หลังจากถ่ายภาพให้สี่สหายไม้คาน ตู้เดินกลับมาหาบรรดาสมาชิกที่นอนระทวยหมดแรงข้าวต้มอยู่ที่เพิงพัก
โดยไม่ได้พูดคุยอะไรกับพวกเธอมากนัก นอกจากคำว่า ยินดีครับ เมื่อตอนส่งกล้องคืนให้กุ้ง
เป็นไงมั่ง ได้มากี่แต้มวะ อ๋องเอ่ยถาม พลางหันไปดูพวกสาวๆ ที่กำลังจัดแจงสัมภาระเพื่อเดินทางต่อ
แต้ม เติ้ม บ้าอะไรวะ ก็แค่ช่วยถ่ายรูป ตู้ตอบลอยๆ พร้อมกับหยิบเป้ใส่บ่า
อย่ามาฟอร์ม กูเห็นมึงแอบมองพวกนั้นตั้งแต่อยู่ในห้องแล้ว อ๋องพยายามคาดคั้น แล้วนี่มึงจะไปไหน
อ้าว ก็ไปต่อสิ พวกมึงไปไม่ไปกันเหรอไง ตอนนี้ใจของตู้ตามติดสี่สหายไม้คานไปแล้ว เลยพยายามเร่งเพื่อน
เพื่อที่จะได้มีโอกาสสนทนากับพวกเธอในระหว่างการเดินทาง...ไหนๆ ก็ปูทางไว้แล้ว
มึงเชิญไปก่อนเหอะ กบสอดขึ้นมา ขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเหล้า 4 ขวดที่เจ้าตัวหวงนักหวงหนา
กูว่า พวกมึงถือกันคนละขวดดีกว่านะ ของใครของมัน กบตั้งข้อเสนอ
ไหน ตอนขึ้นมา มึงบอกว่าจะรับผิดชอบเอง นี่ยังไม่ทันไรเลยเกี่ยงซะแล้ว โป๋ยรีบแย้งข้อเสนอทันที
พวกมึงว่าไง พลางพยักเพยิดไปทางคนที่เหลือ เพื่อขอเสียงสนับสนุน
ในที่สุดมติก็เป็นเอกฉันท์ให้กบเป็น คนรับผิดชอบต่อไป ส่วนเจ้าตัวก็ตัดพ้อต่อว่าเล็กน้อยแต่ก็ต้องปฏิบัติตาม
อย่ามาขอกูกินละกันพวกมึง
... เป็นเรื่องปกติของกลุ่ม ซึ่งมีทั้งเรื่องเห็นด้วยบ้าง ข้ดแย้งกันบ้างแต่ไม่ถึงกับทะเลาะกันจนแตกหักกันไปข้างหนึ่ง
เพราะความที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ทำให้ทั้งหมดรู้นิสัยใจคอกันอย่างลึกซึ้ง บางครั้งคำพูดของแต่ละคน
อาจจะรุนแรงไปบ้าง แต่ถ้าไม่เก็บมาคิดเป็นอารมณ์ก็จะไม่มีอะไร และส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปในทำนองนั้น ...
...
สภาพป่าเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเริ่มออกเดินทางจากซำแฮกซึ่งเป็นป่าเต็งรัง กำลังผลัดใบทำให้ดูโปร่งสบายตา
แต่พอสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พันธุ์ไม้เริ่มหนาตาและดูร่มรื่นขึ้น เห็นต้นไม้เขียวครึ้มเช่นนี้ ทำให้แต่ละคนนึกถึง
ทู ผิวเข้ม เพื่อนสนิทอีกคนที่รักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ และได้ทำงานตามที่ตัวเองชอบนั่นคือเป็นเจ้าหน้าที่
ป่าไม้ อยู่ทางปักษ์ใต้
นี่ถ้าไอ้ทูมาด้วย มีหวังเราต้องจำชื่อต้นไม้กันไม่หวาดไม่ไหวแน่ๆ อ๋อง ซึ่งค่อนข้าง
จะสนิทกับทูเป็นพิเศษ เอ่ยถึงทูเป็นคนแรก
กูก็กำลังนึกถึงมันพอดี ถ้ามันมากูจะถามชื่อต้นไม้กับมันซะหน่อย กบว่าพลางเหลียวมองดูต้นไม้รอบๆ ตัว
บางต้น สูงจนต้องแหงนคอมองดูยอดที่สูงเสียดฟ้า เพื่อเบียดรับแสงอาทิตย์ ทุกชีวิตล้วนต้องการอยู่รอด
ไม่เว้นแม้แต่ พันธุ์ไม้หลากชนิดที่เบียดเสียดกันแน่นผืนป่าแห่งนี้
ไม่ต้องถามไอ้ทูหรอก กูก็ตอบได้ นั่นไงต้นไผ่ โป๋ยชี้ให้ดูกอไผ่ขนาดใหญ่ที่แทรกอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่
ถ้างั้น นี่ก็ต้นหญ้าละวะ กบชี้ให้ดูกอหญ้าที่ปลายเท้า
ป่าแถวนี้เขาเรียกป่าเบญจพรรณ ตู้เสริมขึ้นมา
ทำไมมึงรู้ อ๋องทำหน้าสงสัย ขณะที่สายตามองตรงไปยังกลุ่มของสี่สหายไม้คาน ที่อยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก
กูดูในวีดีโอไง มึงไม่ได้ดูเหรอ หรือหลับ
...
