Refresh visit our sponsor

ตอนที่ 7 "..สัญญาณแห่งความรัก...." ...เรียงร้อยจากจินตนาการโดย ครูโย กระดานดำออนไลน์

 


"ตื่นๆๆ ๆ ได้แล้ว คุณหนูทั้งหลาย นี่กะจะมานอนกันอย่างเดียวหรือไง"
อ้อมเขย่าตัวเพื่อนๆ แต่ละคนที่หลับเหมือนกันไม่ต้องมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อีก
หลังจากได้ที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอพวกเธอล้มตัวหัวถึงพื้นตั้งแต่เย็น ก็เพิ่งมาฟื้นเอาตอนดาวกระจ่างฟ้านี่แหละ ซึ่งอ้อมเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงความหนาวเหน็บที่แวะมาทักทาย
...
เสียงร้องรำทำเพลง จากแค้มป์ไฟที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน พาให้จิตใจของอ้อมพลอยเบิกบานไปด้วย...ในวาบความคิด...นึกถึงเมื่อครั้งไปออกค่ายอาสาที่ยอดดอยทางเหนือ ซึ่งครั้งนั้นก็หนาวเหน็บไม่ต่างจากตอนนี้เท่าใดนัก ครั้งนั้นอ้อมยังสงสัยว่า เด็กๆ ชาวไทยภูเขาทนอยู่ในสภาพแบบนั้นได้อย่างไรกับผ้าห่มผืนบาง เสื้อกันหนาวตัวเดิมที่ใส่กันมาหลายปีดีดัก...
'คิดอะไรของเราเนี่ย นี่เรากำลังมาสนุกนะ' อ้อมรำพึงกับตัวเอง พลางสลัดหัวเพื่อให้ภาพเก่าเหล่านั้นหลุดหายไป...แต่ภาพรอยยิ้มที่เดียงสาของเด็กยังลอยเด่นอยู่ตรงหน้าเธอ..
...
"เหม่ออะไรจ๊ะ ยัยอ้อม คิดถึงแฟนเหรอ" เสียงห้าวๆ เจือสลึมสลือของกุ้ง ทำให้ภาพรอยยิ้มเดียงสานั้นหายไป อ้อมกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
"เปล่านี่ ฉันกำลังดูพวกที่เล่นแค้มป์ไฟอยู่หนะ กุ้งดูสิ เขาควงกระบองไฟด้วย" อ้อมชี้ให้ดู ชายหนุ่มที่กำลังควงกระบองไฟท้าทายแสงดาว ท่ามกลางกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คอยลุ้นเอาใจช่วย
...ลูกไฟจากปลายกระบองทั้งสองข้าง วิ่งตามกันเป็นวงกลมดูสวยงาม ผู้ชายคนนี้ช่างมีความคล่องแคล่วเหลือเกิน ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นภาพแบบนี้ในสถานที่เช่นนี้
...
เสียงปรบมือจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น รัวขึ้นพร้อมๆ กัน เมื่อเขาโยนกระบองไฟขึ้นสูงพอประมาณ และรับมันได้อย่างปลอดภัย...เขาโค้งคำนับคนดูอย่างสุภาพ
...
"อื้อ..เก่งจริงนะอีตาคนนี้" กุ้งรู้สึกทึ่งกับความสามารถของเขาเช่นกัน จากนั้นเหตุการณ์ก็กลับเข้าสู่ปกติ ทุกคนต่างหันกลับมาสนุกสนานภายในกลุ่มต่อไป
"หิวหรือยัง..." อ้อมรู้สึกถึงความว่างของกระเพาะอาหาร
"หิวสิ...ปลุกยัยสองคนนั่นดีกว่า จะได้ไปหาอะไรกินกัน" ว่าแล้วก็หันเข้าไปเขย่าขาของทรายกับหวานที่ไม่ยอมตื่นเสียที
...
