"ผู้พิชิตภูกระดึง"
ป้ายต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้ชอบความท้าทายและการผจญภัยในป่า เมื่อผ่านพ้น
การปีนป่ายกระทั่งมาถึง "หลังแป" กันแล้ว ก็มักจะไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเป็นทิวแถว เพื่อเป็น
หลักฐานว่าครั้งหนึ่งเคยมาเยือนสถานแห่งนี้
...
"ไปถ่ายรูปกันเหอะวะ" ตู้เอ่ยปากชวน
"โอยยยย ใครจะถ่ายก็ถ่ายไปเหอะกูยังไม่ปวด ขอไปกินก่อนก็แล้วกัน" โป๋ยอิดออด พร้อมกับดิ่งไป
ร้านอาหารใกล้ๆ ส่วนที่เหลือก็ขยับตามโป๋ยไป
"ขากลับค่อยมาถ่ายก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าเราเพิ่งขึ้นหรือลง" กบให้ความเห็น
"มึงอยากจะไปถ่ายให้พวกสี่คนนั่นก็ไปเหอะ ไม่ต้องมาฟอร์มหรอก" อ๋องพูดเหมือนรู้ทัน
"เอางี้ละกัน พวกมึงไปนั่งรอที่ร้านก่อน เดี๋ยวกูตามไป" ว่าแล้วก็ถือกล้องตรงไปที่ป้ายนั้น
...
"คุณ..." เสียงกุ้งเอ่ยทัก เมื่อตู้เดินมาใกล้ๆ สี่สหาย
"ตู้ครับ" ตู้ทำเสียงหล่อ ตามสไตล์คนรักธรรมชาติ "มีอะไรให้ผมช่วยครับ"
"เอ้อ คุณตู้คะ ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยนะคะ" เสียงหวานๆ อย่างนี้มีหรือจะปฏิเสธลง
...
ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ตู้เคยอ่านเจอเรื่องราวแบบนี้ในนิยายรักวัยรุ่นเมื่อครั้งเป็นหนุ่มขาสั้น
ไม่คิดว่าจะมาเจอเอากับตัวเองเมื่อจะเป็นหนุ่มใกล้ใหญ่ แต่ว่าเรื่องราวในนิยายทั้งหลาย ก็ล้วน
รังสรรค์มาจากชีวิตจริงมิใช่หรือ บางครั้งบางหนชีวิตมันก็ยิ่งกว่านิยายเสียอีก
...
หลังจากถ่ายภาพให้สี่สหายฯ เป็นครั้งที่สอง คราวนี้บทสนทนาก็เริ่มต้นอย่างจริงๆ จัง หลังจากที่
แต่ละฝ่ายต่างจดๆ จ้องๆ ไม่ยอมออกหมัดเสียที ตู้เชิญชวนทั้งหมดไปนั่งพักที่ร้านค้าบริเวณใกล้ๆ
นั่นเอง ซึ่งทำให้ลูกหาบที่มาด้วยกันได้พักไปในตัวด้วย
...
"เฮ้ย...มึงดูสิ ไอ้ตู้พาใครมา" อ๋องซึ่งกำลังดูดโอเลี้ยงอย่างสบายใจเฉิบ เงยหน้าขึ้นมาเจอพอดี
"แจ๋วหวะ..." โป๋ยพูดเพียงสั้นๆ พร้อมกับหยิบหวีจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาหวีผม โป๋ยมักเป็นอย่าง
นี้เสมอเมื่อเจอกับเพศตรงข้ามที่อยู่ในความสนใจของตัวเอง และคิดว่าพวกคุณเธอเหล่านั้นจะสนใจ
เขาด้วยเช่นกัน...เรียกง่ายๆว่าหลงตัวเองนั่นแหละ...แต่ราว 99 เปอร์เซ็นต์ ผลลัพท์มักจะตรงข้าม
กับความคิดของเจ้าตัว
...
"เอ้อ!!! คุณๆ ทั้งหลายครับ หากเพื่อนผม มันพูดจาไม่เข้าหู ก็อย่าเพิ่งรังเกียจรังงอนกันนะครับ
พวกเราก็เป็นอย่างนี้แหละ ปากหมาแต่ก็จริงใจ..." ตู้ออกตัวให้กับเพื่อนๆ
"ไม่หรอกค่ะ แต่ถ้าหากพวกเราเป็นบ้างก็อย่าว่ากันนะคะ" อ้อมพูดยิ้มๆ
"อ้าว...ยังงั้นก็ดีสิครับ พวกเดียวกัน"
...