... พรรณไม้หลากชนิดที่เบียดเสียดกันแน่นผืนป่า นอกจากจะมอบความชุ่มชื้นอันเป็นต้นกำเนิดของ
แม่น้ำหลาย สายแล้ว ยังมอบความร่มเย็นแก่ผู้สัญจรอีกด้วย ตู้เชื่อว่าต้นไม้ทุกต้นล้วนมีชีวิตจิตใจดั่งเช่น
สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ไปเพื่ออะไร
...ป่าทุกป่าล้วนมีชีวิต มีวิญญาณของมันเอง... แต่สภาพของป่าตอนนี้ตกอยู่ในสภาพของผู้ให้แต่เพียงถ่ายเดียว
ส่วนมนุษย์ผู้รับที่ไม่รู้จักคำว่าพอ กลับสนองคุณผู้ให้ด้วยการทำลาย ย่ำยีจนผืนป่าบางแห่งแทบไม่หลงเหลือ
วิญญาณของความเป็นป่าให้เห็นอีก
...ตู้ได้แต่ถอนใจ นึกถึงคำพูดของทูที่ว่า กูจะไม่ให้ใครตัดต้นไม้สักต้นในเขตรับผิดชอบของกู ไม่รู้เหมือนกันว่า
เมื่อไหร่ที่ต้นไม้ของทูถูกตัด เขาจะโดนย้ายเหมือนกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ หรือไม่ หากเข้าไป ขวาง...
... เดินบ้าง พักบ้าง ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทักทายกับสี่สหายไม้คานเสียที กระทั่งมาถึง ซำกกไผ่ อันเป็นจุดพักอีกจุด
หนึ่ง ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงที่หมายแล้ว ความเย็นของผืนป่าโอบกระหวัด รับผู้มาเยือน ทำให้คลายเหนื่อยได้บ้าง
กูนอนตรงนี้แหละ ใครจะไปก่อนก็ไป โป๋ยล้มตัวลงนอน เมื่อเจอที่หมาย
กูด้วย กบทิ้งตัวลงข้างๆ โป๋ย ส่วนตู้ก็ถือโอกาสเล่าตำนานภูกระดึงให้ทั้งหมดฟังโดยมีอ๋องนั่งเป็นเพื่อน
...
.. ลูกหาบที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆ ก็หยิบใบจากกับยาเส้นออกมามวน จุดสูบควันโขมง โป๋ยเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่แถว
บ้าน บอกว่า ถ้าหากทำงานเหนื่อยมากๆ หากได้ดูดยาสักมวน มันจะทำให้คลายเมื่อยคลายเครียดได้บ้าง อาจจะ
จริง อย่างว่าก็ได้ เพราะหลังจากกลับทำไร่ทำนาแล้ว พวกผู้ชายแต่ละคนนั่งสูบยาคุยกันอย่างออกรส ท่ามกลาง
กลิ่นของ ใบยาสูบที่พวกเขาปลูกเอง โป๋ยเองก็เคยลองเหมือนกันเมื่อถูกยื่นให้ แต่ครั้งนั้นก็เป็นครั้ง
เดียวและครั้งสุดท้าย เพราะมันฉุนมาก สู้บุหรี่จากโรงงานไม่ได้ แต่หลังกลับจากเรียนที่ต่างประเทศ เขาก็เพลาๆ
ลงเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่า จะหยุดมันได้ทันทีทันใด เหมือนกับเหยียบเบรครถยนต์ ...
