Refresh visit our sponsor

ตอนที่ 6 "..ล่องผา ท่องป่าสน...." ...เรียงร้อยจากจินตนาการโดย ครูโย กระดานดำออนไลน์

 


..........ดูเหมือนว่าความพยายามของแต่ละคนไม่จะสมหวัง ซึ่งต่างคนก็ต่างเก็บอาการของตนไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ แต่มีหรือเพื่อนคบหากันมานานจนแทบจะรู้ตำแหน่งไฝฝ้าของกันและกันจะสังเกตอากัปกิริยาของอีกฝ่ายไม่ออก หันไปหันมาก็มาเจอหน้ากันเอง

"มึงมองหาอะไร" โป๋ยหันมาเจอหน้าตู้พอดี
"หาอีคำหล้า" ตู้หมายถึงกวางเพศเมียที่ชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณเต๊นท์ของนักท่องเที่ยว
"ใครวะ อีคำหล้า" อ๋องทำหน้าฉงน
"กวาง มันชอบมากินอาหารแถวๆ นี้แหละ กูมาทุกครั้งก็เจอมันทุกครั้ง วันนี้ยังไม่เห็น แล้วพวกมึงหาอะไร"
"หาอีคำสะเออะมั้ง" กบตอบแบบกวนๆ "เอาไงต่อดี เริ่มเลยหรือเปล่า"
ทุกคนหันมามองหน้ากันเหมือนกับรู้คำตอบอยู่แล้ว
"เอาตอนนี้เลยเหรอ พวกมึงไม่พักผ่อนกันมั่งหรือไง กูกะว่า ตอนห้าโมงกูจะพาไปดูอาทิตย์ตกสักหน่อย"
ตู้ออกความเห็น "กลับมาค่อยว่ากันใหม่" ตู้มองหน้าแต่ละคน เพื่อหาคำตอบ
...

"อีกไกลหรือเปล่าวะ" โป๋ยตะโกนถามอย่างเหนื่อยอ่อน
"มึงไม่อยากไปก็กลับไปนอนได้นี่หว่า" อ๋องหันไปบอก
"...หยวกเอ๊ย แม่ง มาถึงนี้แล้วกูไม่กลับไปง่ายๆ หรอกโว้ย" ว่าแล้วก็รีบเร่งเดินให้ทันเพื่อน
...

...........ตะวันที่แผดแสงแรงจ้ามาทั้งวัน ถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน อาทิตย์กลมโต คล้อยลงต่ำเพื่อทักทายยอดเขาทะมึน จิตรกรธรรมชาติ เริ่มระบายสีท้องฟ้าจากสีฟ้าเป็นสีส้มอมแดง พร้อมกับแต้มสีครึ้มดำให้กับขุนเขา ส่วนปุยเมฆใหญ่น้อยก็พลอยเป็นใจที่จะร่วมงานศิลปะอันยิ่งใหญ่นี้ ต่างพากันหลบให้ตะวันเป็นพระเอกของงาน...
...

............นักท่องเที่ยวเริ่มทะยอยตามเส้นทางเดียวกันอย่างไม่ขาดสาย และก็แซงหน้าของสี่หนุ่มไปจนมองเห็นเป็นคาราวานยาวเหยียด เหลียวหลังกลับไปมอง มีอีกกลุ่มไล่หลังมาอีกไม่มาก และคงจะแซงหน้าในอีกไม่ช้า เหลียวมองหากลุ่มของสี่สหายไม้คานที่ ร่วมทุกข์กันตอนเมื่อกลางวันก็ไม่เจอ
...

"เร็วๆ หน่อยไอ้โป๋ย เดี๋ยวแม่งก็เจอแค่ขอบจานหรอกมึง" ตู้หันไปตะโกนเร่งโป๋ย เมื่อเห็นอาทิตย์เริ่มคล้อยลงใกล้ยอดเขาเรื่อยๆ อีกไม่กี่อึดใจก็ถึงเป้าหมายแล้ว
"พวกมึงเดินไปก่อนเลย เดี๋ยวกูจะไปของกูอย่างนี้แหละ ไม่เห็นวันนี้ วันหน้ากูมาดูใหม่ก็ได้ มันคงไม่หายไปจากโลกหรอก" โป๋ยมักจะเป็นคนแบบนี้ ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับความงามของธรรมชาติเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่กับท้องไร่ ท้องนาและธรรมชาติมาแต่เด็ก ภาพต่างๆ เหล่านี้ก็เลยกลายเป็นความคุ้นชิน ดวงอาทิตย์ตกที่ไหนก็คล้ายกัน เปลี่ยนแต่ฉากหน้าและหลังเท่านั้น ...
"กูเคยเห็นดวงอาทิตย์ตกแถวเทพีแห่งเสรีภาพมาแล้วโว้ย" โป๋ยตะโกนตามก้นเพื่อนๆ
...