จันทร์รูปเสี้ยวในยามนี้ ทำให้ดวงดาวน้อยใหญ่สามารถเปล่ารัศมีของตนได้อย่างเต็มที่ ไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีศศิธรเลยแม้แต่น้อย ธรรมชาติก็เป็นเยี่ยงนี้ มีเกิดมีดับ เป็นสัจธรรม...มนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน หากทุกคนตระหนักถึงกฎเกณฑ์ข้อนี้ โลกคงจะวุ่นวายอย่างในปัจจุบันเป็นแน่แท้
ร้านอาหารที่เรียงรายกันเป็นทิวแทว มีนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตานั่งกินอาหารแน่นขนัดไปแทบทุกร้าน และแต่ละคนล้วนใส่เสื้อกันหนาวสีสันสวยงามแปลกตา หากสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่านักท่องเที่ยวบางคนใส่เสื้อกันหนาวใหม่ๆ กันทั้งนั้น ยิ่งถ้าได้สดับรับฟังสำเนียงการพูดจาแล้วละก็คงจะเดาไม่ยากนักว่าพวกนี้มาจากเมืองกรุง...
...
เมืองที่ตลอดทั้งปีแทบจะไม่ได้สัมผัสกับคำว่า "หนาว" จะมีเพียงปีที่ผ่านมาเท่านั้นที่ความหนาวมาเยือนนานผิดปกติ อันสืบเนื่องมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก...อาการเห่อเสื้อกันหนาวของคนกรุงจึงบังเกิดขึ้นที่นี่
...
บริเวณส่วนหลังของจุดกางเต๊นท์ สี่หนุ่มที่เริ่มฟื้นตัวจากอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็กำลังจัดแจงอุปกรณ์สำหรับความบันเทิงทางอารมณ์ในยามค่ำเช่นกัน
"เฮ้ย...แก้วอยู่ที่กระเป๋าใครวะ" กบหยิบขวดเหล้าออกมาวางหน้าเต๊นท์ พร้อมกับตะโกนถามเพื่อนๆ ที่กำลังสาละวนอยู่กับสัมภาระของแต่ละคน
"อยู่กับกู โปรดรอสักครู่ครับท่านผู้ชม เดี๋ยวกูเอาออกไปให้" อ๋องตะโกนตอบมาจากในเต๊นท์
"มีน้ำเปล่าหรือเปล่าวะ" กบถามเข้าไปข้างใน
"ไม่มี เดี๋ยวกูจะไปซื้อ ใครจะไปช่วยถือ" ตู้โผล่หน้าออกมาจากเต๊นท์
"กูไปด้วย" อ๋องโผล่ออกมาจากเต๊นท์อีกหลังพร้อมกับแก้วน้ำพลาสติก 2 ใบ
"ไอ้เหี้ยโป๋ย...แม่งหลับอีกแล้ว" อ๋องบอกพร้อมกับยื่นแก้วให้กบ
"ช่างมัน เดี๋ยวกลับมาค่อยปลุกมัน" กบรับแก้วพร้อมกับรินเหล้าลงไปเกือบครึ่งแก้ว แล้วยกซดเพียวๆ รวดเดียวหมด โดยไม่ต้องมีน้ำตาม...พร้อมกับทำหน้าเหยเก
"แม่ง หายหนาวเลยหวะ...กลับมาเร็วๆ นะมึง อย่าลืมกลับแกล้มด้วยล่ะ"
...
เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของนักท่องเที่ยวที่นั่งล้อมวงจับกลุ่มอยู่บริเวณหน้าเต๊นท์ของตัวเอง มีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ในส่วนที่เป็นแค้มป์ไฟก็ยังคงมีกิจกรรมดำเนินต่อไปอย่างได้อรรถรส
...
...คืนจันทร์เสี้ยว ดาริกา พร่างฟ้าจรัส
เย็นลมพัด เหน็บหนาวกาย อุ่นใจฉัน
ได้สัมผัส ธรรมชาติ เพียงคืนวัน
แสนสุขสันต์ ข้างกายนั้น มีเธอเคียง...
...