...
ทางฝ่ายสี่สหายไม้คานเองก็หมดเรี่ยวหมดแรงเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะไม่ได้ถืออะไรติดไม้ติดมือมากมายนัก เพราะ
ให้ลูกหาบแบกซะเกือบหมด แต่เนื่องจากการที่ไม่ค่อยได้เผชิญกับเส้นทางอันสมบุกสมบันเช่นนี้มาก่อน เป็นใคร
ก็ต้องตกอยุ่ในสภาพนี้เป็นธรรมดา
รู้งี้ไม่ขึ้นมาก็ดีแล้ว หวานบ่นเสียงอ่อยๆ แต่ใจลึกๆ ก็ยังอยากจะชื่อว่าเป็นผู้พิชิตเช่นกัน
ขืนไม่ขึ้นมา แกก็ต้องนอนรออยู่กับพวกเจ้าหน้าที่ข้างล่างนั่นหนะ เอามั้ยหละ กุ้งแหย่เพื่อน
บ้าาาา ยัยกุ้งนี่ ใครจะไปนอนไหว ผู้ชายทั้งนั้น หวานเบ้หน้าใส่ ใครจะทำอะไรก็เชิญเลยนะ
ฉันขอนอนเอาแรงก่อนแล้วกัน อ้อมเอ่ยขึ้นมาก่อนล้มตัวลงนอนกลางดินเอาซะดื้อๆ
...ถ้าจะไปปลุกด้วยละกัน... ไม่วายที่จะลุกขึ้นมาบอก
อ้าว...นอนซะแล้ว ฉันนอนด้วยคน ทรายไม่ยอมน้อยหน้าเพื่อน ... ปล่อยให้กุ้งกับหวานนั่งมองตา
กันปริบๆ เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรในตอนนี้ อีกทั้งเรี่ยวแรงก็หมดไม่ต่างจากสองคนที่ชิงนอน
ไปก่อนสักเท่าใดนัก
...
มึงรู้ไหม ใครเป็นคนค้นพบ ภูกระดึง ตู้ถามอ๋อง เพื่อนำสู่เรื่องที่ตนเองต้องการจะเล่าให้ฟัง
กาลิเลโอมั้ง อ๋อง ตอบกวนๆ แล้วหยิบขวดน้ำพลาสติกขึ้นดื่ม จากนั้นก็ส่งต่อให้ตู้ มึงอยากเล่าก็เล่ามา
หลังจากจิบน้ำไปพอแก้กระหายตู้เริ่มดำเนินเรื่องต่อ
ว่ากันว่า มีพรานคนหนึ่ง ชื่อบุญ มีอยู่วันหนึ่ง วันไหนกูก็ไม่รู้นะ แกก็ออกล่าสัตว์ไปเรื่อยแหละ
อยู่แถวตีนภูนี่แหละ แล้วแกก็ไปเจอกวางหรือกระทิงนี่แหละ ตรงนี้กูไม่แน่ใจนะ
เพราะกูก็ไม่เห็น ก็อ่านมาอีกต่อหนึ่ง
...ถึงตรงนี้ตู้หยุดครุ่นคิดและทบทวนความทรงจำ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสองสาวกำลังจ้องมาทางเขา
พอดี และดูเหมือนว่ากำลังสนอกสนใจเรื่องที่เขากำลังเล่าอยู่ พอสองสาวรู้ว่ามีสายตาส่งมาทางเจ้าตัว ทั้งคู่ก็เสมอง
ไปทางอื่นแทน...ตู้เลยเล่าต่อ...
