ปะการังฟอกขาว… ในวันหนึ่งที่ฉันดำสู่ใต้ทะเล

0

ปะการังฟอกขาว… ในวันหนึ่งที่ฉันดำสู่ใต้ทะเล

“ร่างกายต้องการทะเล  หัวใจต้องการมีเธอ

คลื่นลมไม่ฮาไม่เฮ   ถ้าทะเลไม่มีเธอ”

“ชูวีดูวา  จะพาเธอไปดำน้ำดูปลาการ์ตูน

ชูวีดูวา  จะพาเธอไปโต้คลื่น  เอาให้หมดแรง

ชูวีดูวา อาบแดดให้จนผิวกลายเป็นสีแทน

ชูวีดูวา  อะ อาว  ให้ฉันเป็นคนพาเธอไป”

 

หลากหลายบทเพลงที่เกี่ยวกับ”ทะเล”  ได้เริ่มถูกถามหาไปเติมเป็น Playlist  สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางไปทะเล  เพื่อไปอาบแดด   เล่นน้ำ   ถ่ายรูปสวย ๆกับหาดทรายสีขาวละเอียด  บ้างก็ไปดำน้ำเล่นกับปลา ดูปะการังให้เราได้ชื่นชมโลกแห่งความงามใต้ท้องทะเล  หลากหลายสิ่งที่ที่เราคุ้นชิน คุ้นหู  คุ้นตากับ “ทะเล” อันแสนงาม

แล้วเราเคยสังเกตไหมว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ทะเล” อันแสนงามได้มีการเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน 

ในวันหนึ่งที่เรา ดำดิ่งสู่โลกสีคราม  เราได้เห็น  ได้ยินอะไรบ้าง….

“ปะการัง”  ผืนป่าหลากสีสันใต้น้ำ ปะการังมีหลากหลายรูปทรง มีทั้งเป็นทรงเขากวางบ้าง   สมองบ้าง  เป็นรูปจานด้วยก็มี   ปะการังเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ของเหล่าสัตว์น้ำ  ปลาเอย  ทากทะเลเอย  หอยเอย  ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง มีทั้งคอนโดตึกสูง  บ้านสองชั้น  สามชั้น  ชั้นเดียว  และผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาใช้ชีวิตและทำมาหากิน  สัตว์น้ำเหล่านี้ก็เช่นกัน  ดังนั้น  เมื่อเราดำน้ำไปชมความใต้ท้องทะเล  นอกจากเราจะเห็นความสวยงามของปะการังแล้ว  เรายังได้เห็นความน่ารักของสัตว์ทะเลหลากหลายสายพันธุ์ที่ต่างพึ่งพิงอาศัยกันอยู่อีกด้วย

CAMERA

“ทะเล”   เป็นศูนย์รวมระบบนิเวศในโลกสีคราม  และทำหน้าที่ห่อหุ้มโลกกลม ๆใบนี้ของเราถึงร้อยละ 97.3 ซึ่งน้ำทะเลและมหาสมุทรเหล่านี้แหละที่ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนจากชั้นบรรยากาศไว้ถึง 93%ของความร้อนทั้งหมด   และในเมื่อกิจกรรมของมนุษยชาติที่นิยมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศ   จนทำให้ชั้นบรรยากาศเกินรอยโหว่  จนเกิดปรากฎการณ์ภาวะโลกร้อน อุณหภูมิความร้อนเกือบทั้งหมดถูกถ่ายเทลงไปยังทะเล   นอกจากนี้ยังมีการปล่อยน้ำเสีย  ขยะมูลฝอย  ความร้อนอันเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกินขนาดอันเกิดจากกิจกรรมต่างของมนุษย์ทื่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วตกกระทบลงมายังพื้นโลก   แม้กระทั่งความรัก เมื่อเราอกหัก เรามักจะเอาความรักไปทิ้งทะเล  ทะเลจึงเป็นศูนย์รวมขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้เกิด “ปะการังฟอกขาว” ที่รุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา…. หากใครพอได้อ่านข่าวผ่านตามาบ้างจะเห็นได้ว่าในช่วงปี พ.ศ 2541 เกิดปรากฎการณ์นี้เป็นวงกว้างของปะการังทั่วโลกครั้งที่ 1 แนวปะการังทั่วโลกถูกทำลายไปเกือบ 16% ซึ่ง1 ในนั้นรวมถึงปะการังทางฝั่งอ่าวไทยของเราด้วย      ในปีพ.ศ 2553  เกิดการฟอกขาวทั่วโลกเป็นครั้งที่ 2  อีกครั้ง การฟอกขาวครั้งนี้ส่งผลให้ปะการังฝั่งอันดามันเสียหายรุนแรงเป็นประวัติการณ์    และปรากฎการณ์ฟอกขาวครั้งที่ 3 ในปีพ.ศ.2558  ที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังทั่วโลกอีกเกือบ 38%   จะเห็นได้ว่าระยะเวลาในการเกิดการฟอกขาว มีการใช้เวลาลดน้อยลง แต่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น  ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากปรากฎการณ์เอลนีโญทั้งสิ้น  และมนุษย์เองก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอันเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เอลนิโญ่เร็วขึ้นนั่นเอง  ทุกอย่างคืองูกินหางที่เริ่มต้นจากฝีมือมนุษย์

ปะการังฟอกขาว  เกิดขึ้นจากการสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นในของปะการัง ชื่อ ซูแซนเทลลี่ (Zooxanthellae) ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสง สร้างพลังงานและสร้างสีสันให้กับร่างที่มันอาศัยเพื่อช่วยในการป้องกันเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ไม่ให้ถูกเผาโดยรังสีจากดวงอาทิตย์   เมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นเกินกว่าที่ปะการังจะรับไหว  ปะการังจะทำการขับสาหร่ายซูแซนเทลลี่ออก  เนื่องจากสาหร่ายเซลล์เดียวชนิดนี้ผลิตออกซิเจนในปริมาณมากเกินไป จนทำออกซิเจนเหล่านั้นเป็นพิษต่อปะการัง ด้วยเหตุนี้ปะการังจึงต้องปรับตัวโดยการขับสาหร่ายออกมาเพื่อลดปริมาณออกซิเจนนั่นเอง และนั่นเท่ากับว่าปะการังได้สูญเสียรงควัตถุที่จะสร้างสีสัน ทำให้เกิดการซีดขาวและหากอุณหภูมิของน้ำยังคงสูงต่อไปเรื่อย ๆ ปะการังจะตายลงในที่สุด คงเหลือไว้แต่เพียงสุสานซากปรักหักพังพื้นทรายขาวมองดูเห็นแต่ความอ้างว้าง

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “ปะการังฟอกขาว”  แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา  เพราะหากมองในสายตาของคนทั่วไป โลกใต้ทะเลกับเรานั้นช่างห่างไกลกันเสียเลยเกิน  เราแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกันเลยด้วยซ้ำ   แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่า “เรา” เป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศ   และเมื่อหนึ่งในฟันเฟืองของระบบนิเวศเริ่มป่วย หรือต้องตายลง ระบบนิเวศที่เหลือย่อมพังตามไปด้วยเช่นกัน   ลองหลับตาแล้วนึกภาพตามดูว่าในวันหนึ่งที่ปะการังฟอกขาวจนหมด   ปลาทะเลน้อยใหญ่เริ่มสูญหายขาดตอนจากห่วงโซ่อาหาร  อาหารจากทะเลคงหายากขึ้นและค่อย ๆ หมดไป ส่งผลต่อการประกอบอาชีพ การตลาด ตลอดจนเศรษฐกิจ ซึ่งกว่าจะรู้ว่าภัยมาถึงตัวก็คงสายเกินเยียวยา  เพราะกว่าปะการังจะฟื้นตัวจากการฟอกขาวก็ใช้ระยะเวลายาวนานหลายสิบปี   หากใครได้มีโอกาสไปดำน้ำเห็นปะการังที่  “รอดมาอย่างปางตาย”  จากการฟอกขาวที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ก็จะเข้าใจได้ถึงสัญญาณเงียบที่ธรรมชาติเริ่มบอกเราได้เป็นอย่างดี

ลมทะเลพัดเรื่องราวทะเล

ริมทะเลอยู่ไม่ไกลชายฝั่ง

ใต้ทะเลเคยมีปะการัง

แต่ต้องพังพ่ายไปเพราะใจคน
ทะเลก็มีชีวิต (ชีวิต) ทะเลก็มี…หัวใจ (หัวใจ)

“เรา”  เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่สามารถช่วยพลิกสถานการณ์นี้ได้   เริ่มต้นจากการไม่ทิ้งขยะลงในทะเล  ไม่เตะ  ไม่สัมผัส  ไม่หักปะการัง  ไม่สนับสนุนเรือที่นำสมอบกไปทิ้งในแนวปะการัง   ไม่ให้อาหารปลาในแนวปะการังเพราะปลาเปลี่ยนพฤติกรรมไปกินอาหารจากนักท่องเที่ยว แทนที่จะกินสาหร่ายที่ขึ้นคลุมปะการัง  พยายามลดการใช้พลังงานภายในบ้านจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้   ยึดหลัก Reuse  Reduce  Recycles  หรือร่วมแรงร่วมใจทำกิจกรรมปลูกปะการังคืนระบบนิเวศให้กับท้องทะเลก็เป็นอีกทางที่ช่วยต่ออายุให้กับของเราได้ไปอีกนาน

 

วันนี้ถามตัวเองแล้วหรือยัง ว่าหากวันหนึ่งเราจะดำน้ำไปสู่โลกใต้ทะเล
โลกแบบไหนที่คุณต้องการเห็น? 

 

ทริปท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัคร : ทริปซ่อมปะการังที่ตะรุเตา

แชทกับเราได้ง่ายๆ และ ได้ข่าวดีๆก่อนใครไลน์ @trekkingthai กดแอดได้เลย

เพิ่มเพื่อน

About Author

Comments are closed.