เสียงบทกวีจากชายหนุ่ม แว่วดังมาจากกลุ่มที่ตู้กับอ๋องเดินผ่านพอดี
"เน่าฉิบหาย" อ๋องหันไปกระซิบกับตู้
"สงสัยแม่งเพิ่งจีบกัน..." ตู้หันไปหาแหล่งที่มาของบทกวีนั้น พลันนึกถึงภาพตัวอักษรที่ปรากฏหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำ
ตู้เองก็ใช่ว่าจะไม่เคยรจนาบทกลอนทำนองนี้ บ่อยครั้งที่เขาส่งบทกลอนผ่านระบบเครือข่ายที่ทันสมัยไปให้ใครต่อใครที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาซึ่งกันและกัน...หน้าตา 'น้องแน๊ตจะเป็นอย่างไรหนอ' ตั้งใจว่ากลับไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว จะต้องหาโอกาสนัดเจอกับเธอให้ได้...
...
"ซื้อร้านไหน ไอ้ตู้" อ๋องหันมาถามเมื่อเห็นว่าเดินเลยมาหลายร้านแล้ว
"ร้านเจ๊กิม" ตู้ตอบสั้นๆ
"ทำไมต้องร้านนี้ด้วย" อ๋องทำหน้างุนงง
"กูเคยพาลูกทัวร์ มาใช้บริการของร้านนี้ อาจมีส่วนลดบ้าง" ตู้ไขข้อสงสัยของอ๋อง
"หยวกเอ๊ย...ซื้อน้ำขวดสองขวด ยังจะเอาส่วนลดอีก"
"น่า...มึงเชื่อกูเหอะ ผูกมิตรไว้ดีกว่าสร้างศัตรู"
...
"สวัสดีครับป้านิด" ตู้ยกมือไหว้สตรีวัยกลางคนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร
"อ้าว...คุณตู้ มาอีกละติ" ป้านิดเงยหน้าขึ้นมอง พอรู้ว่าเป็นใครก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง (*"ละติ" หมายถึง "แล้วหรือ")
"พอดีหยุดหลายวัน คราวนี้เลยมาเที่ยวกับเพื่อนๆ คนเยอะนะป้า แบบนี้คงรวยกันเละ"
"มากันกี่คนละคะ"
"อ๋อ...มากัน 4 คนครับ พอดีโชคดีได้ที่พักนะครับ แต่อยู่ด้านหลังๆ นู้น ตอนบ่ายเลยไม่ได้แวะมารบกวน"
...
เมื่อครั้งปีใหม่ที่แล้ว ตู้ขึ้นภูกระดึงมาคนเดียว และเริ่มเดินทางขึ้นตอนบ่ายสอง กว่าจะมาถึงที่ทำการได้ก็เกือบค่ำแล้ว ซึ่งครั้งนั้นเขาหาที่พักไม่ได้เลย ยังดีที่อาศัยความเป็นไกด์เอาตัวรอดได้ โดยไปขอความช่วยเหลือจากร้านเจ๊กิมนี่แหละ ซึ่งป้านิดก็กุลีกุจอจัดแจงที่พักหลังร้านนั่นแหละให้เขาได้ซุกหัวนอนพร้อมผ้าห่มนวมอย่างสะดวกสบาย
...
ความมีน้ำใจในครั้งนั้นทำให้ตู้ไม่เคยลืมมาจนกระทั่งบัดนี้ ถึงแม้ว่าในช่วงเช้าที่ผ่านมา เขาไม่ได้พาเพื่อนๆ ไปอุดหนุนร้านที่อยู่ผานกเค้าก็ตาม
...การสร้างและสะสมมิตรภาพ เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่ตู้มักกระทำเสมอเมื่อมีโอกาส...
...
เมื่อได้ทุกอย่างครบตามต้องการแล้ว ตู้ชำระเงินและกล่าวลาป้านิด
"ถ้าไม่พอ ขาดเหลืออะไรก็มาเอาเพิ่มเติมได้นะคะ" ป้านิดกล่าวส่งท้าย
...