"คนตัวสูงๆ ยาวๆ นั่นชื่อเจ้าโป๋ย ตอนนี้เป็นนักข่าวสายบันเทิงอยู่หนังสือพิมพ์รักไทย จบจาก
อเมริกาเชียวนา..แต่ชอบทำตัวเหมือนจบจากโรงเรียนวัด ส่วนคนที่นั่งข้างๆ หล่อๆ นั่นแหละแต่
น้อยกว่าผม ชื่อเจ้ากบ เป็นทนายความหากมีปัญหาเรื่องใดๆ เรียกใช้ได้ครับ ส่วนอีกคนชื่อเจ้า
อ๋อง เป็นสัตวแพทย์ แต่ดันมาทำงานเป็นเซลแมนขายยากับอาหารสัตว์ มันบอกว่าได้เงินดีกว่า
ตั้งหลายเท่า..." ตู้แนะนำเพื่อนๆ พอสังเขปก่อนจะเข้ามา
ในร้าน
"อ้าว แล้วคุณตู้ละคะ ไม่เห็นบอกเลยว่าทำงงทำงานอะไร" หวานเพิ่งได้เอ่ยปาก
"อ้อ โทษที ผมเป็นวิศวกรโรงงานครับผม"
...
"เฮ้ย พวกเรา เดี๋ยวกูจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนใหม่" ตู้ทักเพื่อนๆ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน
"แหม ต่อหน้าสาวๆ เรียกพวกเราเชียวนะ ไอ้ตู้ ทำไมไม่เรียกพวกมึง เหมือนเดิมละ"
กบได้โอกาสเหน็บชายโครง
ตามวิสัย
"งั้นพวกมึงก็ได้..." ตู้ยกการ์ดขึ้นบังพร้อมกับอัพเปอร์คัทสวน
...
"หวานคะ"
"กุ้งคะ"
"ทรายคะ"
"อ้อมคะ"
...
ทั้งสี่สาวเริ่มรุกก่อน โดยไม่ปล่อยให้หนุ่มๆ ได้มีโอกาสตั้งตัว ซึ่งได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ
ผงกหัวรับรู้เมื่อทุกคนแนะนำตัวเอง...
"รับอะไรดีคะ" ป้าเจ้าของร้านคงเห็นไม่สั่งอะไรเสียทีก็เลยเดินเข้ามาถาม
"เอ้ออ...ชาดำเย็นครับ แล้วพวกคุณละครับ" ตู้บอกป้าแล้วหันไปถามสาวๆ
"น้ำอัดลม 4 ขวด ก็แล้วกันคะ" กุ้งบอกกับป้า
"โทษทีครับ เชิญนั่งก่อนครับ พวกมึงนี่แย่จริงๆ เห็นสุภาพสตรียืนต่อหน้าต่อตา
ไม่ยอมลุกให้นั่ง เอ้อออ" อ๋องไม่
พูดเฉยๆ ลุกจากเก้าอี้ พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญให้นั่ง ส่วนกบกับโป๋ยก็ทำท่าขยับตัว
แต่ไม่ลุก เพราะเห็นว่ามีที่นั่ง
เพียงพอสำหรับทุกคนอยู่แล้ว
"จะสั่งอาหารด้วยหรือเปล่าคะ" ป้าตะโกนถามขณะกำลังเตรียมเครื่องดื่ม
ตู้มองหน้าเพื่อนๆ เหมือนจะหาคำตอบ และไม่วายที่จะเผื่อไปทางพวกสี่สหายด้วย โดยอัตโนมัติ
ทุกคนเหลือบมอง
ดูนาฬิกา นี่ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงแล้ว...อาการผงกหัวของแต่ละคน เหมือนกับเป็นการยอมรับ
"กูเอากะเพราไก่ ไข่ดาว พวกมึงละ" ตู้ถามเพื่อนๆ "แล้วพวกคุณจะสั่งอะไรครับ"
"เอาเหมือนกันก็ได้คะ จะได้เร็วหน่อย ว่าไงพวกเรา" อ้อมถามเพื่อนๆ แต่ปากนั้นสั่งไปแล้ว
...
ตะวันเลยหัวไปไม่เท่าไหร่ ท้องฟ้าสีเข้มกว่าที่เคยเห็นในกรุง เมฆขนนกแซมพอสวยงาม ยิ่งห่างจากเมืองกรุงมาก
เท่าไหร่ ท้องฟ้ายิ่งเพิ่มความงดงามมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อมองท้องฟ้าจากยอดเขาสูง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าขอบ
ฟ้าอยู่แค่เอื้อม
สายลมพัดเบาๆ พอดับความร้อนจากแสงแดดได้บ้าง กลุ่มนักเดินทางยังคงทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนไม่มีวันหมด
สิ้น และเมื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเสร็จแล้วต่างก็มุ่งหน้าเดินไปยังที่ทำการ เพื่อจัดการเรื่องที่พักของตนให้เรียบร้อย
บางกลุ่มบางพวกหอบหิ้วกีตาร์มาด้วย ก็แหกปากร้องเพลงทันทีที่ขึ้นมาถึง ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของพวกตน
แต่เพียงกลุ่มเดียว เศษขยะถูกทิ้งอย่างไร้ความรับผิดชอบ...
พรรณไม้งามแปลกตาเรียงรายอยู่สองข้างทาง บางต้นออกดอกสะพรั่งราวกับรับรู้ว่าฤดูกาลนี้จะมีผู้มาเยือนอย่างไม่
ขาดสาย ธรรมชาติมักเป็นผู้ให้เสมอ ผิดกับมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติประเภทเดียวที่ไม่รู้จักคำว่าพอ
"อีกไกลหรือเปล่าวะ" โป๋ยซึ่งเดินรั้งท้ายเพื่อนตะโกนถาม
"อีก 3 มดร้องไห้" ตู้ตอบแบบกวนๆ ส่วนสายตายังคงจับจ้องมองไปยังกลุ่มของสี่สหาย ที่หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ
พวกแม่คุณก็ขอตัวออกเดินทาง โดยไม่รั้งรอที่จะไปพร้อมๆ กัน ทั้งๆ ที่หนุ่มๆ พากันขอร้องแล้ว โดยพวกเธอให้
เหตุผลว่า "เดี๋ยวก็คงตามทัน" ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่จากการสนทนาตู้ก็พอจะรับรู้โดยสามัญสำนึกว่า พวกเธอ
ต้องการความเป็นส่วนตัว...ด้วยเหตุนี้ พวกเขาก็เลยเดินอย่างไม่เร่งรีบเพื่อให้ทัน
"แม่งเอ๊ยยย ร้อนฉิบ..." แดดกล้า ฟ้าเข้ม ลมโชยอ่อนๆ แต่นักเดินทางทุกผู้ทุกนามหากไม่มีการเตรียมพร้อมก็มัก
จะประสบกับปัญหาเสมอ โป๋ยก็เป็นหนึ่งในนั้น
"ก็บอกแล้วว่า ให้ฟิตร่างกายก่อนมา เสือกทะลึ่งยกแต่แก้วเหล้า แล้วเป็นไงละ" อ๋องหันไปว่าเข้าให้
"เออๆ รุมกระหน่ำซ้ำเติมกูจริงนะ..."
...
"พวกมึงรู้หรือเปล่าว่า บนภูกระดึงมีสนอยู่กี่ชนิด" ตู้เปลี่ยนเรื่องให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย
"สองชนิด" กบตอบอย่างมั่นใจ
"มึงรู้ได้ไง" อ๋องถามกบ
"เวรเอ๊ยยย ก็ที่ทำการข้างล่างเขามีภาพให้ดู มีตัวหนังสือให้อ่าน เสือกไม่อ่าน" กบได้ที
"กูจะรู้เหรอ กูเรียนแต่เรื่องหมาๆ เรื่องผักกูไม่ค่อยสนใจ" พูดถึงต้นสน พลางให้นึกถึงทิวสนเรียงรายหน้า
โรงเรียนสมัยประถม ซึ่งพวกเขามักจะพากันไปเด็ดใบสนแล้วดึงบริเวณข้อให้หลุดจากกัน แล้วต่อเข้าไปใหม่
และก็ให้เพื่อนทายว่า บริเวณรอยต่อนั้นอยู่ตรงไหน
นั่นเป็นของเล่นสมัยเด็กๆ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเล่นกันไปทำไม เอาสนุกไว้ก่อน แต่พอโตขึ้นถึงมารู้เอาว่า
สิ่งที่เล่นกันเมื่อครั้งนั้น ก็เพื่อเป็นการฝึกการให้รู้จักสังเกต เปรียบเทียบ ... ถึงตรงนี้แล้วก็อยากนึกขอบคุณ
คนที่เอามาเล่นเป็นคนแรกๆ เหลือเกิน
...น่าเสียดาย ตอนนี้ต้นสนเหล่านั้นถูกโค่นจนไม่เหลือแม้แต่ตอ และมีอาคารเรียนหลังใหม่ผุดขึ้นแทน
...
"แล้วมึงรู้ไหมว่าสนสองใบกับสนสามใบต่างกันยังไง" ตู้ถามกบ
"สนสองใบก็มีสองใบ สนสามใบก็มีสามใบสิวะ" กบตอบตรงๆ ตามที่อ่านมาคร่าวๆ
"เฮ้ยยย รอกูมั่งสิวะ" เสียงโป๋ยยังตะโกนไล่หลังมา ตอนนี้พวกเขาเป็นนักเดินทางกลุ่มเกือบๆ สุดท้ายแล้ว
ส่วนสี่สหายนั้น ไปไกลลิบจนมองไม่เห็นหลังแล้ว ทั้งสามรอหาร่มไม้แถวๆ นั้นนั่งพักรอ
...
บริเวณนั้นมีสนเรียงรายอยู่รอบๆ กบเดินไปเด็ดยอดสนมา
"เวรเอ๊ย มึงรู้มั้ย เด็ดใบไม้นี่มันสะเทือนถึงดวงดาวเลยนะมึง" ตู้เอ่ยสำนวนของกวีชื่อดังของไทย
"ไม่เป็นไรหรอก ยอดสน ที่ไอ้พวกจัญไร มันตัดไม้ทำลายป่ากันซะจนเหี้ยน ไม่เห็นมันกลัวอะไรเลย แล้วมึงว่า
นี่สนสองใบหรือสามใบ" กบชูยอดที่เด็ดมาให้ดู แต่ก็มีใบสนอยู่หลายใบเหมือนกัน
"สองใบ" ตู้ตอบ โดยไม่ได้นับ
"ทำไมมึงรู้" อ๋องถามคำถามเดิมๆ
"กูอ่านมา..." ตู้ตอบกวนๆ พอดีกับโป๋ยเดินหอบแฮกๆ มานั่งข้างๆ
"อ่านอะไรของมึง" โป๋ยอยากรู้อยากเห็นไปด้วยตามวิสัย
"อยากรู้มั้ย กูรู้ได้ไง" ตู้หันไปถามกบกับอ๋อง โดยไม่ได้สนใจคำถามองโป๋ย แต่ทั้งคู่ก็ไม่ตอบเพราะรู้ว่ายังไงตู้ก็ต้อง
เล่าให้ฟังอยู่ดี...
"มึงดูง่ายๆ ก็แล้วกัน สนสองใบนะ เปลือกมันจะหนาๆ สีเข้มๆ ดำๆ มีรอยแตกใหญ่ๆ หยาบๆ นั่นแหละ ส่วนสาม
ใบ รอยแตกมันจะเนียนกว่า เล็กกว่า แค่นี้แหละ " ตู้อธิบายยาวเหยียด โดยที่ทั้งสามนั่งฟังแบบไม่ใส่ใจแต่รับรู้ไว้
ก็ไม่เสียหลาย
"แม่ง ไปเด็ดมานับซะก็สิ้นเรื่อง" โป๋ยสอดขึ้นมา
"หายเหนื่อยแล้วสิมึง" อ๋องถาม
"งั้นไปกันดีกว่า" กบออกเดินนำ ส่วนลูกหาบก็หาบสัมภาระเดินแซงหน้ากบขึ้นไป
...
เต๊นท์หลากสี เรียงรายเป็นระเบียบดูสวยงาม บางเต๊นท์มีรูปร่างแปลกตา ดูเก๋ไปอีกแบบ เป็นการบ่งบอกถึงฐานะ
และรสนิยมของคนเดินทาง ใกล้ๆ กันก็มีเต๊นท์สีเชยๆ ทึมๆ กางอยู่ติดๆ กันเป็นแถวเป็นแนว นั่นคือเป้าหมาย
ของพวกเขา เพราะเป็นเต๊นท์ให้เช่าราคาไม่กี่สิบบาท
...
โชคยังพอหลงเหลือให้บ้าง เมื่อมีเต๊นท์ว่างอยู่ไม่กี่หลัง แต่ว่าอยู่หลังๆ ออกไป...แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ขอให้มีที่สำหรับ
ซุกหัวนอนกันน้ำค้างก็พอแล้ว...จัดแจงเก็บสัมภาระ ขนผ้าห่มที่เช่ามากองไว้ในเต๊นท์ ซึ่งเช่าไว้ 2 หลัง...
เมื่อเข้าที่เข้าทางแล้ว
สายตาของแต่ละคนต่างก็มองหาจุดหมายเดียวกัน...
##########---------------------------###########
|