........ชะง่อนหินที่ยื่นออกไปนอกผา อันเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของอุทยานแห่งนี้ นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างเข้าแถวเพื่อที่จะไปนั่งบนชะง่อนหินนั้นและบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก ว่ากันว่าใครไม่ได้มาถ่ายภาพที่ "ผาหล่มสัก" ก็เหมือนกับไม่ได้มาภูกระดึง ส่วนอีกด้านหนึ่งบรรดาตากล้องทั้งหลายต่างก็เตรียมอุปกรณ์ตัวเก่งของแต่ละคน เพื่อที่จะบันทึกภาพทิวทัศน์ยามนี้พร้อมกับนางและนายแบบของตน
.....

...........แชะ แชะ แชะ!!!...เสียงชัตเตอร์รัวถี่ยิบ เมื่อพระเอกของงานเดินทางมาตามเวลาและตำแหน่งที่เหมาะสม นางและนางแบบที่เข้าคิวถ่ายภาพ ก็เข้าประจำตำแหน่งเช่นกัน พอได้ที่ก็พยักหน้าเป็นเชิงให้กับช่างภาพของตนทำหน้าที่ เสร็จแล้วก็ต้องรีบออกอย่างเร็ว เพื่อเปิดทางให้คนอื่นได้เข้ามาเก็บบรรยากาศแห่งความประทับใจบ้าง
...
แต่ก็ยังมีบางคนบางกลุ่มที่เห็นแก่ตัว พอถึงเวลาตัวเองแล้วกลับนั่งแช่ ยืนแช่ โดยไม่สนใจเสียงก่นด่าของคนที่เข้าคิวรออยู่ข้างหลัง คงคิดว่าดวงอาทิตย์คงค้างอยู่อย่างนั้น...
...

สี่หนุ่มที่นั่งพักอยู่ด้านหลังของช่างภาพอีกที ได้แต่ยืนมองเหตุที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า และคิดไปต่างๆ นานา
"เฮ้ย ถ่ายรูปหน่อยโว้ย ไหนๆ ก็มาแล้ว" ตู้ตะโกนบอกเพื่อนๆ เมื่อหายหอบ หายเหนื่อยกันแล้ว
"ตรงไหน ที่คนเข้าคิวกันเยอะๆ นั่นนะเรอะ กูไม่เอาด้วยหรอก" โป๋ยบอก
"กูก็ไม่เอา" อ๋องเสริม
"กูด้วย" กบเห็นด้วยอีกคน
...
ทั้งสามหามุมนั่ง โดยมีบรรดาช่างภาพ เหล่านายและนางแบบทั้งหลาย รวมถึงความงดงามที่หาที่เปรียบมิได้ของธรรมชาติเป็นฉากหลัง ตู้ตั้งกล้องไว้บนขาตั้ง ก้มๆ เงยๆ ในช่องมองภาพ บอกเพื่อนๆ ให้ขยับจนได้ที่ได้มุมที่เหมาะสม ตะวันเริ่มคล้อยต่ำแทบหายใจรดต้นคอยอดเขาแล้ว มองเห็นทิวสนเป็นเงาดำ ตู้หยิบแฟลชขึ้นมาเสียบในตำแหน่งของมัน ปรับโฟกัสด้วยมือจนคมชัด
"เฮ้ย!!! มึงอย่าขยับตัวนะโว้ย" ตู้ตะโกนบอกเพื่อนๆ เมื่อปรับค่าต่างๆ เสร็จแล้ว พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเพื่อนๆ นั่งตัวเกร็งไม่ขยับเขยื้อน เว้นแต่ปากเท่านั้น
"แบบนี้ใช่ไหม" กบตะโกนตอบ พร้อมกับทำตัวแข็งทื่อ แล้วหันไปมองอ๋องกับโป๋ย ซึ่งทำท่าเหมือนกัน เพื่อนๆ ก็มักจะเป็นอย่างนี้เสมอ ตู้หัวเราะเบาๆ ..."หยวก เอ๊ย" ว่าแล้วก็ตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติ แล้วรีบวิ่งไปนั่งสมทบกับเพื่อนๆ
"ถ้าพวกมึงเห็นไฟแดงกระพริบเร็วๆ ให้นับสิบสี่ค้างไว้นะ" ตู้ที่นั่งข้างๆ กับหันไปบอกเพื่อน
"สิบหกได้ไหม" กบกวนตามเคย
"งั้นกูนับสิบเอ็ด" อ๋องเอามั่ง
"กูนับสิบเก้าแล้วกัน" โป๋ยไม่ยอมน้อยหน้า
"พวกมึงจะนับอะไรก็ช่างเหอะ" ยังไม่สิ้นเสียงดี ไฟแฟลชก็สว่างวูบ...
...
อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วเมื่อตะวันลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว ฤดูหนาวมักจะเป็นแบบนี้เสมอ และยิ่งเป็นฤดูหนาวบนยอดเขาความหนาวก็เพิ่มเป็นทวีคูณ สี่หนุ่มกระชับเสื้อกันหนาวของแต่ละคนให้เข้าที่
"แม่งหนาวฉิบหาย" อ๋องพูดเสียงสั่น
"โอ๊ย นี่ไม่เท่าไหร่ ถ้าพวกมึงไปเจอหิมะ เหมือนที่กูเจอนะ นี่แค่เด็กๆ" โป๋ยโอ่ให้ฟัง
"กูก็เคยเจอโว้ย ลบ 25 องศา" กบคุยมั่ง
"มึงไปเจอที่ไหน" โป๋ยถาม
"ไม่เชื่อมึงถามไอ้ตู้ก็ได้ กูกับมันเข้าไปในห้องเก็บไอติมของไอ้ลักษณ์ แม่งมันตั้งอุณหภูมิไว้ ลบ 25 องศา จริงมั้ยไอ้ตู้" ว่าพลางหันไปขอความร่วมมือจากตู้
"เออ" ตู้ตอบสั้นๆ หวนคิดถึงตอนที่เข้าไปในตู้เก็บไอศครีมยี่ห้อฝาผนังของลักษณ์ เพื่อนหญิงสมัยเรียนมัธยมปลายด้วยกัน และหลังจากจบปริญญาตรีด้านบัญชีแล้ว เธอก็มาคุมกิจการส่งไอศครีมในจังหวัด......มันเย็นจับจิตจริง ลบ 25 องศาเซลเซียส...
...