"มึงนี่ รู้จักเค้าไปทั่วเลยนะ" อ๋องเพิ่งได้โอกาสพูดเมื่อเดินออกจากร้าน
"กูบอกมึงแล้ว ผูกมิตรดีกว่าสร้างศัตรู" ตู้หันไปยิ้มให้ "เอ้า...ช่วยกูถือหน่อย" ตู้ยื่นถุงใส่กับแกล้มให้อ๋อง
"โอ๊ะ..โอ...เจอกันอีกแล้วครับ" ตู้อุทานอย่างลืมตัว เมื่อเห็นกลุ่มของสี่สหายเดินสวนมา
"โลกนี้มันกลมจริงนะครับ" อ๋องก็เก็บอาการแทบไม่อยู่เหมือนกัน
"ก็โลกมันกลมจริงๆ นะสิ ใครว่ามันแบน ก็ล้าสมัยไปแล้วละ" กุ้งตอบแบบกวนๆ แต่หน้าตาดูเหมือนจะแสดงความยินดีออกมาอย่างเปิดเผยทางรอยยิ้ม
"ได้อะไรมาเยอะแยะคะเนี่ย" อ้อมถามเมื่อเห็นชายหนุ่มถือของพะรุงพะรัง
"อ๋อ ซื้อเสบียงไปกินกันนะครับ" ตู้ยกกับแกล้มให้ดู
"เสบียงอาหารหรือเครื่องดื่มคะ" อ้อมถามยิ้มๆ เมื่อเห็นสิ่งของในถุง
"ทั้งสองละครับ" อ๋องตอบมั่ง "เอ้อ...แล้วพวกคุณพักกันแถวไหนครับ พวกผมมองหาก็ไม่เจอ"
อ๋องซักทันที เพราะขืนไม่ถามตอนนี้ก็ไม่รู้จะเจอกันอีกหรือเปล่า
พอเจอคำถามนี้เขา สี่สหายหันไปมองหน้ากัน คล้ายๆ กับจะหาคำตอบ อ๋องกับตู้ซึ่งพอจะผ่านประสบการณ์ด้านนี้ (ด้านการจีบสาว) มาบ้างพอสมควรก็พอจะคาดเดาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
"อืมม...ไม่เป็นไรครับ งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะครับ" ตู้ยิ้มให้อย่างสุภาพ
"เอ้อออ...พวกเราพักตรงเต๊นท์หมายเลข...." อ้อมชี้ไปยังบริเวณที่กางเต๊นท์ของพวกเธอ ซึ่งอยู่กันคนละฟากกับที่พวกเขาพัก
"โห...คนละฟากกันเลย ถ้างั้นก็เชิญตามสบายครับไม่รบกวนละ" ตู้ขยับตัวออกเดิน
"ถ้าบุญพาวาสนาส่ง คงเจอกันอีกนะครับ แล้วสองคนนั้นเป็นอะไรไม่พูดจากันบ้างเลย" อ๋องสบตาไปยังทรายกับหวานซึ่งยืนหน้างอทั้งสองคน
"หิวข้าว" ทรายกับหวานตอบห้วนๆ พร้อมกัน
"...ว้า...ถ้าจะโมโหหิว...ทานข้าวให้อร่อยนะคร้าบ" อ๋องส่งยิ้มหวานให้สองคนนั่น
"บ้าาาาา" หวานหันไปวีนใส่ จากนั้นทั้งฝ่ายก็แยกกัน
...
"ไอ้ตู้ มึงนับ 1 ถึง 10 แล้วหันกลับไปมองนะ ถ้าพวกยัยนั้นหันมาละก็...ชัวร์" อ๋องบอกเคล็ดลับในการดูใจสาวๆ
"...9...10" ตู้กับอ๋องหันหน้ากลับไปพร้อมๆ กัน....
"ไหมละ กูว่าแล้ว" อ๋องอุทานเบาๆ เมื่อเห็นพวกสี่สหายหันหน้ามาเช่นกัน
...
"เนื้อคู่กันแล้ว คงไม่แคล้วคลาดกันไปได้...." อ๋องฮัมเพลงเบาๆ ขณะเดินกลับเต๊นท์อย่างอารมณ์ดี
"อารมณ์ดีจริงนะมึง ขอให้สมหวังเถอะนะ..." ตู้หันไปแซว
...
ควันจากแค้มป์ไฟ มองเห็นเป็นสายพวยพุ่งสู่เบื้องบน หนุ่มสาวหลายคู่เดินเคียงกระหนุง กระหนิง บ่งบอกถึงความรักที่กำลังเบ่งบาน ว่ากันว่าหนุ่มสาวคู่ใดหากได้จูงมือ เกี่ยวกันกันขึ้นมาบนภูกระดึงแห่งนี้ด้วยกันแล้ว นั่นหมายถึงสัญญาณแห่งความรักที่มีจะมีตราบชั่วนิรันดร์ และถ้าไม่รักกันก็อาจจะเลิกรากันไปเลย...จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครทราบได้...ซึ่งหัวข้อนี้ยังไม่มีการวิจัยอย่างเป็นทางการเสียที...น่าจะมีใครสักคนลงทุนทำแบบสอบถามและติดตามผลการวิจัยต่อไปอีกสักปี แต่ใครละจะเป็นคนบ้า..คนนั้น
"รักกันจริ๊งงงง..." อ๋องพึมพัมอย่างอิจฉา เมื่อเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่พักยังเต๊นท์ใกล้ๆ กันประคองกอดผ่านหน้าเขาไป
...
"มึงไปหากับแกล้มที่ลำปางหรือไงวะ นานฉิบหาย" กบอดบ่นไม่ได้เมื่อเห็นเพื่อนไปนานผิดสังเกต
"เออ พวกมึงไปซื้อกับแกล้มหรือไปทำกับแกล้มวะ" โป๋ยซึ่งถูกปลุกมาเป็นเพื่อนดื่มหลังจากตู้กับอ๋องออกไปหาเสบียง ช่วยผสมโรง ตู้สังเกตน้ำสีอำพันในขวดตอนนี้พร่องไปเกือบครึ่งแล้ว
"หยวกเอ๊ย พวกมึงจะรีบกินกันไปถึงไหนวะ...แม่งกูแป๊บเดียว หมดไปเกือบครึ่งแล้ว..." ตู้อดที่จะต่อว่าไม่ได้
"เอ้าๆ มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาจะทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ มา...ดื่มฉลองกันหน่อย" อ๋องรีบตัดบท และโยนถุงกับแกล้มลงตรงหน้ากบ
"เวร...เดี๋ยวของแตกหมด" กบหยิบขึ้นมาและเปิดซองขนมขบเคี้ยว หยิบใส่ปาก ส่วนโป๋ยก็รินเหล้าส่งให้เพื่อน...
"ฮ่าาาาา...ค่อยยังชั่วหน่อย" อ๋องเลียริมฝีปาก เมื่อเหล้าแก้วแรกถูกส่งไปทักทายลำไส้
"พวกมึงอย่ากินกันดึกนะโว้ย...เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นอีก" ตู้เตือนเพื่อนด้วยเกรงว่า หากค่ำคืนนี้ การร่ำสุราของเพื่อนๆ จะยาวไปเรื่อยไม่มีกำหนด พลอยทำให้ต้องตื่นสาย อันจะส่งผลให้โปรแกรมการท่องเที่ยวของพรุ่งนี้รวนไปด้วย..
...
เพื่อนแต่ละคนหาได้สนใจคำเตือนนั้นไม่...

##########---------------------------###########
Last Update : นำลงครั้งแรกในอินเตอร์เนตในเทรคกิ้งไทย.คอมเมื่อ 16 พ.ค. 2543
อ่านตอนที่ผ่านมาครับ
ตอนที่ 1 "ออกเดินทางซะทีนะสี่หนุ่ม"
ตอนที่ 2 "เมื่อแรกพบเจอ กับเธอทั้งสี่"
ตอนที่ 3 "เริ่มเดินทางขึ้นสู่ ภูแห่งความฝัน"
ตอนที่ 4 "รางวัลจากธรรมชาติ มอบให้มิตรผู้มาเยือน"
ตอนที่ 5 "..ผู้พิชิตภูกระดึง...."
ตอนที่ 6 "...ล่องผา ท่องป่าสน..."

......มาเล่าความประทับใจในการเดินทางของท่านให้เพื่อนๆ ฟังกันเถอะครับ.........
กลับไปหน้าแรก