มึงหยุดทำไม อ๋องเห็นว่าหนังขาดไปนาน แต่ตัวเองก็ไม่รู้เรื่องเหตุการณ์เมื่อสักครู่เพราะดันมัวแต่เอาไม้เขี่ย
พื้นดินท่าจะหาจิ้งหรีดอยู่กระมัง
กูลืม...นึกก่อน...เออ แกก็ไปเจอไอ้ตัวที่กูว่านี่แหละ พอเจอแกก็ตามล่าสิวะ เป็นพรานขืนไม่ล่าก็เสียฟอร์มแย่
แต่จนแล้วจนรอด แกก็ไม่สบโอกาสลั่นไกสักที ตู้หยุดครู่หนึ่ง เหลือบตาไปมองสองสาวอีกครั้ง ก็เจอสายตาเหมือน
เดิมอีก คราวนี้เสียงของตู้เริ่มดังขึ้นอีกเล็กน้อย ส่วนอ๋องยังคงหาจิ้งหรีดไม่เจออยู่ดี
แกก็ตามล่ามันจากตีนกู เฮ้ย ตีนภู ขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านตรงที่เรานั่งนี่แหละ...เออ ตรงที่มึงเขี่ยนั่นแหละที่กวางหรือ
กระทิงมันขี้ไว้...ตู้แซวเพื่อสร้างบรรยากาศ
เวร มึงเล่าต่อไป กูกำลังสนใจ อ๋องเงยหน้าขึ้นมามองตู้ และก็เหลียวไปทางกลุ่มสาวๆ ด้วยก็ เลยจะเอ๋กันพอดี
คราวนี้อ๋องไม่หงไม่หามันแล้วจิ้งหรีด เลยขยับท่านั่งให้มาประจันหน้ากันแต่ก็ยังเก็บอาการไว้ดีอยู่
ยิ่งล่าก็เหมือนเล่นซ่อนหา...แกก็ไม่เจอ ก็ปีนป่ายไปเรื่อยจนเกือบจะถึงหลังแปนั่นแหละ แล้วแกก็นึกขึ้นได้ว่าที่
บนยอดภูนี้จะมีเสียงคล้ายระฆัง ดังแว่วๆ ให้ชาวบ้านได้ยินกันทุกๆ วันพระ... ตู้หยุดพักหายใจ
แล้วไงต่อ...
แกก็ไม่สนใจอะไรแล้วตอนนั้น ปากท้องสำคัญกว่า ก็เลยปีนต่อไปจนถึงหลังแป...แค่นั้นแหละ
แกก็ตะโกนว่า
ส วิ ต เ ซ อ ร์ แ ล น ด์... เปล่าหรอก แกก็ตะลึงงึงงันไปสักพัก...ก็บนแปมันดันไม่เหมือนแถวๆ เชียงดาวนะซี่
ดันเป็นยอดเขาพื้นราบ กว้างไกลสุดลูกหู ลูกตา ป่าสนนี้เต็มไปหมด...สวยสด งดงาม หยดย้อย... ถึงตรงนี้ตู้ส่ง
สายตาไปให้สองสาวนั้นเต็มๆ...กุ้งกับทรายหลบแทบไม่ทัน เลยทำหน้าตาเลิ่กลั่กให้กัน
นี่ถ้ามึง ขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพมาอุดรนะ มันจะผ่านภูกระดึงพอดี โอ้โห แม่ง ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ...
ตู้สาธยาย
มึงเคยนั่งมาเหรอ...
กูนั่งมาหนเดียว...แม่งนั่งติดหน้าต่างพอดี เสียดายกูไม่ได้เอากล้องไปด้วยตอนนั้น
...นึกถึงตรงนี้ตู้ยังเสียดายไม่หายที่มีโอกาสนั่งเครื่องบินผ่านภูกระดึง แต่ไม่ได้เอากล้องติดตัวไปด้วย
ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงได้มุมภาพจากบนเครื่องไปอวดเพื่อนๆ เป็นแน่ และจากมุมมองในครั้งนั้น เขาได้ประจักษ์
แก่สายตาแล้วว่า ที่ราบบนภูกระดึงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล และอุดมไปด้วยผืนป่าที่เขียวขจีจริงๆ
......อ๋องปรบมือให้สองสามครั้ง....
ไปกันเหอะ เดี๋ยว แม่งร้อน ว่าพลางเหยียดเท้าไปสะกิดกบซึ่งดูเหมือนจะเคลิ้ม
ไปแล้ว ส่วนโป๋ยไม่ต้องพูดถึง หลับไปตั้งแต่พรานบุญแต่งตัวออกจากบ้าน
...