............ คาราวานนักท่องเที่ยวต่างทะยอยกลับท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเสร็จสิ้นการแสดงอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ซึ่งผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน แสงจากไฟฉายส่องเป็นลำนำทางยามท้องฟ้ามืดสนิท บรรยากาศขณะนี้มีแต่แสงระยิบของดวงดาวเท่านั้น...
...

..........อ๋องทำหน้าที่เป็นพลไฟฉาย ก็ส่องไฟไปเรื่อยเปื่อย เมื่อสายตาของแต่ละคนสามารถปรับให้เข้ากับความมืดได้แล้ว ซึ่งพอจะมองเห็นทางเดินอยู่บ้าง
"มึงส่องหานกฮูกหรือไงวะ" กบทนไม่ไหว เมื่อเห็นอ๋องส่องไฟฉาย ไปที่ยอดสน แสงไฟส่องเป็นลำ และกลายเป็นวงกลมที่ยอดสน...
"กูหานางฟ้า" อ๋องตอบกวนๆ
"เฮ้ย...พวกมึง เวลาเดินป่า โบราณเขาไม่ให้พูดเรื่องไม่ดีหรืออัปมงคล หัดเคารพสถานที่มั่งสิวะ" ตู้ปรามเพื่อน
"มึงอย่าพูดมั่งก็แล้วกัน" กบบอก จากนั้นบรรยากาศของกลุ่มก็ตกอยู่ในความเงียบ ยินแต่เสียงของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ บ้างก็ตะโกนร้องเพลงไปเรื่อย...
...

...........ยามนี้ทุกคนฝันถึงที่นอนอันอ่อนนุ่ม พร้อมผ้าห่มนวมผืนหนา...แสงไฟนีออนจากที่ทำการฯ ทำให้ใจของแต่ละคนชื้นขึ้นมาบ้าง ต่างก็เร่งฝีเท้าเพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็ว...อ๋องยังคงส่องไฟไล่หลังกลุ่มอื่นเรื่อยไป...
"เฮ้ย อ๋อง อย่าเพิ่งส่องไปไหนนะ" โป๋ยเอ๋ยเบาๆ
"ทำไม" อ๋องทำหน้าฉงนท่ามกลางดวงดาว
"พวกมึงว่า นั่นใช่พวกสี่คน ที่เดินมาพร้อมๆ กับเราหรือเปล่าวะ" โป๋ยถามเพื่อนๆ ทุกคน และเมื่อมองไปที่ปลายทางของลำแสงแล้ว ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
"ใช่แล้ว"
"ส่องไว้ๆ" กบบอก
...

........... ทั้งสี่รีบเร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันกลุ่มที่คิดว่าเป็นสี่สหาย...ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ตอนนี้มลายหายไปหมดสิ้นอย่างไม่รู้ตัว แต่พอเข้าใกล้ยิ่งขึ้น กลับเหนื่อยเพิ่มเป็นทวีคูณ เมื่อประจักษ์แก่สายตาทั้งสี่คู่แล้ว...เป็นสี่สหายเหมือนกัน แต่กลับกลายเป็น 3 หญิงแท้กับ 1 หญิงเหล็ก...
...

ทั้งสี่ทิ้งตัวลงอย่างเหนื่อยอ่อนเมื่อถึงที่พัก..............

##########---------------------------###########
Last Update : นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตในเทรคกิ้งไทย.คอมเมื่อ 2 พ.ค. 2543
อ่านตอนที่ผ่านมาครับ
ตอนที่ 1 "ออกเดินทางซะทีนะสี่หนุ่ม"
ตอนที่ 2 "เมื่อแรกพบเจอ กับเธอทั้งสี่"
ตอนที่ 3 "เริ่มเดินทางขึ้นสู่ ภูแห่งความฝัน"
ตอนที่ 4 "รางวัลจากธรรมชาติ มอบให้มิตรผู้มาเยือน"
ตอนที่ 5 "..ผู้พิชิตภูกระดึง...."

......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก