่มตะป่ำที่ดูแล้วคล้ายกันไปหมด ตอนเดินกลับก็งงๆ่ว่าตรงนี้เราต้องเดินบนขอบหน้าผาหรือเดินบนพื้นทรายด้านล่าง บางครั้งเดินขึ้นไปก็เจอหน้าผาที่ไปต่อไม่ได้ก็ต้องเดินกลับลงมา เหนื่อยมากอีกเช่นเคย ขาก็หมดเรี่ยวแรงไปเรื่อยๆ


สุดท้ายผมเดินมาถูกทาง ตรงนี้เป็นเนินเขาที่จะเดินลงไปยังล่องน้ำ (wash area) ด้านล่าง ซึ่งหากเลี้ยวซ้ายไปอีกราวๆ 1.2 กม.ก็จะถึง Wire Pass Trailhead แล้ว

แต่ตอนนี้ขาผมหมดแรงของจริง มันปวดมากทั้งที่ไม่ได้เป็นตะคริวจนเดินต่อไม่ไหวต้องนั่งพักสักหน่อย ตอนนั้นผมอ่อนเพลียมากเลยครับ

เมื่อเรี่ยวแรงเริ่มกลับมาเล็กน้อยผมก็ค่อยๆเดินกระโผกกระเผกลงเขาไปช้าๆ เจอฝรั่งกลุ่มหนึ่งเดินมาชวนคุย (เขามากันจากทางอื่น) แต่พวกเขาเดินกันเร็วมาก ดูเหมือนเดินกันสบายๆแต่ถ้าจะให้ผมเดินตามทันคงต้องวิ่งตามจึงต้องปล่อยเขาเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


เส้นทางเดินกลับนั้นเป็นร่องน้ำอยู่ทางฝั่งซ้ายมือของภาพ (แต่ไม่เห็นนภาพนี้)

ผมค่อยๆเดินก้าวสั้นๆเพราะยังปวดขามากขึ้นทุกที เห็นจุดหมายอยู่ข้างหน้าแต่เหมือนมันไม่ถึงสักที รู้สึกว่ากำลังจะแย่แล้วจริงๆ กลัวมากว่าจะมีภาวะ rhabdomyolysis หรือกล้ามเนื้อแตกสลายจากการออกแรงมากเกินไปซึ่งจะทำให้ไตวายเสียและชีวิตได้

ตอนนั้นชีพจรเร็วมากและไม่มีปัสสาวะออกเลยมาสองชั่วโมงแล้ว มาคิดได้ทีหลังคือตอนขากลับนั้นผมรีบเดินจนแทบไม่ได้ดื่มน้ำเลย อาการที่ผมหมดแรงจนเกือบไปต่อไม่ไหวคงเป็นเพราะร่างกายขาดน้ำมาก พอกลับถึงรถได้ก็รีบดื่มน้ำไปเป็นลิตรๆเลยเพื่อให้มีปัสสาวะออกซึ่งนั่นบอกว่าไตผมยังทำงานปกติอยู่


แม้จะกลับมาอย่างสะบักสะบอม แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

ผมกลับโรงแรมที่เมือง Page แบบไม่ได้แวะที่ไหนอีกยกเว้นการแวะเข้าห้องน้ำปัสสาวะออกมาใสแจ๋ว (สบายใจได้แล้วว่าไตยังดีอยู่) แล้วก็รีบอาบน้ำอุ่นๆให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายก่อนจะนอนพักเอาแรง

ผมรู้สึกว่าคิดถูกที่ผมตัดสินใจตัดโปรแกรมการไปนอนที่แกรนด์แคนยอนฝั่งใต้ที่ผมต้องขับรถไกลอีกราว 300 กม.ในวันนี้ แล้วขับรถต่ออีก 400 กม.เพื่อกลับลาสเวกัสในวันรุ่งขึ้น…ผมจะนอนให้เต็มอิ่มแล้วขับรถจาก Page ไปลาสเวกัสซึ่งจะประหยัดระยะทางไปได้ 300-400 กม.

Tips – ควรพก GPS/น้ำ อาหารเสริมไปด้วยให้เพียงพอ

ต้นฉบับเต็ม- http://board.trekkingthai.com/board/show.php?forum_id=2&topic_no=275379&topic_id=279251

About Author

ทีมงานของเราทุกคนชอบการท่องเที่ยว เดินทาง เดินป่า เราอยากให้คนไทยออกเที่ยวธรรมชาติกันมากๆ สนุกให้เต็มที่ มีหัวใจอนุรักษ์ TrekkingThai.Com

Comments are closed.