ขบวนของสี่หนุ่มก็เริ่มเคลื่อนที่โดยมีลูกหาบเดินนำหน้า ตู้หันไปยิ้มให้กับสี่สหายฯ ที่กำลังเตรียมตัวเดินทางเช่น
กันทางเดินเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้จะถึงหลังแป ตอนนี้ตะวันก็เริ่มจะตรงหัวแล้ว มองดูนาฬิกาข้อมือ
...เกือบเที่ยง
แล้ว
เกือบเที่ยงแล้วโว้ย ตู้ตะโกนบอกเพื่อนๆ
กูร้น่า นาฬิกากูก็ไม่เสีย กบไม่วายที่จะตอบ
พี่ๆ ซำมันแปลว่าอีหยัง โป๋ยถามลูกหาบ ตอนนี้เดินนำหน้าเพื่อนๆ เพราะได้งีบเอาแรงตอนพักเมื่อสักครู่ที่
ผ่านมา ความจริงเขาก็รู้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนอีสานเช่นกัน แต่ต้องการสร้างความเป็นกันเองกับลูกหาบให้มากขึ้น
หม่องมีน้ำขังครับ (* หม่อง เป็นภาษาอีสาน หมายถึง แหล่ง) ลูกหาบหันมาตอบเป็นภาษาอีสาน
ฮ่วย คือบ่พ้อน้ำจักเม็ด
โป๋ย ถามต่อไปว่า ทำไมไม่เห็นน้ำสักหยด ลูกหาบหันมายิ้ม ไม่ตอบอะไร
เวรเอ๊ยย ก็นี่มันหมดฝนแล้ว มันจะมีที่ไหนเล่า แล้วมึงก็นอนอุตุไม่ได้สนใจไยดีธรรมชาติเลย จะเห็นได้ไง
อ๋องว่าเข้าให้
อ้าว...ก็กูเหนื่อยกูก็พัก หิวกูก็กิน ง่วงกูก็นอน ...ผิดด้วยหรือ...ที่ฉันรักเธอ ว่าแล้วก็เหลียวกลับไปดูสี่สหายฯ
ที่เดินตามมาห่างๆ
...
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสภาพป่าเริ่มเปลี่ยนไป อากาศเริ่มชื้นและเย็นขึ้น คงเกิดจากต้นไม้ที่เบียดกันอย่าง
หนาแน่นในบริเวณนี้ กอไผ่ที่ปรากฏอยู่รายทางเริ่มหายไปกลายเป็นไม้ใหญ่แทนและมีเถาวัลย์ พรรณไม้เลื้อย
กล้วยไม้ หลากชนิด เกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่เหล่านั้น
...
ผ่านซำแคร่ ซึ่งเป็นจุดพักจุดสุดท้าย กลายเป็นทางชันที่ต้องปีนป่ายขึ้นไป...ลูกหาบแต่ละคนปีนขึ้นไปอย่าง
ชำนาญส่วนสี่หนุ่มก็ยืนคุมเชิงมองดูอย่างทึ่งๆ หากเป็นพวกเขาคงกลิ้งตกลงมาเป็นแน่
เดี๋ยวกูขึ้นไปก่อน แล้วมึงส่งของขึ้นมา... กบอาสาเป็นคนแรก
ได้ๆ อย่าให้เหล้าตกนะมึง โป๋ยออกอาการเป็นห่วง เมื่อเห็นกบปีนบันไดลิงขึ้นไป
น่าไม่ต้องห่วง ว่าแล้วก็ปีนขึ้นไปอย่างชำนาญ ทำให้คนข้างล่วงหมดห่วง
...
ตอนนี้สี่สหายไม้คานเดินมาทันกันพอดี ตู้เลยบอกให้ลูกหาบเอาของขึ้นไปก่อนเช่นกัน ส่วนพวกเขาก็เลยถือ
โอกาสทักทายกับพวกเธอพอเป็นพิธี เพราะมีคนรอขึ้นอยู่เช่นกัน และพวกหนุ่มๆ ก็ให้พวกเธอปีนขึ้นไปก่อน
โดยอาสาจะถือของที่พวกเธอติดมือเอาไว้แทน...และกบที่อยู่ข้างบนก็คอยช่วยดึงพวกเธอขึ้นไปอีกที
รู้งี้กูขึ้นไปคนแรกก็ดีแล้ว อ๋องอดบ่นอย่างเสียมิได้ เมื่อเห็นกบฉุดมือสาวๆ ขึ้นไป
...
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของแต่ละคน ลบความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตลอดการเดินทางเมื่อ 3-4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตา ทิวสนที่อยู่ไกลลิบๆ สายลมอ่อนๆ แวะมาทักทายผู้มาเยือนทุกคน แม้แดดจะแรง
แต่หาได้สร้างความร้อนให้แต่ละคนในยามนี้ ภาพจริงแห่งธรรมชาติและบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ที่ปรากฏตอนนี้
ดึงดูดความสนใจมากกว่าที่คิดไปถึงเรื่องอื่นๆ
...รางวัลจากธรรมชาติ มอบให้มิตรผู้มาเยือน...
##########---------------------------###########
|